ท่องโลกเทพนิยายกับคอนเซ็ปต์ใหม่ของ ‘Chocolate ville’

ท่องโลกเทพนิยายกับคอนเซ็ปต์ใหม่ของ

‘Chocolate ville’

หลังจากช็อคโกแลตวิลล์ได้ปิดปรับปรุงร้านไปนานหลายเดือน จนลูกค้าหลายคนแอบคิดถึงร้านอาหารสุดโรแมนติกแห่งนี้ ในที่สุดทางร้านก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งด้วยโฉมใหม่ พร้อมเพิ่มมุมถ่ายรูปสุดน่ารักอีกเพียบ เอาใจคู่รักสายโซเชียลและผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปและทานอาหารอร่อยๆ ซารังกับแฟนแฟนเป็นคู่รักที่ชื่นชอบการถ่ายรูปในสถานที่สวยๆ จึงไม่พลาดไปเยือนที่นี่

ก่อนจะเข้าไปชมบรรยากาศ เราขอพูดถึงจุดเริ่มต้นสักเล็กน้อย เดิมทีช็อคโกแลตวิลล์นั้นทำธุรกิจร้านกิฟต์ช็อป ชื่อ Chocolate แต่มีความฝันอยากเปิดร้านอาหารในสไตล์ theme park ประกอบกับเชฟวิน ลูกชายเจ้าของร้านผู้รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ จึงนำชื่อ Chocolate นี้มาปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านอาหารในฝันได้อย่างน่าประทับใจ

อย่างที่ซารังได้เกริ่นว่า ช็อคโกแลตวิลล์ได้รีโนเวทร้านโดยการเปลี่ยนโฉมใหม่ให้กลายเป็นร้านอาหารสไตล์ theme park อิงแนวคิด dining in the park นำความสวยงามของผู้หญิงมาเป็นแรงบันดาลใจและตกแต่งร้านด้วยการใช้สีพาสเทล ให้เสมือนอยู่ในโลกสวนสนุกหรือย้อนวันวานไปยังโลกแห่งนิยาย เปลี่ยนสไตล์ให้น่ารักขึ้น ทั้งยังเพิ่มโซนใหม่มาเอาใจคนที่อยากกินของหวานแบบเบาๆ ไปพร้อมกับถ่ายรูปสนุกๆ อาทิ โซน Cafe in the park ซึ่งมีรถคลาสสิกเปิดประทุนและขึ้นไปนั่งโลดแล่นบนม้าหมุนสีพาสเทลสุดฟรุ้งฟริ้ง

อีกโซนที่น่ารักไม่แพ้กันคือ Hometown Cafe ซึ่งตกแต่งเป็นปั๊มน้ำมันสุดเท่จนกลายเป็นมุมยอดฮิต ส่วนด้านในร้านอาหารยังมีบ้าน House of Light เป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่พร้อมรับแสงแดดยามเย็นที่สาดส่องเข้ามาอย่างอบอุ่นและแสงไฟสลัวๆ จากโคมไฟอันแสนโรแมนติก หากใครอยากจัดงานเลี้ยงสังสรรค์แบบไพรเวททหรือมากันแบบครอบครัว ที่นี่ยังมีบ้าน Summer Set บ้าน Canal และบ้าน The Bell House ซึ่งตกแต่งแตกต่างให้เลือกสรร แบบไม่ต้องกลัวว่าจะเบื่อมุมเดิมๆ เพราะทางร้านจะเปลี่ยนธีมตกแต่งตามเทศกาลต่างๆ อยู่เสมอ เช่นช่วงซัมเมอร์เป็นนี้ ทางร้านก็จัดธีมการตกแต่งในรูปแบบ summer fantasy เหล่าช่างภาพและสายโซเชียลห้ามพลาดบันทึกภาพ เพราะสวยทุกจุดทั้งกลางวันและกลางคืน

หลังจากถ่ายรูปกันจนเหนื่อย มาเติมพลังด้วยอาหารอร่อยๆ กันบ้าง ซารังขอบอกว่าคุณภาพและหน้าตาอาหารนั้นดีไม่แพ้กับสถานทีทีเดียว ร้านช็อคโกแลตวิลล์เน้นอาหารสไตล์ฟิวชั่นที่ใช้วัตถุดิบอย่างดี สะอาด สดใหม่ เริ่มจากเมนูขายดี ซี่โครงหมูใหญ่มาก เนื้อหมูนุ่มติดซี่โครงราดด้วยซอสบาร์บีคิวสูตรพิเศษแบบดั้งเดิมของทางร้าน และผ่านการอบด้วยอุณหภูมิ 180 องศาฯ ก่อนเสิร์ฟ เนื้อจึงนุ่ม ฉ่ำซอส เคี้ยวได้เพลินๆ ถัดมาเป็นพิซซ่าทรัฟเฟิลและพาร์มาแฮม แป้งพิซซ่าที่หมักไว้ 3 วัน ตามสูตรของอิตาเลียนแท้ๆ นวดด้วยมือแบบแผ่นต่อแผ่นอย่างสดใหม่ โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิล ชีส และพาร์มาแฮมแบบจัดเต็ม ความหอมของชีสกับความอร่อยของเห็ดทรัฟเฟิลและแฮมนั้นเข้ากันอย่างลงตัว เมื่อมีพิซซ่าแล้วก็ต้องมีซุปเห็ดทรัฟเฟิล เมนูที่ซารังและแฟนแฟนขอแนะนำ ความหอมมันของน้ำซุปและเห็ดที่ใส่มาเต็มๆ นั้นกลมกล่อมมาก ซดคล่องคอ หรือจะทานคู่กับพิซซ่าก็เพิ่มความอร่อยไปอีกแบบ

จบของคาวแล้วต้องต่อด้วยของหวาน สายช็อคโกแลตอย่างซารังไม่พลาดสั่งช็อคโกแลตลาวา ทานคู่กับไอศกรีมวนิลาและวิปปิ้งครีม ก็อร่อยได้มาตรฐาน ดีงามไม่แพ้เมนูอื่นเลย ปิดท้ายด้วยแบล็คฟอเรสต์โดม โดมช็อคโกแลตที่ทำขึ้นพิเศษ ก่อนจะทานแนะนำให้ราดซอสราสเบอร์รี่ที่โดมช็อคโกแลตเพื่อให้โดมละลาย แล้วกินคู่กับไอศกรีมวานิลลาและครัมเบิ้ลช็อคโกแลต ทานพร้อมกันจะได้รสเปรี้ยวหวานตัดกับรสขมของช็อคโกแลต

ส่วนเครื่องดื่มซารังกับแฟนแฟนสั่งชาสตรอว์เบอร์รี่ ชารสเปรี้ยวอมหวานที่มีกลิ่นหอมของสตรอว์เบอร์รี่ ดื่มได้เรื่อยๆ จะทานคู่กับของหวานที่แนะนำไปมาแล้วก็เข้ากัน สุดท้ายเป็นน้ำสับปะรดกับเสาวรสปั่น น้ำผลไม้รสเปรี้ยว ดื่มแล้วสดชื่น คลายร้อน นอกจากนั้นยังมีน้ำผักผลไม้คั้นสดให้เลือกด้วย แต่ถ้าตอนนี้ใครกำลังดูแลหุ่น ไม่อยากดื่มน้ำหวาน จะเปลี่ยนไปดื่มน้ำปั่นเพื่อสุขภาพก็ได้เช่นกัน ทางร้านยังมีเมนูพิเศษในแต่ละเดือนให้นักชิมอย่างเราได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารต่างๆ อย่างไม่ซ้ำแบบเลย

ถ้าจะหาพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้ถ่ายรูปกับมุมสวยๆ เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ พร้อมทานอาหารอร่อยในบรรยากาศโรแมนติกทุกช่วงเวลาและมีกิจกรรมมากมายให้ร่วมสนุก ช็อคโกแลตวิลล์ถือเป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ที่เราไม่อยากให้คุณพลาด

Chocolate ville

ถนนเกษตร-นวมินทร์

เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.00-23.00 น.

วันเสาร์- อาทิตย์ เวลา 14.00-23.00 น.

Facebook / Line /Instagram: Chocolateville


Hug magazine x 'War' Wanarat

Hug magazine x 'War' Wanarat

จะดีกว่าไหม
หากเราปรับจังหวะชีวิตในแต่ละวันที่แสนเร่งรีบ
ให้ลดลงอย่างพอเหมาะ ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป
ปรับจังหวะความรักอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่เร่งเร้าจนใจรุ่มร้อน

ฮักฉบับนี้ชวนหนุ่มสายชิลล์
‘วอร์’ วนรัตน์ เจ้าของลักยิ้มและรอยยิ้มสดใส
มาร่วมพูดคุยในบรรยากาศสบายๆ
ที่รับรองว่าคุณจะได้รู้จักเขาคนนี้มากยิ่งขึ้น
ราวกับเขามานั่งสบตาแล้วเล่าให้ฟังอยู่เบื้องหน้า
เพียงคุณยื่นมือมาให้ฮักพาคุณไปสัมผัส
เรื่องราว Slow Life, Slow Love. ของเขาคนนี้

Click >> Shop At 24Click >> ALL ONLINEE-Book >> MEB

Hug Talk with 'Mew' Suppasit

ทุกคนล้วนต้องการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ วัน
ไม่ใช่เฉพาะการใช้ชีวิตหรือการทำงานเท่านั้น
การเป็นคนรักที่ดีก็ต้องพัฒนาเช่นกัน

ฮักมีโอกาสได้ร่วมงานกับ ‘มิว’ ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์
ผู้ยึดหลัก “Better version of myself” ในการใช้ชีวิต
เขาเชื่อว่าไม่ใช่แค่การทำวันนี้ให้ดีที่สุด
แต่ต้องพยายามทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานอยู่เสมอ


Love and Life

นิยามรักของ ‘มิว’ ศุภศิษฏ์

          ฮักขอถามประเด็นความรักกับหนุ่มมิวเป็นเรื่องแรก เพราะอยากรู้มุมมองรักของเขาคนนี้เป็นพิเศษ

          “สำหรับผมความรักคือการให้โดยไม่คาดหวัง ผมชอบ give and give มากกว่า take and give ผมได้เรียนรู้เรื่องนี้จากสุนัขของผมคือช็อปเปอร์ ต้องเล่าก่อนว่าผมเป็นคนที่จัดระบบระเบียบทางความคิดค่อนข้างมาก ส่งผลให้ตอนเรียนการแสดง ผมไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ช็อปเปอร์ช่วยปลดล็อคเรื่องนี้ให้เรา การกระทำของเขาชัดเจนทั้งที่พูดไม่ได้ ช็อปเปอร์รอผมกลับบ้านทุกวัน ตื่นเช้าก็เห็นเขามานั่งเฝ้า ก่อนเข้านอนก็มารอส่ง เรารับรู้ได้ถึงความรักที่ช็อปเปอร์มอบให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เราจึงค่อนข้างเข้าใจความรักในมุมนี้คือรู้จักการเป็นผู้ให้ด้วยความรัก

          “สำหรับผมสิ่งสำคัญที่สุดของความรักคือ ‘ความรู้สึก’ บางครั้งคนที่พร้อมอาจยังไม่ใช่ ส่วนคนที่ใช่ถ้ามาในเวลาที่ไม่เหมาะสมก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน การจะมีความรักได้นั้นต้องประกอบด้วยความรู้สึก เวลาที่เหมาะสม และอาจจะรวมถึงเรื่องดวงด้วย (หัวเราะ) โดยปกติผมไม่เช็คดวงความรัก ส่วนใหญ่ดูแต่เรื่องการทำงาน เรียกได้ว่าค่อนข้างงมงาย (หัวเราะ) ส่วนตัวเชื่อว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เพราะชีวิตล้วนมีทั้งเรื่องที่ควบคุมได้และไม่ได้ ฟังคำแนะนำไว้บ้างก็ไม่เสียหาย จริงไหมครับ”

เปิดใจเพื่อเข้าใจซึ่งกันและกัน

          ถามเรื่องรักแล้วคงต้องถามต่อแล้วว่า เมื่อเจอคนที่โดนใจ หนุ่มมิวมีวิธีจีบอย่างไร

          “ก่อนอื่นก็ต้องดูว่าคนคนนั้นชอบอะไร เพราะแต่ละคนมีความแตกต่าง มีประสบการณ์ต่างกัน ต้องใช้เวลาในการรู้จักเรียนรู้ซึ่งกันและกัน วิธีจีบของเราคือค่อยๆ สังเกตว่าเขาชอบอะไรมากกว่า แต่ถ้าพูดถึงสเปค ผมชอบคนที่ดูน่ารัก แต่งตัวเก่ง พร้อมจะเข้าใจกันและอยู่เคียงข้างกันเสมอ

          “ผมพร้อมเปิดเรื่องความรักเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แค่คิดว่าไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ ความรักเป็นเรื่องของคนสองคนและเรารู้ได้ด้วยตัวเอง คนอื่นๆ อาจคิดกันไปต่างๆ นานา แต่เขาไม่มีทางรู้เลยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างคนสองคน เพราะต่างคนต่างผ่านประสบการณ์ชีวิตและความรักที่ไม่เหมือนกัน ทั้งยังมีเรื่องในอนาคตและอีกหลายองค์ประกอบ ในเรื่องความรักความสัมพันธ์ ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช่กับคนที่ใช่เท่านั้นเอง”

          จริงอย่างที่หนุ่มมิวบอก เพราะเราทุกคนล้วนแตกต่าง การเปิดใจทำความเข้าใจซึ่งกันและกันนับเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งสำคัญของความรัก

          Mewlions และหวานใจคงอยากรู้ว่ามิวมีวิธีแสดงความรักยังไงบ้าง “หลายคนบอกว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด แต่ผมคิดว่าเราสามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้ ผมจึงเป็นคนที่ชอบแสดงออกทางความรักด้วยการกระทำและบอกรัก”

          เมื่อถามมิวว่าข้อห้ามร้ายแรงในความสัมพันธ์คืออะไร เขาตอบชัดเจนในทันทีว่า “การโกหกสิครับ เพราะเป็นเครื่องทำลายความเชื่อใจทั้งหมดที่มี คนรักที่ดีในมุมมองของผมต้องมีความจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่โกหกกัน พร้อมเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ต้องเติบโตไปด้วยกันก็ได้ เพียงแค่รู้ว่ามีอีกคนคอยเป็นกำลังใจให้ก็พอ ผมเข้าใจว่าแต่ละคนเดินเร็วช้าต่างกัน คนรักกันไม่จำเป็นต้องเดินเคียงข้างกันหรือก้าวไปพร้อมกันตลอด อาจมีบางช่วงที่บางคนเดินนำ อีกคนเดินตามก็ได้เช่นกัน”

สมดุลชีวิตกับความรัก

          อยากรู้แล้วสิว่าตัวตนของมิวเป็นแบบไหน ชีวิตทุกวันนี้สมดุลดีไหม โหมงานหนักเกินไปหรือเปล่า “ผมเป็นคนทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ ชอบความท้าทาย เป็นคนจริงจัง ชอบการเรียนรู้ ไม่ชอบการหยุดนิ่ง อยากพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ สิ่งสำคัญในวันนี้คือการทำงาน แล้วก็รักตัวเอง รักครอบครัว และรักแฟนๆ เพราะคือกำลังใจสำคัญ เราจึงตั้งใจทำงานมากขึ้น ผลิตผลงานใหม่ๆ ออกมาเพื่อตอบแทนพวกเขาที่มอบความรักให้เรา

          “ชีวิตตอนนี้สมดุลดี แต่ก็มีที่รู้สึกเหนื่อยแต่รู้ตัวก่อนเลยต้องพัก วันไหนที่รู้สึกหนักก็พยายามกลับบ้านเร็วหน่อยเพื่อพัก บางคนอาจจะมีพลังเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่การพักผ่อนของผมคือการอยู่เงียบๆ คนเดียว ดูหนัง ฟังเพลง หากเปรียบชีวิตช่วงนี้กับแนวเพลงคงเป็นเพลงร็อค แต่ถ้าเป็นเพลงผมนึกถึงเพลง ‘มันคงเป็นความรัก’ ของพี่แสตมป์ครับ”

Perfect คือทางตัน

          ปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งค้นหาข้อมูลของผู้ชายคนนี้ ยิ่งได้รับรู้ว่าเขาทั้งเรียนดี กีฬาเด่น เล่นดนตรีได้ ร้องเพลงเพราะ เป็นศิลปินที่พ่วงตำแหน่ง CEO แบบนี้คงหนีไม่พ้นคำว่าเพอร์เฟ็กต์และแรงกดดันต่างๆ

          “สำหรับผมคำว่าเพอร์เฟ็กต์คือ ‘ทางตัน’ ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบคำนี้สักเท่าไหร่ ผมชอบ ‘การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด’ มากกว่า เราเป็น better version of myself ได้ เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นได้ในทุกๆ วันย่อมไม่มีทางตัน ความเพอร์เฟ็กต์เปรียบได้กับน้ำเต็มแก้ว แต่การเรียนรู้ทุกวันเป็นการพัฒนาตัวเองให้เก่งกว่าเดิม ถ้าเราเป็นน้ำเต็มแก้ว แต่ยังคงใฝ่รู้ เราแค่เทน้ำที่มีใส่ภาชนะที่ใหญ่กว่าเดิม ก็จะสามารถเติมน้ำได้อีก ถ้าเต็มแล้วก็เปลี่ยนถ่ายใส่ภาชนะใบใหม่ไปเรื่อยๆ ถ้าคุณไม่หยุดเรียนรู้ คุณสามารถเป็นอะไรก็ได้ในอนาคต แต่ถ้าคุณหยุดนิ่งหรือไม่ใฝ่หาความรู้ คุณก็จะหยุดอยู่กับที่”

อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร

          เก่งรอบด้านแบบมิวยังเคยถูกเปรียบเทียบมานักต่อนัก “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วเขาก็ไม่สนว่าเรารู้สึกยังไง แต่สิ่งที่ผมพยายามทำทุกวันคือการเปรียบเทียบกับตัวเอง เป็นหลักเกณฑ์เดียวที่เราสามารถวัดได้ เพราะทุกคนล้วนแตกต่างกัน ทั้งการเลี้ยงดู บุคลิกนิสัย รวมถึงการเรียนรู้ แล้วเราจะเปรียบเทียบกันเพื่ออะไร ผมไม่เห็นความจำเป็นของการนำแต่ละคนมาเปรียบเทียบกัน กว่าจะถึงวันนี้ผมถูกเปรียบเทียบมาโดยตลอด และก็ยังไม่เข้าใจว่าผลลัพธ์ของการเปรียบเทียบนั้นคืออะไร ผมแค่ทำทุกอย่างเต็มที่ให้ดีกว่าเมื่อวาน ก่อนเข้าห้องสอบเราไม่รู้หรอกว่าผลสอบจะออกมาเป็นยังไง เพราะเราแข่งกับตัวเองคนเมื่อวาน ผมอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจากที่เคยทำไว้ไปเรื่อยๆ และอยากก้าวไปข้างหน้าก็เท่านั้นเอง”

“เวลา” เยียวยาใจ

          แล้วมิวผ่านวันเศร้าๆ แบบนั้นมาได้อย่างไร “กว่าจะก้าวผ่านความเสียใจในช่วงที่เราถูกเปรียบเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาช่วยเยียวยาจิตใจให้ฟื้นตัวได้ ทั้งหมดเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา การที่เราถูกเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นย่อมไม่มีใครได้รับผลดีจากการกระทำนั้นเลย จนเราคิดว่าอย่างน้อยสิ่งที่เราพอจะทำได้ในวันนี้คือ การปลูกฝังทัศนคติให้แก่คนที่พอจะเปิดใจรับฟังอย่างเข้าใจ ผมจึงพยายามพูดอยู่เสมอว่าเราควรเป็น better version of myself. ประเด็นเรื่องการเปรียบเทียบนั้นถ้าเป็นการสอบย่อมมีเกณฑ์การวัดผลที่ชัดเจน แต่ในโลกของชีวิตจริง การเปรียบเทียบและตัดสินใครนั้นไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราจะเปรียบเทียบการใช้ชีวิตของแต่ละคนไปเพื่ออะไรในเมื่อจุดเริ่มนั้นแตกต่างกันตั้งแต่แรก”

Live and Learn

เด็กสายวิทย์ผู้หลงรักดนตรีและศิลปะ

           ฮักขอพาคุณย้อนสู่โลกของเด็กชายมิวเมื่อวันวาน เพื่อเรียนรู้มุมมองและวิธีคิดของศิลปินคนนี้ “ผมชอบทั้งศิลปะและการคำนวณมาตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าทำได้ทั้งสองอย่าง เหมือนตอนนี้ที่เรียนต่อปริญญาเอก ด้านวิศวะฯ แล้วก็เป็นนักแสดงและนักร้องด้วย ส่วนเรื่องกีฬาเริ่มจากตอนประถมที่หม่าม้าบังคับให้เล่นรักบี้ (หัวเราะ) จากนั้นก็เป็นนักวิ่งและว่ายน้ำ พอเข้ามัธยมก็เริ่มเล่นดนตรี อยู่วงโยธวาทิต จนกระทั่งจบ ม.6 ก็สอบเข้าวิศวะฯ ม.เกษตรฯ เรียนตามที่ครอบครัวต้องการ คุณพ่อคุณแม่มักทำข้อตกลงกับเรา เช่น ถ้าผลการเรียนดี หลังจากนั้นอยากทำตามความฝันก็ทำเลย คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เราได้ทำในสิ่งที่รัก ไม่เคยปิดกั้น และอยู่ในข้อตกลงที่เราให้ไว้ต่อกัน”

ต่อยอดคำสอนของครอบครัว

          “คำสอนของครอบครัวที่ผมนำมาปรับใช้คือเรื่องความพยายาม สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้คือเราควรพยายามทำสิ่งที่ใจรักและทำได้ดี เพราะการเรียนรู้นั้นมีหลายแบบ เราต้องหาวิธีการที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อช่วยย่นเวลาการเดินไปถึงฝั่งฝัน อีกประเด็นสำคัญคือเรารู้ว่ามีความสุขทั้งระหว่างทางและปลายทาง แม้เส้นทางนั้นจะมีหลายคนบอกว่า คุณเป็นคนที่ไม่ใช่ ยังเก่งไม่พอ ไม่เหมาะสม อายุเยอะเกินไป แต่สุดท้ายแล้วเราเลือกได้ว่าจะใส่ใจคำพูดเหล่านั้นไหม เพราะนั่นคือเครื่องบั่นทอนเส้นทางการเดินทางสู่ความฝันของคุณ ความพยายามย่อมลดน้อยถอยลง แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่ใส่ใจและยังคงพยายามทำตามความฝันอย่างตั้งใจจริง เชื่อว่าเส้นทางนั้นต้องมีความสุขมากแน่ๆ เมื่อถึงจุดหมายปลายทางคุณจะยิ่งภูมิใจในตัวเอง”

ความสุขรอบตัว สร้างสุขรอบใจ

          ปีที่ผ่านมาหนุ่มมิวผลิตผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง เพลง “Good Day” ที่เพิ่งปล่อยออกมาล่าสุดให้แฟนๆ ได้ติดตามนั้นมีจุดเริ่มอย่างไร

          “เพลงทั้งหมดมาจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม บางครั้งเป็นข้อความที่อยากบอก ณ ช่วงเวลานั้น ยกตัวอย่างเพลง ‘Good Day’ มีที่มาจากคำว่า ‘ช่างมันเถอะ’ เรามีวันที่รู้สึกดีแบบนี้ ก็ปล่อยวางปัญหาบางอย่างไว้ก่อน ผมต้องการสื่อสารว่าถ้าทุกคนมีวันที่ดีก็ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น ตอนนี้เรามีความสุขอยู่ ก็ปล่อยเรื่องไม่สบายใจอื่นๆ ไว้ก่อน”

          เมื่อเราถามว่า แล้ววันดีๆ ของมิวเป็นยังไง เขาตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “วันที่รู้สึกดีก็นับเป็นวันดีๆ แล้ว ความสุขของผมในวันนี้คือการได้ทำงานในวงการบันเทิง ส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้เราสามารถหาได้รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การได้ฟังเพลงที่ชอบ ได้กลิ่นที่ชอบ หรือวันนี้ท้องฟ้าสวยก็เป็นวันดีๆ ได้ ท้องฟ้าในวันฝนตกก็อาจสวยมากสำหรับเราในวันนั้น อยากให้ทุกคนลองหาสิ่งที่ชอบหรืออยู่กับปัจจุบันขณะ บางทีคุณอาจจะเห็นว่ามีสิ่งรอบตัวที่สวยงามอยู่มากมายที่ช่วยเพิ่มความสุขใจให้คุณ”

เมื่อความทุกข์เคาะประตูทักทาย

          เหรียญยังมีสองด้าน ชีวิตก็เช่นกัน ความสุขเปิดประตูเข้ามา ไม่เร็วก็ช้าความทุกข์อาจมาเยือน แล้วในวันที่มิวไม่สบายใจมีวิธีจัดการอย่างไร

          “ส่วนใหญ่ผมจะพูดคุยกับคนที่สนิทหรือจัดการความรู้สึกตัวเอง ลำดับแรกคือต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเรื่องที่กำลังเครียดนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองไหม เกิดจากปัจจัยภายในหรือภายนอก ถ้าเกิดจากตัวเองก็แก้ไขเลย ถ้าเกิดจากปัจจัยภายนอกก็แค่ปล่อยมันไป วิธีการช่างมันมีหลายแบบ เช่น สมมติว่าเรากินขนมที่ชอบแล้วอารมณ์ดีขึ้นก็กิน ฟังเพลงแล้วรู้สึกดีขึ้นก็ฟัง ดูซีรีส์แล้วรู้สึกดีขึ้นก็ดู ถ้าปัญหานั้นยังไม่เบาลงก็อาจการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินซึ่งช่วยให้รู้สึกดีขึ้น”

มองข้าม hate speech ทำร้ายใจ

          ทุกคนล้วนเคยมีบาดแผลในใจจากคำพูดของใครต่อใคร มิวผู้อยู่ในวงการบันเทิงก็เช่นกัน “ต้องดูก่อนว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นติเพื่อก่อไหม หรือเป็นเพียง hate speech ถ้าเป็นอย่างหลังผมเลือกที่จะมองข้าม เพราะรู้อยู่แล้วว่าเขามีเจตนาที่ไม่ดี มีอคติในใจ การจะทำให้เขามารักเราคงเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าวันหนึ่งเราสามารถทำให้เขารักเราได้ก็ถือเป็นเรื่องดีๆ ถ้ามัวแต่ใส่ใจ hate Speech ทั้งหมด หัวใจของเราคงจะรับไม่ไหว สู้เราใช้เวลาใส่ใจคนที่เขารักเราดีกว่า อย่างคนที่เขาตั้งใจตักเตือนด้วยความเป็นห่วง อยากเห็นเราเติบโตไปในทางที่ดี เลือกนำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองดีกว่า

          “ในชีวิตหนึ่งเราล้วนเคยถูกคนอื่นๆ ตัดสินอยู่เสมอ ทั้งที่บางครั้งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวตนจริงๆ ของเราเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอเรื่องแบบนี้ คนที่พูดถึงคุณอาจจะไม่รู้จักคุณเลย แต่เขาสามารถบรรยายตัวตนของคุณได้ยังไง ผมอยากบอกว่าถ้าคุณเคยเจอเรื่องแบบนี้ คุณก็ไม่ควรทำแบบเดียวกันนี้กับคนอื่น ต้องเปิดใจยอมรับว่าบางทีสิ่งที่คุณได้ยินมาอาจไม่ใช่เรื่องจริง หรืออาจจะมีเรื่องจริงอยู่แค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ อยากให้คุณลองเปิดใจทำความรู้จักกันก่อนแล้วค่อยบอกว่าเราเป็นคนยังไง”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางมุมคิดจาก ‘มิว’ ศุภศิษฏ์
ราเชื่อว่าเขายังมีหลากหลายมุมในชีวิตให้คุณค้นหา
ฮักขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้มิวเป็น
“better version of myself”
ในบทบาทของศิลปิน ลูก คนรัก ฯลฯ
ที่ดียิ่งขึ้นในทุกวันได้จริงดั่งใจ
และเป็นที่รักของ Mewlions และหวานใจเรื่อยไป


4 เรื่องจำเป็นของคนอยากมีรัก

4 เรื่องจำเป็นของคนอยากมีรัก

การมีความรักสักครั้งนั้นว่ายากแล้ว
ยิ่งการจะหารักดีๆ ในยุคนี้ด้วยแล้ว
ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก
หวังใจว่า 4 วิธีนี้อาจช่วยคุณได้บ้างไม่มากก็น้อย 

เรื่อง: เจ้าความรัก

รอรักเข้ามาทักทาย

          อาจสายเกินไปหากคุณมัวแต่เฝ้ารอให้รักออกตามหา ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็พัฒนา คุณอาจลองใช้แอพพลิเคชั่นเป็นผู้ช่วยในการตามหารัก เลือกสเปคที่ชอบ ตามหาคนที่ใช่ด้วยตนเอง อย่ามัวรอสวรรค์บันดาลให้บังเอิญเดินชนกัน หรือรอให้กามเทพมาแผลงศร เพราะบางครั้งอาจพลาดเป้า คงเป็นเรื่องที่ดีกว่าหากเรากำหนดชีวิตรักด้วยตัวเอง เพราะความรักเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิต

ชอบที่ไหนไปที่นั่น

       เพราะสถานที่ที่คุณชอบไปอาจช่วยให้คุณไปเจอกับคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน คุณอาจได้พบเพื่อนใหม่จากการเข้าร่วมกลุ่มสังคมหรือทำกิจกรรมต่างๆ และที่สำคัญเวลาที่เราชอบอะไร เราจะทำได้ดี ความโดดเด่นจึงเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าการเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกันอาจจะทำให้เราเจอเพื่อนที่ดีและอาจพัฒนาสู่ความสัมพันธ์แบบอื่นได้เช่นกัน

เลิกจดจ่อกับโทรศัพท์

          การที่คุณไม่เจอคนที่ตรงกับใจต้องการสักที ปัญหาคือใช่ว่าไม่มีใครเข้ามาหานะ แต่เพราะเราไม่มีโอกาสพักจากจอโทรศัพท์แล้วเงยหน้าขึ้นมาหรือเปล่า เข้าใจว่าโทรศัพท์มือถือเปรียบได้กับอวัยวะส่วนที่ 33 ของร่างกายไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องจดจ่อมันตลอด เงยหน้าแล้วมองไปรอบๆ บ้าง คุณอาจพบว่ามีคนที่แอบมองหรือสนใจคุณอยู่ได้ เพียงสบตาแล้วส่งยิ้มทักทายก็เป็นจุดเริ่มที่ดีได้

เลิกเพ้อผันถึงความโรแมนติก

       หลายคนยึดติดภาพความรักอันสวยงาม ตื่นค่ะ! นี่ชีวิตจริง ไม่ใช่นิทานที่มีเจ้าหญิงเจ้าชายนะ ตอนจบของนิทานเกือบทุกเรื่องคือการแต่งงาน แต่ชีวิตจริงนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ดังนั้นการมองหาใครสักคนเพื่อคบหากันในระยะยาวจึงไม่ใช่เรื่องผิด หากคุณมองว่าความรักคือการสร้างครอบครัวร่วมกัน นั่นหมายความว่าคนที่คุณอยากสานสัมพันธ์ด้วยนั้นต้องมองไปในทางเดียวกันด้วย


Hug Talk with 'Singto' Prachaya

หากในความสัมพันธ์มีเส้นแบ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แล้วคุณเคยล้ำเส้นความสัมพันธ์แบบเพื่อนไหม
หรือเคยมีใครรุกล้ำเส้นแบ่งทางความรักของคุณหรือเปล่า


นิยามรักในวัย 26 ของปราชญา

          ในเมื่อฮักคือนิตยสารที่มีจุดเริ่มจากคำว่า ‘อ้อมกอด’ และ ‘ความรัก’ เราจึงขอเริ่มต้นด้วยประเด็นนิยามรัก สิงโตยิ้มเขินก่อนบอกอย่างถ่อมตัวว่า เขาไม่ได้มีประสบการณ์รักมากมายขนาดนั้น

          “ณ วันนี้สิงคิดว่าสิ่งสำคัญคือ ‘ความเข้าใจในความเป็นเรา’ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่อง เพราะบางครั้งสิงยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองสักเท่าไหร่ (หัวเราะ) ขอแค่เข้าใจกันบ้าง เช่น ชีวิตประจำวันของสิงหลังจากเลิกงานแล้วกลับห้อง อย่างแรกที่ทำคือล้างหน้า จากนั้นคือนอน สิงเป็นมนุษย์ปกติที่เมื่อทำงานเสร็จก็อยากพักผ่อน นอนให้เต็มอิ่ม ช่วงเวลาพักผ่อนของสิงอีกอย่างคือ เปิดโคมไฟแล้วอ่านนิยายอยู่บนเตียง หรือดูซีรีส์จนง่วงแล้วหลับไป ตอนมีแฟนก็ไม่เคยกำหนดหรือตั้งกฎว่า ก่อนนอนเธอต้องคุยกับฉันนะ สิงนอนดึกแต่ก็ไม่อยากคุยกับใคร เพราะแบบนี้หรือเปล่าสิงเลยไม่มีใครสักที (หัวเราะ) สิงคิดว่าการจะมีใครสักคนที่เข้าใจเรานั้นเป็นเรื่องยาก และค่อนข้างชอบที่ได้ใช้เวลาอยู่ในโลกส่วนตัว เมื่อมีเวลาว่างจึงชอบไปไหนมาไหนคนเดียว หรือไปกับเพื่อนแค่ 2-3 คนที่เรารู้สึกว่าแค่นี้ก็สนุกแล้ว ถ้ามีแฟนก็คงไม่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของเรา หรืออาจเข้าใจผิดคิดว่าสิงมีคนอื่นแน่ๆ สรุปคือเรามีโลกส่วนตัวสูงมาก แต่ก็พร้อมเปิดรับให้ใครอีกคนเข้ามาในโลกของเราได้เสมอ”

วิธีจัดสรรโลกส่วนตัวเพื่อคนรัก

          สิงคือเด็กชายผู้มีโลกส่วนตัวสูง แต่เมื่อประตูแห่งโอกาสเปิดรับเขาเข้าสู่วงการบันเทิง ทำงานท่ามกลางแสงสปอตไลท์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาทำหน้าที่นักแสดงและสิงโตของสมุนจ้าวป่าอย่างสมบูรณ์แบบ เราจึงอยากรู้ว่าหากสิงมีความรักจะจัดสรรพื้นที่โลกส่วนตัวอย่างไร

          “สิงเป็นคนแบ่งปันโลกส่วนตัวให้คนรักเยอะมาก ที่ผ่านมาเวลามีแฟนสิงไม่เคยตามเช็ค ไม่ว่าคุณทำอะไร ติดโทรศัพท์มือถือมากแค่ไหนก็ไม่เคยขอดูหรือถามว่าคุยกับใคร สิงขอแค่มีอะไรให้บอก อยากไปเที่ยวก็บอก หรือไม่รักกันแล้วก็บอก (ยิ้ม) เราค่อนข้างให้พื้นที่ส่วนตัวแก่คนรักเยอะพอสมควร ไม่จำเป็นต้องคุยกันตลอด 24 ชั่วโมง คุณไปทำงานก็แค่บอกว่าไปทำงาน ระหว่างวันก็ทักทายว่าทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยัง แค่นั้นพอ เพราะสิงต้องการใช้เวลาในพื้นที่ของตัวเองเหมือนกัน บางทีก็อยากนั่งอ่านหนังสือหรืออยู่เงียบๆ บ้าง ส่วนหนึ่งเพราะงานของสิงเจอคนค่อนข้างเยอะ ถ้ามีใครสักคนที่บอกว่า ฉันขี้เหงานะ ฉันอยากคุยกับเธอ ถ้าไม่ได้คุยกันก็งอน คงไปด้วยกันได้ยาก สิงมองว่าการมีความรักนั้นไม่ควรทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิม”

เป็นแฟนหรือแค่แทนเขา

          เมื่อพูดคุยมาถึงประเด็นนี้เรานึกถึงเพลง “เป็นแฟนหรือแค่แทนเขา” ที่สิงโตมีโอกาสร่วมงานกับนิว-จิ๋ว

          “สิงไม่พร้อมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใคร บ่อยครั้งที่ปัญหาความรักล้วนเกิดจากความมีโลกส่วนตัวสูง ถ้าในความสัมพันธ์ที่เราต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัว คงไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขาได้แน่ ถ้าเป็นแบบนั้นขอเลือกเดินออกมาดีกว่า คนที่มีแฟนก็ขอให้รักษาความรักนั้นไว้ มีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ดูแลกันทั้งยามสุขและทุกข์ มีพื้นที่ให้กันและกัน ไม่ก้าวก่ายกันมากจนเกินไป ความสัมพันธ์แบบนี้น่าจะอยู่ด้วยกันได้ยืนยาว ส่วนคนโสดต้องเรียนรู้การอยู่คนเดียวให้ได้ สิงเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปเที่ยวสถานที่สวยๆ เลยแอบคิดว่าถ้ามีใครสักคนอยู่ข้างๆ แชร์ความรู้สึกหรือความทรงจำก็คงจะดี แต่ถ้ามีคนรักในวันที่ยังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งมีดีกว่า อยู่คนเดียวไปก่อน เมื่อถึงเวลาความรักคงเดินเข้ามาหาเราเอง ถ้ายังไม่ถึงเวลา ยิ่งฝืนก็ยิ่งไม่ใช่อยู่ดี”

ตัวละครสอนเรื่องรักและชีวิต

          ในเมื่อหนุ่มสิงออกตัวว่าไม่มีประสบการณ์ความรักมากมายนัก ฮักจึงขอให้เขาพูดถึงเรื่องรักที่ได้เรียนรู้ผ่านตัวละครสักหน่อย

          “ตั้งแต่เริ่มทำงานมาจนถึงวันนี้ สิงได้เห็นมุมมองความรักของตัวละครหลากหลายบทบาทที่แตกต่างกัน บางตัวละครสมหวังในความรัก ทุกอย่างรอบตัวช่างสมบูรณ์แบบแต่ไม่มีความสุข บางตัวละครมีชีวิตไม่ค่อยสมบูรณ์แต่มีความสุขกับปัจจุบัน ส่วน ‘เอิร์ธ’ จากซีรีส์ Friend Zone ในซีซั่น 1 สะท้อนให้เรารับรู้มุมมองความรักที่ต่างจากเรื่องอื่นๆ สิงไม่เคยรับบทที่แฟนนอกใจทั้งที่เขายังรักเราอยู่ แต่เผลอใจไปมีอะไรกันกับเพื่อนของเรา สิงศึกษาบท ถามผู้กำกับ และพี่ที่เขียนบทอยู่นานพอสมควรว่า เราต้องรู้สึกยังไงถ้าแฟนเราไปมีอะไรกับคนอื่น แล้วคนคนนั้นเป็นเพื่อนสนิทของเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่สิงรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวละครจนจิตตกที่สุด เพราะเมื่อได้ทำความรู้จักตัวละครให้ลึกลงไป เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราผิดอะไร เราดีไม่พอ เราน่าเบื่อเกินไปไหม ทั้งๆ ที่นั่นเป็นแค่บทบาทในละคร พอรู้ว่ามีซีซั่น 2 ช่วงอ่านบท ได้เจอกับตัวละคร ได้แสดงเป็นเอิร์ธอีกครั้ง ยิ่งสัมผัสได้ว่าทุกตัวละครถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น การแสดงทำให้สิงได้เห็นมุมมองของความรักและชีวิตในแบบที่สิงไม่เคยเจอ”

ว่าด้วยเรื่อง Friend Zone ถึงรักล้ำเส้น

          ซีรีส์ Friend Zone ซีซั่น 2 นำเสนอผ่านแนวคิด dangerous area หรือพื้นที่อันตราย ซึ่งเรื่องราวกำลังเข้มข้น

          “เฟรนด์โซนสำหรับเราไม่ใช่พื้นที่อันตราย แต่คือการแอบรักเพื่อนที่ถูกกั้นไว้ด้วยเส้นแบ่งที่เรียกว่าเฟรนด์โซน เพราะเขายังคงเห็นเราเป็นเพื่อน สิงค่อนข้างยึดมั่นในความเป็นเพื่อน ถ้ารู้อยู่แก่ใจว่าไม่สามารถเลื่อนสถานะจากเพื่อนเป็นคนรักได้ สิงขอเลือกไม่บอกความรู้สึกออกไป เก็บไว้แล้วแอบรักอยู่อย่างนั้นดีกว่า รักษาความสัมพันธ์แบบเพื่อนให้คงอยู่ต่อไป เพราะสิงเชื่อว่าความเป็นเพื่อนนั้นยืนยาวกว่า บางคนเป็นเพื่อนที่ดีแต่ไม่อาจเป็นแฟนที่ดีได้ สิงคิดว่าอันตรายอย่างเดียวที่สุ่มเสี่ยงคือ ‘อันตรายต่อหัวใจของคนที่แอบรัก’ ว่าจะรับได้มากแค่ไหนถ้าวันหนึ่งเขามีคนรัก สำหรับสิงถ้าคนที่แอบรักมีความสุขก็ดีใจกับเขา อาจร้องออกมาเป็นเพลงว่า ‘ดูแลรักเขาให้ดีๆ อยู่กับเขาไปให้นานๆ’ (หัวเราะ) สิงขอเก็บคนคนนั้นไว้ในใจ แม้เป็นเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่เราแอบรักแล้วไม่สมหวัง เมื่อถึงวันที่เราเติบโตขึ้นเชื่อว่าทุกคนสามารถมูฟออนได้ ต่อให้เห็นเขาเดินจับมือคนอื่น ถ้าเรารู้จักความรักดีพอย่อมยินดีที่ได้เห็นเขามีความสุขกับคนที่รัก

          “แต่เมื่อพูดถึงประเด็น ‘การล้ำเส้นทางความรัก’ ในมุมมองของสิงกลับนึกถึงเรื่องมือที่สามมากกว่า เช่น คนนี้มีแฟนอยู่แล้ว อาจด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ตามที แล้วเราเข้าไปเป็นมือที่สาม นั่นคือเราล้ำเส้นเข้าไปในความสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่สิงให้ความสำคัญมาก สิงไม่ยุ่งกับคนที่มีแฟนแล้ว ในทางกลับกันถ้าเรามีแฟนแล้วใครคนหนึ่งล้ำเส้นเข้ามา สิงก็ไม่โอเคเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการเป็นมือที่สามของใครย่อมไม่ใช่เรื่องดี”

เราไม่ควรล้ำเส้นความคิดใคร

          หนุ่มสิงบอกเราว่า เขายึดมั่นคำว่า ‘เพื่อน’ มากๆ หากใครติดตามไอจีสตอรี่ย่อมสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมระหว่างสิงกับเพื่อนๆ เราอยากรู้ว่าสำหรับเพื่อนแล้วสิงโตเป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือผู้รับฟัง

          “ส่วนใหญ่สิงมักเป็นผู้ฟัง เพราะบางปัญหาที่เพื่อนมาปรึกษาเราไม่เคยพบเจอหรือมีประสบการณ์ อย่างเช่นปัญหาความรัก เราอาจมีประสบการณ์ความรักมาบ้าง แต่สิงเชื่อว่าประสบการณ์ความรักของเพื่อนไปไกลกว่าที่เราเคยเจอ สิงไม่รู้ว่าในคู่ที่คบหากันมานานๆ นั้นเราควรให้คำปรึกษาอย่างไร ไม่มีทางที่เราจะแนะนำเขาว่า ‘ถ้ามีแฟนแล้วเหนื่อยก็อยู่คนเดียวสิ’ เพราะนั่นเป็นความรู้สึกของเราแต่ไม่ใช่ของเพื่อน เขาอาจไม่ชอบใช้ชีวิตคนเดียวก็ได้ สิงจึงเป็นผู้รับฟัง แสดงความคิดเห็นในแบบที่ไม่คะยั้นคะยอให้เพื่อนคิดหรือทำตามที่เราบอก สิงไม่แนะนำว่า ‘อยู่คนเดียวมีความสุขกว่านะ อยากไปไหนก็ได้ไป แบบนี้เลิกเถอะ’ สิ่งที่เราทำคือถามเพื่อนว่าความสุขของเขาคืออะไร ชีวิตในแบบที่เป็นอยู่นั้นมีความสุขมากน้อยแค่ไหน”

รักเกินร้อยของลูกคนเดียว

          ตั้งแต่เราได้พบหน้า ถ่ายแบบ และเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงสัมภาษณ์พูดคุย สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้คือความตั้งใจ จริงใจ และสุภาพของสิงโต ฮักจึงขอพาคุณย้อนวันวานไปทำความรู้จักกับเด็กชายสิงโต ว่าทำไมเขาถึงเป็นสุภาพบุรุษที่น่ารักได้มากมายขนาดนี้

          “สิงเป็นลูกคนเดียว ที่บ้านค่อนข้างตามใจ แต่มีกฎพอสมควร เช่น ถ้าอยากได้อะไรคุณต้องทำอะไรเพื่อแลกเปลี่ยน สิงรู้ว่าถ้าไม่หนักหนาจนเกินไปคนในครอบครัวก็สนับสนุน แต่อาจต้องใช้เวลาหรือต้องทำบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยน

          “ตอนลืมตาดูโลก คุณพ่อคุณแม่ตั้งชื่อจริงและชื่อเล่นให้ว่า ‘กัน’ แล้วเปลี่ยนชื่อจริงเป็น ‘ปราชญา’ ชื่อเล่นเป็น ‘สิงโต’ ในช่วงปีเสือทองซึ่งเป็นปีที่สิงชงหนักมาก เพราะคุณแม่มีความเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนชื่อเป็นสัตว์ที่ดุกว่าเสือจะช่วยให้ดีขึ้น (หัวเราะ) สิงคิดว่าผลจากการเป็นลูกคนเดียวคือ ‘ได้รับความรักจากพ่อแม่แบบเกินร้อย’ เมื่อมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจส่วนใหญ่สิงปรึกษาแม่ มีอะไรก็คุยกับแม่ สิงเป็นเด็กที่ปรึกษาเกือบทุกเรื่องกับคนในครอบครัว ยกเว้นเรื่องที่คิดแล้วว่าถ้าบอกไปจะกระทบจิตใจเขา สิงเลือกไม่โกหก แต่ใช้การหลีกเลี่ยงที่จะบอกเขาแทน”

          ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนุ่มสิงโตถึงเป็นที่รักของแฟนๆ ชาวไทยและต่างประเทศ

ภาพยนตร์สะท้อนชีวิตและหากโลกไร้กล้อง

          เป้าหมายหนึ่งในชีวิตที่สิงโตตั้งใจไว้คือ การเรียนต่อปริญญาโท สาขา Film Production ที่ต่างประเทศ แล้วกลับมาทำงานเบื้องหลัง เราจึงขอให้สิงยกตัวอย่างหนังที่ชื่นชอบเพื่อสะท้อนบางมุมมองของความคิด

          “มีช่วงชีวิตหนึ่งของสิงที่มีความคล้ายหรือมีส่วนผสมของหนังเรื่อง Inside Out กับ A Monster Calls ประเด็นที่ชอบในหนังทั้งสองเรื่องนี้คือ Inside Out สะท้อนเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเด็กคนหนึ่งที่กำลังเติบโต ส่วน A Monster Calls เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งที่คุณแม่เป็นมะเร็ง เขามีเพื่อนในจินตนาการเป็นต้นไม้ เป็นปีศาจ สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในจิตใจหรือสภาวะอารมณ์ในแต่ละช่วงวัย หรือแม้กระทั่งความรู้จักผิดชอบชั่วดีของเด็กคนหนึ่ง”

          อีกหนึ่งความชื่นชอบของสิงโตจนอาจเข้าขั้นคลั่งไคล้ นั่นคือ ‘การถ่ายรูป’ หากโลกใบนี้ไม่มีกล้องถ่ายรูปล่ะ พ่อหนุ่มโฟโตกราฟเฟอร์คนนี้จะทำอย่างไร

          “สิงเป็นคนขี้ลืมด้วยสิ (หัวเราะ) ถ้าโลกนี้ไม่มีกล้อง สิงคงต้องเก็บทุกความทรงจำในแต่ละสถานที่หรือคนที่พบเจอให้มากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนเคยมองผ่านเลนส์แล้วบันทึกภาพนั้นไว้เป็นไฟล์ภาพหรือกรักฟิล์ม เราอาจจะต้องใช้การมองให้มากขึ้น ความสวยงามที่เราเห็นด้วยตาอาจมากขึ้น แต่เราไม่อาจเก็บความทรงจำไว้ได้ยาวนานทุกรายละเอียด เพราะภาพถ่ายที่ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องนั้นสามารถเก็บไว้ได้นาน ซึ่งบางทีนานกว่าลมหายใจของคนคนหนึ่งและสามารถส่งต่อได้ ส่วนความทรงจำที่เราบันทึกไว้ในสมอง หากเราไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วความทรงจำที่สวยงามเหล่านั้นก็หายไป และตายไปพร้อมกับเราโดยที่ไม่สามารถส่งต่อภาพความทรงจำนั้นให้ใครได้เลย”

เยียวยาใจในวันที่กราฟจิตใจตก

          เชื่อว่าชีวิตหนึ่งคุณต้องเคยเหนื่อยล้าหรือทดท้อกับการใช้ชีวิต แล้วในวันที่กราฟของสภาพจิตใจตกต่ำนั้นสิงโตมีวิธีจัดการอย่างไร

          “สิงเชื่อว่าทุกคนมีอารมณ์ดิ่งได้ทั้งที่ไม่มีเรื่องหรือปัญหาอะไร แต่อยู่ดีๆ ก็จมดิ่งราวกับทุกอย่างรอบตัวหม่นหมองไปหมด วิธีเยียวยาใจของสิงคือหาจุดโฟกัสใหม่ เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ ดูซีรีส์ แต่ถ้ารู้สึกจิตตกจนไม่อยากทำอะไร คงต้องพึ่งเพื่อนๆ สิงมีเพื่อนหลายกลุ่ม เรื่องที่พูดคุยก็แตกต่างกันไป เพื่อนกลุ่มนี้อาจให้คำปรึกษาเรื่องความรัก ส่วนเพื่อนอีกกลุ่มอาจคุยเรื่องการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าเรารักหรือให้ความสำคัญแก่เพื่อนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน แค่ไลฟ์สไตล์หรือการพูดคุยมีหัวข้อที่แตกต่างกันเท่านั้น เช่น กลุ่มนี้ไปเที่ยวด้วยกันบ่อย กลุ่มนี้ให้คำปรึกษาได้ดี กลุ่มนี้เป็นที่พึ่งได้ดีเรื่องการทำงาน เราสามารถพูดคุยหรือระบายให้เพื่อนฟัง แล้วสิ่งที่เพื่อนสะท้อนคือมุมมองที่แตกต่างจากเรา ช่วยให้เราได้คิดทบทวนมากขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ทำไมเราถึงดิ่ง ทำไมเราถึงเจอเหตุการณ์แบบนี้ มีวิธีการไหนที่จะฟื้นฟูจิตใจของเราให้ดีขึ้น ถ้าเกิดเป็นอย่างนี้ต่อไปเราเองจะยิ่งรู้สึกแย่ ถ้าเราดิ่งมากๆ จนส่งผลกระทบต่องาน ต่อชีวิตประจำวัน เราจะรู้ตัวและพยายามจัดการความรู้สึกนั้น

          “ถ้าไม่มีเพื่อนคนไหนว่าง ออกไปเที่ยวก็ไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่ช่วยเยียวยาสิงได้คือการนอน พักผ่อนให้เพียงพอ สิงรู้สึกว่าการนอนคือการพักทุกสิ่งทุกอย่างในวันที่เรารู้สึกว่าพอแล้ว ฉันไม่ไหวแล้ว ฉันต้องการอยู่เงียบๆ เพื่อนอนหลับ และไม่สนว่าตื่นขึ้นมาแล้วจะยังกังวลเรื่องเดิมอยู่ไหม รู้เพียงอย่างเดียวคือตอนนี้ฉันขอพักก่อน”

หลังจากฮักมีโอกาสพาคุณก้าวเข้าสู่พื้นที่หัวใจของสิงโต
เราก็นึกถึงคำกล่าวของ Olivia de Recat ศิลปินสาวผู้อธิบายความสัมพันธ์ด้วยเส้นเพียง 2 เส้นที่ว่า

“ความสัมพันธ์ประกอบด้วยสองชีวิตซึ่งเป็นอิสระต่อกัน คุณจึงไม่สามารถบังคับเพื่อให้ใครใกล้ชิดกับใครได้ สิ่งที่คุณทำได้คือคอยอยู่เคียงข้างคนที่คุณรักเมื่อพวกเขาต้องการ”

ข้อความดังกล่าวสื่อสะท้อนความรักระหว่าง ‘สิงโต’ ปราชญา กับ ‘สมุนจ้าวป่า’ ได้เป็นอย่างดี
ที่ฮักเชื่อว่าเขาและแฟนๆ จะอยู่เป็นกำลังใจให้กันเรื่อยไปแบบไม่ล้ำเส้น

3 ข้อคิดจากประสบการณ์ชีวิตของสิงโต

  1. ‘สติ’ เป็นเครื่องมือช่วยให้เราดำเนินชีวิตถึงทุกวันนี้ในแบบที่ไม่มีปัญหาตามมามากมาย
  2. จงใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือรู้สึกลำบากใจ พิจารณาตัวเองอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำนั้นเราสบายใจหรือเปล่า มีใครเดือดร้อนจากสิ่งที่เราทำไหม ถ้ามีก็ปรับตัว ถ้าไม่มีก็เดินหน้าทำต่อไป ต่อให้เป็นเรื่องไร้สาระในสายตาใคร ถ้าเราสบายใจและมีความสุขก็ทำต่อไป
  3. ข้อสุดท้ายที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจนถึงวัย 26 คือ ‘สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ ไม่เคยทำให้ใครเสียศักดิ์ศรี’

— ‘Singto’ Prachaya —


Friend Zone / รักล้ำเส้น / พื้นที่อันตราย

Hug magazine ปีที่ 12 ฉบับที่ 9

Hug magazine ฉบับนี้คงแปลกตาสำหรับแฟนประจำ เพราะบนหน้าปกนั้นปรับเปลี่ยนจากสาวสวยเป็นนักแสดงหนุ่มหน้าตาดี มากความสามารถอย่าง ‘สิงโต’ ปราชญา เพียงเพราะเราเชื่อว่า “ความรักเป็นเรื่องของคนทุกเพศ”

Singto Prachaya

Hug ฉบับนี้ชวนคุณก้าวเข้าสู่พื้นที่หัวใจของผู้ชายคนนี้ ‘สิงโต’ ปราชญา นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ ผู้มีความสุภาพและรอยยิ้มละมุนเป็นอาวุธมัดใจใครต่อใคร

คลิกสั่งซื้อผ่าน All OnlineHug magazine: E-book

6 ท่าเด็ดออรัลเซ็กซ์โดนใจ

6 ท่าเด็ดออรัลเซ็กซ์โดนใจ

SEX TIPS
25 SEP 2020

เรื่อง
องค์หญิงชิงเสียว

Facebook: Hug magazine


INTRO

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ท่าออรัลเซ็กซ์ที่มอบความสุขแบบถึงใจนั้นมีเพียงไม่กี่ท่า ที่ใช้กันประจำคือท่านั่งเก้าอี้แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายใช้ปาก หรืออีกท่าหนึ่งคือ นอนลงบนเตียงโดยที่อีกฝ่ายมุดลงมาตรงหว่างขา จริงๆ แล้วยังมีลีลาออรัลเซ็กซ์อีกมากมายหลากหลายที่จะช่วยให้อิ่มเอมได้ทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากมายจนยุ่งยาก ผู้เชี่ยวชาญได้แนะ 6 ท่าเด็ดออรัลเซ็กซ์ไว้เพื่อเพิ่มสีสันให้เรื่องบนเตียงนั้นสนุกยิ่งขึ้น


ท่าปกติดั้งเดิม

ท่าเดิมๆ อันเป็นสากลโลกนั่นแหละ นั่นคือ อีกฝ่ายนอนหงาย ให้เราได้กระทำตามอำเภอใจได้อย่างทั่วถึง เราสามารถนั่งอยู่ข้างหน้าแล้วโน้มตัวลงมาทำในกรณีที่ต้องการออรัลเซ็กซ์แบบเบาๆ หรือนอนคว่ำอยู่ตรงหว่างขาของอีกฝ่ายแล้วเอาขาของเขามาเกี่ยวไว้บริเวณคอ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า หากฝ่ายรับเป็นผู้หญิง ท่านี้จะช่วยให้เข้าถึงคลิทอริสได้สบายๆ หากฝ่ายรับเป็นผู้ชาย ฝ่ายรุกก็สามารถเล่นกับลูกอัณฑะได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งทั้งสองจุดสยิวนี้มักถูกละเลยในระหว่างมีเซ็กซ์

นั่งทับใบหน้า

หากอยากเป็นฝ่ายควบคุมความเสียวในขณะที่มีคนทำออรัลเซ็กซ์ให้ รับรองว่าต้องถูกใจท่านี้แน่นอน ให้อีกฝ่ายเอนหลังโดยหนุนศีรษะให้สูงขึ้นด้วยหมอนกี่ใบก็ได้ตามชอบ ฝ่ายที่อยากเสียวขึ้นมานั่งคร่อมใบหน้าให้ถนัดถนี่ หากมีเจ้าหนูก็จับใส่ปากได้ง่ายดาย ถ้ามีน้องจุ๋มจิ๋มก็คลึงกับริมฝีปากให้ซาบซ่านได้ตามใจฉัน ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าท่านี้ยังเปิดโอกาสให้เล่นกับประตูหลังได้อีกด้วย

ท่า 68

อันนี้ไม่ได้พิมพ์ผิด เพราะท่า 68 ก็คือท่า 69 นั่นแหละ เพียงแต่มีคนทำออรัลเซ็กซ์เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมักเป็นฝ่ายที่อยู่ด้านบน โดยจะเอาหน้าก้มลงซุกไซ้กับส่วนนั้นของคนที่อยู่ด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ายรับก็ได้เห็นส่วนนั้นของฝ่ายรุกแบบเต็มตา พอเริ่มเมื่อยแล้วก็พลิกตัวสลับที่กัน ผลัดกันเสพสุขให้ชุ่มฉ่ำ

ห้อยหัวท้าเสียว

ท่านี้คือความมันส์สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ให้ฝ่ายหญิงนอนหงายบนเตียงโดยเอาศีรษะยื่นห้อยให้พ้นเตียง ฝ่ายชายยืนคร่อมใบหน้าแล้วสอดใส่เจ้าหนูเข้าออกที่ปากของเธอ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสพประสบการณ์ล้ำลึกสุดคอหอย เพราะท่านี้จะสอดแทรกลึกเข้าไปถึงลูกกระเดือกเชียวล่ะ ความรู้สึกสยิวจะเข้มข้นมาก และด้วยความที่ท่านี้ทำให้อีกฝ่ายขยับไม่ได้มากจึงต้องส่งสัญญาณมือให้เข้าใจตรงกัน เผื่อพลาดพลั้งบาดเจ็บขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า คนที่ยืนคร่อมจะสามารถมองดูเรือนร่างของอีกฝ่ายได้อย่างเต็มตา ช่วยเติมความเร่าร้อนให้ลุกโชนได้อีก

โซฟาสวาท

ท่านี้ใช้โซฟาเป็นอุปกรณ์เสริม โดยให้ฝ่ายหนึ่งนอนหงายบนโซฟา แผ่นหลังและศีรษะอยู่บนที่นั่ง เอาขาพาดไปบนพนักพิง อีกฝ่ายคุกเข่าคร่อมใบหน้าคนที่นอนไว้โดยหันหน้าไปทางพนักพิง จากนั้นก้มลงไปทำออรัลเซ็กซ์ให้ ในขณะเดียวกันคนที่นอนอยู่ก็ทำด้วยเช่นกัน

ชูขาเป็นตัว V

ฝ่ายหญิงที่มีปัญหาถึงจุดสุดยอดยากควรลองท่านี้ เริ่มด้วยนอนหงายลงตรงขอบเตียง จับต้นขาประคองไว้ให้ขายกชูเป็นรูปตัว V จากนั้นให้อีกฝ่ายก้มลงทำออรัลเซ็กซ์ให้พร้อมกับนวดเบาๆ ที่ขาอ่อนด้านใน เพื่อให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่แคมมากขึ้น การนวดนี้จะช่วยให้ถึงจุดสุดยอดได้เข้มข้นจนแทบกรีดร้องเลยทีเดียว

ลองนำไปใช้ดูนะคะ เซ็กซ์ของเราจะได้ไม่น่าเบื่อกับท่าเดิมๆ อีกต่อไป

SEX TIPS

วิธีที่เซ็กซี่ในการเชิญชวนให้เขาทำออรัลเซ็กซ์ให้ คือเอามือประคองศีรษะของเขาไว้แล้วดึงเข้ามาหาตัว จากนั้นดันน้องหนูไปที่ปากของเขาอย่างนุ่มนวลแต่ร้อนแรงและเชิญชวนอย่างเย้ายวน


คนดีต้องมีที่อยู่ คนช่างบูลลี่ต้องหมดไป

คนดีต้องมีที่อยู่

คนช่างบูลลี่ต้องหมดไป

FEATURE
21 SEP 2020

เรื่อง
วรุณพร

Facebook: Hug magazine


INTRO

คุณคิดเหมือนกันไหม ไม่ว่าใครก็ไม่ควรถูกบูลลี่ (Bully) ถูกกลั่นแกล้งทางกาย วาจา และสังคม ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์

ปัญหาการบูลลี่ไม่ได้แพร่กระจายอยู่เฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เกิดขึ้นมานานเกือบทุกแห่งหนบนโลกใบนี้ ทั้งในโรงเรียน มหา’ลัย ที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดอย่างบ้าน


บางคนรับบทผู้ถูกกระทำมาตั้งแต่เด็กจนโต หรือบางคนอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงตอนโตด้วยซ้ำ เหตุเพราะคำพูดหรือการกระทำไม่ดีจากคนรอบข้างนั้นทำร้ายจนกัดกร่อนใจในทุกๆ วันจนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง

ตัวอย่างของการแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านสื่อออนไลน์ ที่บางครั้งอาจกล่าวได้ว่าไร้การควบคุมสติให้หยุดยั้งคิด ก่อนลงมือพิมพ์และโพสต์ว่าร้าย ด่าทอ ดารา นักแสดง ผู้มีชื่อเสียง ที่ผลของการกระทำนั้นสะท้อนย้อนกลับให้เราได้เห็นและเรียนรู้

ยกตัวอย่างกรณี ‘แมท’ ภีรนีย์ ที่ถูกว่าร้ายจากคนในโลกโซเชียล โดยเธอใช้เวลารวบรวมข้อมูลจ่อดำเนินคดีบรรดานักเลงคีย์บอร์ดเพื่อบอกให้กลุ่มคนเหล่านั้นน้อมรับผลของการกระทำ สะท้อนให้เห็นว่า หลังแป้นคีย์บอร์ดใช่ว่าคุณจะถ่ายทอด Hate Speech ทำร้ายความรู้สึกใครต่อใครก็ได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ควรถูกซุกไว้ใต้พรมหรือเมินเฉยอีกต่อไป

หรือแม้กระทั่งกรณีของศิลปินไอดอลเกาหลีที่ถูก Cyber bully อย่างหนัก จนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บางรายถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น

แล้วเหตุใดทำไมสิ่งเหล่านี้ที่เรารู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องไม่พึงกระทำนั้นยังไม่หมดไปเสียที

ทำไมต้องมีคนที่ถูกทำร้ายด้วยคำพูด การกระทำ หรือตัวอักษรความหมายแย่ๆ เหล่านี้ ที่จนแล้วจนรอดเราก็ยากที่จะหลุดพ้นจากสังคมแห่งการบูลลี่ได้ หากพูดอย่างตลกร้ายก็คือ ตายแล้วเกิดใหม่อีกสักกี่รอบเรายังคงหนีไม่พ้นเรื่องการดูถูกถากถาง เหน็บแนม ว่าร้ายอยู่ร่ำไป

เหตุใดทำไมถึงคิดร้าย

คนที่มีความสมดุลทางอารมณ์และความคิด จะไม่ไปก่นด่าว่าร้ายใส่ใครต่อใครทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก คนที่มีปัญหา มีความเครียดด้านใดด้านหนึ่งต่างหากที่ต้องการระบายออก โดยมักเลือกคนที่ “แตกต่าง” จากตัวเอง เช่น สีผิว ความเชื่อ ศาสนา รสนิยมทางเพศ ฯลฯ ซึ่งมีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่คนเหล่านี้เลือกที่จะไปบูลลี่ชีวิตคนอื่นว่า

  • อยากเป็นที่สนใจ เพราะในชีวิต “ด้านหนึ่ง” ของเขา เป็นมนุษย์ล่องหนที่ไม่มีตัวตน
  • อิจฉาในสิ่งที่คนอื่นมี และคิดว่าตัวเองควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าคนคนนั้น
  • ต้องการให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองเจ๋ง และรู้สึกมีอำนาจ โดยการกดคนอื่นให้ต่ำลง
  • เกลียดตัวเอง ไม่ชอบในสิ่งที่ตัวเองเป็น และแก้ไขไม่ได้ จึงเลือกที่จะด่าคนอื่นในเรื่องเดียวกัน
  • แก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ เลยต้องหนีปัญหาด้วยการมาทำลายคนอื่น

9 ข้อปรับ Mindset เมื่อเผชิญหน้าคนช่างบูลลี่

1.อย่าเอาคืนและตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

2.อย่าเก็บคอมเมนต์หรือคำพูดแย่ๆ มาคิดมาก หรือสงสัยในความเชื่อ ความสามารถของเรา ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครขอให้ทำดีต่อไป

3.อย่าอ่านคอมเมนต์แย่ๆ นึกถึงสถานการณ์ หรือคำว่าร้ายนั้นซ้ำไปซ้ำมา เพราะมีแต่จะทำให้จิตใจหดหู่ลง

4.เข้าใจว่าต่างคนต่างความคิดและความเชื่อ แต่ละคนมีสิทธิ์เห็นต่างไปจากเราได้เหมือนกัน บางครั้งความเห็นที่เรารู้สึกว่าแย่อาจเป็นเพียงความคิดที่เห็นแตกต่างก็เป็นได้

5.รู้จักปล่อยวาง มองข้าม และเพิกเฉย บางครั้งการตอบโต้ที่ดีที่สุด คือ ความเงียบ และทำเรื่องดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนได้เหมือนกัน

6.เข้าใจว่าคนเหล่านี้ต้องการให้เรารู้สึกแย่

7.ใช้กฎ 30 วิ คิดก่อนพูดหรือโพสต์ ทบทวนกับตัวเองเพื่อเรียกสติ

8.ห่างกันสักพักจากโลกโซเชียล ถ้าการคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ เหมือนติดกับดักทางความคิด ทำให้เราเครียดจนเกินไป ลองออกห่างจากโลกโซเชียลสักพัก เบี่ยงเบนความสนใจไปอ่านหนังสือ แช่น้ำอุ่น เล่นกีฬา ชมงานศิลป์ พบปะผู้คนใหม่ๆ อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

9.พูดคุยกับคนที่มีความเชื่อ ความชอบที่คล้ายกัน เพื่อเติมพลังบวก และทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

สุดท้ายแล้วการจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราคงต้องเข้มแข็งให้มากพอ ยิ่งเติบโตยิ่งต้องมีเกราะปกป้องใจตนเอง ในความโชคร้ายย่อมมีเรื่องดีซ่อนอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองหาแง่งามนั้นเจอหรือเปล่า

โลกใบนี้มีคนหลากหลายประเภท หลายครั้งในชีวิตที่เราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับคนที่เก่งเรื่องบูลลี่ ไม่ชอบหน้าเราตั้งแต่แรกเจอ หรือเกิดเหตุหมางใจกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ฯลฯ

ขอให้คุณก้าวผ่านช่วงชีวิตที่ไม่น่าจดจำนั้นให้จงได้ เพราะหากนี่คือเกมชีวิต คุณต้องชนะให้ครบทุกด่านจนกว่าจะถึงด่านสุดท้าย ถ้าแพ้ก็รีสตาร์ทแล้วลุกขึ้นสู้ใหม่ จริงมั้ย?

ขอขอบคุณข้อมูล:

https://droidsans.com/howto-handle-cyber-bullying/
https://www.billionmindset.com/bullying-in-school-around-the-world/

"หลังแป้นคีย์บอร์ดใช่ว่าคุณจะถ่ายทอด Hate Speech ทำร้ายความรู้สึกใครต่อใครก็ได้"


รักครั้งนี้ของ 'บูม' สุภาพร สาวสวยสตรองที่ "ไม่ผูกมัด แค่ผูกพัน"

รักครั้งนี้ของ 'บูม' สุภาพร

ที่ไม่ผูกมัด แค่ผูกพัน

ระหว่างความรักแบบ “ผูกพัน” กับ “ผูกมัด” คุณต้องการอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน

เชื่อว่าคงไม่มีใครเลือกรักแบบผูกมัด เพราะแค่คิดก็รู้สึกอึดอัดเสียแล้ว อาจกล่าวได้ว่าผูกมัดเป็นความสัมพันธ์ที่ยิ่งกว่าผูกพัน แม้ระคนด้วยรักแต่หากต้องอยู่ในความสัมพันธ์เช่นนั้นคงไร้ซึ่งความสบายใจ

‘บูม’ สุภาพร วัย 31 เลือกความรักแบบไม่ผูกมัด ไม่สร้างความอึดอัดใจ แต่ปล่อยให้รักดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย ส่วนหนึ่งเพราะเธอเองก็มีภาระผูกพันหลายอย่างที่ทำให้เหนื่อยใจมากพออยู่แล้ว

ฮักขอชวนคุณสัมผัสเรื่องราวชีวิตของเธอคนนี้ผ่านบทสัมภาษณ์ที่แฝงไว้ด้วยความผูกพันพอให้ใจอบอุ่น และไม่ผูกมัดความรู้สึกให้อึดอัดจนเกินไป

อ่านต่อคลิก 

Facebook: Hug magazinemeb: e-book

แต่งหน้าไปเดทสไตล์สวยเซ็กซี่

แต่งหน้าไปเดทสไตล์สวยเซ็กซี่

แต่งสวยด้วยตัวเอง
10 SEP 2020

เรื่อง/ภาพ
Sister Makeup

ก่อนโควิด-19 ระลอกสองจะกลับมา หลายคนอาจมีนัดออกเดทกับหนุ่มหล่อล่ำ เอาไงดีล่ะคะทีนี้  แต่งหน้ายังไงให้ดูมีเสน่ห์ดึงดูดแต่ไม่เยอะจนเกินไป มาค่ะ! แต่งหน้ามัดใจหนุ่มให้อยู่หมัดตั้งแต่แรกเจอกันดีกว่า

เครื่องสำอางที่ใช้

ใบหน้า

รองพื้น: Makeup forever

แป้งฝุ่น: Hourglass

บรอนเซอร์: Tarte

ไฮไลท์: Anastasia

บลัชออน: MAC

 

คิ้ว

ดินสอเขียนคิ้ว: Anastasia

ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น: Anastasia

 

ตา

อายแชโดว์: Anastasia

มาสคาร่า: MAC

 

ปาก

ลิปสติก : Sephora

01

ลงรองพื้นโดยใช้แปรงหรือฟองน้ำเกลี่ยให้เรียบเนียน และลงแป้งฝุ่นบางๆ ทั่วใบหน้า ลองใช้หลังนิ้วลูบ อย่าให้รู้สึกหนืด หน้าจะได้ไม่เยิ้มระหว่างวัน

02

ใช้สีฝุ่นเขียนคิ้วทาลงไปในกรอบคิ้ว เริ่มจากสีอ่อนที่หัวคิ้วและเน้นสีเข้มทางหางคิ้ว ใบหน้าจะได้คมขึ้น

03

ทาอายแชโดว์สีทองตรงหัวตาถึงกลางตา

04

ใช้อายแชโดว์สีน้ำตาลเข้มทาหางตา และคัดเบ้าเล็กน้อยให้ตาดูคมขึ้น

05

กรีดอายไลเนอร์ สะบัดหางวีเชฟให้ตาดูคมและเฉี่ยวมากขึ้น

06

ติดขนตาและปัดขนตาทั้งบนและล่างให้ขนตาดูงามงอน

07

ลงบรอนเซอร์บริเวณกรอบหน้า เอาแปรงปัดกรอบหน้าเบาๆ จนเป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วเฉดดิ้งจมูกให้ดูดั้งโด่งขึ้น

08

ปัดแก้มโทนสีน้ำตาลอมส้มตรงหน้าแก้มเพิ่มความเซ็กซี่

09

ใช้แปรงปัดไฮไลท์ 5 จุด หน้าผาก โหนกแก้ม ทั้ง 2 ข้าง ปลายคาง และจะงอยปาก เพิ่มจุดรับแสงให้ใบหน้าดูโดดเด่น

10

ทาลิปสติกสีส้มอมแดงระเรื่อ จากนั้นทาลิปกลอสทับให้ดูฉ่ำวาวสดใสน่ามองมากขึ้น

ว้าว! แต่งง่ายมาก แต่สวยแบบมีระดับและน่าประทับใจ สวยปนเซ็กซี่ชนิดที่ไม่ได้ดูจงใจจนเกินไป หนุ่มๆ เห็นเป็นต้องตะลึงตาค้างแน่นอนค่ะ สวยแล้วก็ไปออกเดทกัน ขอให้ได้ ขอให้โดน เพี้ยง!