'ใบเฟิร์น' อัญชสา ชวนอ่านเรื่อง "รักแบบ New Normal"

ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย

ชวนอ่านเรื่องรักแบบฉบับ New Normal

เมื่อโรคภัยส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความรัก การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ชีวิตและความรักอยู่รอดปลอดภัยในยุค New Normal หรือความปกติในรูปแบบใหม่ 'ใบเฟิร์น' อัญชสา ก็ต้องปรับตัวปรับใจให้ก้าวผ่านความเหงาในช่วงกักตัวเช่นกัน ฮักขอชวนคุณเรียนรู้เรื่องรักผ่านประสบการณ์ชีวิตของเธอคนนี้

อ่านต่อได้ใน Hug magazine ปีที่ 12 ฉบับที่ 7 ที่ 7-Eleven

สอบถามร้านสาขา 7-Eleven ที่มี Hug magazine วางจำหน่าย คลิก!

Click to Facebook

ใบเฟิร์นบอกว่า “ความรักไม่ใช่เรื่องง่าย” ช่วงเวลาที่เศร้าเสียใจนั้นช่างยาวนานและแสนยากเย็น หากเราค่อยๆ เรียนรู้ ยอมรับ ปรับตัว และรักตัวเองให้มากพอ ย่อมช่วยให้ชีวิตมีความสุขได้ไม่ว่าในยุคนี้หรือยุคไหน คุณว่ามั้ย?

สนใจซื้อ e-book: Hug magazine คลิก!

Click to meb: e-book

สายสุขภาพห้ามพลาด! เครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ไร้สายแบบพกพา

สายสุขภาพห้ามพลาด!

เครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ไร้สายแบบพกพา

เรื่อง: น้องเหมียวไอที

ภาพ: Xiaomi Youpin 

การที่เรากักตัวเองอยู่บ้านหลายวัน หากมองในแง่ดีก็ถือเป็นโอกาสในการหันกลับมาดูแลสุขภาพอีกทางหนึ่ง ถ้าไม่มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตากินของที่ตุนไว้จนหมดเสียก่อน

ฉบับนี้น้องเหมียวไอทีขอแนะนำ Zhenmi wireless vacuum portable juicer โดยบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีชื่อดัง Xiaomi เปิดตัวเครื่องปั่นน้ำผักผลไม้ชนิดไร้สาย สามารถพกพาไปปั่นน้ำผักผลไม้ได้ทุกที่แม้ไม่มีปลั๊ก ตัวเครื่องเป็นพลาสติก PC + ABS เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีให้เลือก 2 สี คือ cherry pink และ light blue สีสันน่ารัก รูปทรงจับถนัดมือ

Zhenmi wireless vacuum portable juicer

ประกอบด้วยเครื่องที่ใช้สำหรับปั่น และกระบอกน้ำสุญญากาศป้องกันการเกิดออกซิเดชัน สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย มีใบมีดสเตนเลสสตีล 301 ทั้งหมด 4 ใบ ผนวกเข้ากับเทคโนโลยี eccentric spoiler ช่วยเพิ่มแรงในการปั่นอีก 35 เปอร์เซ็นต์ จึงปั่นน้ำผักและผลไม้ละเอียดขึ้นโดยไม่ต้องเขย่าเครื่องให้เปลืองแรง ใช้เวลาเพียง 28 วินาทีเท่านั้น ความจุแบตเตอรี่ 2,400 mAh รองรับการชาร์จแบตเตอรี่สำรองและแบตเตอรี่ในรถยนต์ด้วย

ใครที่ชอบการทำอาหารเพื่อสุขภาพและชอบดูแลตัวเอง ตามไปช้อปกันได้ที่เว็บไซต์ Xiaomi Youpin ราคาราว 1,100 บาท


ด้วยรัก ระยะห่าง และความชัดเจน

HOT ISSUE

14 JUL 2020

 

เรื่อง

ทีมฮัก

ด้วยรัก ระยะห่าง และความชัดเจน

ประเด็นหนึ่งของปัญหาความรักที่ใครหลายคนต้องการคำตอบคือ ความชัดเจนและการมีระยะห่างที่พอเหมาะ

ตั้งแต่เริ่มสานสัมพันธ์ เมื่อคุณชอบอีกฝ่ายย่อมอยากรู้ว่าเขาหรือเธอมีใจตรงกันไหม อีกทั้งช่วงเวลานั้นทั้งคู่ยังคงมีระยะห่างทางความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน เรียกง่ายๆ ว่า ยังไม่สนิทกัน

เมื่อเกิดความชอบพอจึงเริ่มเรียนรู้ดูใจกัน ระยะของความรู้สึกจึงใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น จากนั้นก็ต้องการรู้ว่า “ตกลงเราเป็นอะไรกัน”

หลังจากคบกันเป็นแฟนกระทั่งรู้จักรู้ใจที่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในระยะประชิด ก็อยากรู้ว่า “เรามองอนาคตร่วมกันหรือไม่”

เริ่มรักตัวเองอย่างชัดเจน

หัวข้อนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เราทุกคนต่างรู้แต่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง และเชื่อแน่ว่าพื้นฐานของความรักที่ดีคือ การรู้ความต้องการที่แท้จริงของตนเองก่อนมีรัก เพราะความชัดเจนต่อความรู้สึกนึกคิดของตนเองถือเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตสู่เป้าหมายที่วางไว้

ความตอนหนึ่งจากหนังสือความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย โดย ดร.จอห์น ไอโซ สะท้อนเรื่องใกล้ตัวที่บางคนหลงลืมจนบั่นทอนความรักในตัวเองลงทุกวันแบบไม่รู้ตัว

“วิธีสำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ เราเลือกที่จะรักตนเองได้ด้วยการใส่ใจสิ่งที่เราป้อนให้ตนเอง ว่ากันว่าเรากินอะไรเข้าไปก็จะเป็นแบบนั้น แต่ทัศนะทางจิตวิญญาณกล่าวว่า ชีวิตเราจะเป็นไปตามสิ่งที่เราคิด มนุษย์เกิดความคิด 45,000-55,000 ความคิดต่อวัน เป็นการสนทนาในจิตใจที่ไม่รู้จักหยุด เราพูดกับตัวเองทั้งวัน ความคิดของเราส่วนมากเป็นไปในทางที่ดี แต่หลายต่อหลายความคิดจะส่งผลอย่างยิ่งต่อวิธีที่เรามองตนเอง ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่เราบอกกับตนเองทำนองว่า ‘ฉันเป็นคนขี้แพ้’ ‘ฉันไม่น่ารัก’ ‘ฉันไม่มีเสน่ห์’ ‘ฉันต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น’ ‘ฉันอ้วน’ ‘ฉันเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี’ ‘ฉันไม่ใช่คนดี’ นั่นคือเรากำลังบ่อนทำลายความรักตนเองลง”

อย่างน้อยคุณต้องรู้ว่า เรื่องไหนที่บั่นทอนใจให้คุณรักตัวเองน้อยลง เพราะคนที่เราควรรู้จักรู้ใจก่อนใครคือ “ตัวเราเอง” อาจเริ่มเอ่ยถามตัวเองในใจว่า “ความสุขของเราคืออะไร”

ตัวห่างไกลแต่ใจไม่ห่างกัน

บททดสอบของชีวิตล้วนเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ระยะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการเว้นระยะห่างทางกาย อันเนื่องมาจากวิกฤติโรคโควิด-19 ความรักความสัมพันธ์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่ต่างกับปัญหาการเงินและปากท้อง เพราะความรักนับเป็นกำลังใจสำคัญที่จะช่วยพยุงเราให้ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปด้วยกัน

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่า อัตราการหย่าร้างของคู่รักในจีนเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค อาจกล่าวได้ว่าความโดดเดี่ยว การเว้นระยะห่างทางสังคม และความกังวลเรื่องปัญหาปากท้อง สร้างแรงกดดันแก่คู่รักและคนในครอบครัว ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ เราอาจสัมผัสกายกันน้อยลง แต่เรื่องของจิตใจนั้นต้องดูแลกันให้มากยิ่งขึ้น และอาจเริ่มด้วยวิธีเหล่านี้

  • อย่า “เดาเอาเอง” ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร อย่าทึกทักว่าอีกฝ่ายต้องรู้สึกแบบนั้นแบบนี้กับสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เพราะบ่อยครั้งที่เรามักคาดเดาว่าคนอื่นรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับเรา ซึ่งไม่น่ารักเลย
  • สื่อสารกันอยู่เสมอ พยายามแสดงความชัดเจนกับอีกฝ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลองพูดถึงความรู้สึกของตนเอง เช่น “ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ” ดีกว่าพูดว่า “คุณทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ” เพราะคำพูดเช่นนั้นอาจนำไปสู่การกล่าวโทษกันได้
  • ยอมรับว่าสถานการณ์เหล่านี้คือบททดสอบของชีวิต เราจำเป็นต้องให้เวลาตัวเองและคนรักได้ผ่อนคลายบ้าง เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ไม่ปกติสำหรับทุกคน
  • พยายามไม่โต้เถียงรุนแรง ในสถานการณ์เช่นนี้ทุกคนล้วนเกิดความเครียดได้ แต่ไม่ควรฉวยโอกาสนี้เพื่อระบายอารมณ์กับคนที่คุณรักและรักคุณ
  • จงแน่ใจว่าเราไม่ได้ทำงานตลอดเวลา หากต้องทำงานที่บ้าน ก็จำเป็นต้องจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องที่บ้าน ควรจัดสรรเวลาให้เหมาะสม

อยู่ห่างๆ อย่างชัดเจน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในความสัมพันธ์เราต่างต้องการความชัดเจนในระยะห่างที่พอเหมาะ ไม่รักมากไปจนอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด ไม่ห่างเหินเกินไปจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงความเฉยชา จำไว้เสมอว่าเมื่อ “พอดี” ถึงจะ “ลงตัว”

ผู้ใช้นามปากกา “คิดมาก” เขียนไว้ในหนังสือ ยากกว่าการได้มาคือการรักษาไว้ ตอนหนึ่งว่า

“ความไม่ชัดเจนคือสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด จริงอยู่ที่บางครั้งความชัดเจนอาจทำให้เราเจ็บปวดได้เหมือนกัน แต่เชื่อเถอะว่าความชัดเจนจะทำให้เราเจ็บปวดระยะสั้นๆ แต่ความไม่ชัดเจนต่างหากที่ทำให้ความเจ็บปวดไม่หายไปสักที”

บ่อยครั้งที่หลายคนเฝ้าถามอีกฝ่ายว่า “ตกลงเราเป็นอะไรกัน” เพราะต้องการความชัดเจน ทั้งที่การกระทำของเขาเป็นคำตอบที่ชัดเจนของทุกคำถามแล้ว มีเพียงเราที่พยายามบ่ายเบี่ยงความชัดเจนของเขามาโดยตลอด นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะความรักต้องค้นหาและเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต

แม้ในวันนี้เราจำเป็นต้องเว้นระยะห่างทางกาย แต่ใช่ว่าจะห่างเหินทางใจ ในช่วงเวลาเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต่างฝ่ายต่างต้องใส่ใจความรู้สึกของกันและกันให้มาก แง่คิดต่อไปนี้อาจช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนได้ทั้งในยามปกติและทุกข์ยาก

  • ช่วงเวลาที่มีคุณภาพ (quality time) นับเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายต่อชีวิตคู่มาก บางทีอาจมีความหมายมากกว่าการให้เงินทองหรือสิ่งของด้วยซ้ำ เพราะคือสัญลักษณ์แสดงถึงความใกล้ชิด ผูกพัน เติมเต็มความรัก และลดความเหงาให้กันได้
  • ระยะห่างที่พอเหมาะ ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตคู่ที่มักเข้าใจกันผิดคือ การใช้ชีวิตแบบชิดใกล้ ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่แยกจากกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นชีวิตคู่จำเป็นต้องมีระยะห่างที่เหมาะสม ดังนั้นการหาจุดสมดุลระหว่างความใกล้ชิดกับระยะห่างจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
  • ความใกล้ชิดและอิสระ เมื่อคนสองคนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ย่อมต้องมีทั้งความใกล้ชิดและอิสระอันเป็นพลังที่ตรงกันข้าม ความใกล้ชิดคือการดึงดูดเข้าหากัน อยู่ด้วยกัน แชร์ความคิด ความรู้สึกร่วมกัน อิสระคือความต้องการอยู่ห่างจากกัน ทำสิ่งที่อยากทำ เป็นตัวของตัวเอง หากในชีวิตคู่มีพลังสองด้านนี้อย่างสมดุลย่อมไม่เกิดปัญหา
  • จงอย่าอยู่ใกล้กันเกินไป เนื่องจากชีวิตคู่เป็นชีวิตที่อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด จึงเกิดปัญหาเรื่องขอบเขต (boundary) ได้ง่าย หลายคนจินตนาการว่า ชีวิตคู่คือคนสองคนที่รวมกันเป็นหนึ่ง เสมือนเป็นคนเดียวกัน ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องในอุดมคติ (ideal) เพราะทุกคนต่างมี “ตัวตน” และความเป็นตัวของตัวเอง มีความชอบ และความต้องการที่แท้จริงของตนเอง จนหลายครั้งหลงลืมไปว่าเขาหรือเธอนั้นเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดและความต้องการต่างจากเรา

ชัดเจนทางความรู้สึก

อาจกล่าวได้ว่า สิ่งสำคัญของความรักความสัมพันธ์ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามนั้น “ควรเว้นระยะห่างอย่างพอดีและชัดเจน” ดั่งถ้อยคำแห่งปราชญ์ คาลิล ยิบราน “จงยืนอยู่ด้วยกันแต่ว่าอย่าใกล้กันนัก เพราะว่าเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน และต้นโพธิ์ต้นไทรก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้”

ครั้งหนึ่งทีมฮักมีโอกาสสัมภาษณ์ รศ. ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ตอบปัญหาเรื่องหัวใจผ่านแฮชแท็ก #ทวิตรัก ในประเด็นการรักษาความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ให้ยืนยาวไว้ว่า

“คู่ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเป็นเวลานานมีวิธีจัดการดูแลความสัมพันธ์ที่ต่างกันออกไป เราต้องเข้าใจก่อนว่าความรู้สึกเฉยกับคู่รักที่อยู่ด้วยกันมานานนั้นเป็นความธรรมดา บางคู่ก็แทนที่ความรักด้วยความรู้สึกแบบอื่น เช่น ความเป็นเพื่อน สิ่งที่พยายามบอกมาตลอดคือ ถ้าเจอใครสักคนแล้วพัฒนาความสัมพันธ์แล้วคนคนนั้นเป็นทั้งแฟนและเพื่อนนั่นถือว่าโชคดีมาก เพราะเขาแทนที่หรือเพิ่มมิติอื่นๆ เข้าไปในความสัมพันธ์ทำให้ตอบสนองคู่ของเราได้หลายอย่าง แน่นอนว่าการแต่งงานไม่ใช่คำตอบทุกอย่างของชีวิต เพียงแต่ตอบอะไรในชีวิตได้มากขึ้น”

ความรักเปรียบเสมือนสูตรการทำขนม ที่ผสมแป้งแห่งการเอาใจใส่ ไข่ไก่จากฟาร์มของความเข้าใจ น้ำตาลเติมคำหวานเพิ่มรอยยิ้ม และส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่มีสูตรตายตัว ผสมให้เข้ากันแล้วนำเข้าเตาอบ ถ้าไหม้เกรียมก็แก้ตัวใหม่ ถ้าอร่อยลงตัวอาจเพราะใส่ส่วนผสมพอดี จงหมั่นทำสูตรนั้นให้คงที่และแบ่งปันขนมแก่กันเรื่อยไป … นี่แหละขนมที่ชื่อว่า “ความรัก” ตามแบบฉบับของแต่ละคู่

แหล่งข้อมูล

จอห์น ไอโซ. ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย. สมุทรปราการ: สำนักพิมพ์โอ้มายก้อด, 2562

ธรรมนาถ เจริญบุญ. ช่วงเวลาคุณภาพและระยะห่างที่พอดี. สืบค้นเมื่อ 20 เมษายน 2563, จาก https://www.healthtodaythailand.in.th

Workpoint News. รักษาความรักอย่างไรให้อยู่รอดในช่วงต่อสู้โควิด-19. สืบค้นเมื่อ 20 เมษายน 2563, จาก https://workpointnews.com/2020/03/23/covid19-relationship/


Make Up สดใสดุจดอกไม้แสนสวย

Make Up สดใสดุจดอกไม้แสนสวย

COLUMN: แต่งสวยด้วยตัวเอง

เรื่อง/ภาพ
Sister Makeup

ถ้าเปรียบความสวยงามที่คู่ควรกับผู้หญิง ก็คงหนีไม่พ้นดอกไม้ เพราะผู้หญิงสร้างความสดใสให้กับโลกใบนี้เสมอ เรามาแต่งหน้าให้ดูสดใสมีชีวิตชีวากันดีกว่าค่ะ

เครื่องสำอางที่ใช้

ใบหน้า

รองพื้น: Huda

แป้งฝุ่น: MAC

บรอนเซอร์: Tarte

ไฮไลท์: Anastasia

บลัชออน: MAC

คิ้ว

ดินสอเขียนคิ้ว: Anastasia

ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น: In2it

ตา

อายแชโดว์: Huda

มาสคาร่า: Lolac

ปาก

ลิปสติก: Sephora 06

01

ลงรองพื้นโดยใช้แปรงหรือฟองน้ำเกลี่ยให้เรียบเนียน และลงแป้งฝุ่นบางๆ ทั่วใบหน้า ลองใช้หลังนิ้วลูบ อย่าให้รู้สึกหนืด หน้าจะได้ไม่เยิ้มระหว่างวัน

02

ใช้สีฝุ่นเขียนคิ้วทาลงไปในกรอบคิ้ว เริ่มจากสีอ่อนที่หัวคิ้วและเน้นสีเข้มทางหางคิ้ว ลุคนี้ขอแบบฟุ้งๆ ไม่ต้องเข้มมากค่ะ

03

ทาอายแชโดว์สีพีชที่หัวตาถึงกลางตา

04

ใช้อายแชโดว์สีน้ำตาลเข้มทาหางตา ทากลับมาชนกับสีพีชให้ตาดูคมขึ้น แล้วเบลนด์ให้เข้ากัน

05

ใช้อายแชโดว์วาดเป็นเส้นแทนการใช้อายไลเนอร์ สะบัดหางให้ตาดูชัดขึ้นแบบไม่คมจนเกินไป

06

ปัดมาสคาร่าทั้งบนและล่างให้ขนตางามงอน

07

ลงบรอนเซอร์บริเวณกรอบหน้า เอาแปรงปัดกรอบหน้าเบาๆ จนเป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วเฉดดิ้งจมูกให้ดูดั้งโด่งขึ้น

08

ปัดแก้มโทนชมพูพีชให้หน้าดูหวาน

09

ใช้แปรงปัดไฮไลท์ตามตำแหน่งดังภาพเพื่อให้ใบหน้าดูโดดเด่นมากขึ้น

10

ทาลิปสติกสีชมพูอ่อนให้ดูสวยสดใสเหมือนดอกไม้เริ่มผลิบาน

อุ๊ยตายแล้ว! เสร็จแล้วเหรอเนี่ย ง่ายจังเลย สาวๆ ลองแต่งตามได้ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ ลองดูนะ พวกเราต้องสวยสดใสให้โลกใบนี้น่าอยู่ดุจดอกไม้สีสันสดใสค่ะ


"รัก" ยังไงให้ใจ "ชัดเจน"

"รัก" ยังไงให้ใจ "ชัดเจน"

COLUMN: ผู้ชายขั้วลบ
08 JUL 2020

เรื่อง
อ.จตุพล ชมภูนิช

คุณแยกออกไหมว่าใครรู้สึกดี ปลื้ม รัก หรือ หลง คุณอยู่

บางคนแยกได้ แต่บางคนแยกไม่ออก

การที่คนคนหนึ่ง คอยเอาอก เอาใจ เทคแคร์ดูแลทุกอย่าง หรือตามรับ ตามส่งแทบทุกวัน

บางคนเหมาเลยว่า นั่นแฟน คู่ที่กล้าๆ หน่อย ก็ถามกันตรงๆ แบบ ลูกผู้หญิงอก 36 ไปเลยว่า

  • คิดอะไรกับเราหรือเปล่า
  • จะจีบเราเหรอ
  • ชอบเค้าหรือไง

เจอคนตรง ก็ตอบตรงว่า ถ้าไม่ชอบ ตามรับตามส่งทำไม เปลืองน้ำมัน (ถึงบ้านจะอยู่ทางเดียวกันก็เถอะ)

หรือ “เอ้อ … ฉันชอบแกว่ะ”

หรือ “ก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่รอวันบอก”

แต่ถ้าเจอพวก ฟอร์มจัดๆ อาจจะเฉไฉ เพราะขี้อาย

“ก็ไม่ได้คิดอะไร เห็นรู้จักกัน ก็อยากเทคแคร์”

“เฮ้ย ไม่ได้คิดเลยว่าจะจีบเธอ (แค่อย่าเผลอก็แล้วกัน) เจอปล้ำแน่นอน

ปากบอกไม่ แต่ใจใครจะไปรู้

 

บางคู่ บางคน กินข้าวด้วยกัน ดูหนังฟังเพลง ไปไหน ไปกัน

และมีไม่น้อย และบ่อยๆ ที่นอนไหน นอนกัน แต่ความสัมพันธ์จะให้ฟันธงว่าเป็นอะไรกัน มันบอกไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่าย

คิดเหมือนกัน หรือเปล่า

 

นับเป็นความทรมาน ปนรำคาญ ของคู่ที่ไม่รู้ว่า ความสัมพันธ์ของเรา มันเข้าขั้นไหน

เขาก็ยังทำเหมือนเดิมมาเป็นปีๆ ว่างก็เจอกัน ดูหนังฟังเพลง ไปเที่ยวต่างจังหวัด นอนค้างอ้างแรม

บางคู่อย่าว่าแต่ไม่เคยพูดถึงอนาคตว่าจะพาไปหาญาติผู้ใหญ่ สร้างเนื้อสร้างตัว มั่นหมายให้เป็นเรื่องราว

แค่คำว่ารัก ก็ยังไม่เคยได้ยินจากปาก ของอีกฝ่ายก็มี

อย่างนี้ ความสัมพันธ์ลึกลับ ยิ่งกว่าหนังฆาตกรรมซ่อนเงื่อน

 

ไม่ว่าใคร เวลาคบกับใคร ก็อยากได้ความชัดเจนด้วยกันทั้งนั้น

ถามว่า เพราะอะไร จะได้ทำตัวได้ถูกไง

 

ผู้หญิง เวลารู้สึกกับผู้ชายคนหนึ่งว่าเป็นแค่เพื่อนกัน

เธออาจจะพูดจาเอะอะโวยวาย หยาบคายแบบไม่ได้ระวัง หรืออาจจะมีตบหัว กอดไหล่เพื่อนผู้ชาย แบบไม่ต้องระแวงระวังอะไร

แต่ถ้าเพื่อนผู้ชายคนนั้น เปลี่ยนสถานะ มาเป็นแฟนเมื่อไร

อาการเอะอะโวยวาย มึงมาพาโวย จะหายไป กลายเป็นสุภาพขึ้นอย่างผิดหูผิดตาทันที

เมื่อก่อนเวลาพูดกับเพื่อนผู้ชาย “อะไรวะ แค่นี้มึงไม่รู้ได้ไง เป็นผู้ชายซะเปล่า ไอ้เห…”

แต่พอเพื่อนผู้ชายกลายเป็นแฟน

“ที่ตัวเองไม่รู้ ไม่แปลกหรอก เป็นเค้า เค้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เป็นไรหรอกที่รัก”

เปลี่ยนเวอร์ชั่นทันทีที่มีความชัดเจน

จากตอนเป็นเพื่อนผู้ชาย ตบหัว เดินกอดคอกัน ไม่ถือสา

แต่พอเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นแฟนเมื่อไร

ที่เคยตบหัวกอดไหล่ กลายเป็นเดินเกาะแขน เวลาไปไหนมาไหน เผลอเป็นไม่ได้ เอาหัวมาซบไหล่ตลอดเวลา

 

เมื่อความชัดเจนมาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

แน่นอนครับ ความรักต้องการความชัดเจน

เพื่อจะได้รู้ว่าจะตรงไปหรือเลี้ยวกลับ ควรไปทางซ้ายหรือไปทางขวา

 

แต่ก็อยากจะเตือนว่า

ความชัดเจนอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความรักเสมอไป

เพราะมีหลายคู่ ชัดเจนตอนต้น แต่ไปมืดมนตอนปลาย

ชัดเจนตอนยังไม่ได้ พอได้ไป ไม่เคยมีอะไรที่ชัดเจน

Love Quote

"ความชัดเจนอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความรักเสมอไป"

อ.จตุพล ชมภูนิช


ความรัก ความฝันที่นับวันยิ่ง 'ชัดเจน' ของ 'กิ๊ฟ' สิรินาถ สุคันธรัต

'กิ๊ฟ' สิรินาถ: ความรัก ความฝันที่นับวันยิ่ง 'ชัดเจน'

INTERVIEW
06 JUL 2020

เรื่อง
วรุณพร

ภาพ
อนุชา ศรีกรการ


INTRO

'กิ๊ฟ' สิรินาถ สุคันธรัต

คือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเสน่ห์ทางความคิด

และรูปร่างหน้าตาอันเย้ายวนชวนค้นหา

เธอคือหญิงสาววัย 25 ที่รู้ความต้องการอันแท้จริงของตัวเอง

วางแผนชีวิตล่วงหน้า 5-10 ปี มีจุดหมายชัดเจน

จนเธอมองเห็นภาพตัวเองในอนาคตได้กระจ่าง

นิยามความเป็นเธอที่ดังก้องในใจคือ 'ชัดเจน'


หลังจากได้เห็น ‘กิ๊ฟ’ ทุ่มเทกับการถ่ายแบบในฮักฉบับนี้โดยไม่มีบ่นจนงานแล้วเสร็จ เรามีโอกาสสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและความรักของเธอในบรรยากาศเป็นกันเอง ราวกับได้พูดคุยกับน้องสาวคนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี แทบไม่อยากเชื่อเมื่อเธอบอกว่า “กิ๊ฟเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง” เพราะเสียงหัวเราะของเธอช่างเปิดเผยและจริงใจ

เข้าใจตัวเองก่อนมีรัก

เมื่อถามถึงนิยามความรักของกิ๊ฟ-สิรินาถ เธอตอบทันทีว่า “รักคือความเข้าใจซึ่งกันและกัน จากประสบการณ์รักที่ผ่านมาแม้อายุของเราจะยังไม่มาก แต่เท่าที่ได้รักคนคนหนึ่งมา กิ๊ฟมองว่าในความสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องของความเข้าใจกัน ไม่ใช่แค่เข้าใจนิสัยแต่รวมถึงเข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายด้วย ถ้ามีความรักมอบให้กันแต่ไม่มีความเข้าใจเลยก็ไปกันไม่รอด เราได้เรียนรู้ว่าความรักกับความเข้าใจตัวตนของกันและกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ในความสัมพันธ์ควรประกอบด้วยความรักและความเข้าใจ

 

“เคยมีคนคนหนึ่งที่เรารักและตามใจเขามาก รู้ตัวอีกทีเราก็สูญเสียความเป็นตัวเองไปมากแล้ว พอย้อนมองก็รู้สึกว่า ตอนคบกันเรารักเขามากก็จริงแต่กลับรู้สึกอึดอัด ความพอดีนับเป็นอีกสิ่งสำคัญ การคบใครสักคน เราไม่ควรละทิ้งความเป็นตัวตนของเรา ถ้าอยู่ตรงไหนแล้วไม่มีความสุข หากเลือกได้ควรเดินออกมาจากจุดนั้น กิ๊ฟเป็นคนที่ไม่ค่อยเสียดายวันเวลาหรือความสัมพันธ์ ถึงแม้จะคบกันมานานหลายปี เราแค่คิดว่าถ้าไม่มีความสุขก็ควรเดินออกมา เพราะหากปล่อยให้เป็นไปแบบนั้นปัญหาอาจยิ่งลุกลาม อายุเราก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น หากจบความสัมพันธ์กันในวันนี้ อาจเป็นโอกาสให้เขาเจอคนที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้ เราอยากให้เขาได้พบคนที่ดี สำหรับกิ๊ฟแล้วแม้เลิกรากันไปก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้”

ความไว้ใจสร้างโลกส่วนเรา

หลังจากสนทนากันสักพัก สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์สัมผัสได้คือวิธีคิดของเธอที่ดูโตกว่าวัย “เราเติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงตัวเองตามคนที่เราคบหาหรือสนิทสนม การที่เราคบใครสักคนนิสัยบางอย่างของเราจะเปลี่ยนแปลงตามคนคนนั้น แต่สิ่งสำคัญคือเราจะค่อยๆ เข้าใจกันมากขึ้นในแต่ละวัน กิ๊ฟเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง เป็นตัวของตัวเอง อาจมีบ้างที่ช่วงวัยรุ่นนั้นเอาแต่ใจตัวเองและไม่พยายามเข้าใจอีกฝ่าย แต่เมื่ออายุมากขึ้นเราก็ได้เรียนรู้ว่า เราต้องเข้าใจผู้อื่นด้วย ไม่ใช่รอให้คนอื่นมาเข้าใจเราฝ่ายเดียว

 

เมื่อค่อยๆ ไล่เรียงคำตอบของเธอก่อนหน้านี้ที่บอกว่า เป็นคนที่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง แล้วอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการมีความรัก หรือการจัดสรรเวลาสำหรับโลกส่วนตัว โลกส่วนเรา และโลกส่วนรวมหรือไม่ “คนที่สามารถจะเข้ามายืนอยู่ในคอมฟอร์ทโซน (comfort zone) ของเราได้นอกจากคนในครอบครัวก็คือแฟนเท่านั้น ถ้ากิ๊ฟเจอคนที่ชอบจะไม่ปิดกั้นตัวเองเลย จะค่อยๆ แสดงความเป็นตัวเองให้เขาได้รับรู้ ถ้าเราไว้ใจใครแล้วก็จะเปิดใจ ไม่ค่อยมีความลับกับคนสนิท สำหรับกิ๊ฟแล้วคนรักมีสิทธิพิเศษเข้ามาในคอมฟอร์ทโซน กิ๊ฟจะเล่าให้ฟังทุกเรื่องเพราะเป็นคนที่ติดแฟนมาก การที่เรามีโลกส่วนตัวสูงส่วนหนึ่งเหมือนเป็นการคัดคนที่เข้าใจเราจริงๆ ไว้

 

อีกประเด็นที่สาวกิ๊ฟเน้นย้ำคือ “ถ้าเราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างมีความสุขย่อมเป็นเรื่องดี กิ๊ฟไม่ใช่ผู้หญิงเรียบร้อย ชอบทำกิจกรรมที่หลากหลาย บางวันนั่งเย็บผ้า อีกวันออกไปเล่นสเกตบอร์ด วันต่อมาอยากแต่งตัวเป็นแฟชั่นนิสต้า คนเรามีหลายแง่มุม ตัวตนของเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญจึงไม่อยากให้ละทิ้งความฝันหรือสิ่งที่อยากทำไปฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ถ้าไม่มีความสุขก็แค่เดินออกมา ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเสียดายวันเวลา จึงเลือกทนอยู่กับคนที่เรียกว่าคนรักแต่ทำร้ายเราทั้งร่างกายและจิตใจ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่กิ๊ฟไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยอมทนให้คนคนหนึ่งทำร้ายได้มากขนาดนี้ ถ้าเขาทำร้ายเราได้ครั้งหนึ่งแล้วเราทนอยู่ต้องมีครั้งต่อๆ ไปเกิดขึ้น กิ๊ฟมองว่าอย่าเสียเวลากับสิ่งที่มาบั่นทอนเวลาแห่งความสุขของชีวิตเราเลย”

ฝากไว้เตือนใจ

ก่อนการสนทนาเรื่องชีวิตและความรักของ ‘กิ๊ฟ’ สิรินาถ จะจบลง เราได้ให้เธอกล่าวทิ้งท้ายเตือนใจเรื่องรักสักเล็กน้อย “ถ้าเจอใครสักคนที่รักเราด้วยใจจริง เขาจะไม่พาเราไปอยู่ในจุดที่ทำให้เราเสียใจ นั่นคือวิธีการเลือกใครสักคนเข้ามาอยู่ในชีวิต ถ้าเราเจอคนคนนั้นแล้ว อยู่มาวันหนึ่งเขาทำให้เราเสียใจ ถ้ารับไม่ไหวควรเดินออกมาจากความสัมพันธ์นั้น กิ๊ฟคิดว่าถ้าไม่มีความสุขแล้วจะทนอยู่ไปทำไม ต่อให้รู้สึกว่าเขาคือทั้งชีวิตของเราก็ตาม เพราะบางทีเขาอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าเราคือทั้งหมดของชีวิตเขาเลย เคยมีเพื่อนที่เสียใจเรื่องความรัก เราก็เคยเตือนสติไปว่า ถ้าเขาเป็นความสุขของแก แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าแกเป็นความสุขของเขา เพราะเราไม่สามารถคิดแทนใครได้ ถ้าเขาพาเราไปอยู่ในจุดที่เศร้าเสียใจ แสดงว่าเขาไม่เห็นคุณค่าของเรา อย่ามัวเสียดายเวลา เพราะเราและเขาอาจจะได้เจอคนที่ดีกว่า พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีความสุขดีกว่า”

เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอดช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราไม่สามารถเข้าใจหรือมองทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน การเรียนรู้วิธีคิดจากประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่นจึงเป็นการเรียนรู้ทางอ้อม ซึ่งช่วยให้ความคิดที่สับสนเลือนรางนั้นชัดเจนขึ้นได้บ้าง เมื่อชีวิตเจอแต่เรื่องหนักๆ ลองพักแล้วฟังเสียงรอบข้างหรือกวาดสายตาออกไป อาจช่วยให้คุณมองอะไรได้ชัดเจนขึ้น

เมื่อ "รัก" ต้อง "ชัดเจน"

หวังว่าเรื่องราวชีวิตของกิ๊ฟ-สิรินาถจะเป็นประโยชน์ให้คุณได้ฉุกคิดหรือนำไปปรับใช้ได้บ้างไม่มากก็น้อย


6 โรคร้ายที่สาวโสดควรระวัง

6 โรคร้ายที่สาวโสดควรระวัง

ดิฉันเป็นสาวโสดวัย 38 ปี อยากทราบว่าสาวโสดมีความเสี่ยงเป็นโรคภัยใดมากกว่าสาวที่มีคู่ไหมคะ เพราะเพื่อนๆ ที่มีคู่มักบอกให้ดิฉันระวังเป็นมะเร็งเต้านม ช็อกโกเลตซีสต์ และโรคอื่นๆ สารพัด เมื่อฟังบ่อยเข้าดิฉันเริ่มกังวล รบกวนคุณหมอให้ความรู้เรื่องโรคที่สาวโสดมีความเสี่ยงด้วยค่ะ

ตอนเด็กๆ เคยอ่านนวนิยายเรื่องเพชรพระอุมา ของ “พนมเทียน” ฝรั่งสาวที่ร่วมเดินทางผจญภัยได้ตั้งท้อง มีความเชื่อของตัวละครในนิยายว่า แม่ที่ตั้งท้อง ทารกในครรภ์จะป้องกันอันตรายให้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง สัตว์มีพิษกัดต่อย หรือยาพิษ ความเชื่อนี้ยังมีมาถึงปัจจุบัน ทั้งที่ไม่เป็นจริง คือหากโดนพิษจากสัตว์หรือสารพิษขณะท้อง ทารกในครรภ์ไม่สามารถป้องกันอันตรายให้ทั้งแม่และตนเองได้ แต่ส่วนหนึ่งที่เป็นจริง คือคนที่เคยมีลูก การตั้งครรภ์และให้นมลูกสามารถป้องกันโรคร้ายได้หลายอย่างในภายหลัง เช่น โรคเนื้องอกมดลูก โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ขณะที่สาวโสดหรือแต่งงานแล้วไม่มีลูก มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม คนที่แต่งงานแล้วหรือมีลูกมาก มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุการตายสูงเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านมมากกว่าสาวโสดค่ะ

 

มาคุยกันเรื่องหกโรคร้ายที่สาวโสดควรระวังกันค่ะ

หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีอันเป็นการเฝ้าระวังโรคอีกทางหนึ่ง

1. โรคเนื้องอกมดลูก (myoma uteri)

พบมากในสาวโสด การมีลูกทำให้กล้ามเนื้อมดลูกยืดขยาย หดตัว และระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดลงช่วงหลังคลอด ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกมดลูก โรคนี้พบได้ร้อยละ 20-25 ของผู้หญิงทุกวัย ยิ่งอายุมากยิ่งพบมาก อายุ 35 ปีขึ้นไปพบร้อยละ 40-50 อายุ 50 ปีขึ้นไปพบร้อยละ 70-80 แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 75 เนื้องอกมีขนาดเล็กหรือไม่มีอาการ อาการที่สำคัญสามประการ คือ มีประจำเดือนมาก ปวดประจำเดือน และคลำเจอก้อนที่ท้องน้อยจากการเพิ่มขนาดของมดลูก จนทำให้ปวดท้องมากและซีด การรักษา หากไม่มีอาการอะไร อาจติดตามเฝ้าดู หากมีอาการหรือมีขนาดโตขึ้น อาจต้องรักษาด้วยยาหรือผ่าตัด


2. โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)

เป็นความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูกที่ปกติบุอยู่ในโพรงมดลูกแต่มาเจริญผิดที่ พบบ่อยคืออยู่ในอุ้งเชิงกราน รังไข่ ท่อนำไข่ หลังมดลูก ปากมดลูก เยื่อกั้นระหว่างทวารหนักกับช่องคลอด กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ ที่พบไม่บ่อย ได้แก่ ผิวหนัง สมอง กระดูกสันหลัง ปอด พบได้ในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือน ร้อยละ 7-20 ในวัยทำงาน (25-29 ปี) พบได้ร้อยละ 20 จนบางครั้งเรียกว่าเป็นโรคของสาวออฟฟิศ พบมากขึ้นในสาวโสดหรือมีบุตรยาก อาการเด่นคือปวดประจำเดือนแบบก้าวหน้า ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ และมีลูกยาก หากมีทั้งสองอาการนี้จำนวนเกินครึ่งเกิดจากโรคนี้ การรักษามีทั้งใช้ยา และการผ่าตัด


3. กลุ่มอาการถุงน้ำหลายใบในรังไข่ (polycystic ovarian syndrome: PCOS)

ภาวะนี้มักเป็นกับสาวโสด หรือไม่มีลูก ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ร้อยละ 40-85 เป็นคนอ้วน การวินิจฉัยใช้ข้อกำหนด 2 ใน 3 ข้อต่อไปนี้คือ 1. ประจำเดือนไม่ค่อยมาหรือขาดหายไป 2. มีฮอร์โมนเพศชายสูง ทำให้มีอาการผมร่วง ผมบาง หน้ามันเป็นสิว มีขนดกแบบเพศชาย เช่น มีหนวด เครา มีขนหน้าอก มีขนหน้าท้อง 3. การตรวจทางอัลตราซาวด์พบถุงน้ำเล็กๆ ในรังไข่ จำนวนมากกว่า 25 ถุงน้ำ ภาวะนี้ทำให้มีฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนและฮอร์โมนเพศชายสูง เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มีลูกยาก ดังนั้นสาวโสดหรือไม่มีลูก เมื่อประจำเดือนไม่ค่อยมา หรือมาไม่สม่ำเสมอ จึงไม่ควรละเลย ควรพบแพทย์ การรักษามักใช้ยา และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดน้ำหนัก เพื่อให้ฮอร์โมนกลับมาปกติ


4. มะเร็งเต้านม

สาวโสดหรือไม่มีลูกเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของมะเร็งเต้านม ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ พันธุกรรม มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ หรือมีฮอร์โมนเพศหญิงสูง มีประจำเดือนเร็ว หมดประจำเดือนช้า ดังนั้นผู้หญิงไม่ควรเสริมฮอร์โมนหรือกินสมุนไพรที่มีฮอร์โมนเพศหญิง อาการที่พบบ่อยคือ คลำพบก้อน โดยคนไข้มะเร็งเต้านมร้อยละ 80 คลำพบก้อนได้ด้วยตนเอง อาการอื่นๆ ได้แก่ มีต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้บวมโตขึ้น เต้านมหรือหัวนมเปลี่ยนรูปร่าง โตขึ้น แฟบลง บิดเบี้ยว ระดับสองข้างที่เคยเท่ากันกลับไม่เท่ากัน ผิวหนังเต้านมบวมร้อนแดง ผิวหนังของเต้านมหนา บุ๋มเหมือนผิวส้ม หัวนมหด มีอาการเจ็บคัน มีผื่นสะเก็ดน้ำเหลือง มีแผล เป็นต้น เมื่อคลำก้อนพบ หรือมีอาการผิดปกติที่เต้านมและหัวนม ควรพบแพทย์ โรคนี้มักเป็นในหญิงอายุ 50-70 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันอายุน้อยกว่า 30 ปีก็พบได้ รักษาโดยการผ่าตัด หากลุกลามมักรักษาควบคู่ไปกับรังสีรักษา เคมี หรือฮอร์โมนบำบัด


5. มะเร็งรังไข่

สาวโสดหรือคนไม่มีลูกมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าคนที่มีลูกถึงสองเท่า การมีลูก ให้นมลูก คุมกำเนิดด้วยยาคุมกำเนิด ลดการเกิดมะเร็งรังไข่ได้ร้อยละ 30-40 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่อื่นๆ ได้แก่ พันธุกรรม มียีนส์กลายพันธุ์ มีประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 11 ปี หมดประจำเดือนช้ากว่า 55 ปี มีลูกยาก หรือมีลูกคนแรกอายุเกิน 30 ปี สูบบุหรี่ อ้วน ใช้แป้งที่มีสารทัลค์ (talc) ทากันชื้นที่อวัยวะเพศ เป็นกลุ่มอาการถุงน้ำหลายใบในรังไข่ มะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งร้าย มักตรวจไม่พบในระยะเริ่มแรก เมื่อมีอาการ เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ท้องโตขึ้น คลำก้อนได้มักลุกลามเป็นมากแล้ว เป็นมะเร็งที่มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่ามะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีอื่นๆ รักษาโดยการผ่าตัด หากลุกลามมักรักษาด้วยเคมีบำบัดและใช้รังสีรักษาร่วม


6. มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มักเกิดในคนอายุ 50-70 ปี สาวโสด ผู้ไม่มีลูกมีความเสี่ยงมากเป็นสองเท่าของคนมีลูก ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ มีประจำเดือนเร็ว หมดประจำเดือนช้า ได้รับฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน กินยาต้านฮอร์โมนเพศหญิง (tamoxifen) เพื่อรักษามะเร็งเต้านม อ้วน เป็นโรคเบาหวาน เป็นกลุ่มอาการถุงน้ำหลายใบในรังไข่ มีประวัติทางพันธุกรรม อาการที่สำคัญที่เกิดร้อยทั้งร้อย คือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น มากะปริบกะปรอย หรือมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน เมื่อมีอาการดังกล่าวอย่านิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์ การวินิจฉัยโรคนี้อาศัยการขูดมดลูก เพื่อส่งเยื่อบุโพรงมดลูกตรวจยืนยันผลทางพยาธิวิทยา หากพบว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รักษาโดยการผ่าตัดเป็นหลัก หากลุกลามมักผ่าตัดรักษา ร่วมกับการให้เคมีบำบัดและรังสีรักษา

"การตั้งครรภ์และให้นมลูกสามารถป้องกันโรคร้ายได้หลายอย่างในภายหลัง ขณะที่สาวโสดหรือแต่งงานแล้วไม่มีลูก มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเหล่านี้มากกว่า"

— พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
คอลัมน์สุขภาพสุขเพศ
Hug magazine ปี 10 ฉบับ 6


Make up โทนส้ม สวยหรูดูสดใส

Make up โทนส้ม สวยหรูดูสดใส

มาค่ะสาวๆ หลายคนอยากสวยหรูดูแพงแต่ห้ามแก่ มาแต่งหน้าโทนส้มสดใสกันค่ะ

Click the button

ลงรองพื้นโดยใช้แปรงหรือฟองน้ำเกลี่ยให้เรียบเนียน และลงแป้งฝุ่นบางๆ ทั่วใบหน้า ลองใช้หลังนิ้วลูบ อย่าให้รู้สึกหนืด หน้าจะได้ไม่เยิ้มระหว่างวัน

ใช้สีฝุ่นเขียนคิ้วทาลงไปในกรอบคิ้ว เริ่มจากสีอ่อนที่หัวคิ้วและเน้นสีเข้มทางหางคิ้ว ใบหน้าจะได้คมขึ้น

ทาอายแชโดว์สีทองตรงหัวตาถึงกลางตา

ใช้อายแชโดว์สีน้ำตาลเข้มทาหางตา ทากลับมาชนกับสีทอง เบลนด์ให้เข้ากันเพื่อตาที่ดูคมขึ้น

กรีดอายไลเนอร์ สะบัดหางวีเชฟให้ตาดูคมและเฉี่ยวมากขึ้น

ติดขนตาและปัดขนตาทั้งบนและล่างให้ขนตาดูงามงอน

ลงบรอนเซอร์บริเวณกรอบหน้า เอาแปรงปัดกรอบหน้าเบาๆ จนเป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วเฉดดิ้งจมูกให้ดูดั้งโด่งขึ้น

ปัดแก้มโทนสีน้ำตาลอมส้มตรงหน้าแก้มเพิ่มความเซ็กซี่

ใช้แปรงปัดไฮไลท์ 5 จุด หน้าผาก โหนกแก้ม ทั้ง 2 ข้าง ปลายคาง และจะงอยปาก เพิ่มจุดรับแสงให้ใบหน้าดูโดดเด่น

ทาลิปสติกสีส้มสดใส

ว้าว! แต่งหน้าเสร็จแล้ว ง่ายจัง คนจะสวยแต่งยังไงก็สวย สาวๆ ไปลองกันเลยค่ะไม่ว่าจะฤดูไหนพวกเราต้องสวยสดใส!


Knowing Mind “รู้เรา” เข้าใจโลกภายใน

Knowing Mind “รู้เรา” เข้าใจโลกภายใน

“ปัญหามีไว้แก้ไข ไม่ได้มีไว้สะสม” เพราะเมื่อสะสมมากเข้าปัญหาทางใจจะส่งผลต่อร่างกาย ฮักมีโอกาสเข้ารับฟังเรื่องการเรียนรู้เพื่อการเข้าใจตัวเอง รวมถึงการรับมือกับปัญหาทางใจ จาก คุณสมภพ แจ่มจันทร์ นักจิตวิทยาการปรึกษา หนึ่งในสามของผู้ก่อตั้ง Knowing Mind ศูนย์บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและส่งเสริมสุขภาวะ

เมื่อประจันหน้ากับปัญหา

ปัญหาทางสุขภาพจิตของคนเรามีหลายระดับ ตั้งแต่ความเครียดและความวิตกกังวลทั่วไปในชีวิตประจำวัน จนถึงอาการผิดปกติทางร่างกายและพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต แต่ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาสุขภาพจิตในระดับใด หากคุณรู้สึกว่าตนเองไม่อาจรับมือกับปัญหาที่กำลังเผชิญ และคนรอบข้างไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้ การตัดสินใจเข้ารับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม

 

หากปัญหานั้นส่งผลให้ปวดหัว ไม่มีสมาธิ กังวลจนนอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร มีอาการที่เด่นชัดจนรบกวนชีวิต การไปพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการเป็นจุดตั้งต้นที่ดี แต่หากรู้สึกว่ามีอาการแต่ไม่รุนแรงมาก และพอตระหนักได้ว่ากำลังเผชิญปัญหาบางอย่างที่มีประเด็นชัดเจน การมาพบและพูดคุยกับนักจิตวิทยาจะเหมาะสมกว่า บางคนไม่รู้ว่าอาการไหนเด่นกว่ากัน หากเป็นเช่นนั้นเริ่มพบใครก่อนก็ได้ เพราะบางคนที่มาคุย เมื่อผมเห็นว่าอาการทางกายของเขาเยอะมาก คุยไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเขาไม่มีสมาธิหรือไม่สามารถทำความเข้าใจประเด็นที่เราพูดคุยกันได้ การไปพบจิตแพทย์เพื่อรับยาก่อนอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

 


 

จิตวิทยาแนวพุทธ

จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับจิตใจของคนเราว่าเป็นอย่างไร ส่งผลต่อชีวิตอย่างไร ส่วนจิตวิทยาแนวพุทธในมุมมองของพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องของจิตใจ สำหรับผมจิตวิทยาแนวพุทธนั้นกว้างมาก หลักง่ายๆ คือทุกคำสอนของศาสนาพุทธมีมิติด้านจิตใจทั้งหมด แก่นของคำสอนอันเป็นหัวใจหลักคือ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” เพราะต่อให้เราอยากยึดไว้ก็ไม่ได้ ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน จับต้องไม่ได้ ในหลายๆ ส่วนที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของเรา

 

อีกเรื่องที่นำมาประยุกต์ใช้คือ “ปัญหาของมนุษย์เกิดจากความคาดหวัง” ว่าจะต้องเป็นดั่งใจเราให้ได้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้บางส่วนที่อยู่ในอำนาจการควบคุมของเราเท่านั้น ถ้าบอกว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบอะไร จะทำหรือไม่ทำอะไร แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับคุณ คือจัดการตรงนี้ด้วยตัวเองได้ แต่ถ้าเราบอกว่าอยากให้เขามาชอบเรา ชื่นชมเรา นี่เริ่มไกลจากสิ่งที่คุณควบคุมได้ เมื่อยึดติดว่าต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้ ฉันจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าคนรอบข้างไม่รักฉัน ทำให้รู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง เพราะคุณยึดติดและสร้างเงื่อนไขให้แก่ตัวเอง ทั้งนี้ในกระบวนการไม่ได้บอกว่าแบบนี้ถูกหรือผิด แต่จะทำให้ค่อยๆ เห็นผ่านเรื่องราวชีวิต อุปสรรค และความรู้สึกบางอย่าง ให้ได้ค้นพบเองว่าที่เป็นปัญหาอยู่เพราะยึดติดกับเรื่องอะไร สร้างเงื่อนไขใดขึ้นมา ดังนั้นถ้าเราจะแก้ปัญหานี้ได้ อันดับแรกคือต้องปล่อยวางความคาดหวังบางอย่างที่มีก่อน แล้วมาดูว่าทำอะไรได้บ้างกับปัญหาที่เรากำลังเผชิญ

 


 

ปัญหาเกิดจากภายใน

ผมเชื่อว่าปัญหาของทุกคนเกิดขึ้นจาก “ความไม่เข้าใจ” ในบางอย่าง ต่อให้เข้ามาปรึกษาปัญหาเรื่องครอบครัว ความสัมพันธ์ การเรียน การทำงาน แม้เรื่องราวจะหลากหลาย แต่บนรากฐานของปัญหานั้นมีความไม่เข้าใจบางอย่างที่ไม่เฉพาะเจาะจง จุดมุ่งหมายจริงๆ คือการ “ทำความเข้าใจตัวเอง” ให้จัดการปัญหาได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมาคุยกับนักจิตวิทยาแล้วจะได้รับคำแนะนำให้ไปทำตาม เพราะเราไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่มาคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไรกันแน่ แล้วให้ความต้องการนั้นเป็นแกนนำขับเคลื่อนว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไป ดังนั้นการมาปรึกษาจึงเป็นกระบวนการทำความเข้าใจตัวเองเพื่อให้เห็นว่าเราต้องการอะไรและจะทำอย่างไรต่อไป

 

ถ้าเรารู้ความต้องการที่แท้จริงก็จะพบทางออก แต่บ่อยครั้งที่เราไม่รู้ความต้องการภายใน เพราะสิ่งที่เข้ามารุมเร้าทำให้ไม่รู้จะตั้งต้นตรงไหน ฉะนั้นจุดตั้งต้นที่ดีมากๆ คือ “อารมณ์ความรู้สึก” หากลองมองอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ อย่างความโกรธ ความเศร้า เสียใจ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกต่างๆ นั้นเป็นเพียงสัญญาณที่บ่งบอกว่าลึกๆ แล้วเรากำลังต้องการอะไร สมมติเราเสียใจนั่นหมายความว่าเราต้องการอะไรบางอย่างแต่ไม่ได้สิ่งนั้นมา

 

โดยทั่วไปเรามักยึดติดกับตัวสัญญาณคืออารมณ์ความรู้สึก เมื่อเสียใจเราจัดการกับความเสียใจ เมื่อโกรธก็จัดการกับความโกรธ โดยไปนั่งสมาธิหรือออกกำลังกาย เราจัดการที่พื้นฐานของอารมณ์โดยไม่ทันมองว่านั่นเป็นภาพสะท้อนของบางสิ่งภายใน จึงไม่เห็นว่าที่จริงแล้วเรานั้นมีความต้องการ และไม่กล้าเผชิญกับความต้องการ หรือเผชิญแล้วแต่ไม่จัดการ ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ได้ช่วยอะไร หมายความว่าถ้าคุณไม่เข้าใจจริงๆ ว่าไม่สามารถจัดการได้แล้วจึงปล่อยวางนั้นย่อมได้ แต่ถ้ามีสิ่งที่ต้องจัดการแล้วคุณไม่จัดการแต่เลือกปล่อยวาง นั่นต่างหากที่เป็นปัญหา เพราะแสดงว่าคุณยังมีความต้องการอยู่

 


 

ปัญหาที่ต้องเผชิญ

ไม่ว่าจะเป็นอดีตเมื่อ 40-50 ปี ก่อนหรือปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ปัญหาของคนส่วนใหญ่มีอยู่ไม่กี่เรื่อง รายละเอียดของปัญหาอาจต่างกัน แต่แก่นกลางของปัญหายังเหมือนเดิม คือมีความคาดหวังบางอย่าง ในวัยเด็กมีความคาดหวังจากพ่อแม่ ลูกก็แบกรับไว้ พยายามฝืนตัวเอง พ่อแม่ก็รู้สึกว่าสิ่งที่คาดหวังเป็นเรื่องดีสำหรับลูก จึงพยายามส่งเสริมเต็มที่โดยไม่ได้มองว่าลูกมีศักยภาพเพียงใด สนใจหรือต้องการอะไร และที่บอกว่าดีนั้นดีกับใคร

 

เมื่อเริ่มเติบโตขึ้นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือความคาดหวังเรื่องอนาคต เริ่มมีไอเดียบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตว่าควรจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยๆ มีความคิดที่ยึดติดมากขึ้น ก็จะบีบบังคับชีวิตตัวเองให้เป็นแบบนั้น ทั้งที่คุณเลือกได้ตั้งแต่ต้นว่าจะลดความคาดหวังบางอย่างที่ดูขัดแย้งกับความเป็นจริงเกินไป แล้วกลับมาต้อนรับสิ่งที่คุณได้เจอจริงๆ เช่น คุณอาจจะมีสเป็คในใจ คนที่คุณคบอยู่นั้นดีทุกอย่าง มีแค่ข้อเดียวที่ไม่ตรงใจแล้วคุณก็ติดกับเรื่องนั้นมากๆ ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ดีเพียงเพราะเขาไม่ตรงใจคุณ แต่หากลองมองให้ดีเขาก็ตรงตามสเป็ค มีเพียงบางข้อเท่านั้นที่ไม่ตรงตามอุดมคติหรือความคาดหวังของคุณ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าวัยไหนล้วนวนเวียนอยู่กับความคาดหวัง และเรามักสร้างความคาดหวังที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ให้แก่ชีวิต

 


 

การปรึกษาทางจิตวิทยา

ปัจจุบันคนที่เข้ารับคำปรึกษาจำนวนสองในสามไม่เคยพบจิตแพทย์มาก่อน เพียงแค่รู้สึกว่ามีปัญหา ไม่ได้รู้สึกผิดปกติแต่ยินดีที่จะมาคุยเพราะอยากแก้ปัญหาภายในใจ แต่อีกหนึ่งในสามเคยพบจิตแพทย์ กินยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือกินยาแล้วแต่อยากพูดคุยด้วย ซึ่งส่วนนี้คือผู้ที่มีปัญหาและได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคอะไร ผมมองว่าสังคมในปัจจุบันเปิดกว้างให้มีการเข้ามาพูดคุยกันมากขึ้น แต่มีข้อจำกัดที่เขาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนมากกว่า เพราะบริการเหล่านี้มีจำกัด ส่วนใหญ่คนมักนึกถึงโรงพยาบาล ทำให้ไม่อยากไป เพราะต้องเจอหมอ เจอกระบวนการทางการแพทย์

 

สำหรับผมเพียงเขามีปัญหาแล้วแก้ไม่ได้ ไม่รู้จะตั้งต้นยังไง ผมจะเป็นคนตั้งต้นให้ ไม่ว่าคุณจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ไบโพล่าร์ หรืออะไรก็ตาม คุณก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่มีปัญหา

 

ชื่อโรคเหล่านั้นเป็นชื่อทางการแพทย์เพื่อให้คุณเข้าสู่ระบบเท่านั้น แต่ถามว่าคุณกินยาแก้โรคซึมเศร้าแล้วหายไหม ผมเชื่อว่ากินยาแล้วดีขึ้นเพราะยาช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาท ยาช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น ช่วยให้นอนหลับ แต่คุณจะไม่หายขาดถ้าคุณไม่ได้แก้ปัญหา เพราะก่อนจะมีอาการทางกายต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในชีวิตมาแล้ว และทุกวันนี้เรื่องเหล่านั้นยังมากดดันอยู่ มันมีอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตอันเป็นที่มาของอาการ เวลามีปัญหาที่ไม่ได้แก้ไขช่วงแรกคุณอาจอยู่กับมันได้ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้หนักหนาแค่ค้างคาใจ แต่ถ้าปัญหาถูกสั่งสมไว้ก็จะค่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งก็แสดงอาการทางกาย ปัญหาแปลงรูปมาเตือนให้รู้ว่าที่จริงแล้วใจคุณไม่ได้รู้สึกดีกับสภาวะที่เป็นอยู่ แต่คุณปฏิเสธมัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่าอาการของปัญหาแต่ไม่ใช่ปัญหา

 


 

“รู้เรา” เข้าใจตนเอง

ผมเชื่อว่าไม่มีทางที่เราจะไม่เจ็บปวดถ้าเราคิดจะแก้ปัญหา เพราะการเผชิญหน้ากับปัญหานั้นเจ็บปวดเสมอ แต่การเลือกหลีกหนี เบี่ยงเบนออกจากปัญหานั้นทำได้ง่ายกว่า ถ้ารู้สึกเจ็บปวดจากการแก้ปัญหาแสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว เพราะไม่มีการแก้ปัญหาใดที่ไม่เจ็บปวด เมื่อคุณแก้ปัญหาจะได้เข้าใจเสียทีว่าจุดที่ต้องไปต่อคืออะไร แต่คุณบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไรและทำใจ ปรับตัวให้ไม่ใส่ใจ ซึ่งก็ทำได้แค่การหลอกตัวเอง เบี่ยงเบนปัญหาไปวันๆ เรารู้สึกดีแต่ลึกๆ จะรู้ว่ามันไม่ดีเลย บางคนฝืนใจทำตามที่พ่อแม่ต้องการ ไม่กล้ายืนยันความต้องการของตัวเองเพราะกลัวพ่อแม่ไม่รัก ก็ทนๆ ไป แต่หากยืนยันเขาจะเสี่ยงมากต่อการได้รับปฏิกิริยาไม่ดีตอบกลับมา การเผชิญหน้าหรือแก้ปัญหานั้นเจ็บปวดเสมอ แต่มันเป็นทางที่เราเลี่ยงไม่ได้ ถ้าจะแก้ต้องเผชิญหน้า และผมเชื่อว่าเราทุกคนมีศักยภาพเพียงพอ แต่บางครั้งอาจสับสน ไม่มีเรี่ยวแรงหรือกำลังมากพอ ดังนั้นการคว้ามือคนรอบข้างมาช่วยในช่วงเวลาที่เราไม่ไหวนั้นสามารถทำได้ แต่ลงท้ายเราต้องกลับไปแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง มือที่อยู่ข้างๆ ประคับประคองให้เราลุกขึ้น แต่การเดินหน้าต่อนั้นเป็นขาของเราที่จะก้าวไปจัดการกับปัญหาด้วยตัวเอง

 

ถ้าเราไม่หนีเสียอย่างทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ การเบี่ยงเบน หลีกหนีปัญหา หรือมองแง่บวกนั้นไม่ได้ช่วยให้เราแก้ปัญหาในระยะยาวได้

Hug magazine

" ถ้ารู้สึกเจ็บปวดจากการแก้ปัญหาแสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว เพราะไม่มีการแก้ปัญหาใดที่ไม่เจ็บปวด "

สมภพ แจ่มจันทร์ นักจิตวิทยาการปรึกษา

Knowing Mind ศูนย์บริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและส่งเสริมสุขภาวะ —


อยู่กับความเหงาอย่างเข้าใจ

อยู่กับความ "เหงา" อย่าง "เข้าใจ"

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเผชิญกับความเหงามาบ้างไม่มากก็น้อย

ระยะเวลาอาจสั้นหรือยาวนานจนบั่นทอนจิตใจนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบแวดล้อมหลายอย่าง

ความเหงาเปรียบดั่งฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่อีกไม่นานก็หวนกลับมาใหม่
แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็รู้สึกเหงาได้

ฮักขอให้คุณลองเปิดใจเพื่อทำความรู้จักกับความเหงาจาก
พี่หมอเอิ้น-พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ จิตแพทย์ นักแต่งเพลง
และวิทยากรการสื่อสารเพื่อความสุข


 

มุมมองต่อความเหงา

ความเหงาเป็นเรื่องแปลกทั้งในแง่นิยามและอารมณ์ความรู้สึก ผู้คนมากมายพยายามอยู่ห่างจากความเหงา แต่นั่นอาจยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเหงาและว้าเหว่ มนุษย์รู้จักความเหงาผ่านประสบการณ์ของตนเอง แต่เป็นเรื่องยากเกินอธิบายว่าความเหงานั้นมีรูปแบบอย่างไร แตกต่างกับความโดดเดี่ยว แปลกแยก และอารมณ์ซึมเศร้าอย่างไร

 

“ความเหงาเป็นอารมณ์ที่เหมือนกับเป็นรสนิยม บางคนชอบและรู้สึกว่าบางครั้งความเหงาให้พลังบางอย่าง แต่เมื่ออยู่กับความเหงาได้สักพักกลับไม่อยากเหงาอีกแล้ว ก็ออกไปทำนู่น
ทำนี่เพื่อคลายเหงา เมื่อหมดพลังก็กลับมารู้สึกเหงาอีก ขณะที่บางคนไม่ชอบความเหงาเลย ไม่อยากให้มีความเหงาอยู่ในชีวิต ที่จริงแล้วความเหงาเป็นอารมณ์พื้นฐานตามธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน มากหรือน้อย ชอบหรือไม่ชอบแตกต่างกัน หากเราจำเป็นต้องอยู่กับความเหงา ก็ต้องทำความเข้าใจความเหงาที่เรามีเสียก่อน ที่จริงแล้วโดยส่วนใหญ่ความเหงาเกิดจากสภาวะภายในเมื่อเรารู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใคร ส่วนสภาวะภายนอก เช่น อยู่ในสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศเวิ้งว้าง ว่างเปล่า แสงสลัวๆ เรียกว่าบรรยากาศพาไปให้ใจเหงา องค์ประกอบที่จะกระตุ้นให้เกิดความเหงานั้นมีเยอะมาก ทั้งด้านสภาวะแวดล้อม ผู้คนรอบๆ ตัวเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘มุมมองของเราที่มีต่อความเหงา’

 

บางทีเราอยู่ในสถานที่ซึ่งมีผู้คนเยอะแยะรอบตัว แต่หัวใจข้างในกลับรู้สึกเหงา นั่นแสดงว่าอาจเป็นความเหงาที่เริ่มไม่ปกติ แต่ถ้าเกิดเราอยู่ในสภาวะอย่างที่บอกไปก่อนหน้าคือ มีหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น อากาศ สภาพแวดล้อม แสง สี เสียง ผู้คน มากระตุ้นให้ความเหงาเกิดขึ้น นั่นแสดงว่าเป็นอาการเหงาปกติ ถ้าความเหงามาเยือน และเรารู้สึกถึงความเหงาแล้วจะใช้ประโยชน์จากความเหงาอย่างไร ความเหงาส่วนใหญ่เกิดจากความรู้สึกว่ามีเราคนเดียว มีเราเพียงลำพัง ข้อดีของการที่เรามีความรู้สึกนี้คือ ช่วงเวลาที่เราจะได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรามีกันสองคน มีกันเป็นหมู่คณะ มีกันเป็นสังคม ก็จะเริ่มมีชีวิตของคนอื่นเข้ามาในพื้นที่ชีวิตของเรามากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ บางคนเพิ่งรู้จักตัวเองว่าเป็นคนแบบไหนตอนที่ได้ใช้ชีวิตเองคนเดียว เหมือนกันกับความเหงาคือถ้าเราใช้ประโยชน์จากเขา ใช้ความเหงาเพื่อมองให้เห็นตัวเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราอยู่คนเดียวทำให้เราตัดส่วนที่เรารับมาจากคนอื่น จากครอบครัว จากสังคมออก เราก็จะเห็นพื้นฐานทางอารมณ์ของเราได้ง่ายขึ้น เห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วอารมณ์ของเราเป็นยังไง อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่ในความคิดของเราตอนนี้ อะไรคือความปรารถนาที่แท้จริงของเรา โดยที่ไม่ต้องคิดว่าทำเพื่อใคร เราจะเห็นตัวเองชัดขึ้น รู้ว่าจริงๆ แล้วฉันเป็นคนยังไง ฉันมีศักยภาพอะไร ในขณะเดียวกันเราก็จะเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

 

ถ้าเราโชคดีอาจตั้ง mindset ชีวิตของตัวเองได้ ว่าสิ่งที่จะทำต่อจากนี้เพื่ออะไร เป้าหมายในชีวิตคืออะไร เริ่มวางแผนกับตัวเองได้ ค่อยๆ ลงมือทำได้ นี่คือประโยชน์ของความเหงา แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมองเห็นความเหงาในมุมนี้ สามารถอยู่กับตัวเองในลักษณะนี้ได้ นั่นหมายความว่า เราเริ่มเลือกใช้ประโยชน์จากความเหงาได้แล้ว เราเหงาได้ก็ไม่เหงาได้

 


 

ความเหงาในปัจจุบัน

“ปัจจุบันโลกหมุนเร็ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีต่างๆ มีการสื่อสารหลายช่องทางมาก เราจึงแชร์ข่าวสารกันตลอด โลกเป็นใบเดียวจริงๆ ไม่ได้แบ่งแยกเป็นทวีปตามแผนที่โลกอีกต่อไปแล้ว แต่ผู้คนกลับทุกข์มากขึ้น ในฐานะจิตแพทย์เรารู้สึกว่าบางคน ‘ทุกข์จนรังเกียจความสุข’ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะคนที่คิดแบบนี้ไม่ว่าใครจะพูดอะไรเขาก็มองเป็นเรื่องแย่ไปหมด คิดว่าความสุขไม่มีอยู่จริงหรอก เพราะถ้ามีฉันต้องสัมผัสได้บ้าง ถามว่าทำไมไม่มีความสุขในชีวิต ก็เพราะว่าเรา ‘อยู่กับตัวเองไม่เป็น’ อีกทั้งความรวดเร็วและความสะดวกของเทคโนโลยีทำให้เราเห็นตัวเองน้อยลง เห็นแต่สิ่งที่เราอยากจะเป็นมากขึ้น เห็นแต่สิ่งที่คนอื่นเป็นมากขึ้น แล้วเกิดการเปรียบเทียบ ทว่ากลับไม่เคยเรียนรู้ตัวเอง อยู่แค่กับสิ่งที่ฉันเป็นวันนี้ แล้วก็ภาพที่ฉันอยากเป็น ภาพที่คนอื่นสำเร็จ คือการเปรียบเทียบเริ่มเป็นพลังที่มีอิทธิพลกับใจคนมากกว่าการที่เราสื่อสารกันด้วยความเข้าใจ หรือมีเวลาคุณภาพร่วมกัน

 

ถ้าเราไม่อยากมีชีวิตที่ทุกข์จนรังเกียจความสุข เราต้องอยู่กับความเหงาให้ได้ เริ่มหยุดเป็น เริ่มช้าลงเป็น เริ่มขอบคุณคนอื่นและขอบคุณตัวเองให้เป็น เวลาที่เราทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองและผู้อื่น ต้องเริ่มรู้จักอิ่มเอม คือเมื่อทำอะไรแล้วรู้สึกมีความสุข เราลองหยุดเพื่ออยู่กับความรู้สึกนั้น สัมผัสกับความสุขให้มากขึ้น เป็นกระบวนการที่จะทำให้เราไม่เป็นคนที่ทุกข์จนรังเกียจความสุข และเป็นเพื่อนกับความเหงาได้มากขึ้น

 

 

ลองเหงาให้สุดแต่อย่าจมดิ่ง

“เมื่อความเหงาเกิดขึ้นแล้วเรายังนึกถึงประโยชน์ของความเหงาไม่ทันก็ยังไม่ต้องคิด จงเหงาให้ถึงที่สุดก่อน หากมีสติ ถ้าเหงาก็ถอยออกมาแล้วลองปรับมุมมองที่มีต่อความเหงาหรือมองให้กว้างขึ้น ถ้าวิธีนี้ยากเกินไป ลอง ‘เหงาไปขั้นสุด แต่อย่าเหงาถึงขั้นตาย’ อยู่กับความเหงาแล้วเฝ้าดูว่าเขาสร้างความทุกข์อะไรให้เราบ้าง เป็นการเรียนรู้ด้านลบของความเหงา มันอาจทำให้เราคิดถึงใครบางคนซึ่งรอเราอยู่ที่บ้านก็ได้ หากเรามองแต่มุมของตัวเองย่อมเจ็บปวด ให้ลองคิดในทางกลับกันว่าแล้วคนอื่นเหงาเหมือนเราไหม คนที่บ้านรู้สึกแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า บางทีแค่นึกถึงใครบางคนที่มีความสำคัญในชีวิต เราอาจกลับไปหาเขา หรือเราอาจอยากทำอะไรที่เรียกว่าเวลาคุณภาพร่วมกัน

 

บางครั้งความเหงาอาจอยู่เป็นเพื่อนกับเราก็ได้ ที่จริงแล้วความเหงาก็อยู่ในตัวเรานี่ละ แต่เมื่อปัจจัยอื่นเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของเรามากกว่า เราอาจลืมอารมณ์เหล่านี้ไป บางทีก็ทำให้เราลืมใครบางคนเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เราที่ถูกลืม ในขณะที่เราจมอยู่กับการเป็นคนที่ถูกลืม ตอนนั้นมันเป็นช่วงเวลาที่เราลืมใครต่อใครไปเยอะ เราลืมคนที่เคยทำอะไรดีๆ ให้เรา เพราะตอนนั้นมัวคิดเพียงว่าเราเคยทำดีกับใครบ้าง แล้วทำไมวันนี้คนคนนั้นไม่อยู่ตรงนี้กับเรา

 


 

เมื่อเหงาเกินไปจนหัวใจอ่อนแอ

“มนุษย์นั้นฉลาด สมองของเราปรับตัวอยู่เสมอ ถ้าอยู่ในสภาวะจิตใจที่เป็นปกติแล้วมีอะไรมากระทบ ทำให้เราต้องเหงาหรือเศร้า สมองจะปรับตัวไปเป็นสมองที่เหงา เศร้า อยู่พักหนึ่ง ถ้าเราไม่หยุดแล้วถอยออกมาย่อมจมลงไปเรื่อยๆ เมื่อจมจนถึงขั้นสุดแล้วยังไม่เรียนรู้ความทุกข์นั้น สมองก็จะเศร้าและทำให้เรามีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ เมื่อใดที่บอกว่าเป็นโรคหมายถึงเราควบคุมอะไรไม่ได้ เพราะเซลล์สมองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อเป็นโรคต้องรักษา ถ้าคุณเพียงอยู่ในช่วงปรับตัว อาจแค่รับการเยียวยา เช่น ออกไปทำสิ่งดีๆ ออกกำลังกาย ทำบุญ แบ่งปันสิ่งที่ตัวเองทำให้ผู้อื่นได้ หรือแม้แต่การนั่ง นอนเฉยๆ ให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนก็นับเป็นการเยียวยาอย่างหนึ่ง

 

“ไม่ใช่ว่าคุณรู้สึกป่วยแล้วถึงมาพบจิตแพทย์ ภารกิจของการเป็นหมอคือ ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู เมื่อใดที่รู้สึกเหงา เศร้า จมกับความรู้สึกนี้มานานจนรู้สึกไม่ดี เริ่มถอนตัวเองไม่ได้หรือรู้สึกว่าไม่มีทางออกกับเรื่องนี้ แต่สมองยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก เราป้องกันโดยการมาหาหมอหรือพบนักจิตวิทยาก่อน นั่นอาจเป็นครั้งเดียวที่คุณมาหาหมอ

 

มนุษย์ทุกคนล้วนมีบาดแผล เราเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลในแบบของเรา การเป็นโรคนั้นไม่สนุกแม้บอกว่ารักษาหาย โรคซึมเศร้านั้นไม่ได้น่ารังเกียจหรือน่าอาย แต่ควรป้องกันไว้ก่อนดีกว่า คือเท่าที่เราเคยรักษามานั้นหายได้จริง แต่มักทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ การใช้ชีวิตก็ไม่เต็มที่เหมือนเดิม

 


 

ความจริงของความเหงา

“การดูแลตัวเองตั้งแต่แรกสำคัญที่สุด อย่างแรกคือต้องฝึกฝนความ ‘ซื่อสัตย์กับตัวเอง’ ว่าเรารู้สึกอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ฉันเหงา ฉันเศร้า ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ไม่ชอบระดับ 10 ให้ลองค่อยๆ ค้นหาความหมายของการไม่ชอบระดับ 10 ในขณะที่เพื่อนๆ หรือใครหลายๆ คนเมื่อความเหงามาเยือนเขาอาจไม่ชอบแค่ระดับ 5 แล้วมันมีความหมายกับชีวิตเราอย่างไร ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์กับตัวเองก็จะรีบปฏิเสธ และบอกตัวเองว่าทำยังไงก็ได้ให้ไม่เหงา แต่ไม่กล้าถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่ชอบ เพราะอะไร แน่นอนว่าเราอาจไม่ได้คำตอบทันที ประโยชน์ที่ได้จากการถามตัวเองคือ ความเหงาก็จะทำร้ายเราได้น้อยลง จากระดับ 10 ลดลงสู่ระดับ 5

 

“จากนั้นลองมองดูว่า เรามี ‘คนที่พร้อมรับฟัง’ ที่ไม่ใช่หมอไหม เรามีเพื่อน คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงานที่รับฟังเราได้ไหม อาจลองคุยกับเขาว่า เราแค่อยากเล่าให้ฟังเฉยๆ นะ เพราะถ้าเราไม่บอกแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาจะให้คำแนะนำ คำปลอบใจมาสารพัด เพราะเขาอยากช่วยคุณ หลังจากได้เล่าจนจบแล้วเราจะรู้สึกเบาสบาย นั่นเท่ากับว่าเราได้เยียวยาตนเองแล้ว ส่วนการเยียวยาขั้นสุดคือเราจะเริ่มมองเห็น ‘ความจริงของความเหงา’ ว่ามันมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ขั้นสุดไปกว่านั้นคือเราเริ่มเลือกได้ว่าจะเหงาหรือไม่เหงา เริ่มรู้ทันมันมากขึ้น เริ่มรู้จักวิธีการดูแลตัวเองจากความเหงาได้ดียิ่งขึ้น”

 

ในเมื่อความเหงาเป็นเรื่องซับซ้อนและไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะความเหงามาเยือนหัวใจได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่ามัวปล่อยให้ความเหงาเกาะกินใจ ลองย้อนกลับมามองตัวเราและความเหงาในแง่ดีบ้างเป็นไร เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับความเหงาอย่างเข้าใจ

 


Hug magazine ปีที่ 11 ฉบับที่ 5
(15 เม.ย.-14 พ.ค. 2562)
คอลัมน์: แขกรับเชิญ

จดหมายจากความเหงา

“อย่างที่พี่เอิ้นเคยแต่งเพลงจดหมายจากความเหงาว่า ความเหงาเป็นเพื่อนเก่าที่แสนดี ‘…หากมองโลกนี้ในแง่ดีสักครั้ง เธอจะรู้ว่าต่อให้เหงามากมายสักเท่าไหร่ ก็ไม่ทำร้ายใครให้ต้องถึงตาย สบายใจได้เสมอ อดทนเอาไว้ในเวลาที่เหงา กลับมามองตัวเราและชีวิตจริงที่ต้องเจอ เพราะเธออาจเปลี่ยนจากความเหงาเป็นเพื่อนเก่าที่แสนดี...’ สุดท้ายแล้วเมื่อความเหงาเกิดขึ้นถ้าเรารู้เท่าทัน เราก็จะเห็นคุณค่าของความเหงาเหมือนเขาเป็นเพื่อนของเราคนหนึ่ง”