Josh Kaffa ร้านกาแฟที่ใส่ใจกับเมล็ดพันธุ์ ไปยังเมนูบรันช์สุดชิค

 

‘Josh Kaffa’ คือหนึ่งในร้านที่รีโนเวตให้กลายเป็นร้านกาแฟ ภายใต้ชายคาของโรงแรม Josh Hotel พร้อมต้อนรับเราด้วยประตูสีโทนเข้ม เมื่อมองผ่านประตูจะพบชั้นวางที่จัดโชว์เมล็ดกาแฟพันธุ์พิเศษของทางร้าน เชื้อเชิญเราให้เข้าไปสัมผัสความพิเศษนั้น

 

 

พื้นที่ภายในร้านแบ่งเป็นสัดส่วน ให้ความส่วนตัวมากขึ้นแต่ยังคงความอบอุ่น เป็นกันเอง ร้านตกแต่งสไตล์โคเปนเฮเกนด้วยสีโทนเข้มเป็นหลักอย่างเรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์ตัวเก่ามาปรับโฉมใหม่ ด้านในสุดของร้านเป็นเอสเปรซโซ่บาร์เผยให้เห็นขั้นตอนการทำกาแฟและเครื่องดื่มจากบาริสต้าอย่างพิถีพิถัน กลิ่นกาแฟหอมรวยรินเตะจมูกเราจนอดใจไม่ไหวต้องลองชิมสักแก้ว

 

 

 

จุดเริ่มต้นของร้านเกิดจากหุ้นส่วนของโรงแรมมีโรงคั่วกาแฟแบรนด์ MPresso จึงจับมือกันเปิดร้านในรูปแบบ The Boutique Espresso Bar คัดสรรเมล็ดกาแฟซึ่งผ่านการควบคุมและสกัดออกมาเพื่อให้ได้รสชาติที่เหมาะกับทุกคน และมีกาแฟให้เลือก 2 สไตล์คือ ‘3rd Wave’ กาแฟคั่วกลางให้ความสดชื่น ฉ่ำๆ ฟรุตตี้ และแบบ ‘Italian’ ให้รสชาติแบบดาร์คช็อคโกแลต

นอกจากกาแฟเฮ้าส์เบลนด์แล้วที่ร้านยังมีกาแฟสเปเชี่ยลเบลนด์ ซึ่งสามารถเลือกเมล็ดกาแฟตัวอื่นๆ มาทำเป็นกาแฟดริปได้ตามใจชอบ หากใครไม่นิยมกาแฟก็มี Chocolate Matcha Latte หรือ Ice Lemon Tea ให้ลองเช่นกัน ในเดือนกันยายนทางร้านอาจมีเมนู seasonal drink เป็นกาแฟสไตล์ไทยให้ได้ลองชิมด้วย อดใจรอหน่อย

 

 

วันนี้ซารังลองสั่งเมนูซิกเนเจอร์ดริงก์อย่าง Vanilla Lemon with coffee กาแฟดำกับวานิลลาไซรัป โซดาและฮอล์ ท็อปด้วยเลมอน เป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์ของบาริสต้ากับบาร์เทนเดอร์ ให้ความสดชื่น หายเหนื่อยล้า 

 

Vanilla Lemon with coffee

 

 Caffe Freddo กาแฟนมที่นำเมล็ดกาแฟไปสกัดแล้วอัดอากาศให้เกิดฟองฟูบนนม แนะนำให้ยกดื่มเพื่อลิ้มรสความนุ่มละมุน ทานได้เรื่อยๆ รสไม่เข้มจนเกินไป

 

Caffe Freddo

Yuzugano อเมริกาโน่กับยูสุเพียวเร่และโซดา ท็อปด้วยกาแฟ หรือเครื่องดื่มยอดฮิต Egg Nok with coffee กาแฟนมผสานกับไข่ไก่ออร์แกนิคที่ใช้นมร้อนมาคนกับไข่ให้สุก ใส่ซินนามอนและเลมอนออยล์ ท็อปด้วยครัมเบิ้ลเพื่อความกรุบกรอบ ดื่มแล้วอิ่มท้อง ทานคู่กับอาหารเมนูบรันช์สูตรพิเศษและโทสต์ที่กินได้ตลอดวัน รังสรรค์ความอร่อยโดยเชฟกันน์ จากรายการ Top Chef Thailand season 2

เมนูแนะนำของที่นี่คือ Duck Confi with Gravy ขาเป็ดกงฟีตุ๋นน้ำมันราดด้วยซอสเกรวี่ ทานกับเครื่องเคียงอย่างมันบด เห็ดและผักโขม สามารถกินเป็นเมนูบรันช์หรืออาหารมื้อหลักได้ หรืออิ่มท้องด้วย Breakfast Croissant ครัวซองต์ชิ้นใหญ่ทานคู่กับไข่คน เห็ด และเบคอนกรอบๆ อร่อยเต็มคำ

ต่อด้วย Smoke Salmon Pancake แพนเค้กท็อปด้วยครีมชีสและสโมกแซลมอน กินพร้อมกันได้รสชาติที่ลงตัว

Mushroom Egg Toast ขนมปังนุ่มๆ ด้านบนโปะด้วยเห็ด ไข่คน ราดด้วยซอสบัลซามิค หรือจะเป็นเมนู Josh’s Toast ขนมปังชิ้นใหญ่โปะด้วยครีมชีสและบลูเบอร์รี่แจมรสเปรี้ยวที่ทำเอง

Spagehtti AOP และ Spagehtti Japanese Curry หรือสามารถสั่งเบเกิลจากร้าน Volks ที่เปิดป๊อปอัพสโตร์ภายในร้านมากินคู่กับอาหารอื่นๆ แบบจัดเต็มได้

ใครที่เป็นคอกาแฟและหลงรักการกินบรันช์ ซารังขอเทใจให้ร้านนี้ เพราะการันตีความอร่อย ใช้เมล็ดกาแฟที่คัดมาโดยเฉพาะ พร้อมกับกินอาหารดีๆ เพื่อเยียวยา เติมเต็มจิตใจให้กลับมาสดใสเหมือนเคย

 

Josh Kaffa

Josh hotel ซ.อารีย์ 4 (ฝั่งเหนือ) ถ.พหลโยธิน

เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

Facebook / Line: @Joshkaffa


ทำไมเราถึงควรมีรักในวัยเรียน

 

สิ่งที่คนเป็นพ่อแม่มักกลัวนักหนาคือ การที่ลูกมีความรักในวัยเรียน กลัวว่าลูกจะเสียการเรียน เพราะเอาเวลาไปหมกมุ่นกับคู่รักของตัวเอง แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ การที่ลูกอกหักจนเสียผู้เสียคน กลายเป็นโรคเครียด ซึมเศร้า หรือกระทั่งฆ่าตัวตาย ดังนั้นพ่อแม่ส่วนใหญ่จึงอยากให้ลูกพร้อมในด้านวัยวุฒิและคุณวุฒิก่อนแล้วค่อยมีความรัก เพราะคิดว่าหากพวกเขามีวุฒิภาวะมากพอ ย่อมสามารถควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองได้ดี

แต่ที่จริงแล้วเราควรมีความรักในวัยเรียนไหม

 

 

อาจไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่า การมีความรักในวัยเรียนนั้นดีกว่า แต่ก็มีงานวิจัยที่ระบุว่า สิ่งที่พ่อแม่มักเชื่อกันนั้นอาจไม่ถูกต้องทีเดียว

ความสูญเสีย ความผิดหวัง อาจทำให้เราสติแตก เครียด ซึมเศร้า เสียผู้เสียคน แต่ในทางกลับกันก็ทำให้เราเติบโตและเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม

ปี 2010 คุณซีรี่ (M.D. Seery) และคณะ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่อง “whatever does not kill us: cumulative lifetime adversity, vulnerability, and resilience” ระบุว่า การที่เราเจอเหตุการณ์ร้ายๆ อาจสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เราสติแตก ซึมเศร้า หรือฆ่าตัวตายได้ เขาวิจัยจากคนในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2,000 ราย ด้วยคำถามที่ว่า “คุณเคยเจอเหตุการณ์ร้ายๆ มามากน้อยเพียงใด” เช่น ถังแตก หย่าร้าง คนรักหรือคนในครอบครัวตาย ประสบอุบัติภัยทางธรรมชาติ ถูกทำร้ายร่างกายหรือคุกคามทางเพศ คนส่วนใหญ่บอกว่าประสบเหตุการณ์เหล่านี้ประมาณ 8 ครั้ง มีเพียงร้อยละ 8 ที่บอกว่าไม่เคยผ่านประสบการณ์เหล่านั้น และประสบเหตุร้ายมากถึง 71 ครั้ง!

 

อีกสี่ปี ปรากฏว่าคนที่สุขภาพจิตดีกว่าใครๆ กลับไม่ใช่คนที่เจอเหตุการณ์ร้ายๆ น้อยที่สุด แต่กราฟความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเรื่องร้ายที่เจอกับภาวะสุขภาพจิต ออกมาเป็นรูปตัว U คือ คนที่ประสบเหตุการณ์ร้ายน้อยครั้งกลับมีสุขภาพจิตแย่กว่า เสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพก็มากกว่า

ส่วนคนที่เจอเหตุการณ์เลวร้ายปานกลางกลับมีสุขภาพจิตและความสุขในเกณฑ์ดีเยี่ยม แต่คนที่เจอเหตุการณ์ร้ายๆ มาเยอะ ตัวเลขกลับแย่ลง

อาจสรุปว่า “เรื่องร้ายๆ ไม่เพียงทำให้เราเกิดความเครียด แต่กลับช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้นได้ด้วย!”

 

 

แวดวงแพทย์มีศัพท์โรคเครียดอันเกิดจากเหตุการณ์ร้ายๆ ว่า PTSD (post traumatic stress disorder) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ‘เหตุการณ์สึนามิ’ ซึ่งมีคนมากมายเกิดอาการหวาดกลัวทะเล ทั้งที่ตัวเองอยู่กับทะเลมาทั้งชีวิต โรคนี้หลายคนอาจคุ้นเคย และนำไปเชื่อมโยงว่าทุกครั้งที่เกิดเรื่องร้ายๆ คนก็จะจิตตกทุกข์ระทมเสมอ แต่ในทางจิตวิทยาเรายังมีสิ่งที่เรียกว่า PTG (post traumatic growth) หรือการเติบโตทางจิตใจหลังเจอเหตุการณ์ร้ายๆ

PTSD กลับเกิดขึ้นน้อยกว่า PTG ค่อนข้างมากด้วยซ้ำ งานวิจัยระบุว่า คนเกือบร้อยละ 80 พบว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นหลังเจอความสูญเสีย เช่น ผลสำรวจคนอิสราเอลที่เผชิญการก่อการร้าย จนต้องสูญเสียพ่อแม่พี่น้องผองเพื่อนอยู่เป็นประจำ กว่าร้อยละ 74 พบว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นเมื่อเจออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต โดยนำประสบการณ์เลวร้ายนั้นเปรียบเทียบ 

 

 

 

เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบกันแล้ว การเปิดใจให้เด็กๆ ได้เจอประสบการณ์ความรัก ผิดหวัง อกหัก อาจช่วยให้เขารับมือเรื่องเหล่านี้ได้ดีขึ้นเมื่อเติบใหญ่ แน่นอนครับว่า ตอนเขาอกหักนั้นเป็นภาพความเศร้าเสียใจที่ไม่น่าดูเท่าไหร่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ แต่บทเรียนอกหักจะทำให้เขารักใครเป็นในวันหน้านะครับ

What doesn’t kill you makes you stronger.

 

อ้างอิง

คอลัมน์ “จักรวาลแห่งความรัก ดาวเคราะห์แห่งความเหงา”โดย นพ.ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์


Start over again ‘นิว’ ชัยพล & ‘เมษา’ กิตติมา

Start it over again      กลับมารักครั้งนี้ให้ดีกว่าเดิม
                        นิว ชัยพล & เมษา กิตติมา

เมื่อรักเราเข้ากันไม่ได้ การเลิกราและแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเองจึงเป็นคำตอบ ชีวิตที่ค่อยๆ เติบโต ผนวกกับการกลับมาบรรจบกันในวันที่รับมือสถาณการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ก่อเกิดรักที่มีความสุขในทุกวัน นักแสดงหนุ่มหล่อ ‘นิว’ ชัยพล จูเลียน พูพาร์ต และ ‘เมษา’  กิตติมา วงศ์สวัสดิ์ สาวหมวยนอกวงการ ทั้งคู่บอกว่าการเลิกราก่อนหน้านี้เป็นการตัดสินใจที่มีทั้งผิดและถูก

เพื่อนสนิท (ใจ)

                จากคนแปลกหน้าได้กลายมาเป็นคนรู้จักผ่านการแนะนำของเพื่อนสนิท เมื่อหนุ่มนิวได้ไปทำงานที่อเมริกาและต้องการอยู่เที่ยวที่นี่อีกสักระยะ เพื่อนของเขาจึงแนะนำให้เมษา ซึ่งตอนนั้นกำลังเรียนอยู่ที่นั่นให้เป็นไกด์แทน นิวเล่าว่า “มีปีนึงรายการ Nine entertain ให้ผมไปงานประกาศผลรางวัลออสการ์ที่ลอสแอนเจลิส จากนั้นก็ให้ไปเที่ยวซานฟรานซิสโกต่อ ผมเลยติดต่อเพื่อนเขาให้พาเที่ยวเพราะไม่เคยไป แต่วันที่ผมว่างจะไปเที่ยว เพื่อนดันไปเรียนพอดี เขาเลยไหว้วานเมษาให้พาผมเที่ยวแทน เราเลยได้รู้จักและสนิทกันมากขึ้น ตอนนั้นเราเป็นเพื่อนกันเพราะต่างคนต่างมีแฟนและไม่ได้คิดอะไร” เมื่อกลับจากอเมริกาทั้งสองก็ติดต่อกันในฐานะเพื่อนอยู่เรื่อยมา กระทั่งต่างคนรู้ใจตัวเองและค่อยๆ ลองคบหากัน

               “คบกันแล้วยิ่งทำให้รู้ว่าเราเข้ากันดีมาก เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังตลอด ก่อนเป็นแฟนกันเราก็กลัวว่าถ้าคบกันแล้วไม่เวิร์ค จะกลับไปเป็นเพื่อนกันได้ไหม เราไม่อยากเสียความรู้สึกตรงนั้นไปเพราะเราสนิทกันมาก แต่พอมาคบกันแล้วก็เป็นเพื่อน เป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากกับการค่อยๆ ขยับสถานะมาเป็นแฟน” นิวเล่าก่อนจะบอกต่อว่า สิ่งที่ทำให้เขาชอบสาวเมษานั้นเป็นเพราะความสบายใจ มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันและเป็นตัวของตัวเอง

               แม้การใช้ชีวิตคู่ดูจะราบรื่น แต่ปัญหาในความสัมพันธ์กลับเป็นเรื่องรักระยะไกล ประกอบกับการเติบโตทางความคิดในช่วงวัยนั้นด้วย

               เมษาเผยว่า “ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีปัญหาอะไร นอกจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นความผิดเราเอง เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต พอเรียนปริญญาตรีเสร็จก็กลับมาทำงานที่เมืองไทย แล้วก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ เราแยกย้ายกันไปหนึ่งปี เป็นความสัมพันธ์แบบ long distance เรามีโอกาสได้ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง มีอิสระมากขึ้น ส่วนพี่นิวก็โตขึ้น มีมุมมองบางอย่างที่เปลี่ยนไป พอเรากลับมาจากอังกฤษ กลายเป็นว่าหมดอิสรภาพ ถูกส่งไปทำธุรกิจของครอบครัวที่ประเทศจีนคนเดียว ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ความฝันเราแต่เป็นความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่เราเป็นคน extrovert ต้องการเจอผู้คน ทุกอย่างไม่มีความสุข ตอนนั้นเราบอกกับเขาตลอดนะว่ายังอยากมีเขาในอนาคต แต่ปัจจุบันอยู่ด้วยกันแล้วเราไม่มีความสุข เราเลยขอเขาแยกย้าย เหมือนช่วงนั้นเรากดดันหลายเรื่อง เขาก็พยายามช่วยประคับประคองไว้แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบที่เราต้องการ ถ้าอยู่แล้วไม่มีความสุขก็ไม่อยู่ดีกว่า”   

 

ถึงเวลามูฟออน

          เมื่อความรักถึงจุดเลิกรา นักแสดงหนุ่มเลือกใช้วิธีการตัดสัมพันธ์ “พอเวลาผ่านไปปุ๊ปก็ตัดเลย เราบล็อกทุกอย่าง ไลน์ อินสตาแกรม ไม่ได้คุยกันเลยเกือบสองปี เพราะผมยังทำใจไม่ได้ ไม่อยากติดต่อ ถ้ายังติดต่อกันอยู่ก็มูฟออนไม่ได้สักที” 

          สาวหมวยดีกรีนักเรียนนอกเล่าว่า “เวลาผ่านไปสองปี ครอบครัวเราทำธุรกิจคาราบาวแดง ฝ่ายการตลาดเขามีแคมเปญทำเกมโชว์ที่เป็นโปรโมชั่นให้ผู้บริโภค เราก็ไปติดต่อบริษัทนึง เขาเสนอดารานักแสดงหลายคนเพื่อมาเป็นพิธีกร แต่เขาเชียร์พี่นิวโดยไม่รู้มาก่อนว่าเราเคยคบกัน แต่เงื่อนไขของบริษัทเรา ข้อแรกเป็นนิวเจนเนอรเรชั่น แล้วเราก็เป็นทายาทด้วย สองเคยทำงานพิธีกร เขาอยากให้มีคนที่ทำงานกับคาราบาว เราร่วมงานได้แต่ไม่แน่ใจว่าพี่นิวจะสะดวกไหม เพราะเขาบล็อกเราไป ถ้าพี่นิวไม่ร่วมงานด้วย ยังไงเราก็ต้องทำ สุดท้ายเขาตอบรับงานนี้

         “ตอนทำรายการด้วยกันครั้งแรกเขาไม่คุยกับเราเลย เหมือนเราเป็นอากาศ คุยกันเฉพาะตอนทำงานหน้ากล้อง แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่กลับมาเจอหน้ากัน ตอนนั้นเขายังบล็อกเราอยู่นะ แต่เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและเพื่อนเรา จนร่วมงานกันไปสามเดือนก็เริ่มคุยกันได้บ้าง” 

 

Chapter 2 ของความรัก

           หลายอย่างในชีวิตอาจเกิดขึ้นเพราะจังหวะที่ประจวบเหมาะ ดังเช่นทั้งสองซึ่งกลับมาพบหน้าในวันที่มองความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาและเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต นิวเล่าด้วยเสียงจริงจังว่า “ผมก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาคบกันได้ แต่สุดท้ายด้วยประสบการณ์ชีวิต รวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม การที่เราโตขึ้นกลับทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นและไม่ทำพลาดในสิ่งที่เราเคยทะเลาะกัน ยอมรับว่าอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมันปรับตัวกันได้ง่ายขึ้น พูดตรงๆ ว่ากลับมารอบนี้ทุกอย่างดีกว่าเดิมเรื่อยๆ การที่เรารู้ข้อเสียของกันและกัน ทำให้ไม่ทะเลาะกันแบบเดิม กลับมาครั้งนี้เรามีความสุขในทุกๆ วัน แทบไม่ได้ทะเลาะกันเลย”

           เมษาเห็นคล้ายกันว่า เราสองคนคุยกันว่าการกลับมาคบกันครั้งนี้ดีกว่าครั้งที่ผ่านมา การเลิกกันตอนนั้นเป็นการตัดสินใจที่ผิด แต่มีส่วนที่ถูกอยู่แม้ว่าความเสียใจอาจทำให้ชีวิตเป๋ไปบ้าง แต่ทำให้ต่างคนต่างแยกไปมีชีวิตที่เติบโตแล้วกลับมาเจอกัน ช่วยให้เราเมื่อย้อนมองอดีตแล้วเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น พอกลับมาคบกันใหม่นิสัยพวกนั้นก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว เพราะกลายเป็นบทเรียนจากการเรียนรู้ของเราทั้งสองคน”

 

 

วงกลมสามวง

            นอกจากการดูแลกายและใจให้ดีในทุกวันแล้ว ยังมีความประทับใจมากมายตลอดระยะเวลาที่คบกันมา นิวเล่าว่า “มีเรื่องเล็กๆ แต่สำคัญสำหรับผม ผมไม่ชอบคนจิก วุ่นวาย พูดแล้วเข้าใจรู้เรื่อง เชื่อใจกันแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง ผมพูดตลอดว่าเรามีวงกลมสามวง วงนึงของผม วงนึงของเขา และวงตรงกลางคือของเรา เราต้องมีเวลาส่วนตัวด้วย แล้วเขาเป็นคนที่เข้าใจเราและเชื่อใจกัน แต่ต้องไม่โกหก ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตคู่นะ”

           ส่วนเมษาก็เห็นด้วยว่า “เราประทับใจเรื่องความรักกับการดูแลใส่ใจของเขา เขานึกถึงเราเสมอ เช่น พี่นิวเป็นคนชอบกิน สมมติไปกินข้าวเขาก็จะเสียสละส่วนที่ดีที่สุดให้เรา เช่น มีแก้มปลาสองชิ้นเล็กๆ เขาก็ให้เรากิน มีบ้างที่เราไม่ได้ชอบกิน แต่เขาอยากให้เราได้กินในสิ่งที่ดีที่สุด เขาเสียสละให้เรามากกว่าให้ตัวเอง รักเรามากกว่าตัวเอง อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องความรักที่เขามีให้ เขาไม่ได้รักแค่เรา แต่ดูแลไปยังครอบครัวเรา เรารู้สึกประทับใจตรงนี้” ลึกลงไปในบทสนาของทั้งคู่ เราก็พลันคิดว่าความหวังดีและการเสียสละนั้นเป็นฟันเฟืองที่คอยขับเคลื่อนความรักไปข้างหน้าไม่มีวันสิ้นสุด

 

 

สุขในทุกข์

           ประสบการณ์ความรักไม่ว่าดีหรือร้ายล้วนกลายเป็นเกราะป้องกันความเจ็บปวด ความเสียใจและการยอมรับความผิดพลาด จนนำมาเป็นเครื่องเตือนใจและหลักคิดในชีวิตคู่ ว่าที่เจ้าบ่าวพูดถึงความเห็นนี้ “เราเคยดียังไงตั้งแต่แรกก็ต้องดีอย่างนั้น เสมอต้นเสมอปลาย ผมเชื่อว่าถ้าจะหาใครสักคน เราควรคงความเป็นตัวเอง ไม่ควรเปลี่ยนแปลงตัวเองมากเกินไปจนไม่เป็นตัวเรา เพราะท้ายสุดเราก็ต้องมีความสุขในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ด้วย มีความสุขกับเขาและมีความสุขกับชีวิตคู่ ความสัมพันธ์คือความสบายใจและเชื่อใจ แต่ไม่ใช่ว่าเชื่อใจจนอีกฝ่ายหนึ่งสามารถโกหกได้ เราต้องทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันให้ดีที่สุดด้วย ผมคิดว่านี่คือหลักง่ายๆ ถ้าทำได้ชีวิตคู่ก็มีความสุขที่สุด รวมถึงผมชอบประโยคที่พี่ฮิวโก้เคยพูดว่า ‘การที่ผู้ชายคนนึงจะรักผู้หญิงคนเดียว มันไม่ใช่สิ่งพิเศษ ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมเพราะมันเป็นเรื่องปกติที่เราควรจะรักใครแค่คนเดียวอยู่แล้ว’”

            ส่วนว่าที่เจ้าสาวก็นิ่งคิดก่อนตอบว่า “หนูเชื่อเหมือนพี่นิวว่าความรักที่ดีต้องคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้ ถ้าเกิดไปคบกับใครแล้วต้องปรับเยอะ สุดท้ายก็ไปไม่รอดอยู่ดีเพราะมันไม่ใช่ตัวตนของเรา และถ้าเราจะอยู่กับใครได้นาน ไม่ใช่เรามองแต่เรื่องความรัก ข้อดีของกันและกัน หรืออยู่เพราะสิ่งดีๆ แต่ต้องยอมรับข้อเสียของเขาให้ได้ด้วย นอกจากนั้นถ้าจะแต่งงานก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ต้องดีทั้งเวลาทุกข์และสุขด้วย ถ้าตอนที่ต่างคนต่างไม่ดี ให้มองว่ามีความรักอยู่ในตอนที่เราทุกข์ไหม เวลาทะเลาะกัน เราบอกพี่นิวว่ามันทำให้เรารักกันมากขึ้น”


ทำไมราคาแหวนแต่งงานถึงสำคัญกับการหย่าร้าง? : แหวนเรื่องใหญ่ หัวใจเรื่องเล็ก

แหวนเรื่องใหญ่ หัวใจเรื่องเล็ก

 

เมื่อพูดถึงการแต่งงาน สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือแหวนแต่งงาน เพราะเมื่อสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายก็เหมือนประกาศตัวกลายๆ ว่าฉันมีเจ้าของแล้ว และเมื่อถอดแหวนนั้นทิ้ง ก็เหมือนย้ำให้ชัดเจนอยู่ในทีว่า ชีวิตการแต่งงานระหว่างฉันกับเธอได้สิ้นสุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายให้เสียเวลา

สำหรับคนบางคน เรื่องแหวนแต่งงานนี้อาจไม่สำคัญ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้น เมื่อมันสำคัญขนาดนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาใหญ่นั่นคือ ราคาของแหวนแต่งงาน

 

 

หากแหวนราคาถูกไป ก็จะดูไม่สมศักดิ์ศรีกับความรักที่เรามีให้แก่เจ้าสาว ไม่สมฐานะของเธอ และอาจครหาได้ว่ามาอยู่กับผู้ชายที่ไม่เอาถ่าน ในทางกลับกัน หากซื้อแพงเกินไปก็อาจกลายเป็นการทำอะไรเกินตัว จนก่อให้เกิดหนี้สินตั้งแต่ชีวิตคู่ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ สาเหตุเพราะมันเป็นปัญหาโลกแตกจนมีนักวิทยาศาสตร์สนใจมาทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ

โดยทั่วไปแล้ว สังคมอเมริกันเขามีธรรมเนียมง่ายๆ ในการซื้อแหวนแต่งงานว่า ควรมีราคาสัก 2 เท่าของเงินเดือน ถึงจะถือว่าสมฐานะ แต่จากงานวิจัยพบว่าจริงๆ แล้ว แหวนแต่งงานส่วนใหญ่มีราคาแค่ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเท่านั้น (อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าเงินเดือนของคนอเมริกันนั้นมากกว่าเงินเดือนของคนไทย)

นักวิทยาศาสตร์จึงค้นพบว่าต่อ จริงๆ แล้ว ราคาของแหวนสัมพันธ์กับอัตราการหย่าร้าง ราคาแหวนยิ่งสูง อัตราการหย่าร้างก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย

 

 

จากการสำรวจคนจำนวนกว่า 3,151 คน ส่วนใหญ่ซื้อแหวนในราคาน้อยกว่าวงละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ และพบว่าคนที่จ่ายเงินมากกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงที่จะเลิกกัน และยิ่งสูงลิ่ว (เกิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ยิ่งมีโอกาสเลิกมากขึ้น แต่คนที่ซื้อแหวนในราคาต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะมีความเสี่ยงต่ำในการเลิกรา (เอาเป็นว่าผมให้ค่าเฉลี่ยของเงินเดือนคนอเมริกันไว้คือ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไทยคือ 20,000 บาท นะครับ)

ข้อมูลนี้อาจทำให้หลายคนงง เพราะคนที่มีตังค์ซื้อแหวนแพงๆ ก็ควรมีเงินใช้จ่ายอู้ฟู่แหละ และการมีเงินไม่ขาดตกบกพร่องนั้นก็น่าจะเป็นผลดีแก่ชีวิตคู่ 

 

คำอธิบายง่ายๆ คือ ยิ่งใช้เงินมากก็ยิ่งเป็นหนี้มาก ก่อให้เกิดความเครียดกับชีวิตคู่ เลยเลิกกันง่ายขึ้น แต่นั่นแหละครับ ถ้าสามีเป็นคนรวยอยู่แล้ว การจะซื้อแหวนเพชรแพงหรู 18 กะรัตคงจะไม่ทำให้เขาเกิดความเครียดเพราะใช้เงินมาก คำอธิบายนี้จึงไม่ใช่คำอธิบายที่สมบูรณ์แบบนัก

คำอธิบายต่อมาคือ การซื้อแหวนราคาประหยัด เนื่องจากคนสองคนนั้นมีนิสัยเข้ากันได้ รสนิยมคล้ายกัน รู้ว่าควรประหยัดเรื่องนี้ เลยซื้อแหวนถูกๆ มา ไม่ได้เกี่ยวกับเงินที่ใช้ซื้อแหวนแต่อย่างใด (ส่วนผู้ชายที่ใช้เงินซื้อแหวนราคาแพงนั้นเพื่อสนองความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ ทั้งที่เขาอยากประหยัด แต่รู้ว่าผู้หญิงอยากได้เลยจำใจต้องซื้อให้ ภาวะฝืนใจไม่บอกไม่กล่าวนี่แหละ เป็นอันตรายแก่ชีวิตคู่อย่างยิ่ง)

 

เพราะฉะนั้นบทสรุปจากงานวิจัยนี่ก็คือ คุยกันให้มากๆ ไว้ อย่ามโนเอาเองว่าอีกฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไร ถ้าอยากรู้อะไรก็ให้ถามตรงๆ ดีกว่าสุดท้ายเสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึก และอาจจะเสียคนรักด้วย

ขอให้รักกันยาวๆ ครับ

 

อ้างอิง

คอลัมน์ “จักรวาลแห่งความรัก ดาวเคราะห์แห่งความเหงา”โดย นพ.ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์

ข้อมูลอ้างอิง: https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1111/ecin.12206


ออกเดทแบบ Chinese Style จิบชา ชมงานศิลป์ที่ ‘Fa ka fei’

ออกเดทแบบ Chinese Style

จิบชา ชมงานศิลป์ที่ ‘Fa ka fei’

ช่วงนี้หลายคนที่ work from home อาจรู้สึกหม่นหมองและตึงเครียดกันบ้าง หากได้นั่งจิบชาหอมกรุ่นในบรรยากาศสบายๆ คงช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสร้างความสุขไม่น้อย

‘ฟา คา เฟย’ คือคาเฟ่สไตล์จีนย้อนยุคขนาดกะทัดรัด ซึ่งออกแบบมาเสมือนเป็นโรงเตี๊ยมจีนหลังเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านสวนมะลิ เมื่อถึงหน้าร้าน ยังไม่ทันที่เราจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน โมม่า และลูฟวร์ เจ้าหมาก็วิ่งออกมาโดยพลันต้อนรับเราอย่างเป็นมิตร จนอดใจไม่ไหวต้องแวะทักทายทั้งสองก่อนเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศและวัฒนธรรมจีนในร้าน

ด้วยการตกแต่งในสไตล์จีนอันเป็นเอกลักษณ์ เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในอดีตสมัยของภาพยนตร์จีนสักเรื่อง  คุณแตง เจ้าของร้านเล่าถึงที่มาว่า ก่อนหน้านี้เคยมองหาทำเลสำหรับออฟฟิศ ตอนนั้นแฟนหนุ่มของเธอมีบ้านเก่าหลังหนึ่ง ด้วยความชื่นชอบตัวอาคารและโครงสร้าง จึงตัดสินใจทำที่นี่เป็นออฟฟิศและขยายพื้นที่เป็นคาเฟ่ โดยได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมดั้งเดิมและภาพยนตร์จีน จำลองบรรยากาศร้านน้ำชาหรือโรงเตี๊ยม มีเคาน์เตอร์บาร์อยู่ด้านหน้า เผยให้เห็นวิธีการทำเครื่องดื่มต่างๆ อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ภายในร้านตกแต่งสไตล์ลอฟต์ ผนังปูนเปลือย ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ตัดกับสีแดงเหลืองจากข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เก็บสะสมมาตั้งแต่รุ่นอาม่า อากง ออกแบบให้คงโครงสร้างเดิมไว้ เน้นความโปร่งโล่งสบายด้วยแสงธรรมชาติ ทั้งอยากเก็บรักษาศิลปวัฒนธรรมจีนอันเก่าแก่ในย่านนี้ไว้ ทางร้านจึงจัดบริเวณชั้นสองเป็นโซนอาร์ตแกลเลอรี่ เปิดพื้นที่ให้ศิลปินจัดแสดงผลงานภาพวาด และกิจกรรมอื่นๆ เกี่ยวกับศิลปะจีน

สำหรับเมนูชาซึ่งเป็นไฮไลต์ของร้าน คุณแตงเล่าว่า เธอชื่นชอบการดื่มชาอยู่แล้ว จึงนำเสนอชาที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ดื่มง่าย ปรับให้เข้ากับสมุนไพร รวมทั้งทดลองทำเป็นเครื่องดื่มม็อคเทล และมีเมนูขนมที่กินคู่กับวัตถุดิบง่ายๆ

เมนูแนะนำ ‘ดาวเคลื่อนดาราคล้อย’ เป็นชื่อวิชาประจำตระกูลของมู่หยงจากเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้า เป็นชาอู่หลงยอดน้ำค้างที่ดีต่อสุขภาพ โรยด้วยโป๊ยกั๊ก เก๋ากี้ และเกาลัดเชื่อมญี่ปุ่น ด้านล่างมีฟักทองเชื่อมให้ได้เคี้ยวเพิ่มรสชาติด้วย แนะนำให้ดื่มพร้อมกันจะได้ความหวานหอมและสดชื่น

สำหรับคอกาแฟต้องลอง ‘หวังอิงเลี่ยว’ กาแฟโคลด์บริวผสมสมุนไพรจีนอย่างใบเฉาก๊วย หล่อฮังก้วย ท้อปด้วยเก๋ากี้ ตกแต่งด้วยฮวยซัว เสิร์ฟแบบแยกชั้นโฟม แนะนำให้ยกดื่มเพื่อสัมผัสความนุ่มจากโฟมและความเย็นสดชื่นจากสมุนไพร 

‘สราญรมย์’ ใบชาลาเวนเดอร์เกรดพรีเมียมสกัดกับส้มยูสุและเอสเพรสโซช็อต เข้ากันอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีเมนูชาที่น่าสนใจอีกเช่นกัน เช่น ชาหอมหมื่นลี้ และอู่หลงไคว่เล่อ

เมนูขนมหวาน ‘หยินหยาง’ ไอศกรีมโฮมเมดรสงาดำกับรสน้ำเต้าหู้ กินคู่กับถั่วแดงกวน เครื่องเคียงอื่นๆ และวาฟเฟิล รสชาติไม่หวานจนเกินไป ตบท้ายด้วย ‘เจ้าหญิงหิมะ’ ไอศกรีมมะพร้าวโฮมเมดกินคู่กับท็อปปิ้งที่เราคุ้นเคย เช่น ถั่วแดง วุ้นมะพร้าว ราดด้วยน้ำเชื่อมคุโรมิสึจากญี่ปุ่น ช่วยคลายร้อนและเติมควานหวานให้ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม

Fa ka fei (ฟา คา เฟย)

เปิด อังคาร-ศุกร์ เวลา 10.30-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.30-19.30 น.

ซ.เฉลิมเขต 4 แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

โทร. 093-969-2449

FB: Fa Ka Fei ฟา คา เฟย 发咖啡


ทำไมเราถึงยังอยู่กับคนที่ทำร้ายเรา? : วิทยาศาสตร์ของ “ถึงรักก็(อาจ)ร้าย”

 

 

“ชั้นคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเธอไปปป…”

ดูเหมือนจะมีเพลงมากมายที่มีเนื้อเพลงประมาณนี้ ที่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันแสนโรแมนติก แสนหวาน แต่ระวังให้ดี ความหวานนั้นอาจเป็นใบมีดเคลือบน้ำตาลซึ่งพร้อมจะบาดคอคุณอยู่

 

 

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “ถึงรักก็ร้าย” (ไม่ใช่ “ถึงร้ายก็รัก” นะ)

ไม่รู้ว่าเคยเจอกันไหม บางคู่เวลาโรแมนติก ก็หวานกันจนเกินคำบรรยาย แต่รุ่งเช้ากลับตาเขียวปั๊ดไปทำงาน จากนั้นก็เป็นเหมือนเดิมใหม่ วนไปไม่รู้กี่รอบ

เพราะความรักกับความรุนแรง ดูจะเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ความรักควรจะเป็นเรื่องการดูแลเอาใจใส่ เป็นห่วงใย ไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายต้องเจ็บปวด โดยเฉพาะความเจ็บปวดทางกายที่ไม่ควรทำกับคนรัก

เดิมทีความรักในคนเกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์ชายหญิงอยู่ด้วยกัน มีลูก เผยแพร่เผ่าพันธุ์ของตัวเองให้ได้มากที่สุด เรามีความสุขกับการมีความรัก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์ของเราอยู่รอด การดูแลกายดูแลใจอีกฝ่ายก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อรั้งเพศตรงข้ามให้อยู่กับเรา                

 

กลยุทธ์อีกอย่างของการทำให้อีกฝ่าย(หญิง)อยู่ด้วย คือการใช้กำลัง จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่ทำร้ายผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นเพราะหึงหวง หรือสงสัยว่าแฟนของตัวเองมีคนอื่น  เราอาจคิดว่าการหึงหวงเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นั่นเป็นอากัปกิริยาที่ดูน่ารักและโรแมนติกเหมือนกัน

 

 

ในทางจิตวิทยา การทำให้อีกฝ่ายอยู่กับเรามีสองวิธีคือ violent และ nonviolent mate retention tactics

  1. violent แปลตรงตัวคือ การใช้ความรุนแรงตั้งแต่การพูดจาข่มขู่ กักขัง ทำร้าย(ทั้งฝ่ายหญิงและคนที่คาดว่าจะเป็นชู้ด้วย) ข่มขืน
  2. nonviolent ก็ใช้วิธีการโอบเอวในที่สาธารณะเพื่ออวดว่าคนนี้แฟนฉัน ทำตัวดูแพงเพื่อโชว์ให้แฟนสาวรู้สึกเสียดายไม่อยากทิ้งไป เอาอกเอาใจดูแลเทคแคร์ หรือแม้กระทั่งการยอมแฟนสาวทุกอย่าง (submission and debasement) ก็ถือเป็นวิธี mate retention เช่นกัน

 

 

แม้ nonviolent mate retention จะดูไม่ได้เป็นการทำร้ายใคร แต่เรื่องที่น่าตกใจคือ คนที่ใช้ nonviolent mate retention มาก มีแนวโน้มจะใช้ violent mate retention มากขึ้นด้วย แสดงว่าการที่คนคนหนึ่งโอบเอวเราออกงานปาร์ตี้หรู ใส่โรเล็กซ์ นั่งโรลสรอยซ พูดจาหวานซึ้ง ยอมเราทุกอย่าง คนกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มจะซ้อมเรายามค่ำคืนเพื่อไม่ให้เราไปมีคนอื่นด้วย และหากคุณทั้งสาว สวย เฟรนด์ลี่ ความหึงหวงก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

 

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเจอเพื่อนสาวสวยของเราตาเขียวมาทำงาน ทั้งๆ ที่สวยขนาดนี้พวกเธอต้องมีตัวเลือกมากมายและน่าจะเลือกคนดีๆ มาเป็นแฟน แต่หากมองในมุมกลับกัน ตัวเลือกที่ดูพร้อมที่สุดกลับกลายเป็นตัวอันตรายที่สุดได้เหมือนกัน เราจึงได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่เสมอๆ

 

เล่าแล้วก็คิดถึงเนื้อเพลง

“ฉันกำลังขอร้องอ้อนวอนเธออย่าไป ทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาเธอเอาไว้ พนมสองมือขึ้นกราบกรานเธอโปรดอย่าไป”

หากเจอผู้ชายแบบนี้ผู้หญิง อาจต้องระวังไว้มากๆ เหมือนกันนะครับ

 

 

อ้างอิง

https://www.oxfordhandbooks.com/view/10.1093/oxfordhb/9780195396706.001.0001/oxfordhb-9780195396706-e-16

คอลัมน์ “จักรวาลแห่งความรัก ดาวเคราะห์แห่งความเหงา”โดย นพ.ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์


ไขความลับ : ทำไมผู้หญิงถึงชอบช้อป และผู้ชายอยากกลับบ้าน?

 

    วันก่อนไปเดินตลาดนัดกับแฟน แฟนบอกว่าอยากกินขนมหวาน ผมเลยถามว่า “เธออยากกิน เครป เฉาก๊วย หรือไอศกรีม” แต่แฟนกลับตอบว่า “ก็เดินไปหาว่าข้างหน้ามีอะไรไม่ได้รึไง ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าอยากกินอะไร” ต่างจากผมที่ต้องรู้ก่อนว่าจะไปซื้ออะไร แต่ผู้หญิงคงไม่ได้มีวิธีการช้อปแบบนั้น                                               

    ผมเลยค้นคว้าประเด็นนี้ จึงพบว่าวิธีการช้อปของหญิงและชายนั้นแตกต่างกันอย่างมาก และเรื่องนี้ได้กลายเป็นปัญหาคาใจพ่อบ้านหลายคนว่า ทำไมผู้หญิงถึงต้องช้อปนานขนาดนี้ด้วย? และทำไมผู้ชายถึงดูไม่มีความสุขที่เธอเลือกซื้อของในห้างนานขนาดนั้น

    เราค่อยๆ มาทำความเข้าใจจิตวิทยาของหนุ่มช้อปไวกับสาวช้อปนานกันดีกว่า

 

     

    สมัยบรรพบุรุษของเรายังคงอยู่ในป่า มนุษย์มีวิธีหาอาหารสองแบบคือ hunter (ล่าสัตว์) และ gatherer (เก็บของป่า) โดย ผู้ชายไปล่าสัตว์ ผู้หญิงเก็บของป่า เพราะผู้หญิงไปล่าแมมมอธพร้อมกับอุ้มลูกเล็กๆ ไม่ได้แน่ อีกทั้งร่างกายของผู้ชายที่แข็งแรงกว่าก็เหมาะกับสภาพ การเดินทางไกล ส่วนการเก็บของป่าบางครั้งก็หาในละแวกใกล้ๆ ได้ ไม่ต้องเร่งรีบ หญิงชายจึงมีวิวัฒนาการต่างกัน มีทักษะที่เหมาะกับงานของตัวเองมากขึ้นๆ จนกลายเป็นความแตกต่างระหว่างชายหญิง

 

ล่าสัตว์ และ เก็บของป่า

  • การเก็บของป่ามักอยู่กันเป็นกลุ่ม ช่วยป้องกันอันตรายจากสัตว์นักล่าได้ดีกว่า แต่การล่าสัตว์เป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความเงียบ เพราะเดี๋ยวเหยื่อจะรู้ตัวแล้ววิ่งหนีไป พฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้หญิงจึงชอบไปเป็นกลุ่ม แต่ผู้ชายกลับไม่ค่อยพูด จะมีหรือไม่มีเพื่อนไปช้อปด้วยก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่
  • ส่วนการเก็บของป่า ผู้หญิงมักเก็บผลไม้หลากหลายชนิด และรู้ระยะเวลาค่อนข้างแน่นอนว่าอีกกี่เดือนถึงจะแตกใบใหม่อีก จึงเกิดเป็นพฤติกรรมช้อปปิ้งที่ผู้หญิงมักรู้ว่า ช่วงไหนสินค้าจะลดราคา หรือเมื่อเจอของถูกใจเป็นพิเศษ ก็สามารถอดทนเดินสำรวจร้านอื่นๆ ก่อน เผื่อได้ราคาดีกว่านี้ (เจอผลไม้ที่สุกงอมกว่า)
  • ในขณะที่การล่าสัตว์แทบไม่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลเลย คือ เจอก็เจอ ไม่เจอก็ไม่เจอ ฉะนั้นผู้ชายจะตอบคำถามไม่ได้ว่า H&M ลดราคาช่วงไหนบ้าง และหากผู้ชายเจอสินค้า(เหยื่อ)ที่ต้องการแล้วก็จะรีบซื้อ(ตะครุบ) เพราะโดยธรรมชาติแล้วเหยื่อที่เหมาะสมไม่ได้โผล่มาบ่อยนัก 

 


    เนื่องจากผลหมากรากไม้ มักเจริญเติบโตในบริเวณเดิม เมื่อผู้หญิงไปหาของป่าก็จะใช้วิธีค้นหาแบบ object-oriented navigation คือจำว่าอะไรอยู่ตรงไหนโดยดูจาก landmark เช่น ร้าน Uniqlo อยู่ติดกับร้านยีนส์ลีวาย ดังนั้นเวลาสาวๆ เข้าร้านใหม่ พวกเธอมักหาเจอว่ามีอะไรวางไว้ตรงไหนเสมอ 

 

 

    ส่วนผู้ชายใช้วิธีจำทิศเป็นหลัก เช่น จำได้ว่าน่าจะต้องเดินไปทิศนี้ (นี่เป็นเหตุให้ผู้ชายมักขับรถไปในที่ที่ไม่คุ้นเคยได้เก่งกว่าผู้หญิง) นั่นเป็นเพราะระบบนำทางของผู้ชายเป็นแบบ euclidian หรือแบบทิศซึ่งเหมาะแก่การหาทิศกลับบ้าน เวลาต้องเดินทางไกลๆ แต่พอเป็นตลาดนัดสวนจตุจักรที่พอเข้าไปข้างในแล้วแทบบอกทิศทางไม่ได้ ระบบนำทางที่ใช้ landmark เป็นหลักกลับทำงานได้ดีกว่า ผู้หญิงจึงสามารถเดินช้อปปิ้งเก่งกว่าผู้ชาย

 

 

    มาถึงคำถามที่หลายคนคาใจว่า ทำไมผู้หญิงถึงช้อปแบบไม่เสร็จสักที แต่ผู้ชายพอได้ของที่ต้องการก็รีบกลับ เพราะในสมัยก่อน การเก็บของป่า ถ้าเดินจากต้นโน้นไปต้นนี้ย่อมเป็นประโยชน์เผื่อไว้สำหรับโอกาสหน้า เช่น เก็บสตรอว์เบอร์รี่ตรงนี้เสร็จ ก็เดินเลยไปดูหลังโขดหินสักหน่อย ไปเจอต้นสะตอ

 

อ้างอิง

คอลัมน์ “จักรวาลแห่งความรัก ดาวเคราะห์แห่งความเหงา”โดย นพ.ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์


3 เทรนด์สุขภาพปี 2021

 

3 เทรนด์สุขภาพปี 2021

 

หลายคนมักเริ่มต้นทำสิ่งใหม่หรือปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เรื่องสุขภาพนับเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะสุขภาพดีชีวิตย่อมดีอย่างแน่นอน เราลองมาดูเทรนด์สุขภาพในปี 2021 กันสัก 3 ข้อ

 

 

 

สุขภาพกาย: Food Allergens Test Kits

อุปกรณ์ตรวจเช็คอาการป่วยเบื้องต้นกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยุค new normal ด้วยการระบาดของโควิด-19 หากเราไม่ป่วยหนักคงไม่อยากเสี่ยงเดินทางไปในสถานที่ที่มีคนเยอะ ชุดทดสอบการแพ้อาหาร Food Allergens Test Kits เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ควรมีติดบ้าน เพราะโรคภูมิแพ้อาหารนั้นคือร่างกายที่ตอบสนองไวต่ออาหาร ซึ่งในบางคนร่างกายอาจตอบสนองไวแต่ไม่ได้แพ้

 

 

สุขภาพใจ: Emotional Wellness

ยุคนี้ทุกคนต่างเผชิญความเครียดจากปัญหาหลายด้าน ทั้งการเรียน การงาน ภาระทางการเงิน การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากครอบครัว ยามมีเรื่องทุกข์ก็ไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใคร แอพพลิเคชั่นปรึกษาด้านปัญหาสุขภาพจิตนับเป็นอีกเทรนด์ที่น่าจับตามอง ยกตัวอย่างเช่น Ooca Talkspace หรือ Headspace Meditation

 

 

 

อาหารการกิน: Intuitive Eating

Eating trend หมายถึง intuitive eating คือการกินตามสัญชาตญาณหรือกินตามใจปาก (อย่างมีสติ) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าเมื่ออยากกินอะไรแสดงว่าร่างกายกำลังขาดสารอาหารนั้นอยู่ วิธีการคือกินแค่พออิ่มและมีขีดจำกัด สามารถกินอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูงได้ในปริมาณที่พอเหมาะ ข้อมูลจาก Good +Well Reports พบว่าได้ผลดีกว่าการนับจำนวนแคลลอรี เป็นวิธีไดเอทอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ

 

 

 

ขอบคุณข้อมูล:

https://www.healthaddict.com/content/trend_talk/


เติมรักให้ครบรสที่ Red Rose Chinese Restaurant & Jazz Lounge

 

เติมรักให้ครบรสที่ Red Rose Chinese Restaurant & Jazz Lounge

 

การออกเดทคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการพาคนรักไปร้านอาหารที่รสชาติถูกปาก ท่ามกลางบรรยากาศดี ดนตรีไพเราะ ฮักฉบับนี้ขอพาคุณที่รักไปเยือน Red Rose Chinese Restaurant & Jazz Lounge ห้องอาหารสไตล์จีนย้อนยุค ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์และความโรแมนติก

เราเดินทางไปยังรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีวัดมังกร เดินต่ออีกนิดสู่ Shanghai Mansion Bangkok แล้วจะพบกับสะพานไม้สีแดงเปรียบเสมือนจุดเชื่อมเวลาที่จะพาคุณย้อนกลับไปสู่เซี่ยงไฮ้ในทศวรรษ 1930 หลายคนที่มาเยือนจึงถ่ายรูปเช็คอินเป็นจุดแรก ก่อนเข้าไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ภายใน

 

ร้านนี้มีโซนที่สามารถจิบเครื่องดื่ม ฟังเพลงชิลล์ๆ มีวงดนตรีแจ๊ส หรือบริเวณชั้น 2 ก็สามารถนั่งกินดื่มในบรรยากาศสบายๆ ได้เช่นกัน ด้านอาหาร ที่นี่โดดเด่นเรื่องอาหารจีนรสเลิศสไตล์โมเดิร์น ไชนีส และเมนูชุดติ่มซำในราคาเพียง 899 บาทต่อท่าน บอกได้คำเดียวว่าอิ่มคุ้มสุดๆ

ขอแนะนำเมนูเรียกน้ำย่อย กุ้งทอดสลัดซอสวาซาบิ กุ้งตัวโตทอดจนกรอบคลุกเคล้ากับซอสสลัดวาซาบิโฮมเมด และแตงโมชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟพร้อมเป็ดปักกิ่ง รสชาติกลอมกล่อม ต่อมาเป็นเมนคอร์ส จานแรกคือ พระกระโดดกำแพง เมนูสุขภาพที่เข้มข้นด้วยการเคี่ยวหมู โครงไก่ และขาหมูแฮมจากเมืองจีนนานถึงสองวัน นำมาใส่ในเครื่องยาจีน พร้อมด้วยหอยเป๋าฮื้อ ไก่ดำ ใส่กังป๋วยแทนเครื่องปรุงรส 

 

 

จานต่อมาคือ ตงปอหยก เมนูที่หาทานได้ยากในเมืองไทย เชฟเลือกใช้ราวนมหมูมาที่มีความหนาถึง 5 ชั้นเป็นส่วนผสมหลัก ให้สัมผัสที่หนานุ่มละมุนลิ้นกว่าหมูสามชั้น นำไปตุ๋นกับข้าวสารแดงนำเข้าจากจีน จนมันหมูละลาย เสิร์ฟพร้อมน้ำราดสีแดงที่มีรสหวานละมุนของน้ำตาลกรวดและเค็มนิดๆ ของเกลือ กินคู่กับหมั่นโถ อร่อยเกินห้ามใจ

 

 

ต่อด้วยเมนู ข้าวเหนียวเนื้อปู ข้าวเหนียวเขี้ยวงูจากจังหวัดสุรินทร์ ความพิเศษคือ ข้าวเรียงเม็ด ไม่จับตัวเป็นก้อน ปรุงกับซอสเต้าเจี้ยวผสมกับหมูสามชั้น กุ้งแห้งบด คลุกเคล้าให้เข้ากัน แช่เย็นไว้แล้วนำมานึ่ง โรยด้วยเนื้อกรรเชียงปู หอม อร่อยครบรสในทุกคำ ลองกินกับตงปอหยกยิ่งอร่อยครบเครื่อง

 

 

ทีเด็ดของหวานคือ พุดดิ้งมะม่วง ที่กินกับข้าวเหนียวดำลำไยอบแห้ง บอกได้เลยว่าฟิน และท้ายสุดกับ ไอศกรีมโฮมเมดอโวคาโด ไอศกรีมวานิลลา สาคู และซอสอะโวคาโดไว้ในลูกมะพร้าวน้ำหอม หอมหวานชื่นใจสุดๆ 

 

 

 

เมนูเครื่องดื่มตอนนี้มีโปรโมชั่น happy hour 1 แถม 1 ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม อาทิ เมนู Season Change เสิร์ฟพร้อม Ice Ball Summer Tea และเบอร์รี่ ให้รสหวานอมเปรี้ยวสดชื่น อีกแก้วที่น่าสนใจคือ Barbie Cocktail เมนูน่ารักๆ ที่เข้ากันกับชื่อร้านและเหมาะกับคุณผู้หญิงสุดๆ เพราะมีส่วนผสมของดอกกุหลาบผสมกับโรสไซรัป น้ำมะนาว และไข่ขาว ที่ดื่มง่ายไม่คาวเลย

 

 

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเมนูบางส่วนของทางร้านเท่านั้น เรดโรสฯ ยังมีอาหารอีกมากมาย ที่ทั้งอร่อยคุ้มค่าในบรรยากาศแสนโรแมนติก รับรองว่าการออกเดทของคุณจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

 

Red Rose Chinese Restaurant & Jazz Lounge

เปิดทุกวัน เวลา 10.00-23.00 น.

@ Shanghai Mansion Bangkok

479-481 เยาวราช สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

โทร. 0-2221-2121


เพราะรักนี้มีจุดหมาย 'พัด' วง Mean & 'มุก' นิตา

เพราะรักนี้มีจุดหมาย
              พัด วง Mean & มุก นิตา

เสียงเพลงชักนำให้เขาและเธอมาเจอกัน ทั้งยังเป็นสื่อรักคอยเตือนใจให้นักดนตรีหนุ่มอย่าง ‘พัด’ วง Mean และ ‘มุก’ นิตา ชวลิต คิดถึงวันเวลาแห่งความสุขและมอบรักแท้แก่กันตราบนานเท่านาน ไปจนถึงพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาและเธอเหมาะสมแก่การเป็นคู่ชีวิต

 

ดนตรีสื่อรัก

พัดและมุกเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 อยู่ชมรม TU folk song ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งมีโอกาสร่วมจัดคอนเสิร์ตตอนเรียนชั้นปีที่ 4 ในฐานะโปรดิวเซอร์และผู้ช่วยฯ ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันจนพัฒนาเป็นความรัก หนุ่มนักดนตรีเปิดใจว่า “ช่วงแรกเรายังไม่ค่อยรู้ตัว เพราะคิดว่าเขาคือเพื่อน พอความรู้สึกนั้นข้ามเส้นไปแล้วก็ใช้เวลาปรับ เพราะการใช้ชีวิตของเราต่างกัน เราเคยได้ยินมาว่า คนคนคบกันนั้นมีสองแบบคือเหมือนกันและแตกต่างแต่เข้ากันได้ดี เราทั้งคู่มีสิ่งที่ชอบและสนใจเหมือนกัน แต่จุดตั้งต้นของเราคือความต่างที่ดึงดูดให้น่าสนใจ จึงเริ่มสานสัมพันธ์กันมา”

แต่บนเส้นทางรักกลับมีความรู้สึกไม่ชัดเจนเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของทั้งคู่  “มุกไม่ชอบค้างคาใจ เราบอกให้เขาเลือกว่าจะเป็นมากกว่าหรือน้อยกว่าเพื่อน เพราะที่เป็นอยู่มันไม่เกิดประโยชน์กับใครเลย ให้กลับไปคิดและเช็คลิสต์ว่าการที่คนคนหนึ่งชอบอีกคนนั้นต้องเป็นอย่างไร” ฟากหนุ่มพัดกล่าวเสริม “เราเป็นคนชอบจัดข้าวของและก็เผลอจัดลำดับผู้คนในชีวิตด้วยว่าคนนี้อยู่สถานะไหน เลยแปะป้ายไว้แล้วว่าคนนี้คือเพื่อน แล้วเราก็เป็นเพื่อนกันมานานมาก” 

ความฝันกับความรัก

เมื่อนึกย้อนหลัง พัดนั้นมีความฝันว่าอยากทำวงดนตรีอย่างจริงจังตั้งแต่เพิ่งเรียนจบ  “พอรับงานหรือเล่นดนตรีเบื้องหลังให้ศิลปิน เราก็เริ่มจริงจัง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราทำวงดนตรีกับเพื่อนๆ อยู่แล้ว เราเรียนจบนิติศาสตร์และเคยพยายามเรียนต่อแต่ไม่ไหว ตอนเรียนเรายังเล่นดนตรีได้ แต่หลังจากเรียนจบแล้วก็จริงจังขึ้น คิดว่าถ้าทางที่เดินนั้นเป็นไปได้ยากทั้งสองทางก็ขอเลือกลำบากในสิ่งที่ชอบดีกว่า เราปรึกษามุกเพราะสับสน และที่บ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน มุกบอกให้ผมลองคิดว่า ถ้าย้อนกลับมาแล้วไม่ทำจะเสียใจไหม ถ้าคำตอบคือเสียใจก็ลองทำดูสิ”

ด้วยอาชีพนักดนตรีที่ต้องตระเวนแสดงตามงานต่างๆ เวลาที่มีให้กันจึงน้อยลง สาวมุกบอกว่า “เป็นเรื่องที่เคลียร์กันบ่อยแต่ไม่ถึงกับทะเลาะหรือเลิกกัน พอเราไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันแบบแฟนเพราะพัดงานยุ่งมาก เราก็คิดว่าหรือที่จริงแล้วมุกใช้ชีวิตแบบไม่มีแฟนก็ได้ ตั้งแต่ทำวง Mean ก็มีงานเยอะ กว่าจะชินก็ใช้เวลาและต้องเข้าใจว่าเวลาที่เขาทำงานเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องอยู่แบบนี้ให้ได้” แต่เรื่องนี้ค่อยๆ ดีขึ้นตั้งแต่แต่งงานแล้วมาอยู่ด้วยกัน เพราะถึงงานยุ่งแค่ไหนเราก็กลับมาใช้เวลาร่วมกัน 

 

ใจเขาใจเรา

วันนี้พัดมีโอกาสเริ่มต้นการทำงานบริหารค่ายเพลง ส่วนภรรยาสาวก็เปลี่ยนมาเริ่มงานที่ค่ายเพลงเช่นกัน ยิ่งช่วยให้ชีวิตรักมีจุดร่วมเดียวกัน สามีหนุ่มเล่าว่า “สำหรับผมชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าความรู้สึกข้างใน เรามีบ้านและมีคนที่ต้องกลับมาอยู่ด้วย ใครคนหนึ่งเคยบอกว่า ชีวิตคู่คือการรวมชีวิตของคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ชายหญิงอยู่ด้วยกัน เมื่อเราแต่งงานกับเขาแล้ว นั่นคือเราใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ ความรู้สึกในใจเลยเปลี่ยน” ภรรยาสาวกล่าวเสริม “มุกต่างจากพัดตรงที่คาดหวังชีวิตหลังแต่งงานว่าต้องเปลี่ยนแปลง แต่ทำไมเรารู้สึกเฉยๆ กับการแต่งงาน สองอาทิตย์ผ่านไปจึงมาคุยกันว่ารู้สึกไม่ชินกับการนอนที่นี่ เพราะคิดว่าพอแต่งงานกันแล้วเราจะต้องมีความสุข ลงมาทำกับข้าว เราทำจริงแต่ไม่ได้รู้สึกอย่างที่คิดไว้”

บททดสอบชีวิตรัก

เมื่อเราถามถึงความประทับใจใน ภรรยาสาวเอ่ยความในใจก่อน “พัดเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกันเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เขาเคยพูดตอนคบกันใหม่ๆ ว่าพัดเป็นคนไม่มีช่วงโปรโมชั่น แต่พอหกปีผ่านไปก็รู้สึกว่าเขายังเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือปัจจัยภายนอกที่ไม่ได้เป็นเรื่องของเราสองคน”

ส่วนสามีหนุ่มตอบว่า “เป็นเหตุผลสำคัญในหลายๆ อย่างที่เราตัดสินใจขอเขาแต่งงาน เพราะเขาอยู่กับเราในวันที่ชีวิตแย่มากมาแล้ว เขาเลือกสนับสนุนเราและนั่นเป็นบททดสอบที่มากกว่าลองคบหรือลองใช้ชีวิตด้วยกัน เป็นทางแยกที่เขาสามารถเลือกชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ แต่เขาตัดสินใจอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้าจะแย่กว่านี้อีกไหม ผมเชื่อว่ามุกคือคนที่จับมือเราแน่นพอ เวลาเล่าย้อนกลับไปวันที่ทำวงดนตรีเหมือนเป็นเรื่องเล่าที่สนุก แต่ความจริงแล้วคนที่อยู่ตรงนั้นเครียดมาก เพราะไม่มีงาน ไม่มีเงิน เคยทำวงดนตรีแล้วไม่สำเร็จ ไม่มีใครรับสิ่งนั้นได้หรอก แต่มีประโยคที่ติดอยู่ในใจ ณ วันนั้นเขาพูดกับผมว่า เชื่อว่าพัดทำได้ ถ้าตั้งใจทำอะไรแล้ว เราจะทำจนสำเร็จ”

 

 

การเดินทางที่มีจุดหมาย

หากถามถึงความในใจ “ผมรู้สึกคล้ายกับตอนที่ผมตัดสินใจขอเขาแต่งงานในคอนเสิร์ตของ Love is ทั้งที่มุกบอกแล้วว่าอย่าขอที่นี่ ตอนนั้นเราได้แสดงที่อิมแพค อารีน่า เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นหมุดหมายหนึ่งในชีวิตของคนที่เป็นนักดนตรี เราเคยไปในฐานะนักดนตรีเบื้องหลังเมื่อห้าปีที่แล้ว รู้สึกว่าเราเดินทางออกไปฟันฝ่าอะไรต่างๆ จนกลับมายืนสถานที่เดิมด้วยสถานะที่เปลี่ยนไป ได้มาอยู่ในคอนเสิร์ตใหญ่ของค่าย Love is มีวงดนตรีของตัวเอง ซึ่งเป็นหลักหมุดเล็กๆ ที่อยากยืนยันกับมุกว่า ที่ผ่านมามีนไม่สูญเปล่าเพราะเราได้มายืนอยู่ตรงนี้ ทุกสิ่งที่ทำมีความหมายต่อการเดินทางของเรา ขอบคุณที่เขาร่วมเดินทางมา ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไงก็ขอให้ไปกันต่อเรื่อยๆ”

สาวมุกเล่าด้วยความตื้นตันว่า “เพิ่งมานั่งคุยกันว่า ทุกๆ หลักหมุดความสัมพันธ์ของเราเป็นคอนเสิร์ตหมดเลย เพราะตอนที่เราเริ่มสนิทคือทำคอนเสิร์ตด้วยกัน ตอนที่ขอเป็นแฟนก็ในคอนเสิร์ตบรูโน่ มาร์ส แล้วก็มาขอแต่งงานในคอนเสิร์ตอีก”

“รักเรื่อยๆ” บทเพลงของเขาและเธอ

เพราะความรักเกิดจากเสียงเพลง ในฐานะคนทำดนตรีแล้วคิดว่านิยามความรักของตนเองเป็นเพลงแบบไหน ฝ่ายชายขออาสาตอบคำถามข้อนี้ “เคยมีเพลงที่ผมเขียนและชวนเขามาร้อง ชื่อเพลง ‘รักเรื่อยๆ’ เพลงนี้เล่าเกือบหมดทุกอย่างในความสัมพันธ์ของเราว่า ‘ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะเบื่อเธอสักวัน จะวันไหนฉันก็รักเธอ อยากให้เธอรู้ไว้ อาจไม่ดูหวือหวา อาจไม่ดูมากมาย แต่ก็ขอให้เธอมั่นใจ ต่อให้ไม่หวานเหมือนใคร แต่ฉันจะรักเธอไปเรื่อยๆ’ 

 

 

หลักคิดเรื่องรัก

เมื่อการสนทนามาถึงช่วงท้าย หนุ่มพัดและสาวมุกมีหลักคิดมาฝาก ฝ่ายชายแนะนำว่า “เราเป็นมือใหม่ในการใช้ชีวิตแต่งงาน สิ่งที่ทำให้คบกันได้นานนอกจากความเข้าใจ ส่วนหนึ่งเพราะผมมองภาพการคบกันตอนวัยรุ่นว่า อยากมีอีกคนมาเติมเต็มครึ่งหนึ่งของเราเหมือนในบทเพลงรักที่เคยฟังมา และได้เรียนรู้ว่าในความสัมพันธ์ที่ดีถ้าเราสามารถเติมตัวเองให้เต็มได้ แล้วแชร์ความสุขให้ใครอีกคน สองคนที่เติมให้กันจนเต็มแล้วก็พร้อมเผื่อแผ่ความสุขนั้นแก่คนอื่นๆ ด้วย หลังจากนั้นพอได้ใช้ชีวิตร่วมกันก็จะไม่มีความคาดหวังว่าเขาต้องมาเติมให้เรา เราสองคนต่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยตัวเอง สิ่งนี้เป็นความคิดเล็กๆ แต่เป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญที่ช่วยให้เราคบกันมายาวนาน”

ส่วนฝ่ายหญิงให้มุมมองว่า “ในมุมของผู้หญิงมีบางครั้งที่เรางอนหรือน้อยใจบ้าง แต่อยากให้มองว่าเวลาที่เราสูญเสียไปเพราะการงอน เราสามารถใช้เวลานั้นสร้างความรู้สึกดีได้อีกมาก บางคนโกรธแฟนมากจนไม่คุยกัน 1 วันเต็ม แต่ถ้าเราเปิดใจคุยกันตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก เวลาที่เหลืออีก 23 ชั่วโมง 30 นาที เราทำอะไรที่มีประโยชน์ได้อีกเยอะเลย มีบางเรื่องที่โกรธเขามาก แต่เราปล่อยวางและให้อภัยได้ง่ายขึ้น เพราะเราอยากเอาเวลาไปทำอะไรที่ดีกว่านี้ ที่สำคัญคือถ้าในอนาคตเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยเราก็ไม่เสียใจเพราะเราทำดีที่สุดแล้ว”