Hug magazine x Mew Suppasit

Hug magazine x 'Mew' Suppasit

Better Love, Better Life.

ทุกคนล้วนต้องการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ วัน ไม่ใช่เฉพาะการใช้ชีวิตหรือการทำงานเท่านั้น การเป็นคนรักที่ดีก็ต้องพัฒนาเช่นกัน ฮักมีโอกาสได้ร่วมงานกับ ‘มิว’ ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ผู้ยึดหลัก “Better version of myself” ในการใช้ชีวิต เขาเชื่อว่าไม่ใช่แค่การทำวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ต้องพยายามทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานอยู่เสมอ

Buy at 'All Online'Buy E-book at 'Meb'

Friend Zone / รักล้ำเส้น / พื้นที่อันตราย

Hug magazine ปีที่ 12 ฉบับที่ 9

Hug magazine ฉบับนี้คงแปลกตาสำหรับแฟนประจำ เพราะบนหน้าปกนั้นปรับเปลี่ยนจากสาวสวยเป็นนักแสดงหนุ่มหน้าตาดี มากความสามารถอย่าง ‘สิงโต’ ปราชญา เพียงเพราะเราเชื่อว่า “ความรักเป็นเรื่องของคนทุกเพศ”

Singto Prachaya

Hug ฉบับนี้ชวนคุณก้าวเข้าสู่พื้นที่หัวใจของผู้ชายคนนี้ ‘สิงโต’ ปราชญา นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ ผู้มีความสุภาพและรอยยิ้มละมุนเป็นอาวุธมัดใจใครต่อใคร

คลิกสั่งซื้อผ่าน All OnlineHug magazine: E-book

6 ท่าเด็ดออรัลเซ็กซ์โดนใจ

6 ท่าเด็ดออรัลเซ็กซ์โดนใจ

SEX TIPS
25 SEP 2020

เรื่อง
องค์หญิงชิงเสียว

Facebook: Hug magazine


INTRO

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ท่าออรัลเซ็กซ์ที่มอบความสุขแบบถึงใจนั้นมีเพียงไม่กี่ท่า ที่ใช้กันประจำคือท่านั่งเก้าอี้แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายใช้ปาก หรืออีกท่าหนึ่งคือ นอนลงบนเตียงโดยที่อีกฝ่ายมุดลงมาตรงหว่างขา จริงๆ แล้วยังมีลีลาออรัลเซ็กซ์อีกมากมายหลากหลายที่จะช่วยให้อิ่มเอมได้ทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากมายจนยุ่งยาก ผู้เชี่ยวชาญได้แนะ 6 ท่าเด็ดออรัลเซ็กซ์ไว้เพื่อเพิ่มสีสันให้เรื่องบนเตียงนั้นสนุกยิ่งขึ้น


ท่าปกติดั้งเดิม

ท่าเดิมๆ อันเป็นสากลโลกนั่นแหละ นั่นคือ อีกฝ่ายนอนหงาย ให้เราได้กระทำตามอำเภอใจได้อย่างทั่วถึง เราสามารถนั่งอยู่ข้างหน้าแล้วโน้มตัวลงมาทำในกรณีที่ต้องการออรัลเซ็กซ์แบบเบาๆ หรือนอนคว่ำอยู่ตรงหว่างขาของอีกฝ่ายแล้วเอาขาของเขามาเกี่ยวไว้บริเวณคอ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า หากฝ่ายรับเป็นผู้หญิง ท่านี้จะช่วยให้เข้าถึงคลิทอริสได้สบายๆ หากฝ่ายรับเป็นผู้ชาย ฝ่ายรุกก็สามารถเล่นกับลูกอัณฑะได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งทั้งสองจุดสยิวนี้มักถูกละเลยในระหว่างมีเซ็กซ์

นั่งทับใบหน้า

หากอยากเป็นฝ่ายควบคุมความเสียวในขณะที่มีคนทำออรัลเซ็กซ์ให้ รับรองว่าต้องถูกใจท่านี้แน่นอน ให้อีกฝ่ายเอนหลังโดยหนุนศีรษะให้สูงขึ้นด้วยหมอนกี่ใบก็ได้ตามชอบ ฝ่ายที่อยากเสียวขึ้นมานั่งคร่อมใบหน้าให้ถนัดถนี่ หากมีเจ้าหนูก็จับใส่ปากได้ง่ายดาย ถ้ามีน้องจุ๋มจิ๋มก็คลึงกับริมฝีปากให้ซาบซ่านได้ตามใจฉัน ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าท่านี้ยังเปิดโอกาสให้เล่นกับประตูหลังได้อีกด้วย

ท่า 68

อันนี้ไม่ได้พิมพ์ผิด เพราะท่า 68 ก็คือท่า 69 นั่นแหละ เพียงแต่มีคนทำออรัลเซ็กซ์เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมักเป็นฝ่ายที่อยู่ด้านบน โดยจะเอาหน้าก้มลงซุกไซ้กับส่วนนั้นของคนที่อยู่ด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ายรับก็ได้เห็นส่วนนั้นของฝ่ายรุกแบบเต็มตา พอเริ่มเมื่อยแล้วก็พลิกตัวสลับที่กัน ผลัดกันเสพสุขให้ชุ่มฉ่ำ

ห้อยหัวท้าเสียว

ท่านี้คือความมันส์สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ให้ฝ่ายหญิงนอนหงายบนเตียงโดยเอาศีรษะยื่นห้อยให้พ้นเตียง ฝ่ายชายยืนคร่อมใบหน้าแล้วสอดใส่เจ้าหนูเข้าออกที่ปากของเธอ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสพประสบการณ์ล้ำลึกสุดคอหอย เพราะท่านี้จะสอดแทรกลึกเข้าไปถึงลูกกระเดือกเชียวล่ะ ความรู้สึกสยิวจะเข้มข้นมาก และด้วยความที่ท่านี้ทำให้อีกฝ่ายขยับไม่ได้มากจึงต้องส่งสัญญาณมือให้เข้าใจตรงกัน เผื่อพลาดพลั้งบาดเจ็บขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า คนที่ยืนคร่อมจะสามารถมองดูเรือนร่างของอีกฝ่ายได้อย่างเต็มตา ช่วยเติมความเร่าร้อนให้ลุกโชนได้อีก

โซฟาสวาท

ท่านี้ใช้โซฟาเป็นอุปกรณ์เสริม โดยให้ฝ่ายหนึ่งนอนหงายบนโซฟา แผ่นหลังและศีรษะอยู่บนที่นั่ง เอาขาพาดไปบนพนักพิง อีกฝ่ายคุกเข่าคร่อมใบหน้าคนที่นอนไว้โดยหันหน้าไปทางพนักพิง จากนั้นก้มลงไปทำออรัลเซ็กซ์ให้ ในขณะเดียวกันคนที่นอนอยู่ก็ทำด้วยเช่นกัน

ชูขาเป็นตัว V

ฝ่ายหญิงที่มีปัญหาถึงจุดสุดยอดยากควรลองท่านี้ เริ่มด้วยนอนหงายลงตรงขอบเตียง จับต้นขาประคองไว้ให้ขายกชูเป็นรูปตัว V จากนั้นให้อีกฝ่ายก้มลงทำออรัลเซ็กซ์ให้พร้อมกับนวดเบาๆ ที่ขาอ่อนด้านใน เพื่อให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่แคมมากขึ้น การนวดนี้จะช่วยให้ถึงจุดสุดยอดได้เข้มข้นจนแทบกรีดร้องเลยทีเดียว

ลองนำไปใช้ดูนะคะ เซ็กซ์ของเราจะได้ไม่น่าเบื่อกับท่าเดิมๆ อีกต่อไป

SEX TIPS

วิธีที่เซ็กซี่ในการเชิญชวนให้เขาทำออรัลเซ็กซ์ให้ คือเอามือประคองศีรษะของเขาไว้แล้วดึงเข้ามาหาตัว จากนั้นดันน้องหนูไปที่ปากของเขาอย่างนุ่มนวลแต่ร้อนแรงและเชิญชวนอย่างเย้ายวน


คนดีต้องมีที่อยู่ คนช่างบูลลี่ต้องหมดไป

คนดีต้องมีที่อยู่

คนช่างบูลลี่ต้องหมดไป

FEATURE
21 SEP 2020

เรื่อง
วรุณพร

Facebook: Hug magazine


INTRO

คุณคิดเหมือนกันไหม ไม่ว่าใครก็ไม่ควรถูกบูลลี่ (Bully) ถูกกลั่นแกล้งทางกาย วาจา และสังคม ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์

ปัญหาการบูลลี่ไม่ได้แพร่กระจายอยู่เฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เกิดขึ้นมานานเกือบทุกแห่งหนบนโลกใบนี้ ทั้งในโรงเรียน มหา’ลัย ที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดอย่างบ้าน


บางคนรับบทผู้ถูกกระทำมาตั้งแต่เด็กจนโต หรือบางคนอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงตอนโตด้วยซ้ำ เหตุเพราะคำพูดหรือการกระทำไม่ดีจากคนรอบข้างนั้นทำร้ายจนกัดกร่อนใจในทุกๆ วันจนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง

ตัวอย่างของการแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านสื่อออนไลน์ ที่บางครั้งอาจกล่าวได้ว่าไร้การควบคุมสติให้หยุดยั้งคิด ก่อนลงมือพิมพ์และโพสต์ว่าร้าย ด่าทอ ดารา นักแสดง ผู้มีชื่อเสียง ที่ผลของการกระทำนั้นสะท้อนย้อนกลับให้เราได้เห็นและเรียนรู้

ยกตัวอย่างกรณี ‘แมท’ ภีรนีย์ ที่ถูกว่าร้ายจากคนในโลกโซเชียล โดยเธอใช้เวลารวบรวมข้อมูลจ่อดำเนินคดีบรรดานักเลงคีย์บอร์ดเพื่อบอกให้กลุ่มคนเหล่านั้นน้อมรับผลของการกระทำ สะท้อนให้เห็นว่า หลังแป้นคีย์บอร์ดใช่ว่าคุณจะถ่ายทอด Hate Speech ทำร้ายความรู้สึกใครต่อใครก็ได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ควรถูกซุกไว้ใต้พรมหรือเมินเฉยอีกต่อไป

หรือแม้กระทั่งกรณีของศิลปินไอดอลเกาหลีที่ถูก Cyber bully อย่างหนัก จนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บางรายถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น

แล้วเหตุใดทำไมสิ่งเหล่านี้ที่เรารู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องไม่พึงกระทำนั้นยังไม่หมดไปเสียที

ทำไมต้องมีคนที่ถูกทำร้ายด้วยคำพูด การกระทำ หรือตัวอักษรความหมายแย่ๆ เหล่านี้ ที่จนแล้วจนรอดเราก็ยากที่จะหลุดพ้นจากสังคมแห่งการบูลลี่ได้ หากพูดอย่างตลกร้ายก็คือ ตายแล้วเกิดใหม่อีกสักกี่รอบเรายังคงหนีไม่พ้นเรื่องการดูถูกถากถาง เหน็บแนม ว่าร้ายอยู่ร่ำไป

เหตุใดทำไมถึงคิดร้าย

คนที่มีความสมดุลทางอารมณ์และความคิด จะไม่ไปก่นด่าว่าร้ายใส่ใครต่อใครทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก คนที่มีปัญหา มีความเครียดด้านใดด้านหนึ่งต่างหากที่ต้องการระบายออก โดยมักเลือกคนที่ “แตกต่าง” จากตัวเอง เช่น สีผิว ความเชื่อ ศาสนา รสนิยมทางเพศ ฯลฯ ซึ่งมีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่คนเหล่านี้เลือกที่จะไปบูลลี่ชีวิตคนอื่นว่า

  • อยากเป็นที่สนใจ เพราะในชีวิต “ด้านหนึ่ง” ของเขา เป็นมนุษย์ล่องหนที่ไม่มีตัวตน
  • อิจฉาในสิ่งที่คนอื่นมี และคิดว่าตัวเองควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าคนคนนั้น
  • ต้องการให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองเจ๋ง และรู้สึกมีอำนาจ โดยการกดคนอื่นให้ต่ำลง
  • เกลียดตัวเอง ไม่ชอบในสิ่งที่ตัวเองเป็น และแก้ไขไม่ได้ จึงเลือกที่จะด่าคนอื่นในเรื่องเดียวกัน
  • แก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ เลยต้องหนีปัญหาด้วยการมาทำลายคนอื่น

9 ข้อปรับ Mindset เมื่อเผชิญหน้าคนช่างบูลลี่

1.อย่าเอาคืนและตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

2.อย่าเก็บคอมเมนต์หรือคำพูดแย่ๆ มาคิดมาก หรือสงสัยในความเชื่อ ความสามารถของเรา ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครขอให้ทำดีต่อไป

3.อย่าอ่านคอมเมนต์แย่ๆ นึกถึงสถานการณ์ หรือคำว่าร้ายนั้นซ้ำไปซ้ำมา เพราะมีแต่จะทำให้จิตใจหดหู่ลง

4.เข้าใจว่าต่างคนต่างความคิดและความเชื่อ แต่ละคนมีสิทธิ์เห็นต่างไปจากเราได้เหมือนกัน บางครั้งความเห็นที่เรารู้สึกว่าแย่อาจเป็นเพียงความคิดที่เห็นแตกต่างก็เป็นได้

5.รู้จักปล่อยวาง มองข้าม และเพิกเฉย บางครั้งการตอบโต้ที่ดีที่สุด คือ ความเงียบ และทำเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนได้เหมือนกัน

6.เข้าใจว่าคนเหล่านี้ต้องการให้เรารู้สึกแย่

7.ใช้กฎ 30 วิ คิดก่อนพูดหรือโพสต์ ทบทวนกับตัวเองเพื่อเรียกสติ

8.ห่างกันสักพักจากโลกโซเชียล ถ้าการคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ เหมือนติดกับดักทางความคิด ทำให้เราเครียดจนเกินไป ลองออกห่างจากโลกโซเชียลสักพัก เบี่ยงเบนความสนใจไปอ่านหนังสือ แช่น้ำอุ่น เล่นกีฬา ชมงานศิลป์ พบปะผู้คนใหม่ๆ อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

9.พูดคุยกับคนที่มีความเชื่อ ความชอบที่คล้ายกัน เพื่อเติมพลังบวก และทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

สุดท้ายแล้วการจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราคงต้องเข้มแข็งให้มากพอ ยิ่งเติบโตยิ่งต้องมีเกราะปกป้องใจตนเอง ในความโชคร้ายย่อมมีเรื่องดีซ่อนอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองหาแง่งามนั้นเจอหรือเปล่า

โลกใบนี้มีคนหลากหลายประเภท หลายครั้งในชีวิตที่เราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับคนที่เก่งเรื่องบูลลี่ ไม่ชอบหน้าเราตั้งแต่แรกเจอ หรือเกิดเหตุหมางใจกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ฯลฯ

ขอให้คุณก้าวผ่านช่วงชีวิตที่ไม่น่าจดจำนั้นให้จงได้ เพราะหากนี่คือเกมชีวิต คุณต้องชนะให้ครบทุกด่านจนกว่าจะถึงด่านสุดท้าย ถ้าแพ้ก็รีสตาร์ทแล้วลุกขึ้นสู้ใหม่ จริงมั้ย?

ขอขอบคุณข้อมูล:

https://droidsans.com/howto-handle-cyber-bullying/
https://www.billionmindset.com/bullying-in-school-around-the-world/

"หลังแป้นคีย์บอร์ดใช่ว่าคุณจะถ่ายทอด Hate Speech ทำร้ายความรู้สึกใครต่อใครก็ได้"


รักครั้งนี้ของ 'บูม' สุภาพร สาวสวยสตรองที่ "ไม่ผูกมัด แค่ผูกพัน"

รักครั้งนี้ของ 'บูม' สุภาพร

ที่ไม่ผูกมัด แค่ผูกพัน

ระหว่างความรักแบบ “ผูกพัน” กับ “ผูกมัด” คุณต้องการอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน

เชื่อว่าคงไม่มีใครเลือกรักแบบผูกมัด เพราะแค่คิดก็รู้สึกอึดอัดเสียแล้ว อาจกล่าวได้ว่าผูกมัดเป็นความสัมพันธ์ที่ยิ่งกว่าผูกพัน แม้ระคนด้วยรักแต่หากต้องอยู่ในความสัมพันธ์เช่นนั้นคงไร้ซึ่งความสบายใจ

‘บูม’ สุภาพร วัย 31 เลือกความรักแบบไม่ผูกมัด ไม่สร้างความอึดอัดใจ แต่ปล่อยให้รักดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย ส่วนหนึ่งเพราะเธอเองก็มีภาระผูกพันหลายอย่างที่ทำให้เหนื่อยใจมากพออยู่แล้ว

ฮักขอชวนคุณสัมผัสเรื่องราวชีวิตของเธอคนนี้ผ่านบทสัมภาษณ์ที่แฝงไว้ด้วยความผูกพันพอให้ใจอบอุ่น และไม่ผูกมัดความรู้สึกให้อึดอัดจนเกินไป

อ่านต่อคลิก 

Facebook: Hug magazinemeb: e-book

แต่งหน้าไปเดทสไตล์สวยเซ็กซี่

แต่งหน้าไปเดทสไตล์สวยเซ็กซี่

แต่งสวยด้วยตัวเอง
10 SEP 2020

เรื่อง/ภาพ
Sister Makeup

ก่อนโควิด-19 ระลอกสองจะกลับมา หลายคนอาจมีนัดออกเดทกับหนุ่มหล่อล่ำ เอาไงดีล่ะคะทีนี้  แต่งหน้ายังไงให้ดูมีเสน่ห์ดึงดูดแต่ไม่เยอะจนเกินไป มาค่ะ! แต่งหน้ามัดใจหนุ่มให้อยู่หมัดตั้งแต่แรกเจอกันดีกว่า

เครื่องสำอางที่ใช้

ใบหน้า

รองพื้น: Makeup forever

แป้งฝุ่น: Hourglass

บรอนเซอร์: Tarte

ไฮไลท์: Anastasia

บลัชออน: MAC

 

คิ้ว

ดินสอเขียนคิ้ว: Anastasia

ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น: Anastasia

 

ตา

อายแชโดว์: Anastasia

มาสคาร่า: MAC

 

ปาก

ลิปสติก : Sephora

01

ลงรองพื้นโดยใช้แปรงหรือฟองน้ำเกลี่ยให้เรียบเนียน และลงแป้งฝุ่นบางๆ ทั่วใบหน้า ลองใช้หลังนิ้วลูบ อย่าให้รู้สึกหนืด หน้าจะได้ไม่เยิ้มระหว่างวัน

02

ใช้สีฝุ่นเขียนคิ้วทาลงไปในกรอบคิ้ว เริ่มจากสีอ่อนที่หัวคิ้วและเน้นสีเข้มทางหางคิ้ว ใบหน้าจะได้คมขึ้น

03

ทาอายแชโดว์สีทองตรงหัวตาถึงกลางตา

04

ใช้อายแชโดว์สีน้ำตาลเข้มทาหางตา และคัดเบ้าเล็กน้อยให้ตาดูคมขึ้น

05

กรีดอายไลเนอร์ สะบัดหางวีเชฟให้ตาดูคมและเฉี่ยวมากขึ้น

06

ติดขนตาและปัดขนตาทั้งบนและล่างให้ขนตาดูงามงอน

07

ลงบรอนเซอร์บริเวณกรอบหน้า เอาแปรงปัดกรอบหน้าเบาๆ จนเป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วเฉดดิ้งจมูกให้ดูดั้งโด่งขึ้น

08

ปัดแก้มโทนสีน้ำตาลอมส้มตรงหน้าแก้มเพิ่มความเซ็กซี่

09

ใช้แปรงปัดไฮไลท์ 5 จุด หน้าผาก โหนกแก้ม ทั้ง 2 ข้าง ปลายคาง และจะงอยปาก เพิ่มจุดรับแสงให้ใบหน้าดูโดดเด่น

10

ทาลิปสติกสีส้มอมแดงระเรื่อ จากนั้นทาลิปกลอสทับให้ดูฉ่ำวาวสดใสน่ามองมากขึ้น

ว้าว! แต่งง่ายมาก แต่สวยแบบมีระดับและน่าประทับใจ สวยปนเซ็กซี่ชนิดที่ไม่ได้ดูจงใจจนเกินไป หนุ่มๆ เห็นเป็นต้องตะลึงตาค้างแน่นอนค่ะ สวยแล้วก็ไปออกเดทกัน ขอให้ได้ ขอให้โดน เพี้ยง!


รักแบบ New Normal

รักแบบ New Normal

ผู้ชายขั้วลบ
09 SEP 2020

เรื่อง
อ.จตุพล ชมภูนิช


INTRO

เมื่อครั้งที่ตอนโควิด-19 เข้ามาแพร่เชื้อกับคนไทย

ทางสาธารณสุขของไทยประกาศให้คนไทย รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

มีคำถามน่าสนใจ ถามเข้าไปว่า แล้ว สามีภรรยาจะสามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้ไหมในช่วงเวลานี้

ก็มีคำตอบน่าสนใจว่า ทำได้ เพียงแต่ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ต้องรักษาระยะห่าง 1-2 เมตรให้ได้ เท่านั้นเอง

เรื่องนี้เป็นที่พูดต่อๆ มาแบบขำๆ ว่า จะทำได้ยังไง


รักแบบ New Normal นั้น น่าทำและถ้าทำได้จะรักษาความรักให้ยาวนาน

เพราะทำให้ความรักไม่อ่อนแอ ติดเชื้อทางใจ จนต้องเลิกรากันไปในที่สุด

ใช้ชีวิตทั่วไปแบบ New Normal คือ

ออกไปไหนให้รักษาระยะห่างกันเข้าไว้ อย่าอยู่ใกล้กันเกินไป

ล้างมือให้บ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย

สวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัย ตลอดเวลา (แม้แต่เวลาเล่นน้ำ)

ไม่เอามือมาจับปาก จับจมูกตัวเอง และไม่พาตัวเองไปในสถานที่ที่มีคนชุมนุมกันหนาแน่น

นี่คือการใช้ชีวิตปกติแบบวิถีใหม่ ที่คนไทยต้องทำให้คุ้นเคย

เพราะถ้าทำแบบเดิมอาจจะ ทำได้สบาย แต่จะ ทำให้ชีวิตลำบาก

เช่น เมื่อก่อนไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย ยกเว้นไม่สบายหรือเป็นหวัด

ไปไหนก็ไปได้ จะคนแน่นขนาดไหน เบียดได้ก็เบียดกันไป

ไม่ต้องล้างมือบ่อยก็ได้ จะล้างทำไม เปลืองน้ำ

จับปาก จับจมูกจนเป็นนิสัย ก็ไม่จับปาก จับจมูกใคร เราจับของเราเอง

สิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ อาจจะ ไม่เหลือชีวิตให้เปลี่ยน

ส่วนความรักแบบ New Normal ก็คือ

เคยทำอะไรแบบเดิมๆ แล้วมันไม่ดี ก็ควรเปลี่ยนเป็นวิถีปกติใหม่ได้แล้ว

คำพูด – เคยพูดจาแบบไม่แคร์ความรู้สึกใคร ยิ่งเห็นเป็น คนใกล้ คิดว่าไม่ต้องระวังอะไร ของตาย ไปไหนไม่รอด ก็ควรเปลี่ยนคำพูดเป็น New Normal คิดก่อนพูดทุกคำ คิดถึงคนฟังว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร และถ้าทำประจำจนเป็นนิสัย ก็จะกลายเป็นคนพูดดีกับคนที่เรารัก

การกระทำ – เคยทำอะไรที่ไม่เคยสนใจ ว่าคนรักจะรู้สึกอะไร ก็ควรเปลี่ยนเป็น New Normal ได้แล้วคือ ก่อนทำให้คิดก่อน ไม่ใช่ทำไปแล้วถึงกลับมาคิดได้ ว่าไม่น่าทำ หรือแม้น สิ่งที่ไม่ได้ทำ

ความสัมพันธ์ที่ห่างไกล ไม่ใช่แค่เกิดจากการกระทำของอีกฝ่าย แต่ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้ เพราะ อะไรที่ควรทำ แต่ ไม่ได้ทำ

ไม่เคยเอาใจใส่ ไม่รักษาสัญญาคำพูดที่ให้ไว้ ไม่เคยทำอะไรให้ ไม่มีของฝาก ของขวัญ ไม่เคยโอบหลังโอบไหล่ ไม่เคยแสดงว่าห่วงใย หรือให้ความรักต่อกัน

พอเปลี่ยนเป็นรักแบบ New Normal คราวนี้สิ่งที่ควรทำก็ทำต่อกันแบบเต็มใจ ความรักที่กำลังจะจางหายก็กลับไปสดใสเหมือนเดิม

ความคิด – จากที่เคยคิดว่าอีกฝ่ายไม่มีค่า เป็นตัวปัญหา เป็นส่วนเกิน หรือไร้ความหมาย พอคิดแบบปกติวิถีใหม่ คิดได้ว่า ถ้าไม่มีเขา คงไม่มีเราในวันนี้ เขามีค่า คอยอยู่และให้กำลังใจเราตลอดมา คงหาใครทดแทนไม่ได้

เมื่อ ความคิดใหม่มา กริยาท่าทางวาจาก็จะเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใหม่ ที่คิดใหม่ให้สิ่งที่ดีต่อกัน

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ เมื่อทำแรกๆ ก็ย่อมจะไม่ง่าย เพราะไม่เคยทำ ไม่ใช่ความปกติธรรมดา หรือว่า Normal

แต่ถ้าทำบ่อยเข้าจนกลายเป็นนิสัย กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตได้ มันจะกลายเป็น ความปกติ ที่นำความสุขมาสู่ชีวิตคู่ได้มากมาย

ความรัก เหมือน การปลูกต้นไม้ ต้องรู้ว่าแต่ละต้นชอบน้ำ ชอบแดดแบบไหน ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างไร

ถ้าปลูกต้นไม้แบบทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่สนใจ

สักวันจะเหลือแค่ ซากต้นไม้ ไว้ให้ดู


'ใบเฟิร์น' อัญชสา ชวนอ่านเรื่อง "รักแบบ New Normal"

'ใบเฟิร์น' อัญชสา

: เข้าใจรักแบบปกติใหม่

ใช้ชีวิตแบบ New Normal

INTERVIEW
08 SEP 2020

เรื่อง
วรุณพร

ภาพ
อนุชา ศรีกรการ


INTRO

เมื่อโรคภัยส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความรัก การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ชีวิตและความรักอยู่รอดปลอดภัยในยุค New Normal หรือความปกติในรูปแบบใหม่

ใบเฟิร์น-อัญชสา ก็ต้องปรับตัวปรับใจให้ก้าวผ่านความเหงาในช่วงกักตัวเช่นกัน

ฮักขอชวนคุณเรียนรู้เรื่องรักผ่านประสบการณ์ชีวิตของเธอคนนี้


ความผูกพันในวัยเยาว์

ฮักเชื่อในทฤษฎีความผูกพัน (attachment theory) จึงขอเริ่มบทสนทนากับใบเฟิร์น-อัญชสาด้วยเรื่องราวชีวิตวัยเด็ก

เธอเติบโตในครอบครัวที่อบอุ่นด้วยการเลี้ยงดูของคุณพ่อ คุณแม่ และคุณย่า ใบเฟิร์นเผยรอยยิ้มสดใสก่อนเล่าว่า “เฟิร์นเป็นเด็กแสบของครอบครัว พ่อแม่ตามใจแต่ไม่ได้สปอยด้วยการซื้อของทุกอย่างให้ ใช้ชีวิตค่อนข้างเรียบง่าย แม่สอนเฟิร์นให้รู้จักคุณค่าของเงิน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยแม่ให้เฟิร์นเก็บเงินซื้อรถคันแรกด้วยตัวเอง ทุกวันนี้เฟิร์นเลยหาเงินเก่ง เก็บเงินเก่ง และรู้คุณค่าของเงิน”

เมื่อถามถึงแรงสนับสนุนจากครอบครัวที่ผลักดันให้เธอได้ทำในสิ่งที่ใจรัก ใบเฟิร์นตอบด้วยประกายตาแสนสุขว่า “บางครอบครัวอาจไม่สนับสนุนให้ลูกเข้าวงการบันเทิง แต่เฟิร์นกล้าแสดงออกและเรียนการแสดงมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ให้เฟิร์นทำในสิ่งที่รัก แม้ดูไม่มีแววว่าจะเดินบนเส้นทางบันเทิงมาไกลถึงทุกวันนี้ แต่เขาก็สนับสนุน ตอน ม.ปลาย หลังเลิกเรียน แม่ก็มารับไปแคสท์งานโฆษณา บางวัน 2-3 งาน กว่าจะเสร็จก็ 3-4 ทุ่ม เขาสนับสนุนเรามากจริงๆ ตอนเข้ามหาวิทยาลัยเราเลือกเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ พ่อแม่ก็ไม่เคยห้าม เฟิร์นเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความเก่งในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน หากรู้ว่าลูกชอบอะไรควรผลักดันไปให้สุดกำลังบนเส้นทางนั้น”

จากลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวของสาวใบเฟิร์น อาจวิเคราะห์โดยสังเขปได้ว่า ความผูกพันในวัยเด็กส่งผลให้เธอเป็นคน “เชื่อมั่นในความรัก” (secure type) ซึ่งคนกลุ่มนี้เติบโตมาจากครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่เอาใจใส่อย่างเต็มที่ ไม่เคยทำให้รู้สึกขาด จนกลายเป็นลักษณะนิสัยประจำตัว มองโลกในแง่ดี เห็นคุณค่าในตนเอง และให้ความสำคัญแก่การเป็นตัวของตัวเอง มาติดตามกันว่าจะตรงตามการวิเคราะห์นี้มากน้อยแค่ไหน

รักที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ประเด็นที่ฮักไม่อาจมองข้ามคือเรื่องราวความรักของสาวใบเฟิร์นที่เพิ่งจบลงเมื่อต้นปี 2563 จึงต้องขอให้เธอช่วยบอกเล่าสักนิดว่า ความรักครั้งนี้เธอได้บทเรียนสอนใจใดบ้าง “เราคบกันมาประมาณ 2 ปีกว่า รักครั้งนี้สอนให้เฟิร์นรู้ว่า การเลิกรานั้นไม่มีใครผิดหรือถูก เขาไม่ได้ทำอะไรแย่ เราแค่ไม่ได้รักกันในแบบคนรักอีกต่อไปแล้ว ไม่มีใครทำอะไรผิด เราต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและจบลงด้วยดี ก่อนจบความสัมพันธ์ครั้งนี้เฟิร์นคิดหนักมาก เพราะไม่มีใครผิดและไม่มีเรื่องผิดใจกัน การเลิกกันของเราไม่มีวี่แววเลย เพื่อนทุกคนก็แปลกใจเพราะไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต ความชอบของเรานั้นเหมือนกันมากจนทุกคนสงสัยว่าเลิกกันทำไม ทุกวันนี้เรายังรักและห่วงใยกัน มีอะไรก็ไลน์หากัน แค่ไม่ได้อยู่ในสถานะเดิม แต่เป็นความสบายใจของเราทั้งสองคน

“อีกอย่างคือถ้าตอนนี้เรายังมองภาพในอนาคตแบบคนรักไม่ออก ภาพการใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันย่อมไม่ชัดเจน สู้เดินออกมาจากความสัมพันธ์ตอนนี้ดีกว่า เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า ให้ความสัมพันธ์จบลงที่คนสองคน เพราะถ้าความรักไม่เหมือนเดิมจะมีบุคคลที่สามเข้ามาแทรก เราจะรอให้ถึงวันนั้นแล้วค่อยเลิกกันเหรอ จบกันด้วยดีแบบนี้ดีกว่าปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในความสัมพันธ์ ลองลดสถานะทั้งที่ยังรักและเป็นห่วงกัน มีอะไรยังปรึกษากันได้ ดีกว่าทะเลาะจนมองหน้ากันไม่ติด ช่วงเวลาที่ดีของเรานั้นมีเยอะ เราสนิทกับครอบครัวเขามาก แค่ตอนนี้เราไม่ได้เจอกันหรือคุยกันทุกวันเท่านั้นเอง”

New Normal: New Bifern

ไม่อยากเชื่อเมื่อสาวสวยนัยน์ตาคมคนนี้บอกเราว่า เธอเป็นคนรักที่นิสัยไม่ดีมาก่อน “เฟิร์นเคยเป็นคนใจร้อน ใช้คำพูดไม่ดีทำให้คนอื่นเสียใจ เพราะแค่อยากเอาชนะ จนได้เรียนรู้ว่าเราชนะแค่วินาทีนั้นแต่โดยรวมกลับพ่ายแพ้ เพราะเรามีส่วนทำให้ความสัมพันธ์นั้นมีรอยร้าวจนพังทลายในที่สุด ความใจร้อนของเราทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก ส่งผลกระทบระยะยาว นำไปสู่จุดจบของความสัมพันธ์ เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าทำไมเราเป็นคนรักที่ใจร้ายขนาดนั้น

“ทุกวันนี้เฟิร์นเป็นคนใจเย็นมากเมื่อเทียบกับคนเดิมในอดีต ก่อนนี้แม่เคยบอกว่า ‘ถ้าอยากคบใครนานๆ ก็เลิกเอาแต่ใจได้แล้ว ใจเย็นซะบ้าง’ แต่ทุกวันนี้เฟิร์นใจเย็นมาก (ลากเสียงยาว) จนคนในครอบครัวรับรู้ได้ และไม่คิดว่าเฟิร์นจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ เฟิร์นเคยเป็นคนนิสัยไม่ดีจนสูญเสียคนที่ดีมากคนหนึ่งในชีวิตไป หลังจากนั้นก็เปลี่ยนแปลงตัวเองมาตลอด ไม่ใช่ทำได้ในทันทีหรือเป็นคนดีอะไรขนาดนั้น แต่ค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ ยังมีจุดบอดเล็กๆ น้อยๆ

“มุมมองที่มีต่อความรักของเฟิร์นเปลี่ยนไปเยอะนะ ยิ่งตอนนี้เหมือนเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต ตอนที่เรายังเด็กกว่านี้ เราเป็นคนใจร้อน อีโก้สูง เป็นคนรักที่นิสัยไม่ดี เฟิร์นเรียนรู้ทุกครั้งหลังจบความสัมพันธ์ ได้ทบทวนตัวเองว่าเราทำผิดอะไร ได้รับบทเรียนอะไรจากรักครั้งนี้ พยายามปรับปรุงตัวเองอยู่เรื่อยๆ ต่อจากนี้เฟิร์นจะเป็นคนรักที่ดี ถ้าต้องสูญเสียอีกครั้งจะไม่เสียใจถึงขนาดนั้นแล้ว ก่อนนี้เฟิร์นทุ่มเทให้แก่ความรักมาก พอผิดหวังก็ฟูมฟายมากเช่นกัน แต่ ณ ตอนนี้กลับรู้สึกว่า ถ้าเราทำดีมากพอมาตลอดความสัมพันธ์ ในวันที่ต้องเลิกรากันเราคงเสียใจแต่ไม่ฟูมฟายมาก เพราะเรียนรู้แล้วว่าสุดท้ายมันก็เท่านี้เอง”

ก้าวข้ามความเหงาในยุค New Normal

ความเหงานั้นไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 เข้ามากระทบการใช้ชีวิต ความเหงายิ่งชัดเจนขึ้นกว่าที่ผ่านมา แล้วสาวใบเฟิร์นมีวิธีจัดการความเหงาในยุค New Normal อย่างไร “ตอนนี้ไม่ได้คุยกับใครเป็นพิเศษเลย บางทีก็รู้สึกเหงา เพื่อนเคยบอกว่า ให้กลับมารักตัวเองก่อน เห็นคุณค่าในตัวเอง ตอนแรกเฟิร์นไม่เข้าใจจริงๆ เพราะรู้สึกว่ารักตัวเองอยู่แล้ว แต่เมื่อมีประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้น จึงเรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้รักตัวเอง เพราะเรายอมให้ตัวเองอยู่ในความสัมพันธ์ที่ร้องไห้ทุกวัน ไม่มีความสุข จนไม่มั่นใจในตัวเอง

“ถ้าเป็นก่อนเกิดโรคโควิด-19 เราคงหากิจกรรมทำเพราะมีเพื่อนหลายกลุ่ม ชวนกันไปกินข้าว เล่นบอร์ดเกมส์ แต่การจะผ่านพ้นความเหงาในช่วงกักตัวแบบนี้อาจเป็นเรื่องยากสักหน่อย ช่วงนี้เฟิร์นใช้เวลาดูซีรี่ส์ ฟังเพลง แต่มีบางคืนที่เราก็งงว่าทำไมถึงเหงาขนาดนี้ ทำไมคืนนี้ถึงเงียบจังเลย จะเปิดเพลงก็ไม่อยากฟัง จะเปิดซีรี่ส์ก็ไม่อยากดู แต่ยังรู้สึกเหงา สิ่งที่ทำได้คือแค่รับรู้ว่ากำลังเหงา แล้วบ่นกับตัวเองว่า เหงาจังเลย ไปนอนดีกว่า (หัวเราะ) พอข่มตานอนแล้วตื่นมาความเหงาก็หายไป เรายินยอมให้ตัวเองเหงาจนหลับไปดีกว่าอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้ร้องไห้จนนอนไม่หลับ

“แม้เฟิร์นเป็นคนที่มีกิจกรรมเยอะแต่เรื่องความเหงานั้นห้ามกันไม่ได้จริงๆ มีบ้างที่รู้สึกว่าไม่อยากอยู่คนเดียว โทร.หาเพื่อนทุกคน แต่พอทุกอย่างลงตัวก็รู้สึกดีขึ้น ทุกวันนี้เฟิร์นพยายามหากิจกรรมทำ เช่น ทำอาหารไปแจกให้คนที่ต้องการ ก็ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น ได้เห็นว่าตัวเองมีคุณค่า ทำให้คนอื่นมีความสุข ช่วยให้เขาอิ่มท้องได้”

แชร์ข้อคิดความรัก

เมื่อเราให้ใบเฟิร์นฝากแง่คิดดีๆ เธอก็แชร์ไว้อย่างคนเข้าใจชีวิต “คนมีคู่ถ้ามีคนดีอยู่ข้างกายแล้ว อยากให้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะได้เจอคนดีๆ จงรักษาความรักไว้ให้ดี อย่าทำเหมือนเฟิร์นที่คิดว่าตัวเองมีคนรักที่ดีแล้วคิดว่าเขาจะต้องทนเราได้ ไม่หนีเราไป ไม่อยากให้คุณคิดแบบนั้น เพราะทุกคนมีขีดจำกัด ถ้ามีคนดีๆ อยู่เคียงข้างแล้วก็ต้องรักษาเขาไว้ให้ดี

“ส่วนใครที่อยู่ในความรักที่ไม่ดี เฟิร์นอยากบอกว่า เดินออกมาเถอะ มีแฟนคลับมาปรึกษาว่าเดินออกมาจากความรักที่ไม่ดีไม่ได้ มันเป็นเรื่องยาก เฟิร์นเองก็เคยเป็นคนที่ต่อให้ใครบอกว่าต้องเลิกก็ทำไม่ได้ แต่คุณจะเสียเวลารักคนที่ใจร้ายกับคุณไปทำไม เดินออกมาเถอะ เมื่อคุณเจอคนที่เขาทำดีกับคุณ คุณจะรักเขาและมีความสุขได้มากกว่าทุกวันนี้ที่ทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดีแน่นอน

“สำหรับคนโสดคงมีคนที่กำลังรู้สึกเหงาจนฉุกคิดว่า ‘อยากมีแฟนจังเลย’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เฟิร์นเองก็อยากมีแฟน แต่ถ้าจะมีแฟนเพราะความเหงา เฟิร์นว่ายอมอยู่กับความเหงาแล้วหลับไป ดีกว่าร้องไห้จนนอนไม่หลับแล้วตื่นมาก็มีเรื่องให้ร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะคุณยังไม่พร้อมมีใคร อย่ามีความรักเพราะเหงา เป็นอีกข้อที่เฟิร์นต้องเตือนตัวเองเช่นกัน เฟิร์นเรียนรู้แล้วว่ารีบร้อนมากไปไม่ดีเลย แม้วันนี้จะเหงามากแค่ไหนก็จะไม่มีแฟน ถ้าไม่เจอคนที่คู่ควรกับความรักของเราจริงๆ”

อย่างที่ใบเฟิร์นบอก “ความรักไม่ใช่เรื่องง่าย” ช่วงเวลาที่เศร้าเสียใจนั้นช่างยาวนานและแสนยากเย็น หากเราค่อยๆ เรียนรู้ ยอมรับ ปรับตัว และรักตัวเองให้มากพอ ย่อมช่วยให้ชีวิตมีความสุขได้ไม่ว่าในยุคนี้หรือยุคไหน คุณว่ามั้ย

  Hug magazine ปีที่ 12 ฉบับที่ 7

(15 กรกฎาคม-14 กันยายน 2563)


สายสุขภาพห้ามพลาด! เครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ไร้สายแบบพกพา

สายสุขภาพห้ามพลาด!

เครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ไร้สายแบบพกพา

เรื่อง: น้องเหมียวไอที

ภาพ: Xiaomi Youpin 

การที่เรากักตัวเองอยู่บ้านหลายวัน หากมองในแง่ดีก็ถือเป็นโอกาสในการหันกลับมาดูแลสุขภาพอีกทางหนึ่ง ถ้าไม่มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตากินของที่ตุนไว้จนหมดเสียก่อน

ฉบับนี้น้องเหมียวไอทีขอแนะนำ Zhenmi wireless vacuum portable juicer โดยบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีชื่อดัง Xiaomi เปิดตัวเครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ชนิดไร้สาย สามารถพกพาไปปั่นน้ำผักผลไม้ได้ทุกที่แม้ไม่มีปลั๊ก ตัวเครื่องเป็นพลาสติก PC + ABS เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีให้เลือก 2 สี คือ cherry pink และ light blue สีสันน่ารัก รูปทรงจับถนัดมือ

Zhenmi wireless vacuum portable juicer

ประกอบด้วยเครื่องที่ใช้สำหรับปั่น และกระบอกน้ำสุญญากาศป้องกันการเกิดออกซิเดชัน สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย มีใบมีดสเตนเลสสตีล 301 ทั้งหมด 4 ใบ ผนวกเข้ากับเทคโนโลยี eccentric spoiler ช่วยเพิ่มแรงในการปั่นอีก 35 เปอร์เซ็นต์ จึงปั่นน้ำผักและผลไม้ละเอียดขึ้นโดยไม่ต้องเขย่าเครื่องให้เปลืองแรง ใช้เวลาเพียง 28 วินาทีเท่านั้น ความจุแบตเตอรี่ 2,400 mAh รองรับการชาร์จแบตเตอรี่สำรองและแบตเตอรี่ในรถยนต์ด้วย

ใครที่ชอบการทำอาหารเพื่อสุขภาพและชอบดูแลตัวเอง ตามไปช้อปกันได้ที่เว็บไซต์ Xiaomi Youpin ราคาราว 1,100 บาท


ด้วยรัก ระยะห่าง และความชัดเจน

HOT ISSUE

14 JUL 2020

 

เรื่อง

ทีมฮัก

ด้วยรัก ระยะห่าง และความชัดเจน

ประเด็นหนึ่งของปัญหาความรักที่ใครหลายคนต้องการคำตอบคือ ความชัดเจนและการมีระยะห่างที่พอเหมาะ

ตั้งแต่เริ่มสานสัมพันธ์ เมื่อคุณชอบอีกฝ่ายย่อมอยากรู้ว่าเขาหรือเธอมีใจตรงกันไหม อีกทั้งช่วงเวลานั้นทั้งคู่ยังคงมีระยะห่างทางความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน เรียกง่ายๆ ว่า ยังไม่สนิทกัน

เมื่อเกิดความชอบพอจึงเริ่มเรียนรู้ดูใจกัน ระยะของความรู้สึกจึงใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น จากนั้นก็ต้องการรู้ว่า “ตกลงเราเป็นอะไรกัน”

หลังจากคบกันเป็นแฟนกระทั่งรู้จักรู้ใจที่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในระยะประชิด ก็อยากรู้ว่า “เรามองอนาคตร่วมกันหรือไม่”

เริ่มรักตัวเองอย่างชัดเจน

หัวข้อนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เราทุกคนต่างรู้แต่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และเชื่อแน่ว่าพื้นฐานของความรักที่ดีคือ การรู้ความต้องการที่แท้จริงของตนเองก่อนมีรัก เพราะความชัดเจนต่อความรู้สึกนึกคิดของตนเองถือเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตสู่เป้าหมายที่วางไว้

ความตอนหนึ่งจากหนังสือความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย โดย ดร.จอห์น ไอโซ สะท้อนเรื่องใกล้ตัวที่บางคนหลงลืมจนบั่นทอนความรักในตัวเองลงทุกวันแบบไม่รู้ตัว

“วิธีสำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ เราเลือกที่จะรักตนเองได้ด้วยการใส่ใจสิ่งที่เราป้อนให้ตนเอง ว่ากันว่าเรากินอะไรเข้าไปก็จะเป็นแบบนั้น แต่ทัศนะทางจิตวิญญาณกล่าวว่า ชีวิตเราจะเป็นไปตามสิ่งที่เราคิด มนุษย์เกิดความคิด 45,000-55,000 ความคิดต่อวัน เป็นการสนทนาในจิตใจที่ไม่รู้จักหยุด เราพูดกับตัวเองทั้งวัน ความคิดของเราส่วนมากเป็นไปในทางที่ดี แต่หลายต่อหลายความคิดจะส่งผลอย่างยิ่งต่อวิธีที่เรามองตนเอง ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่เราบอกกับตนเองทำนองว่า ‘ฉันเป็นคนขี้แพ้’ ‘ฉันไม่น่ารัก’ ‘ฉันไม่มีเสน่ห์’ ‘ฉันต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น’ ‘ฉันอ้วน’ ‘ฉันเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี’ ‘ฉันไม่ใช่คนดี’ นั่นคือเรากำลังบ่อนทำลายความรักตนเองลง”

อย่างน้อยคุณต้องรู้ว่า เรื่องไหนที่บั่นทอนใจให้คุณรักตัวเองน้อยลง เพราะคนที่เราควรรู้จักรู้ใจก่อนใครคือ “ตัวเราเอง” อาจเริ่มเอ่ยถามตัวเองในใจว่า “ความสุขของเราคืออะไร”

ตัวห่างไกลแต่ใจไม่ห่างกัน

บททดสอบของชีวิตล้วนเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ระยะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการเว้นระยะห่างทางกาย อันเนื่องมาจากวิกฤติโรคโควิด-19 ความรักความสัมพันธ์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่ต่างกับปัญหาการเงินและปากท้อง เพราะความรักนับเป็นกำลังใจสำคัญที่จะช่วยพยุงเราให้ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปด้วยกัน

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่า อัตราการหย่าร้างของคู่รักในจีนเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค อาจกล่าวได้ว่าความโดดเดี่ยว การเว้นระยะห่างทางสังคม และความกังวลเรื่องปัญหาปากท้อง สร้างแรงกดดันแก่คู่รักและคนในครอบครัว ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ เราอาจสัมผัสกายกันน้อยลง แต่เรื่องของจิตใจนั้นต้องดูแลกันให้มากยิ่งขึ้น และอาจเริ่มด้วยวิธีเหล่านี้

  • อย่า “เดาเอาเอง” ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร อย่าทึกทักว่าอีกฝ่ายต้องรู้สึกแบบนั้นแบบนี้กับสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่เรามักคาดเดาว่าคนอื่นรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับเรา ซึ่งไม่น่ารักเลย
  • สื่อสารกันอยู่เสมอ พยายามแสดงความชัดเจนกับอีกฝ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลองพูดถึงความรู้สึกของตนเอง เช่น “ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ” ดีกว่าพูดว่า “คุณทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ” เพราะคำพูดเช่นนั้นอาจนำไปสู่การกล่าวโทษกันได้
  • ยอมรับว่าสถานการณ์เหล่านี้คือบททดสอบของชีวิต เราจำเป็นต้องให้เวลาตัวเองและคนรักได้ผ่อนคลายบ้าง เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ไม่ปกติสำหรับทุกคน
  • พยายามไม่โต้เถียงรุนแรง ในสถานการณ์เช่นนี้ทุกคนล้วนเกิดความเครียดได้ แต่ไม่ควรฉวยโอกาสนี้เพื่อระบายอารมณ์กับคนที่คุณรักและรักคุณ
  • จงแน่ใจว่าเราไม่ได้ทำงานตลอดเวลา หากต้องทำงานที่บ้าน ก็จำเป็นต้องจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องที่บ้าน ควรจัดสรรเวลาให้เหมาะสม

อยู่ห่างๆ อย่างชัดเจน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในความสัมพันธ์เราต่างต้องการความชัดเจนในระยะห่างที่พอเหมาะ ไม่รักมากไปจนอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด ไม่ห่างเหินเกินไปจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงความเฉยชา จำไว้เสมอว่าเมื่อ “พอดี” ถึงจะ “ลงตัว”

ผู้ใช้นามปากกา “คิดมาก” เขียนไว้ในหนังสือ ยากกว่าการได้มาคือการรักษาไว้ ตอนหนึ่งว่า

“ความไม่ชัดเจนคือสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด จริงอยู่ที่บางครั้งความชัดเจนอาจทำให้เราเจ็บปวดได้เหมือนกัน แต่เชื่อเถอะว่าความชัดเจนจะทำให้เราเจ็บปวดระยะสั้นๆ แต่ความไม่ชัดเจนต่างหากที่ทำให้ความเจ็บปวดไม่หายไปสักที”

บ่อยครั้งที่หลายคนเฝ้าถามอีกฝ่ายว่า “ตกลงเราเป็นอะไรกัน” เพราะต้องการความชัดเจน ทั้งที่การกระทำของเขาเป็นคำตอบที่ชัดเจนของทุกคำถามแล้ว มีเพียงเราที่พยายามบ่ายเบี่ยงความชัดเจนของเขามาโดยตลอด นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะความรักต้องค้นหาและเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต

แม้ในวันนี้เราจำเป็นต้องเว้นระยะห่างทางกาย แต่ใช่ว่าจะห่างเหินทางใจ ในช่วงเวลาเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต่างฝ่ายต่างต้องใส่ใจความรู้สึกของกันและกันให้มาก แง่คิดต่อไปนี้อาจช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนได้ทั้งในยามปกติและทุกข์ยาก

  • ช่วงเวลาที่มีคุณภาพ (quality time) นับเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายต่อชีวิตคู่มาก บางทีอาจมีความหมายมากกว่าการให้เงินทองหรือสิ่งของด้วยซ้ำ เพราะคือสัญลักษณ์แสดงถึงความใกล้ชิด ผูกพัน เติมเต็มความรัก และลดความเหงาให้กันได้
  • ระยะห่างที่พอเหมาะ ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตคู่ที่มักเข้าใจกันผิดคือ การใช้ชีวิตแบบชิดใกล้ ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่แยกจากกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นชีวิตคู่จำเป็นต้องมีระยะห่างที่เหมาะสม ดังนั้นการหาจุดสมดุลระหว่างความใกล้ชิดกับระยะห่างจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
  • ความใกล้ชิดและอิสระ เมื่อคนสองคนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ย่อมต้องมีทั้งความใกล้ชิดและอิสระอันเป็นพลังที่ตรงกันข้าม ความใกล้ชิดคือการดึงดูดเข้าหากัน อยู่ด้วยกัน แชร์ความคิด ความรู้สึกร่วมกัน อิสระคือความต้องการอยู่ห่างจากกัน ทำสิ่งที่อยากทำ เป็นตัวของตัวเอง หากในชีวิตคู่มีพลังสองด้านนี้อย่างสมดุลย่อมไม่เกิดปัญหา
  • จงอย่าอยู่ใกล้กันเกินไป เนื่องจากชีวิตคู่เป็นชีวิตที่อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด จึงเกิดปัญหาเรื่องขอบเขต (boundary) ได้ง่าย หลายคนจินตนาการว่า ชีวิตคู่คือคนสองคนที่รวมกันเป็นหนึ่ง เสมือนเป็นคนเดียวกัน ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องในอุดมคติ (ideal) เพราะทุกคนต่างมี “ตัวตน” และความเป็นตัวของตัวเอง มีความชอบ และความต้องการที่แท้จริงของตนเอง จนหลายครั้งหลงลืมไปว่าเขาหรือเธอนั้นเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดและความต้องการต่างจากเรา

ชัดเจนทางความรู้สึก

อาจกล่าวได้ว่า สิ่งสำคัญของความรักความสัมพันธ์ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามนั้น “ควรเว้นระยะห่างอย่างพอดีและชัดเจน” ดั่งถ้อยคำแห่งปราชญ์ คาลิล ยิบราน “จงยืนอยู่ด้วยกันแต่ว่าอย่าใกล้กันนัก เพราะว่าเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน และต้นโพธิ์ต้นไทรก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้”

ครั้งหนึ่งทีมฮักมีโอกาสสัมภาษณ์ รศ. ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ตอบปัญหาเรื่องหัวใจผ่านแฮชแท็ก #ทวิตรัก ในประเด็นการรักษาความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ให้ยืนยาวไว้ว่า

“คู่ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเป็นเวลานานมีวิธีจัดการดูแลความสัมพันธ์ที่ต่างกันออกไป เราต้องเข้าใจก่อนว่าความรู้สึกเฉยกับคู่รักที่อยู่ด้วยกันมานานนั้นเป็นความธรรมดา บางคู่ก็แทนที่ความรักด้วยความรู้สึกแบบอื่น เช่น ความเป็นเพื่อน สิ่งที่พยายามบอกมาตลอดคือ ถ้าเจอใครสักคนแล้วพัฒนาความสัมพันธ์แล้วคนคนนั้นเป็นทั้งแฟนและเพื่อนนั่นถือว่าโชคดีมาก เพราะเขาแทนที่หรือเพิ่มมิติอื่นๆ เข้าไปในความสัมพันธ์ทำให้ตอบสนองคู่ของเราได้หลายอย่าง แน่นอนว่าการแต่งงานไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของชีวิต เพียงแต่ตอบอะไรในชีวิตได้มากขึ้น”

ความรักเปรียบเสมือนสูตรการทำขนม ที่ผสมแป้งแห่งการเอาใจใส่ ไข่ไก่จากฟาร์มของความเข้าใจ น้ำตาลเติมคำหวานเพิ่มรอยยิ้ม และส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่มีสูตรตายตัว ผสมให้เข้ากันแล้วนำเข้าเตาอบ ถ้าไหม้เกรียมก็แก้ตัวใหม่ ถ้าอร่อยลงตัวอาจเพราะใส่ส่วนผสมพอดี จงหมั่นทำสูตรนั้นให้คงที่และแบ่งปันขนมแก่กันเรื่อยไป … นี่แหละขนมที่ชื่อว่า “ความรัก” ตามแบบฉบับของแต่ละคู่

แหล่งข้อมูล

จอห์น ไอโซ. ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย. สมุทรปราการ: สำนักพิมพ์โอ้มายก้อด, 2562

ธรรมนาถ เจริญบุญ. ช่วงเวลาคุณภาพและระยะห่างที่พอดี. สืบค้นเมื่อ 20 เมษายน 2563, จาก https://www.healthtodaythailand.in.th

Workpoint News. รักษาความรักอย่างไรให้อยู่รอดในช่วงต่อสู้โควิด-19. สืบค้นเมื่อ 20 เมษายน 2563, จาก https://workpointnews.com/2020/03/23/covid19-relationship/