สุขล้นอร่อยล้ำกับติ่มซำทำด้วยใจ

สุขล้นอร่อยล้ำกับติ่มซำทำด้วยใจ

_______________________________________________________________________________________________________

ฮักฉบับนี้ซารังกับคุณแฟนขอชวนผู้อ่านที่รักไปกินบุฟเฟต์ติ่มซำ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะตอนเที่ยงเหมือนที่อื่นๆ แต่ที่ห้องอาหารจีน เดอะ มัลเบอร์รี่ ไชนีส ควินซีน ชั้น 10 โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ มีเสิร์ฟทุกวันตั้งแต่ 11 โมงครึ่งถึง 4 ทุ่ม ใครสนใจตามซารังกับคุณแฟนมาเลย แต่ก่อนออกเดินทางซารังขอจองผ่าน www.berkeleypratunam.com เพื่อรับสิทธิ์ส่วนลด 50 เปอร์เซ็นต์ รู้อย่างนี้แล้วรีบจองกันเลย อย่ารีรอ

 


ติ่มซำ (dim sum) มาจากภาษาจีนกวางตุ้ง แปลว่า touch the heart หมายถึงการทำอาหารคำเล็กๆ ที่นอกจากใช้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังต้องใช้ฝีมือประดิดประดอยให้สวยงามและอร่อย อีกทั้งต้องใส่ใจลงไปในติ่มซำทุกคำ เราเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสลงสถานีชิดลม แล้วเดินบนสกายวอล์คผ่านเกษรวิลเลจมุ่งหน้าสู่แยกประตูน้ำ ข้ามถนนมามุ่งสู่โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ หากคุณสะดวกขับรถไปนั้นย่อมได้เพราะมีที่จอดรถเพียงพอ

เราขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 10 ของโรงแรม ทันทีที่ก้าวพ้นประตูของห้องอาหารก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแบบจีนที่ตกแต่งสไตล์คอนเทมโพรารี่โมเดิร์น ผสมผสานความทันสมัยกับกลิ่นอายของแดนมังกรได้อย่างลงตัว คุมโทนด้วยสีครีมทองสุดหรู มีครัวเปิดที่เผยให้เห็นขั้นตอนการเตรียมอาหาร และกรรมวิธีอันแสนพิถีพิถัน ตั้งแต่การนวดแป้งจนถึงการนึ่งติ่มซำกันแบบร้อนๆ แค่เห็นก็เรียกน้ำย่อยแล้ว เปิดเมนูแล้วเริ่มสั่งดีกว่านะทุกคน

 


บุฟเฟต์ติ่มซำที่นี่ราคา 899 บาท++ ต่อท่าน มีเมนคอร์สให้เลือกเมนูละ 1 อย่าง ทั้งเมนูซุป ได้แก่ ซุปเสฉวนทะเล ซุปปลาเก๋าต้มบ๊วย ซุปผักโขมไข่เยี่ยวม้า เมนูบาร์บีคิว มีหมูกรอบ เป็ดย่างฮ่องกง หมูแดงอบน้ำผึ้ง ขาหมูเย็น ไก่แช่เหล้า ยำแมงกะพรุนน้ำมันงา

อาหารจานหลักมี ข้าวห่อใบบัว ข้าวผัดหยางโจว บะหมี่ผัดฮกเกี้ยน และของหวาน เช่น แปะก๊วยรวมมิตร บัวลอยน้ำขิง เต้าฮวยฟรุตสลัด ซารังเลือกซุปเสฉวนทะเล หมูกรอบ บะหมี่ผัดฮกเกี้ยน และบัวลอยน้ำขิง เมนูที่แฟนแฟนปลื้มมากเห็นจะเป็นหมูกรอบ ซึ่งเป็นหมูสามชั้นอย่างดี มีมันน้อย ขูดหนังจนบางเฉียบ ผ่านการย่างและอบจนได้ที่ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวที่เข้ากันได้ดี

 

ส่วนเมนูติ่มซำนั้นมีมากกว่า 30 เมนู พร้อมเสิร์ฟไม่อั้นแบบ all-you-can-eat ชิ้นใหญ่เต็มๆ คำ สดใหม่ มีทั้งแบบดั้งเดิมและสไตล์ฟิวชั่น เช่น ฮะเก๋าทอดไส้กุ้ง ฮะเก๋าวาซาบิ ซึ่งเชฟบรรจงทำเหมือนหยกสีเขียวเพื่อความเป็นสิริมงคล ต่อด้วย เกี๊ยวผักโขมชีส บร็อคโคลี่มันปู เสี่ยวหลงเปา ที่เราสองคนรับประกันความอร่อยโดยการสั่งแล้วสั่งอีกกินเรื่อยๆ ไม่มีคำว่าเลี่ยน

 

 

แต่ที่แซ่บไม่รู้ลืมคือ กุ้งนึ่งมะนาว อีกเมนูที่คุณแฟนแนะนำคือ ก๋วยเตี๋ยวหลอด แป้งบางแต่ไส้แน่นๆ เน้นๆ และที่เชฟอยากแนะนำคือ ซาลาเปาหิมะ ซึ่งเนื้อสัมผัสของแป้งนั้นกรอบต่างจากซาลาเปาทั่วไป และซาลาเปาไข่เค็มลาวาซึ่งแป้งนุ่มไส้เข้มข้น นับเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่คุณต้องลอง เชฟบอกว่า หัวใจของการทำอาหารจีนเลิศรสคือ ใช้วัตถุดิบที่ดี ใส่ใจ และพิถีพิถัน

 

และแล้วช่วงเวลาแห่งความสุขของซารังกับแฟนแฟนที่ดื่มด่ำกับติ่มซำที่เชฟทำด้วยใจ ก็ผ่านไป 2 ชั่วโมงได้เวลาที่ต้องจูงมือคนรัก พกพาความสุข และความอิ่มอร่อยที่ยังอวลอยู่ในปากกลับบ้านกันแล้ว ส่วนใครที่อยากชวนเพื่อนๆ มากินแบบยกแก๊ง ที่นี่ก็มีห้องรับรอง และซารังสอบถามโปรโมชั่นมาฝากด้วย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 มา 4 จ่าย 3 เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตซิตี้ กรุงศรี กสิกรไทย เคทีซี หรือไทยพาณิชย์ สอบถามโทร. 02-309-9999 ต่อ 3143

แล้วอย่าลืมหาเวลามาชาร์จพลังแห่งความสุขด้วยติ่มซำแสนอร่อยแบบเราสองคนนะคะ


ทำไมผู้หญิงถึงชอบ Bad Boy

ทำไมผู้หญิงถึงชอบ Bad Boy

ผมคิดว่าผู้ชายหลายคนคงเคยสงสัยเหมือนผมว่า ผู้ชายดีๆ (เช่นผม) ก็มีทำไมผู้หญิงถึงดันไปชอบผู้ชายเลวๆ กันจังจริงๆ เรื่องนี้มีคำตอบอยู่หลายทฤษฎี

 

 

บ้างว่าผู้หญิงเป็นเพศซึ่งชอบอะไรที่เซอร์ไพรส์ ประหลาดใจ คาดไม่ถึง เพราะมันทำให้ reward system ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ให้ความสุขแก่เธอเริ่มทำงาน และพวก bad boy ก็มักทำตัวคาดไม่ถึงอยู่เป็นประจำ

บ้างก็ว่าผู้หญิงที่ชอบ bad boy มักเป็นกลุ่มคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีแนวโน้มถูกทำร้าย (เช่น ถูกข่มขืน ถูกฆ่า) เลยต้องการคนที่มีพละกำลังและความมั่นใจในตัวเองสูงอย่าง bad boy มาปกป้อง

 

แต่ทฤษฎีที่โดนใจผมคือทฤษฎีวิวัฒนาการครับ ซึ่งการเล่าเรื่องนี้ต้องแบ่งเป็นสองเรื่องคือ

  1. สัตว์ตัวเมียทุกชนิดในโลกมักต้องการตัวผู้ที่แข็งแรง ปกป้องตัวเองได้ หาอาหารเก่งอยู่แล้ว เพราะหากเอาตัวผู้ที่ไม่แข็งแรงมาทำพันธุ์ ลูกก็จะพลอยไม่แข็งแรง แถมยังดูแลเราไม่ได้อีก จะเอามาเป็นผัวทำไม สรุปว่าสัตว์เพศเมียนั้นชอบสัตว์เพศผู้ที่แข็งแรง และแข็งแกร่งโดยสัญชาตญาณ จึงสนับสนุนเหตุผลที่ว่าทำไมผู้หญิงจึงชอบ bad boy เพราะ bad boy มักมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและแข็งแรง‘แต่นั่นก็ยังไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะมี bad boy ตั้งเยอะที่ผอมกะหร่อง ตัวเล็ก และร่างกายก็ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย’

     

  2. ชิมแปนซีเป็นสัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูงใหญ่ๆ อาจมีได้ถึง 120 ตัว ในฝูงใหญ่ประกอบด้วยแก๊งเล็กแก๊งน้อยขนาดตั้งแต่ 5-47 ตัว แล้วแต่ว่ามีอาหารเยอะแค่ไหน และมีความแตกต่างกัน บ้างเป็นตัวเมียหมด บ้างเป็นตัวผู้หมด และบ้างก็อยู่รวมกันทั้งสองเพศ ในฝูงจะมีจ่าฝูงหรือหัวหน้าใหญ่เป็นตัวผู้หนึ่งตัว (เรียกว่า alpha) ซึ่งจะไม่ใช่ตัวที่ใหญ่ที่สุดหรือแข็งแรงที่สุดเสมอไป และไม่ได้ต้องใช้กำลังเท่านั้น แต่ต้องรู้จักเล่นพรรคเล่นพวก อาศัยเส้นสายจากแก๊งต่างๆ เพื่อขึ้นมาเป็นจ่าฝูง (ชิมแปนซีเล่นเส้นสายด้วยการเกาหลังจับเห็บกันครับ ไม่ได้ใช้เงินซื้อหรือปัจจัยอื่นๆ อย่างคน) จ่าฝูงแม้มันจะไม่ใช่ตัวใหญ่สุด แต่เมื่อขึ้นมาเป็นหัวโจกแล้ว มันจะพยายามพองขนของมันให้ดูตัวใหญ่ขึ้น แถมยังพุ่งเข้าชาร์จทันทีหากใครทำให้มันโมโห เรียกว่าความมั่นมาเต็มร้อย‘ตรงนี้หลายคนคงเริ่มรู้สึกว่ามันคล้ายคนมากเลยนี่นา พอมีอำนาจแล้ววางก้าม’

     

ใช่ครับ จริงๆ แล้วบรรพบุรุษของเราก็เคยใช้ชีวิตประมาณนี้เช่นกัน (เพราะเรามีบรรพบุรุษร่วมกันกับชิมแปนซีเมื่อประมาณ 5-12 ล้านปีก่อน) และภาพลักษณ์นักการเมืองทุกวันนี้ก็คงเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณแบบลิงๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวเรา

 

 

กลับมาที่คำถามก่อนหน้านี้

เราเลยตอบคำถามที่ค้างไว้ได้ว่า ไม่จำเป็นต้องแข็งแรงที่สุดก็เป็นหัวหน้าได้ เพราะในสังคมมนุษย์ เราไม่ได้ใช้ความแข็งแรงทางด้านกายภาพเพื่อเป็นใหญ่ แต่เราใช้ความแข็งแรงทางสังคมมากำหนดมากกว่า แล้วคนที่แข็งแรงก็ย่อมทำตัวแบบแข็งแรง

ซึ่งไม่ต่างจาก bad boy คือ ต่อให้ร่างกายเขาไม่แข็งแรง แต่เขาก็ทำตัวแบบแข็งแรง เพื่อสื่อว่า เขานั้นแข็งแรง เขาเป็นจ่าฝูงนะ

ฉะนั้น เมื่อเจอลักษณะแบบจ่าฝูงของ bad boy มันจึงกระตุ้นให้สมองส่วนลิง ของสาวๆ อ่อนระทวย แพ้ทางไปตามๆ กัน (ผู้ชายก็มีสมองส่วนลิงครับ ผมไม่ได้ว่าเฉพาะผู้หญิงนะ)

ก็จบเรื่องทำไมผู้หญิงถึงชอบ bad boy ด้วยประการฉะนี้นะครับ   

ป.ล.นี่เป็นเรื่องของการดึงดูดเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระยะยาวนะครับ

 

 

“ทำไมผู้หญิงถึงชอบ Bad Boy”
คอลัมน์ “จักรวาลแห่งความรัก ดาวเคราะห์แห่งความเหงา”
โดย นพ.ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์
Hug magazine ปีที่ 12 ฉบับที่ 5
ปก: แจ๊คกี้-ชาเคอลีน มึ้นช์

 


LonLon Local Diner : นิยามใหม่ของร้านข้าวต้มกุ๊ย

LonLon Local Diner : นิยามใหม่ของร้านข้าวต้มกุ๊ย

เมื่อได้ยินคำว่า “ข้าวต้มกุ๊ย” หลายคนอาจนึกถึงอาหารธรรมดาที่คุ้นเคย และหาทานได้ง่ายตามริมทาง แต่ด้วยอากาศร้อนอบอ้าวจนต้องเสียเหงื่อ คนส่วนใหญ่จึงมักกินข้าวต้นกุ๊ยในมื้อเย็น ฉบับนี้ซารังขอชวนแฟนแฟนและคุณผู้อ่านที่น่ารักไปกินข้าวต้มกุ๊ยในบรรยากาศสไตล์สแกนดิเนเวียสุดเก๋ ณ Lon Lon Local Diner ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูข้าวต้มกุ๊ยในห้องแอร์เย็นฉ่ำทั้งเช้าและเย็น ต่างจากร้านข้าวต้มที่คุณคุ้นเคย การเดินทางนั้นแสนง่ายเพียงนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสลงสถานีช่องนนทรีทางออก 4 แล้วเดินเข้าซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 3 ร้านตั้งอยู่ใต้ตึกโรงแรม Trinity Silom ค่ะ

 

โซนบาร์ที่จัดเป็นห้องส่วนตัว

 

หากดูจากด้านนอกคงคิดว่าเป็นร้านเล็กๆ แต่ภายในกลับมีพื้นที่กว้างขวาง เมื่อเดินเข้าไปก็พบกับโซนบาร์ที่แยกเป็นห้องส่วนตัว ตกแต่งด้วยโทนสีชมพูอ่อนและน้ำเงินตัดกันอย่างลงตัว ส่วนด้านในตกแต่งด้วยโทนสีขาว มีไฟสีนวลตาสลัวๆ บรรยากาศแสนอบอุ่น ผนังและเสามีลูกเล่นคล้ายกับลอนคลื่นคล้ายลอนสังกะสีอันเป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง

 

ผนังและเสาที่มีลูกเล่นคล้ายกับลอนสังกะสี

 

โซนที่มีของที่ระลึก น่ารักขาย

 

จุดเริ่มต้นของร้านข้าวต้มกุ๊ยสไตล์สแกนดิเนเวียแห่งนี้ คือการนำวัฒนธรรมของชาวตะวันตกที่มีร้าน Diner อยู่ริมทาง มาดัดแปลงเป็นร้านในสไตล์เฉพาะตัว ทำให้การกินข้าวต้มกุ๊ยร่วมกันนั้นสนุกกว่าเดิมและไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ส่วนเฟอร์นิเจอร์นั้นผสมผสานทั้งของเก่าและใหม่ มีทั้งโต๊ะกลมให้นั่งล้อมวงกันอย่างใกล้ชิด หรือหากใครพาคนพิเศษมาก็สามารถนั่งพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปและมุมขายของที่ระลึกเล็กๆ ไว้ต้อนรับด้วย

 

 

แม้จะเป็นข้าวต้มกุ๊ยธรรมดา แต่รสชาติอาหารนั้นเข้มข้นด้วยวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ สามารถสั่งเมนูอาหารเป็นเซ็ตหรือเป็นจานรวมก็ได้ และมีข้าวต้มหรือข้าวสวยที่ให้เลือกตามความชอบ พร้อมเครื่องเคียงมากมายที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้เข้ากันได้ดีกับอาหารจานหลัก 

เริ่มจากเซ็ต ต้มแซ่บพะโล้น่องเป็ด เสิร์ฟคู่กับข้าวสวย น่องเป็ดเนื้อนิ่มชิ้นใหญ่ที่นำไปต้มกับน้ำพะโล้รสแซ่บ เปรี้ยวเผ็ด ใครที่ชอบซดน้ำซุปร้อนๆ คล่องคอต้องสั่ง กินคู่กับกุนเชียงและไชโป๊วผัดไข่ช่วยดับความเผ็ดได้ดี

 

ต้มแซ่บพะโล้น่องเป็ด

 

เมนูถัดไปที่แฟนแฟนสั่งคือ ผัดพริกแห้งก้านเห็ดถั่วแขก กับข้าวต้มร้อนๆ ถั่วแขกที่นำไปผัดกับขาเห็ดหอมสับและพริกแห้ง กินคู่กับเต้าหู้ดำนิ่มๆ ที่ต้มกับน้ำพะโล้และน้ำส้มรสเปรี้ยวในหม้อดินนาน 3 วัน 3 คืน กินกับเกี่ยมฉ่ายน้ำมันงา นับเป็นคู่หูที่อร่อย กลมกล่อม เหมาะกับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ค่ะ

 

ผัดพริกแห้งก้านเห็ดถั่วแขก

 

อีกเมนูที่อร่อยมากจนอยากสั่งเพิ่มอีกจานคือ ปูนิ่มผัดพริกเกลือ ปูนิ่มทอดกรอบผัดกับเครื่องเทศกลิ่นหอม รสชาติ เข้มข้นมาก ใครชอบทานเผ็ดซารังขอบอกว่าต้องลอง เป็นอีกเมนูที่พลาดแล้วจะเสียใจ

 

ปูนิ่มผัดพริกเกลือ

 

ถัดมา ไอศกรีมกะทิงาดำส้มสด ไอศกรีมกะทิผสมกับงาดำ รสชาติเค็มๆ มันๆ มีกลิ่นหอมของงาดำ ท็อปด้วยผิวส้มและส้มสดเพื่อตัดเลี่ยน กินคู่กันขอบอกว่าอร่อยมาก

 

ไอศกรีมกะทิงาดำส้มสด

 

อีกเมนูหนึ่งที่ใครชิมแล้วต้องติดใจกับ ไอศกรีมกะทิเค็มซอสคาราเมล รสชาติหวานมัน ไม่เลี่ยนจนเกินไป ท็อปด้วยบิสกิตกรุบกรอบเพิ่มความอร่อย ยิ่งกินยิ่งติดใจ แม้แต่ซารังที่กำลังอยู่ในช่วงลดความอ้วนก็กินจนเกลี้ยง

 

ไอศกรีมกะทิเค็มซอสคาราเมล

 

ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยเครื่องดื่ม เสาวรสโมจิโต้ ม็อคเทลเสาวรสผสมกับโซดา ท็อปด้วยเนื้อเสาวรส ดื่มแล้วสดชื่น เปรี้ยวจี๊ดถึงใจ อีกแก้วสำหรับคุณแฟนคือ สละลอยแก้ว ที่ทางร้านดัดแปลงจากขนมหวานมาเป็นเครื่องดื่ม ท็อปด้วยเนื้อสละ รสหวานซ่อนเปรี้ยว ดื่มได้เรื่อยๆ ทั้งนี้ หากใครอยากลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ก็สามารถสั่งได้เพราะทางร้านมีเมนูแปลกใหม่พร้อมเสิร์ฟอีกเพียบ

 

เสาวรสโมจิโต้

สละลอยแก้ว

ถือว่าวันนี้ซารังและแฟนแฟนได้พาคุณมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ของร้านข้าวต้มกุ๊ยแบบเก๋ๆ ถึงใครต่อใครอาจมองว่าเป็นอาหารธรรมดาที่เข้าถึงง่าย แต่รับรองว่า หากคุณมีโอกาสมาเยือน รับรองว่าสิ่งที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอนคือ ความอร่อยที่อัดแน่นด้วยคุณภาพ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ในราคาเป็นมิตร เหมาะแก่การใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกับคนที่คุณรักจริงๆ

 

Lon Lon Local Diner

เปิดทุกวัน 11.30-14.30 น. และ 17.30-22.00 น.

ตั้งอยู่ ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 3 ถนนสีลม

Facebook: lonlonlocaldiner


Toxic People: 4 ประเภทของคนที่ไม่น่า “รัก”

 

ไม่ว่าใครก็อยากมี “รัก” บางคนขวนขวายตามหาแต่กลับไม่เจอ บางคนมีแล้วมีอีกก็จบแบบเจ็บๆ ทุกครั้ง แล้วคนประเภทไหนกันที่เราไม่ควรคบเป็น “คนรัก” ฉบับนี้เจ้าความรักหาข้อมูลมาแบ่งปันว่าลักษณะโดยรวมของ toxic people   เป็นอย่างไร หรือคนแบบไหนที่เราควรหลีกเลี่ยง

 

___________________________________________________________________________________________________________

 

1. นิยมดราม่า

ใช้อารมณ์เยอะในการดำเนินชีวิต อินกับทุกเรื่อง หัวร้อนกับเรื่องต่างๆ ง่าย

ประหนึ่งเป็นเรื่องของตัวเอง แต่มนุษย์ประเภทนี้มักไม่ฟังใครทั้งนั้นเขาแค่อยาก

บ่น ไม่สนใจหรอกว่าคุณอยากช่วยแก้ปัญหาหรือไม่ เพราะการหมกมุ่นอยู่กับ

ปัญหาทำให้ตัวเขาเองดูสำคัญ เขาไม่ได้อยากแก้ บอกเลยว่าอยู่กับคนแบบนี้

มีแต่เหนื่อยกับเหนื่อย

 

 

 

2. อวดว่าตัวเองเก่ง

มนุษย์ประเภทนี้มักวางข้อหรืออวดดี เก่งทุกด้าน รู้ทุกเรื่อง คุณต้องแยกให้ออก

ระหว่างผู้รู้กับคนอวดรู้ มนุษย์จำพวกนี้อวดอ้างได้แม้กระทั่งอาหารการกิน

ในแต่ละวัน เพื่อให้คนอื่นอวยตัวเอง พฤติกรรมนี้มักมาพร้อมกับการดูถูกคนอื่น

ว่ารู้น้อยกว่า รวยน้อยกว่า ถ้าต้องใช้ชีวิตกับคนอวดแบบนี้เราจะมีความสุขเหรอ

 

3. นิยมความรุนแรง

ความรุนแรงในที่นี้ไม่เฉพาะการทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการทำร้าย

จิตใจด้วยถ้อยคำรุนแรง ใช้เสียงดังข่มขู่ ลองดูรอบๆ ตัวสิว่ามีใครบ้างที่ชอบพูด

เสียงดังเพื่อข่มอีกฝ่าย บางครั้งก็ใช้คำหยาบคายเพื่อแสดงให้รู้ว่าตัวเองมีอำนาจ

มากกว่า ขอเตือนว่าอยู่ให้ห่างจากคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้เถอะ!

 

 

4. ขี้โกหก

อย่าคิดว่าการโกหกเป็นเรื่องเล็กน้อย ถึงแม้จะโกหกด้วยความจำเป็น

หรือความหวังดี แต่นั่นก็คือการไม่พูดความจริง คนที่โกหกบ่อยๆ

ย่อมขาดความน่าเชื่อถือจนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน

ในฐานะแฟนคุณจะคบกันด้วยความหวาดระแวงไปทั้งชีวิตได้เหรอ

บอกเลยว่าทนไม่ได้แน่นอน


ทำไมถึงเจ็บซ้ำๆ กับคนแบบเดิม

ทำไมเราถึงชอบตกหลุมรักคนนิสัยเดิมๆ แล้วมักลงเอยด้วยความผิดหวังซ้ำซาก

กี่คนแล้วที่มักผิดหวังกับความรักแบบเดิมๆ และไม่ว่าเขาจะต้องเจ็บกับคนแบบนี้มากี่ครั้ง

เขาก็ยังตกหลุมรักคนแบบเดิมอย่างไม่รู้จักจำ

ผมแน่ใจว่าคุณต้องมีเพื่อนที่ชอบผู้ชายเจ้าชู้แล้วต้องทนเจ็บซ้ำๆ แม้ว่าจะเลิกกันไป เพื่อนของคุณก็ยังไปคบผู้ชายคนใหม่ที่แสนเจ้าชู้เหมือนเดิม ดีไม่ดีตอนนี้คุณอาจจะเป็นคนคนนั้นอยู่ก็ได้ ใช่มั้ยครับ?

 

  • เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง วันนี้ผมมีทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง

 ทฤษฎี Imago Theory จาก ฮาร์วิลล์ เฮนดริกซ์ (Harville Hendrix) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันอธิบายว่า ทุกคนมีภาวะพร่องทางจิตใจบางด้านที่ไม่ได้ถูกเติมเต็มในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นด้านนั้นก็ยังคงอยู่ และเราจะถูกคนที่มีด้านที่เราขาดดึงดูดโดยไม่รู้ตัว เช่น เราเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง เราจึงมักชอบคนที่มั่นใจในตัวเองสูง

"ฉันชอบเขา เพราะเขามีสิ่งที่ฉันไม่มี เขาทำในสิ่งที่ฉันทำไม่ได้"

ระหว่างที่เราตกหลุมรัก ด้วยอิทธิพลของฮอร์โมนหลายชนิด เราจึงมองเห็นแต่ข้อดีของสิ่งที่เราพร่องในตัวของอีกคนหนึ่ง (เช่น เราอาจจะปิ๊งคนที่มั่นใจในตัวเอง เพราะรู้สึกว่าเขามีอิสระ ในขณะที่เรากลับเป็นคนที่ตามใจคนอื่นจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง)

แต่เมื่อช่วงเวลาตกหลุมรักหรือช่วงโปรฯ ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะเริ่มเห็นข้อเสียของสิ่งที่เราพร่องชัดเจนขึ้น ถ้าเราชอบคนที่มั่นใจในตัวเองสูง เราก็จะเริ่มเห็นว่าคู่ของเรานั้นไม่รับฟังเราเลย

เราจะเริ่มทะเลาะกับแฟนด้วยเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ และพฤติกรรมที่เขาแสดงออกเป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้ คุณจะเริ่มรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป (หากถามเขาก็จะบอกว่า เขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว)

คุณอยากให้เขาเปลี่ยน! แน่นอนว่าเขาก็ไม่ยอมเปลี่ยน เพราะนี่คือสิ่งที่เขาเป็นมาทั้งชีวิต

หลายคนยุติความสัมพันธ์ด้วยการแยกทางกัน แต่เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อเราเริ่มมองหาคู่ใหม่ ระบบจิตใต้สำนึกเดิมๆ ของเราก็ทำงานอีกครั้ง ลงท้ายกลายเป็นการย้อนรอยเรื่องราวเดิมๆ เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้นเอง


"สิ่งสำคัญคือ คุณต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่าสิ่งที่คุณพร่องไปคืออะไร และคุณจะเติมเต็มสิ่งนั้นด้วยตัวเองได้อย่างไร หรือพูดคุยขอความช่วยเหลือจากคู่ของคุณ"

 

การที่เราสามารถเติมเต็มสิ่งที่เราขาดด้วยตัวเราเองได้ จะช่วยลดความต้องการ ความคาดหวัง การเรียกร้องของเราจากอีกฝ่าย ส่งผลให้สัมพันธภาพระหว่างเรากับคู่ไม่ตึงเครียด มีความสบายมากขึ้น และเมื่อเรากำลังหาคู่คนใหม่ เราก็จะมองหาคนในลักษณะแบบเดิมน้อยลง เนื่องจากส่วนที่เราขาดนั้นได้รับการเติมเต็มแล้ว

เพียงเท่านี้ คุณก็จะแฮปปี้ขึ้นไม่ว่าจะเป็นชีวิตคู่หรือชีวิตโสดครับ!

 

อ้างอิง

- Love: The Psychology of Attraction by Leslie Becker-Phelps

- http://www.livinginhealthyconnection.com/about-imago.html

 

ขอบคุณบทความจาก : นพ.ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์


เดินเพื่อสุขภาพอย่างไรให้ได้ประโยชน์

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ควรทำเป็นประจำ แต่หลายคนอาจรู้สึกว่ายุคสมัยนี้เวลามีจำกัด หรืออุปกรณ์สำหรับการออกกำลังกายนั้นมีราคาแพง คงไปออกกำลังกายทุกวันไม่ได้หรอก

อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นครับ เพราะการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพไม่จำเป็นต้องยุ่งยากซับซ้อน แค่มีรองเท้าที่ใช้ได้สักคู่และพร้อมจะขยับก้าวเดิน เท่านี้ก็สามารถออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้แล้ว

การเดินมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง

  • ช่วยลดความดันโลหิต    การเดินเป็นเวลา 20 นาที จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
  • ช่วยลดน้ำหนัก เผาผลาญพลังงาน  เมื่อเดินต่อเนื่องกัน 30 นาที สามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 200 กิโลแคลอรี่ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแต่กังวลการบาดเจ็บ
  • ลดระดับน้ำตาลในเลือดและเบาหวาน  งานวิจัยพบว่า การเดินวันละ 30 นาทีหลังรับประทานอาหารในผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานอาหารแล้วอยู่เฉยๆ
  • ทำให้อายุยืนยาวขึ้น  หากเดินต่อเนื่องวันละ 1 ชั่วโมงจะมีอายุยืนยาวและปัญหาทางสุขภาพโดยรวมน้อยกว่าผู้ที่เดินน้อย
  • ลดอาการปวดข้อ   เพราะข้อจะมีการไหลเวียนของเลือดมากขึ้น สารก่อการอักเสบที่สะสมจะถูกระบายออกกล้ามเนื้อที่อยู่รอบข้อแข็งก็จะแรงกว่าเดิม
  • ลดอาการหอบหืดกำเริบ และสุขภาพปอด   การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักและเหมาะกับผู้ป่วยหอบหืด
  • ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น   หากเดินในช่วงสายหรือบ่ายวันละ 10 นาที แล้วเพิ่มเวลาให้นานขึ้น เพื่อปรับนาฬิกาชีวิต
  • ช่วยให้กระดูกแข็งแรง   ในหญิงวัยหมดประจำเดือน หากเดินวันละ 1 ชั่วโมง 4 วันต่อสัปดาห์ ติดต่อกันนาน 1 ปี ช่วยเพิ่มมวลกระดูกของกระดูกสันหลัง
  • ลดอาการไม่พึงประสงค์ในช่วงมีประจำเดือน   อาการปวดเมื่อย ท้องอืด อ่อนเพลีย หากทำเป็นประจำต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ 
  • ลดอาการกรดไหลย้อน   เพียงแค่เดินหลังมื้ออาหาร เพื่อกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้

 

เดินอย่างไรให้ปลอดภัย

  • ประเมินร่างกายก่อน  หากเพิ่งหายจากการเจ็บป่วยไม่นาน ควรให้แพทย์ผู้รักษาประเมินว่าจะเดินได้เท่าใด
  • เตรียมอุปกรณ์   เลือกรองเท้าที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ เดินแล้วไม่ลื่นล้มง่าย และอาจใช้ไม้เท้าช่วยเดินในกรณีผู้สูงอายุ
  • เดินในท่าที่ถูกต้อง  ควรคอตั้ง ไม่ก้มศีรษะ หลังตรง ไม่เอนเอียง ไม่ห่อไหล่ ไหล่ทั้งสองข้างควรผ่อนตามสบาย ไม่ยกไหล่ งอข้อศอกเพียงเล็กน้อย ขณะก้าวเดินทุกส่วนของเท้าจะต้องสัมผัสพื้น (ลงด้วยส้นและก้าวต่อไปด้วยปลายเท้า)
  • เดินในที่ปลอดภัย  สถานที่ไม่เปลี่ยว พื้นถนนไม่มีหลุมบ่อที่ทำให้หกล้มบาดเจ็บ
  • ติดเครื่องหมายหรืออุปกรณ์สะท้อนแสง  ใส่เครื่องแต่งกายสีสดใสเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะหากเดินในช่วงเช้าหรือเย็น
  • ใส่เสื้อแขนยาวหรือทาครีมกันแดด  หากเดินกลางแจ้งเป็นประจำ เพื่อป้องกันอันตรายจากรังสียูวี

 

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ราคาถูก มีอัตราการบาดเจ็บต่ำ เราทุกคนสามารถเริ่มได้ด้วยการสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันครับ

 

ขอบคุณบทความจาก : หมอแมว


โกรธคนอื่นแต่กลับทำร้ายตัวเอง

ฟังดูแปลกๆ ไหมครับ? โกรธคนอื่นแล้วอยากตาย ทำร้ายตัวเอง

แต่ก็มีคนที่คิดอย่างนี้อยู่เป็นจำนวนมาก คือทำร้ายตัวเองเมื่อโกรธคนอื่นมากๆ เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในวัยทำงาน มีการศึกษา การงานดี มีแฟนที่รักกันมากแต่ยังไม่แต่งงาน

เธอเล่าว่าแฟนหึงหวงและหาเรื่องจับผิด ระแวงว่าเธอจะมีผู้ชายคนใหม่ ทั้งๆ ที่เธอบอกว่าไม่เคยคิดมีใครอื่นอีก เธอแนะนำให้แฟนไปหาแพทย์เพื่อรับการรักษา แต่แฟนไม่ยอมทำตาม กลับหาเรื่องจับผิดเธอมากขึ้น จนมีเหตุทะเลาะกันบ่อยๆ

หลายครั้งที่แฟนพูดจาตัดรอนแบบคนระแวง หาว่าเธอมีผู้ชายอื่นเพื่อตีจากเขาไป

เธอโกรธแฟนมาก หาว่าแฟนดูถูก แทนที่จะอธิบายให้แฟนเข้าใจ ไม่ถือเป็นเรื่องจริงจัง หรือแสดงความโกรธ หาทางเลิกกันไปเลย แต่เธอกลับทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรง วูบหนึ่งเคยคิดว่าเธออยากตาย ทำร้ายตัวเองแต่ก็ไม่ตาย เธอแปลกใจว่าทำไมตัวเองถึงเป็นอย่างนี้ เธอน่าจะเลิกกับเขาหรือโกรธเขาที่กล่าวหา แต่เธอกลับทำร้ายตัวเองเหมือนเกลียดชังตัวเอง

คุณผู้อ่านคงเคยพบคนที่มีลักษณะอย่างนี้ เช่น

ลูกบางคนน้อยใจที่ถูกพ่อแม่ว่ากล่าว จับผิด จึงอยากตายถึงกับกินยานอนหลับเกินขนาด

ชายหนุ่มคนหนึ่งเสียใจที่แฟนบอกเลิกไปมีแฟนใหม่ เขากินเหล้าแล้วเคี้ยวแก้วเหล้าเลือดไหลกบปาก

ดูๆ แล้วไม่สมเหตุสมผลเลยนะ!

สาเหตุที่โกรธคนอื่นแล้วตัวเองอยากตาย ทำร้ายตัวเอง เป็นเพราะ

  1. มีความเกลียดชังตัวเองมาก จนอยากหายไปจากโลกนี้ อยากตาย ไม่อยากอยู่ในโลกนี้ เพราะทนอยู่กับตัวเองไม่ได้แล้ว

แสดงว่าเขามีความเกลียดชังตัวเองมาก

เขาเริ่มแบ่งแยก “ตัวเขา” ออกจาก “ความเป็นตัวตนของเขา” อย่างเห็นได้ชัด

“ความเป็นตัวตนของเขา” ก็คือ “อัตตา” หรือ “อีโก้” ของเขานั่นเอง

นั่นแสดงว่า เขาเริ่มแยกตัวเขาออกจากอีโก้ของเขา

เขาดูถูกอีโก้ของเขาเองตามคำประณามของสามี หรือคำดุว่าของพ่อแม่ หรือความคิดว่าแฟนไม่รักจึงทิ้งไป (ตามตัวอย่างข้างต้น)

อีโก้ของเขาตกต่ำมากจนเขารู้สึกรังเกียจอีโก้ ซึ่งก็คือตัวตนของเขานั่นเอง

คิดดูซิครับ เมื่อคนเรารังเกียจความเป็นตัวตนของเราเอง รังเกียจอีโก้ของเราเอง แล้วเราจะอยากอยู่ต่อไปไหม?

นั่นคือเหตุผลที่เขาอยากตาย อยากทำร้ายตัวเอง ไม่รักตัวเองอีกแล้ว

คนเหล่านี้อาจเคยมีอีโก้หรือตัวตนสูงมาก และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้มากขึ้น ถ้าครอบครองได้ก็พอใจชั่วคราวแล้วขยายอีโก้ต่อไป ถ้าครอบครองไม่ได้ก็จะผิดหวังเสียใจกับอีโก้ของตัวเอง

เมื่ออีโก้ถูกขยายมาก เวลาเขาทำอะไรไม่ได้ดังใจก็จะทุกข์มาก เพราะเขาจะรังเกียจอีโก้ที่ใหญ่โตของเขาว่าช่วยให้เขาพ้นทุกข์ไม่ได้ จึงไม่อยากมีชีวิตอยู่ เขาไม่ตระหนักว่าอีโก้ของคนเรา (รวมทั้งของเขาเองด้วย) ล้วนเป็นสิ่งสมมติเป็นอนิจจัง ไม่แน่นอน และยึดถือไม่ได้ทั้งนั้น

คนที่มีอีโก้มากจึงเกลียดตัวเองมากเวลาผิดหวังหรือถูกประณาม

  1. มีสัญชาตญาณของความตายสูง คนเรามี 2 สัญชาตญาณคือ สัญชาตญาณของการมีชีวิตอยู่ (live instinct) และสัญชาตญาณของความตาย (death instinct)

เมื่อเกิดปัญหาในชีวิต คนที่มีสัญชาตญาณของการมีชีวิตอยู่จะต่อสู้กับอุปสรรคเพื่อความอยู่รอดของชีวิต

แต่คนที่มีสัญชาตญาณของความตายสูงจะไม่อยากต่อสู้ แต่จะหาทางทำลายล้างตัวเองและอยากตาย

  1. มีความรู้สึกละอายใจสูง (guilty) รู้สึกว่าตัวเองเคยทำความผิดทั้งทางความคิดและพฤติกรรม ความผิดเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกตัดสินหรือชำระล้างไปจากจิตสำนึก เขาจึงรู้สึกผิดอยู่เสมอ เวลามีปัญหาอะไรมาทำให้ทุกข์เลยเกิดความรู้สึกเหมือนถูกลงโทษจากการทำผิดนั้น และเขาจะซ้ำเติมโดยการทำร้ายตัวเองหรืออยากตาย เพื่อให้หมดความรู้สึกผิดและละอายแก่ใจ

บุคคลเหล่านี้จะไม่กล้าเผชิญหน้า เรียกร้อง หรือต่อรองกับคู่กรณีหรือกับสังคม

แต่จะอยากทำร้ายตัวเองและอยากตาย

  1. มีบุคลิกภาพแบบมีความสุขกับความเจ็บปวด (masochistic personality) ยิ่งถูกคนอื่นทำให้เจ็บหรือทำตัวเองให้เจ็บ ยิ่งมีความสุขลึกๆ ในใจ ซึ่งเป็นบุคลิกภาพแปรปรวนชนิดหนึ่ง

การที่ญาติและเพื่อนฝูงจะดูแลและเข้าใจบุคคลเหล่านี้จึงทำได้ยาก เพราะความคิดของเขาซับซ้อนและเก็บกดไว้ลึก

การทำจิตบำบัด (psychotherapy) ย่อมช่วยได้มาก เขาจะปลดปล่อยความเกลียดชังตัวเองหรือลดความรู้สึกผิดลง กล้าเผชิญความเป็นจริงในโลก มีกำลังใจที่จะต่อรองหรือต่อสู้อุปสรรคต่อไปเหมือนคนอื่นๆ

บุคคลที่มีลักษณะโกรธคนอื่นแล้วอยากตายและทำร้ายตัวเองแบบนี้ จะมีมากขึ้นในสังคมของเรา

จงเข้าใจ เห็นใจ และหาทางช่วยเหลือเขาด้วย