'ทำอย่างไรเมื่อใจป่วย' นพ.ธรณินทร์ กองสุข

“จิตแพทย์ทั้งประเทศตอนนี้มีประมาณ 900 คน ต้องดูแลประชากร 70 ล้านคน”

นายแพทย์ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์ สมเด็จเจ้าพระยา เอ่ยถึงจำนวนจิตแพทย์ในไทยซึ่งมีน้อยกว่าที่คิด รวมทั้งการผลิตบุคลากรจิตแพทย์จากสถาบันสมเด็จเจ้าพระยาได้เพียงแปดคนต่อปี ในยุคที่สังคมตระหนักถึงโรคทางจิต และปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น แต่จำนวนแพทย์เฉพาะทางกลับไม่เพียงพอ ซ้ำร้ายยังถูกความเชื่อผิดๆ ด้านจิตเวชครอบงำอีกมากมาย ความไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เราควรแก้ไขเสียใหม่ ในวันนี้ฮักจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจสภาพที่เป็นจริงซึ่งไม่ใช่แค่มายาคติอีกต่อไป

 

หลังรั้วโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยามีอะไร?

     “เนื่องจากพระนครสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีผู้ป่วยจิตเวชเดินเร่ร่อนอยู่เยอะ และประชาชนเข้าใจแล้วว่าการป่วยทางจิตนั้นเป็นโรคอย่างหนึ่งมิใช่ถูกคุณไสย ญาติจึงพยายามพาผู้ป่วยจิตเวชไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทันสมัย ซึ่งสมัยนั้นมีแห่งเดียวคือ โรงพยาบาลศิริราช แต่ภาพลักษณ์ผู้ป่วยจิตเวชในสายตาคนทั่วไปยังดูน่าหวาดหวั่น น่ารังเกียจ จึงลำบากที่จะรับไว้รักษาร่วมกับโรคอื่น รัชกาลที่ 5 จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2432 ให้ตั้งโรงพยาบาลคนเสียจริต สำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวช ครั้งแรกตั้งอยู่ที่บริเวณปากคลองสาน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ติดกับโรงพยาบาลตากสินปัจจุบัน แต่เมื่อเปิดถึงปีที่ 21 จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่าพันคน เกิดความแออัดและทรุดโทรมอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายโรงพยาบาลไปยังสถานที่ใหม่ห่างจากที่เดิม 600 เมตร ข้ามไปอีกฝั่งของคลองสาน แล้วจัดให้มีบริการตามแบบโรงพยาบาลจิตเวชต่างประเทศ ซื้อที่ดินและบ้านของทายาทเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เพื่อขยับขยายพื้นที่สำหรับสร้างเรือนพักผู้ป่วย เมื่อก่อนเป็นอาคารเรือนไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีแดง คนเลยเรียกว่า ‘โรงพยาบาลหลังคาแดง’ และมีหมอฝรั่งเป็นผู้อำนวยการรุ่นแรกๆ ต่อมาได้พัฒนาและปรับเปลี่ยน ยกระดับเป็นสถาบันเพราะเป็นแหล่งฝึกอบรมเหล่าจิตแพทย์และพยาบาลจิตเวชของไทย ซึ่งในปัจจุบันคือสถาบันจิตเวชศาสตร์ของสมเด็จเจ้าพระยา

     “ในไทยยังมีสถานฝึกอบรมจิตแพทย์อีกหลายแห่ง เช่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราช จุฬาฯ รามาฯ ขอนแก่น สงขลา และเชียงใหม่ ฯลฯ การผลิตจิตแพทย์ไม่เหมือนกับหมอด้านอื่น จิตแพทย์ต้องมีอาจารย์ผู้อาวุโสด้านจิตแพทย์ ซึ่งถูกฝึกฝนให้พร้อมที่จะสอนจิตแพทย์รุ่นต่อไปได้ อาจารย์สองคนต่อแพทย์จิตเวชหนึ่งคน สาเหตุที่สอนกลุ่มใหญ่เพื่อผลิตจิตแพทย์จำนวนมากในแต่ละปีได้ เนื่องจากต้องวิเคราะห์และพัฒนาจิตใจของแพทย์ที่เรียนด้วย คอยสังเกตแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจิตแพทย์ที่จบไป มีคุณภาพจริง สามารถเป็นจิตแพทย์ได้ ไม่เป็นผู้ป่วยเสียเอง ทางเรามีอาจารย์ประมาณยี่สิบคน จึงฝึกได้แค่แปดคน ส่วนทางคณะแพทยศาสตร์รามาฯ ก็ผลิตได้ปีละเจ็ดคน ศิริราชก็ได้ประมาณเจ็ดถึงแปดคน แต่ยังดีที่มีพยาบาลจิตเวชจบไปอยู่ในจังหวัดต่างๆ เยอะ

     “นอกจากนั้นเรายังเป็นพี่เลี้ยงทางด้านสุขภาพจิตให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ฯ โรงพยาบาลทั่วไป ที่อยู่ในกทม. และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้พวกเขาสามารถจัดบริการสุขภาพจิตแก่คนในจังหวัดของเขาได้ รวมทั้งศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย ในต่างประเทศการพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับประเทศไทยประชาชนยังมีอคติต่อเรื่องนี้ ดังนั้นหากประชาชนอยากรู้เรื่องสุขภาพจิตสามารถเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ของกรมสุขภาพจิต หรือเว็บของโรงพยาบาลต่างๆ ว่าตรงกับอาการตัวเองหรือไม่ หรือโทร.ขอคำปรึกษาได้ที่ 1323 สายด่วนกรมสุขภาพจิต”

 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนใกล้ตัวป่วย?

     “ในเบื้องต้นให้สังเกตอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม หนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ สอง แตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่ ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งให้นึกสงสัยไว้ คนที่ป่วยโรคจิตมักไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมตนเองเปลี่ยนไป ครอบครัวจะต้องสังเกต อย่างเช่น พฤติกรรมดูแลสุขอนามัยของตนเอง เมื่อก่อนสะอาด ตอนนี้ไม่อาบน้ำ เนื้อตัวสกปรก สะสมข้าวของกองสุม เมื่อเปลี่ยนไปแล้ว จะเริ่มคิดแตกต่างจากคนอื่น คนทั่วไปไม่พูดคนเดียว แต่นี่พูดคนเดียว หูแว่วได้ยินคนมาพูดคุยด้วย เรียกว่าแตกต่างทั้งพฤติกรรมและความคิด ถ้ามีอาการแบบนี้ควรพาไปปรึกษาจิตแพทย์ได้เลย การรักษาโรคจิตเวชในปัจจุบันก้าวหน้ามาก ยาหลายตัวมีประสิทธิภาพดี แต่ยารักษาโรคจิตเวชส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์จึงจะเห็นผล เพราะสาเหตุของโรคจิตนั้นเกี่ยวกับความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ต้องรอให้ยาออกฤทธิ์กับสารสื่อประสาทด้วย แล้วถ้ากินยาอย่างต่อเนื่อง อาการไม่กำเริบในสองปี ก็สามารถหยุดยาได้ แต่ถ้ากำเริบอีกครั้งหนึ่งต้องกินยาต่อไปอีกห้าปี ถ้ามากกว่าสองครั้งขึ้นไปต้องกินยาตลอดชีวิต อาจลดปริมาณยาลงตามที่แพทย์เห็นสมควร”

 

ถ้ามีคนป่วยอาละวาดในชุมชน เราควรรับมืออย่างไร?

     “แจ้งตำรวจให้พาไปโรงพยาบาลได้เลยครับ เพราะมีพรบ.สุขภาพจิตเพื่อคุ้มครองผู้ป่วยและสังคม ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สามารถควบคุมผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัวเอง หรือเป็นอันตรายแก่ชุมชน เข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลได้ทันที พรบ.นี้ เจตนาคือการปกป้องผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชน เคยมีมูลนิธิปอเต็กตึ๊งพาผู้ป่วยมาส่ง ไม่ได้ไปจับนะ แค่ชวนเขาขึ้นรถมา (ยิ้ม) แต่ตำรวจสามารถควบคุมได้เลย โดยมีญาติมาด้วย ถ้าเหตุเกิดในชนบทและเรียกตำรวจไม่ได้ ก็ให้ผู้ชายแข็งแรงช่วยกันพามา

     “เมื่อถึงโรงพยาบาลจะมีจิตแพทย์มาดูแลสุขภาพจิต สอบถามประวัติจากญาติ คุยกับผู้ป่วยเท่าที่คุยได้ ประเมินในเบื้องต้นว่าเป็นโรคอะไร ถ้ารักษาแล้วสงบ ก็ให้กลับบ้านพร้อมยาไปกินต่อ แต่ถ้าไม่สงบ จำเป็นต้องควบคุมอาการ ก็ต้องนอนโรงพยาบาล มีพยาบาลจิตเวชพูดคุยด้วย แต่ถ้ายังมีอาการมาก ก็จะส่งไปโรงพยาบาลจิตเวชซึ่งสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ”

 

ครอบครัวและชุมชนควรทำอย่างไรต่อจากนั้น?

     “เมื่อคนป่วยกลับบ้านได้แล้ว ถ้ายังไม่หายสนิท ต้องร่วมมือกันครับ ทั้งครอบครัวและชุมชน ช่วยสังเกตอาการ ชาวบ้านเห็น ก็ต้องบอกครอบครัวเขาว่าอาการเขายังไม่ดีนะ ครอบครัวก็ต้องมาบอกแพทย์ว่าพอกลับไปบ้านแล้วเขามีพฤติกรรมแบบไหน ให้รู้ว่ายังมีอาการอยู่ แพทย์จะได้ปรับเปลี่ยนการรักษาหรือปรับตัวยา ส่วนใหญ่หลายครอบครัวมักมองว่าคนไข้เป็นแบบนี้คือปกติ เพราะเป็นมาหลายปีแล้ว เลยไม่ได้บอกแพทย์ แพทย์ก็เข้าใจว่ากลับไปบ้านเขาอยู่เหมือนคนปกติ เพราะแพทย์เจอผู้ป่วยแค่ 5-10 นาที ดูไม่หมดหรอก จึงเป็นหน้าที่ของญาติที่ต้องแจงรายละเอียดว่ามีอะไรที่แตกต่างจากคนทั่วไป เห็นแล้วต้องช่วยแก้ไข”

 

 

สังคมมองว่าให้อยู่ยาวในโรงพยาบาลจะดีกว่า จริงหรือไม่?

     “เมื่อก่อนคนคิดว่ารักษาตัวในโรงพยาบาลระยะยาวจะดี แต่ในปัจจุบันเราพยายามให้คนไข้อยู่ในโรงพยาบาลสั้นที่สุด เพราะพบว่าการอยู่ยาวมีผลเสียมากกว่าครับ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตในโรงพยาบาลไม่ใช่วิถีชีวิตปกติของคนทั่วไป การอยู่นานอาจทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการปรับตัวหลังออกจากโรงพยาบาลได้ บางรายเกิดความแปลกแยกกับครอบครัวและสังคม ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นลดอาการรุนแรงฉุกเฉินให้ทุเลาลง แล้วค่อยนัดมาติดตามการรักษาแบบผู้ป่วยนอกแทน หรือคอยติดตามเยี่ยมรักษาที่บ้านและชุมชน โดยมีทีมสุขภาพจิตชุมชนออกไปดูแล

     “อย่างเคสที่ต่างจังหวัด มีคนไข้โรคจิตเรื้อรัง เข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายปีด้วยอาการหูแว่ว ประสาทหลอน ก็รักษาอาการเบื้องต้น จนออกจากโรงพยาบาล ผ่านไปสี่หรือห้าเดือนก็กลับมีอาการใหม่ทั้งที่กินยาอยู่ พอสอบถามจึงพบว่า ผู้ป่วยไปดื่มเหล้าและใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัญชา เป็นตัวกระตุ้นอาการประสาทหลอน แล้วพอป่วยนาน ญาติก็เบื่อ ทิ้งไป ทางทีมมองว่าให้ยาอย่างเดียวคงไม่พอ เลยไปเยี่ยมที่บ้าน และเจรจาอธิบายกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงคนในชุมชนว่า เป็นไปได้ไหมที่จะไม่ขายเหล้าให้ผู้ป่วยรายนี้ รวมทั้งทำความเข้าใจกับญาติว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ถ้าป้องกันไม่ให้สารเสพติดมากระตุ้น และได้ยาสม่ำเสมอ จะควบคุมสารเคมีในสมองให้ทำงานอย่างปกติ

     “เมื่อญาติเกิดความเข้าใจ คนไข้ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ทางทีมมองต่อว่าเขามีศักยภาพอะไรบ้าง เพราะพอไม่ได้ทำงานก็เครียด เครียดก็กินเหล้า อาการก็กลับกำเริบ พบว่าเคยมีอาชีพก่อสร้าง ก็ให้ไปฝึกฝนจนกลายเป็นช่างปูนฝีมือดี เมื่อมีอาชีพ มีเงินมีทอง ความรู้สึกทุกข์ใจก็ลดลง แล้วเข้าได้กับชุมชนอีกด้วย อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ การดูแลผู้ป่วยจึงไม่ได้แค่กินยาหรือฉีดยาอย่างเดียว ต้องให้ครอบครัวหรือชุมชนมาช่วยด้วย ดังนั้นการอยู่โรงพยาบาลนานๆ จึงไม่ใช่คำตอบครับ”

 

เมื่อบ้านไม่ได้เซฟโซน การส่งเสริมป้องกันไม่เพียงพอ ทางแก้จึงต้องมี?

     “บางปัญหาเมื่อแก้ด้วยครอบครัวไม่ได้ ก็ต้องเป็นชุมชนเข้ามาช่วย ร่วมด้วยช่วยกัน เช่น ปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก สร้างสถานที่สำหรับเด็ก มีสนามเด็กเล่น มีการคัดกรองที่ปลอดภัยให้เด็กมาอยู่ตรงนี้ มี Wi-Fi ให้เด็กสามารถค้นหาความรู้หรือเรียนออนไลน์ได้ ขอบริจาคคอมพิวเตอร์มาแบ่งปันกันใช้ ในต่างจังหวัดนั้นเรื่องชุมชนช่วยเหลือกันไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะชุมชนเข้มแข็ง แต่สังคมเมืองต่างกัน ยิ่งเป็นชุมชนแออัดด้วยแล้ว จะมีปัญหาหลายอย่าง เช่น ปัญหาทางเพศ ยาเสพติด หรือปัญหาอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ภาครัฐจะต้องเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง”

 

โรคจิตเวชเกิดจากอะไร?

     “โรคจิตเวชไม่ได้เกิดขึ้นง่าย มีปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เขาถึงป่วยครับ บางโรคเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่การป่วยโรคจิตเวชส่วนใหญ่เกิดจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยด้านชีววิทยา เช่น พันธุกรรมหรือสารเสพติด ปัจจัยด้านจิตวิทยา เช่น มีความเครียดรุนแรงหรือเรื้อรัง และสุดท้ายปัจจัยการบีบคั้นจากสังคม สามสิ่งนี้ต้องประจวบกัน ถึงจะเกิดการป่วยโรคจิตเวชขึ้น

     “โรคจิตเวชเป็นโรคอย่างหนึ่ง หากเปรียบเทียบกับโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังต้องกินยาควบคุมตลอด และต้องปรับพฤติกรรม ควบคุมอาหาร ผู้ป่วยจิตเวชก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่ไม่ได้แสดงอาการอย่างน้ำตาลต่ำ หรือความดันโลหิตสูง แต่มีอาการทางสมอง แสดงความผิดปกติออกมาทางความคิด และพฤติกรรมแทน ยาที่กินสำหรับโรคจิตเวชบางโรค เช่น โรคซึมเศร้า ก็กินแค่วันละเม็ด หรือบางโรคก็ไม่จำเป็นต้องกินยา สามารถรักษาด้วยการบำบัดทางจิตใจ ยาทางจิตเวชจะช่วยปรับสารเคมีในสมอง แต่บุคลิกนิสัยที่มีปัญหายาช่วยไม่ได้ ต้องใช้จิตบำบัด”

 

รักษาด้วยไฟฟ้าอันตรายจริงไหม?

     “การรักษาด้วยไฟฟ้ามีมานานแล้วครับ มีความปลอดภัยอย่างมาก ปัจจุบันจะดมยาสลบก่อนรักษาด้วยไฟฟ้า และใช้กระแสไฟฟ้าไม่เยอะ ให้ไฟฟ้ากระแสต่ำเข้าไปในสมอง เพื่อปรับสารสื่อประสาทโดยตรง หลักสำคัญต้องทำให้เกิดอาการชักจึงจะได้ผล ทำเฉพาะรายที่มีอาการรุนแรงมาก และเฉพาะกรณีจำเป็น เช่นไม่ทานยา หรือมีอาการดื้อยา การรักษาด้วยไฟฟ้าจะได้ผลเร็ว เพราะถ้าปล่อยไว้นานจะยิ่งส่งผลเสียต่อชีวิตเขา จะกระตุ้นประมาณ 6 ครั้งถึง 12 ครั้งแล้วแต่โรค แล้วก็ให้ยากิน ยาฉีดต่อไป”

 

มายาคติที่ผิดพลาดของสังคมไทย?

     “คนทั่วไปติดภาพว่าคนไข้จิตเวชชอบทำร้ายคนอื่น ผมรักษาคนไข้โรคจิตเวชมามาก จึงได้ทำความเข้าใจว่าทำไมผู้ป่วยทำร้ายคน ส่วนใหญ่เกิดจากความหลงผิดหวาดระแวงซึ่งเป็นอาการโรคจิตที่เขาเป็น บางรายระแวงว่าจะมีคนทำร้าย เลยชิงทำร้ายก่อน แต่ความหลงผิดนี้เมื่อได้ยารักษาอาการก็จะหายไป ถ้าเขากินยาสม่ำเสมอ ความรุนแรงดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น

     “ที่จริงผู้ป่วยโรคจิตกลุ่มที่อาการหนักมีอยู่ประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วไป คนร้อยคนมีอยู่หนึ่งคนที่จะเป็นโรคจิต ในอดีตยายังไม่ดีพอและมีไม่กี่ตัว ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ปัจจุบันยามีหลากหลายมากขึ้น บางชนิดฉีดเข็มหนึ่งอยู่ได้เป็นเดือน และรักษาด้วยไฟฟ้าหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็มี การรักษาจึงได้ผลมากขึ้น คนไข้ออกไปก็ทำงานอยู่ในสังคมได้

     “ในปัจจุบันคนไข้จิตเวชกลุ่มอื่นๆ เริ่มมีมากขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคเครียดจากปัญหาต่างๆ และมากกว่านั้นคือโรคจิตเวชอันเกิดจากยาเสพติด ที่จริงสถิติความรุนแรงอันเกิดจากผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการรักษากับคนทั่วไปแทบไม่ต่างกัน แต่เมื่อไหร่ที่คนไข้จิตเวชทำร้ายคนอื่นก็จะเป็นข่าวมากกว่า”

 

เมื่อผู้ใหญ่เป็นโรคทางจิต แต่ไม่อยากยอมรับ?

     “ผมอยากให้คนไทยทุกเพศทุกวัยคิดว่ากายกับจิตมันไปด้วยกัน เมื่อกายป่วยได้ จิตก็ป่วยได้เหมือนกัน ไม่อยากเจอหน้าหมอ ก็โทร.1323 หรือสายด่วนสุขภาพจิตต่างๆ ถ้าโทร.แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือเขาแนะนำว่าจำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ อย่าลังเลที่จะมาพบจิตแพทย์ ช่องทางพบจิตแพทย์มีเยอะมาก ถ้าเข้าโรงพยาบาลจิตเวชแล้วรู้สึกว่าเป็นตราบาป รับไม่ได้ ก็ไปคลีนิกก่อนหรือในมหาวิทยาลัยแผนกจิตเวชก็ได้ อย่าลังเลครับ”

 

กรมสุขภาพจิตกับสังคมไทยในปัจจุบัน?

     “ที่ผ่านมากรมสุขภาพจิตจะคอยสอดส่องติดตามสังคมสม่ำเสมอ และคาดคะเนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เช่น ช่วงโควิด-19 เราคิดว่าโรคซึมเศร้าจะเยอะขึ้นแน่ เพราะการพบปะลดลง รู้สึกโดดเดี่ยว ยิ่งเหงา และเชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งสามารถไปกระตุ้นสารสื่อประสาทจนเกิดซึมเศร้าได้ด้วย ยกตัวอย่างตอนเป็นไข้หวัดใหญ่ เราจะรู้สึกซึมเศร้าเหงาหงอย ไม่อยากทำอะไร อันนี้ก็คล้ายกันครับ ยังมองได้อีกว่า การสูญเสียหน้าที่การงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เกิดซึมเศร้ามากขึ้น อาจมีการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นได้ เราจึงเตรียมทีมช่วยเหลือเอาไว้

     “ด้านการดูแลผู้ป่วยก็พัฒนาขึ้น มีการบำบัดในชุมชน ดูแลที่บ้าน ยิ่งในตอนนี้ เรานำเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาช่วย มี telemedicine ดูแลรักษาผ่าน video conference เมื่อคนไข้รักษาตัวอยู่บ้าน เราก็จัดส่งยาทางไปรษณีย์ให้ ในส่วนรักษาด้านจิตบำบัด สามารถทำผ่าน video conference ได้โดยมีทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ณ ตอนนี้โรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่งในประเทศจะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัย จัดคิวออนไลน์ บำบัดทางไอที ตรวจรักษาผ่าน telemedicine มีการใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยมากขึ้น อย่างสถาบันสมเด็จเจ้าพระยา เนื่องจากอยู่ในเขตเมืองพื้นที่น้อย เลยกำลังสร้างตึกสูงแทน วางแผนใส่ความทันสมัย เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องนั่งรอหน้าห้องตรวจ สามารถรอที่สวนหย่อม มีหน้าจอแจ้งว่าถึงหมายเลขที่เท่าไร ตรวจที่ห้องไหน เตรียมปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น โรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่งในประเทศไทยที่สังกัดกรมสุขภาพจิต ก็กำลังปรับเปลี่ยนตั้งแต่ประตูรั้ว จนถึงตัวอาคาร เพื่อความสบายใจของทุกคนที่เข้ามา (ยิ้ม)”

 

เราจะผ่านวิกฤติความทุกข์ตอนนี้ได้อย่างไร?

     “การที่จะรู้สึกดีขึ้นได้ในภาวะวิกฤติแบบนี้ อย่างแรกคือต้องยอมรับว่ามันเป็นทุกข์ทั้งแผ่นดินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากนั้นให้มองว่าทุกวิกฤติย่อมมีข้อดีอยู่ ลองหาดูว่ามีอะไรบ้าง และต่อมาคือยอมรับด้านลบที่เกิดขึ้นว่ามีผลกระทบเช่นไร แล้วหาทางแก้ไขให้เต็มที่ สุดท้ายคืออย่าอยู่เฉยๆ ครับ หาช่องทางทำมาหากิน อยู่ให้รอด เมื่อรู้แล้วก็ค่อยทำไป มันจะผ่านไปได้”

 

ความเข้าใจผิดมากมาย รวมทั้งภาพจากสื่อต่างๆ ในสังคมไทยที่ครอบงำกันมานาน ไม่ว่าจากในหนัง ละคร ฯลฯ ในวันนี้ได้ถูกคลายความสงสัยไปมาก เราจึงหวังว่าจะทำลายมายาคตินี้ลงได้ และให้คนไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้ เมื่อโรคจิตเวชนี้ไม่ใช่โรคอันตรายถ้าเพียงคุณเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง

 

 

HUG MAGAZINE

มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

อนุชา ศรีกรการ

สถานที่รับการรักษาจิตเวชในประเทศไทย

  1. ในต่างจังหวัด รพ.ประจำจังหวัดทุกแห่ง มีแผนกจิตเวช มีจิตแพทย์ มีพยาบาลจิตเวช และนักจิตวิทยาคลินิก เข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของแต่ละรพ. หรือโทร.สอบถามที่แผนกประชาสัมพันธ์ของรพ. อีกทางเลือกหนึ่ง สามารถเข้ารับการตรวจรักษาที่แผนกจิตเวช คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคนั้น เช่น ภาคเหนือมี ม.เชียงใหม่ ม.พะเยา ม.นเรศวร พิษณุโลก ภาคอีสานมี ม.ขอนแก่น ภาคใต้มี ม.สงขลา
  2. ใน กทม. และปริมณฑล สามารถเข้ารับการตรวจรักษาได้ที่แผนกจิตเวชของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ และอีกทางเลือกหนึ่งคือ แผนกจิตเวชของรพ.สังกัดกรุงเทพฯ เช่น รพ.วชิระ รพ.เจริญกรุง รพ.มเหสักข์ รพ.กลาง
  3. รพ.จิตเวชที่สังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีสถานบริการสำหรับผู้ใหญ่ 14 แห่ง และสำหรับเด็กและวัยรุ่น 6 แห่ง
  4. คลินิกจิตเวชในรพ.เอกชน และคลินิกจิตเวชของจิตแพทย์ที่เปิดส่วนตัว ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด
  5. รพ.จิตเวชเอกชน ณ ตอนนี้มีแห่งเดียวในประเทศไทย คือ รพ.มนารมย์


รักที่ก็อปปี้ไม่ได้ ไมเคิ่น ตั๋ง

     ชายผู้เป็นยอดนักก็อปปี้โชว์ของไทย เจ้าของเสียงและลีลามากมายจนได้อีกฉายาว่า ‘พันหน้าพันเสียง’ ไมเคิ่น ตั๋ง หรือ คุณตั๋งตั๋ง นิจรันธ์ วันนี้เขายอมวางบทบาทนักก็อปปี้โชว์ เพื่อเผยตัวตนแท้จริงให้ได้รู้จัก ว่าถึงเขาจะเป็นยอดนักลอกเลียนแบบ แต่ความรักของเขาไม่สามารถทำซ้ำได้ เพราะมันมีเพียงแค่หัวใจดวงเดียวเท่านั้นที่ขอมอบให้แก่คนคนเดียว คือคุณเอ๊ะ ปุณณภา นิจรันธ์ ผู้หญิงที่เป็นพลังใจสำคัญจนไมเคิ่น ตั๋ง สามารถโลดแล่นบนเวทีแสงสีเสียงแห่งนี้มาเนิ่นนานถึงสิบแปดปี

 

ศรสองดอกจากกามเทพ

   คุณเอ๊ะเริ่มเท้าความถึงวันแรกที่เจอกัน เป็นวันทำงานที่บริษัทโปรมีเดียมาร์ทตามปกติ ได้พบคุณตั๋งที่ขับรถตามมาจอดทางด้านหลัง เพื่อมาทำอัลบั้มเดอะตู้&เดอะตั๋ง คู่กับคุณตู้ (ดิเรก อมาตยกุล) ครั้งนั้นคุณเอ๊ะยอมรับว่ารู้สึกชอบตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอ ยิ่งต้องทำงานสัมภาษณ์พูดคุย ก็ยิ่งรู้จักยอดนักก็อปปี้คนนี้มากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่ากามเทพแผลงศรถึงสองดอกในเวลาเดียวกัน เพราะคุณตั๋งก็แอบปิ๊งสาวที่เดินนำหน้ารถโดยไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตาเช่นกัน

     “กำลังขับรถไปจอด ก็เห็นเขาเดินอยู่ตรงหน้า บั้นท้ายดุ๊กดิ๊กไปมา ผมชอบมองไง ก็นึกว่าผู้หญิงคนนี้ใครวะ จนไปเจอกันในบริษัท พอเจอหน้า อ้าว! หน้าสวยด้วย สะโพกสวยด้วย คือปิ๊งบั้นท้ายแล้วหน้ายังได้รูปอีก (หัวเราะ) เลยจีบมาตลอด ทำเทปต้องส่งงานเข้าห้องอัด มีคุยงานกันก็แฝงการจีบไปเรื่อยๆ ผมไม่มีโปรนะ คุยกันตรงไปตรงมา”

     คำครหาสารพัดจากคนรอบข้างที่ว่าศิลปินเจ้าชู้ จีบเพื่อแค่ความสนุก แถมยังกินเหล้าสูบบุหรี่ มีแต่สร้างปัญหา สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ปรากฎในตัวคุณตั๋งเลยสักนิด

     “เราเจอศิลปินนักดนตรีมาเยอะ แต่ไม่มีใครเหมือนพี่ตั๋ง พี่ตั๋งเป็นคนละเอียด เจ้าระเบียบ พูดคำไหนคำนั้น พูดจริงทำจริง ไม่เคยมาสาย ตรงต่อเวลามาก พี่ตั๋งเป็นคนไม่พูดเอาใจ หรือทำดีแค่ต่อหน้าเราเท่านั้น แต่อยู่ที่ไหนก็เป็นแบบนี้ แสดงท่าทีต่อทุกคนเหมือนกัน นอบน้อมถ่อมตน ความรู้สึกดีๆ เลยเพิ่มขึ้น ยิ่งอยู่ก็ยิ่งผูกพัน”

     “จนวันหนึ่ง เอ๊ะพูดกับผมว่าเสียดายที่เจอกันช้าไป คำนี้ทำเอาผมน้ำตาซึม ภูมิใจกับการทำดีมาทั้งชีวิต แล้วมีคนที่เรารักเห็น เราเลยอยากทำต่อไปอีก และไม่อยากให้เขาผิดหวังกับคำพูดนี้ เป็นคนบ้ายอ (หัวเราะ) ที่จริง มันยังไม่ช้าสำหรับการเริ่มต้นใหม่ บางคนเรียนจนจบรับปริญญาตอนเจ็ดสิบก็มี ถือว่าเป็นกำไรแล้ว”

     แต่กว่าจะได้ลิ้มรสความสุขในวันนี้ เส้นทางพิสูจน์รักของทั้งคู่กลับเริ่มต้นขึ้นในวัยที่อายุมากแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังคบหากันอยู่ถึงหกเจ็ดปีก่อนจะตกลงร่วมหอลงโรง เพราะคุณตั๋งอยากทดสอบผู้หญิงคนนี้ว่าใช่คนที่เขาควรอยู่ร่วมหัวจมท้ายกันจริงหรือไม่

     “เหมือนทดสอบเขาด้วย ผมไปหาเป็นระยะ ห่างสุด อาทิตย์ละครั้ง ออกค่าน้ำค่าไฟค่าที่พักให้ เหมือนเมียเก็บ (หัวเราะ) แล้วเอ๊ะไม่ทักท้วง ไม่มีเหน็บแหนมถากถาง ไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยขออะไรสักอย่าง เลยชนะใจผมเต็มตัว ตัดสินใจเอาพจมานคนนี้เข้าบ้านทรายทอง ก็ยังจ่ายเป็นเงินเดือนให้เขาจนถึงทุกวันนี้ กินฟรี อยู่บ้านหลวง เงินได้มาก็เก็บไว้เองร้อยเปอร์เซ็นต์ (หัวเราะทั้งคู่)”

     เราเชื่อเสมอว่าการเลือกคู่ครองต้องเลือกคนที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น คู่นี้ก็เช่นกัน ก่อนพบรักกัน คุณเอ๊ะมีหนี้สินหลักแสนด้วยความใจดีที่มักช่วยเหลือคนอื่น จนได้คุณตั๋งเป็นคนช่วยสอนการบริหารเงิน จึงมีเงินเก็บมากขึ้น  

     “ผมแนะนำเรื่องการบริหาร ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มเงินเดือน เพื่อไปปลดหนี้ จนตอนนี้เขาไม่มีหนี้แล้ว มีเงินเก็บมากกว่าผมอีก (พี่เอ๊ะหัวเราะ)”

     “เมื่อก่อนไม่เคยมีเงินเก็บเลยนะ เราเป็นพนักงานบริษัท รับเงินเดือนมาก็ใช้หมดไป คิดว่าสบาย ไม่เดือดร้อน จนมาอยู่กับพี่ตั๋ง ความรู้สึกที่ได้มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เราเลยอยากเก็บเงิน อย่างน้อยเวลาเอาไปใช้จ่ายให้พ่อแม่ยังสะดวก ไม่ใช่ต้องมาแบมือขอเงินสามี”

 

หนึ่งในล้าน

     “ผมเป็นคนกลัวแป้งทุกชนิด”

     ถ้อยคำของคุณตั๋งผู้คร่ำหวอดกับแสงสีเสียง ทำให้เราแปลกใจไม่น้อย คุณตั๋งยอมรับว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่แต่งหน้า ช่วงที่ยังทนไหวก็กลั้นหายใจให้ช่างเติมแป้ง และดีที่ไม่มีกลิ่น ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกแขยงอยู่ตลอดเวลา ในใจจึงใฝ่หาหญิงสักคนที่จะใช่สำหรับเขาในเรื่องนี้

     “เอ๊ะไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย เอ๊ะเป็นคนไม่แต่งหน้า ไม่ทาเล็บ ไม่ไดร์ผม แล้วผมก็หาผู้หญิงแบบนี้มาทั้งชีวิต (ยิ้ม) พอมาอยู่ด้วยกัน เขากินข้าวตามผมได้ทุกอย่าง หนูนาทอด กบ งู พาไปที่ไหนให้ทำอะไรก็ได้ ไม่ดัดจริต เอ๊ะชอบดูการ์ตูน ดูหนัง ดูอะไรตลกๆ ให้หัวเราะ ต่างกับผมที่ชอบดูข่าว ดูรายการความรู้พวกสมุนไพรรักษา แต่เราก็ไม่ขัดแย้งกัน เลยอยู่ร่วมกันมาได้ถึงสิบแปดปี”

     ส่วนคุณเอ๊ะเองก็ค้นหาชายที่ไม่เกลือกกลั้วกับอบายมุข บากบั่นทำมาหากิน จนมากับคุณตั๋งผู้ที่แม้อยู่ในแวดวงมายาที่มีแต่เครื่องล่อใจให้มัวเมา ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ คุณตั๋งยังเล่าอีกว่าถึงตัวเขาเป็นคนไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ แต่ก็เคยออกไปเที่ยวนอกบ้านกับกลุ่มเพื่อนนักดนตรีในสมัยก่อน เพื่อหามุกตลกมาเล่นให้ทันกระแสสังคม

     “ผมเรียนมาน้อย จบแค่ป.เจ็ด ดังนั้นประสบการณ์ของผมจึงเกิดจากการพูดคุยและเรียนรู้จากคนรอบข้าง เพื่อนำมาเป็นความรู้ต่อยอด”

     เพราะความช่างสังเกตนี้เอง เขาจึงกลายมาเป็นยอดนักก็อปปี้โชว์ของไทยในปัจจุบัน

 

 

ร่วมกันฟันฝ่าพายุอารมณ์

     ถึงภายนอกหลายคนจะเห็นว่าไมเคิ่นตั๋งเวลาโมโหดูดุ เสียงดัง แต่เมื่ออยู่กับภรรยาที่บ้าน คุณตั๋งยอมรับว่าเขาเป็นคนขี้ใจน้อย เมื่อโกรธแล้วก็อยากให้ภรรยามาง้อเอาใจ สาเหตุที่ใจน้อยก็ไม่ใช่อื่นใด เพราะความรักและหวังดีที่มีต่อภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคนนี้

     “ผมจะโมโหถ้าเขาไม่จำสิ่งที่ผมเคยพูดไป ผมอยากให้คนอื่นชมว่าเมียผมทำงานเก่ง มีฝีมือจัง อยากให้เก่งสักสิบเรื่อง ทุกวันก่อนไปทำงานผมจะหอมแก้มเขาเสมอ จะคอยบอกว่าเอ๊ะต้องเก่งนะ ต้องฉลาดนะ เพราะเอ๊ะเป็นคนซื่อ มองโลกสวย ไม่ระแวงใคร และไม่ระวัง เดี๋ยวล้ม ชนนั่นนี่ เนื้อตัวมีแผลบ่อยๆ สงสารเขา และเอ๊ะมีความดีเป็นทุนอยู่แล้ว เป็นคนดีมาก ผมพยายามฝืนกฎธรรมชาติ อยากทำคนดีให้เป็นคนเก่ง แต่สิบแปดปีแล้วยังทำไม่ได้ (หัวเราะ) ถึงจะมีเปลี่ยนบ้างก็เถอะ”

     “จะเป็นฝ่ายเงียบ ไม่พูดเพราะมันจะแรงทั้งคู่ แยกย้ายไปคนละจุด รอให้ใจเย็นลงก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ถ้ารู้ว่าพี่ตั๋งงอน เรายกมือไหว้ขอโทษนะ รู้ว่าเขาหวังดีกับเรา”

     “ผู้หญิงจะละเอียดอ่อน คิดเยอะ จ้ำจี้จ้ำไช เอ๊ะไม่มีเลย บางทีก็อยากให้มี เช่น พี่ตั๋งนั่งแบบนี้ไม่ได้นะ เอาหมอนมารองสิ เดี๋ยวจะเมื่อย อยากให้เขาจู้จี้จุกจิก แต่คนจู้จี้จุกจิกกลายเป็นผมเอง เขาเลยสบาย (หัวเราะทั้งคู่) เหมือนมีเมียแล้วแถมลูกด้วย คำว่า ‘คนกลัวเมีย’ เป็นยังไงวะ อยากลองดูบ้าง (หัวเราะ) มาตอนนี้เข้าใจละ กลัวความดีเขานี่เอง พักหลังเลยยอมบ้าง จะคิดบวกลบ เอ๊ะมีดีแปด มีเสียแค่สอง ยังกำไรอีกหกนะ การเลิกกันมันง่าย ถามตัวเองว่าแล้วเราจะไปหาผู้หญิงแบบเขาได้ที่ไหน ยอมเพื่อไปด้วยกันดีกว่า ถ้าลดความต้องการของตัวเอง ก็จับมือไปด้วยกันได้”

     “พี่ตั๋งเป็นคนซีเรียสจริงจัง ผิดพลาดไม่ได้ บางครั้งมีปัญหากันเพราะเราทำงานพลาด ปกติเราคอยจัดการเรื่องเพลง ลงเสียง ตัดต่อต่างๆ หัดลองทำตั้งแต่ศูนย์ พี่ตั๋งก็คอยบอก ‘ศึกษาไปเถอะ งานที่ผ่านมาก็ใช้คอมฯ มาตลอด งานพี่ก็ใช้คอมฯ เหมือนกัน เอ๊ะทำได้ เชื่อพี่สิ’ เคยมีคิดในใจนะเวลาพี่ตั๋งต่อว่า ว่าฉันไม่ไหวแล้ว คงต้องถอย แต่ก็คิดต่อว่า ด้วยความดีที่พี่ตั๋งมีละ ลองนับแล้วมีเยอะมาก เขาอาจผิดที่อารมณ์ร้อน เวลางานจะปากร้ายปากไว แต่ก็มีแค่นั้น ต้องพัฒนาแก้ไขที่เราสิ งานไหนที่ไม่เข้าใจก็พยายามศึกษาให้เขาภูมิใจ เชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้ดีที่สุด เมื่อสิ่งที่พี่ตั๋งผิด นับได้แค่หนึ่งไม่เกินสอง นอกนั้นมันมีแต่สิ่งดีๆ จะมาเทียบกันได้อย่างไร คิดแบบนั้นชีวิตคู่จะได้ราบรื่นต่อไป”

     คุณตั๋งยอมรับว่าเวลาเขาโกรธจะเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ตูมตาม ด้วยนิสัยจริงจังนี้เองจึงได้กดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว และก็มีภรรยาคนนี้แหละที่ช่วยเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

     “ถ้าผมทำอะไรผิดพลาด ที่เรียกว่าตายน้ำตื้น เช่นเปิดน้ำแล้วลืมปิด หาของไม่เจอ จะโมโหตัวเองถึงขั้นยิงตัวเองตายได้ แกเป็นมีคนระเบียบขนาดนี้ มาผิดพลาดเรื่องง่ายๆ ได้ไง ด่าตัวเองหนักมาก แต่เอ๊ะจะคอยปลอบใจผมตลอดว่าไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

     จุดหนึ่งที่เราสังเกตได้จากคู่นี้ คือมีหลักคิดที่เหมือนกัน การมองหาข้อดีของอีกฝ่าย เมื่อข้อเสียมีแค่หนึ่งหรือสอง แต่ข้อดีกลับมีมากมาย เพราะฉะนั้นจะถือสาหาความให้หนักไปทำไม

     อีกหลักใหญ่ที่เหมือนกัน คือทั้งสองเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’ เกิดขึ้นแน่นอน

     “คนเราแปลกนะที่ตอนลำบากอยู่กันได้ แต่ตอนสบายดันอยู่กันไม่ได้ ตอนแรกมาอยู่ด้วยกันเราสองคนลำบากมาก กว่าจะเก็บเงินซื้อรถสักคัน ต่อสู้กันมาเยอะ พอสบายมีทุกอย่าง มีชื่อเสียง มีเงินเก็บ กลับทนไม่ได้งั้นหรือ แค่คำพูดขัดหูก็อยู่ไม่ได้หรือ แต่ผมกับเอ๊ะตรงกันในเรื่องคำพูด ถ้าไปคือไป ไม่ต้องง้อ จบคือจบ แต่กว่าจะพูดคำนี้ได้มันยากมาก ไม่มีทางได้ยินแน่”

 

ความรักที่ไม่มีวันก็อปปี้ได้

     สำหรับยอดนักก็อปปี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันส่งต่อให้แก่ใครได้คือความรัก แล้วเขาก็เปิดอกเล่าความจริงต่อหน้าเราว่า เขาเคยรักผู้หญิงคนหนึ่งหัวปักหัวปำมาก่อนเจอคุณเอ๊ะ แล้วใช้เวลาอยู่สิบปีถึงจะถอนรักสลักใจและถ่ายโอนให้คนที่คู่ควรได้สำเร็จ

   “ผมบอกเอ๊ะตรงๆ ว่าผมรักผู้หญิงคนนี้มาก เป็นผู้หญิงฉลาด สวย เก่ง แต่ถ้าจะคบกับเขาต้องจ่ายเดือนละสามหมื่น เมื่อไรที่ไม่มีเงินจ่าย ความรักก็เป็นศูนย์หรือเปล่า แต่ผมก็รักเขามาก ไม่เคยเรียกคนไหนว่าเมียนอกจากคนนี้ เอ๊ะไม่ใช่นางอิจฉา เป็นนางเอก ไม่ร้องขอ ไม่ทวงคำว่า ‘รัก’ จากผม เขาต่อสู้เป็นสิบปี จนผมเอาความรักกลับมาให้เอ๊ะได้ คำว่า ‘รัก’ ‘เมียจ๋า’ ผมให้เอ๊ะทั้งหมดแล้ว ไม่เคยรู้สึกถึงคนคนนั้นอีกเลย ผมจะพูดเพื่อหลอกให้เอ๊ะรักและอยู่กับผมต่อไปก็ได้ แต่ไม่ใช่เลย เอ๊ะรู้ว่าผมเป็นคนพูดจริงทำจริง และคำที่เอ๊ะพูดกับผมว่าเสียดายจัง ที่เจอกันช้าไป มันมีความหมายมากเลยนะ เราสองคนร้องไห้กอดกัน ในวันที่ผมมอบคำและความรู้สึกนี้แก่เขา เมื่อให้แล้วคือให้ทั้งชีวิต ไม่มีทางเอาคืน เพราะผมลั่นปากไปแล้ว”

 

 

ถึงทุกคนที่กำลังพบปัญหา

     เราขอแง่คิดถึงทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตคู่ ในยุคที่การเลิกราอาจมาไวกว่าตอนจีบกัน คุณตั๋งออกตัวก่อนว่าแต่ละคนล้วนมีปัญหาไม่เหมือนกัน เขาได้แค่เล่าเรื่องจากมุมของตัวเองเท่านั้น

     “ช่วงหนึ่งของชีวิตผมเคยเป็นผู้ชายเจ้าชู้ เคยถูกเรียกว่าพวกล่าแต้ม แต่มาอยู่กับเอ๊ะ ผมไม่เคยไปยุ่งกับใครอีกเลย ถามว่าหยุดที่เขาได้อย่างไร มันแค่เพราะคำสองคำ ความดี คนดี เอ๊ะดี ครับ มันหยุดทุกอย่างได้ ทั้งที่เอ๊ะเปิดช่องให้ บอกว่าไปยุ่งกับใครก็ได้แต่อย่าเลี้ยงดู ผมยังไม่ใช้สิทธิ์นั้นเลย ทุกสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตจะพังหมด เพราะความสนุกแค่ครึ่งชั่วโมงงั้นเหรอ มันไม่คุ้มเลย เรามีอาหารอร่อยแล้ว จะไปหาของกินที่ไม่อร่อยอีกทำไม กินเปรี้ยวกินเผ็ดให้แสบท้องแสบก้นเปล่าๆ (หัวเราะ)”

     “เราเลือกพี่ตั๋งแล้ว และเลือกไม่ผิดคน ต้องไว้ใจเขาทุกอย่างทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ไม่ถอดใจ จะสู้ไปด้วยกัน เดินเคียงคู่กันจนแก่เฒ่า ในวันเกิดหรือวันปีใหม่ นอกจากคำอวยพรที่ให้ เราจะกล่าวอโหสิกรรมแก่กันเสมอ”

     “วันครูด้วย เราสองคนเหมือนครูของกันและกัน ก็ไหว้และอโหสิกรรมแก่กัน เท่ากับปีหนึ่งทำสามครั้ง ลบความรู้สึกไม่ดีทิ้ง ก็ไม่มีอะไรคาใจกันอีก บนเวทีผมคือไมเคิ่น ตั๋ง แต่อยู่บ้านผมคือเบ๊ของเอ๊ะ คอยดูแลเขา เพราะเขาก็ช่วยทำงานให้ผม ผมกวาดถูบ้าน ปอกผลไม้ แกะก้างปลา ดูแลให้ทุกอย่าง ถ้าคุณเอาใจเขา เขาก็เอาใจคุณ ถ้าไปข่มเหงเขา เขาก็คิดจะข่มเหงคุณกลับเช่นกัน”

 

วันสุดท้ายอยู่ในทุกๆ วัน

     พอเราลองถามถึงถ้อยคำที่อยากฝากถึงกันในวันสุดท้าย ทั้งสองต่างพูดพร้อมกันทันทีว่าไม่มี แล้วหัวเราะเสียงดังกังวาน

     “เราลาตายกันทุกวันอยู่แล้ว ผมบริจาคร่างกายมาสิบแปดปี เท่ากับผมกำไรมาสิบแปดปีแล้ว ผมคุยกับเอ๊ะไว้ว่าถ้าผ่าตัดแล้วกลับมา 60-70% ผมยังยอมได้ แต่ถ้าต้องเจาะคอสอดท่อ ต้องมานอนเป็นแผลกดทับ ไม่ทำนะ ปล่อยให้ตายไปเลยดีกว่า ถ้ารักษาแล้วผมยังกลับมาจับมือจูงเขาไปเดินท้ายตลาด ข้ามถนน แวะ7-11 ได้อยู่ ผมก็โอเค เราเลยไม่มีอะไรต้องสั่งเสียกัน ผมพูดตลอดว่าคนเราเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา”

     “เรื่องนี้คิดตรงกัน เห็นด้วยกับพี่ตั๋ง และเรารักกันทุกวันอยู่แล้ว”

     “เราพร้อมที่จะตาย มันแปลกนะ ที่หาคนแบบนี้ได้ และผมหาจนเจอแล้ว ปีนี้ผม59 เอ๊ะ55 เดินไปไหนจับมือกันตลอด กอดหอมกันทุกวัน โดนแซวตลอดว่าจับมือแบบนี้กลัวเมียหายเหรอ (หัวเราะทั้งคู่) ถ่ายรูปกันผมขโมยหอมแก้มเขาตลอด เมียเราแก้มหอม ไม่มีแป้งรองพื้นมาบดบังหน้า หอมกลิ่นแก้มผู้หญิงของคนที่เรารักจริงๆ ที่ผมทำเพราะอยากทำ เรารักเขา อย่าทำเพราะคนอื่นบอกให้ทำ หรือทำเพราะทำตามใคร”

      “กี่ปีผ่านไปก็ยังรักกันแบบนี้เหมือนเดิม คนอื่นเห็นก็ยิ้มให้เรานะ ไม่ได้โชว์ใคร ทำด้วยใจที่อยากทำ เต็มใจ ไม่เขินอาย เป็นรักที่จริงใจ จะไม่มาเขิน หรือบอกพี่ตั๋งว่าจับมือไม่ได้เดี๋ยวคนเห็น ยิ่งเห็นยิ่งดี”

     “ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกว่าคู่ที่บ้านคล้ายกันกับพวกผม ก็มาเจอกันได้ ประกาศรับสมัครเพื่อนเคมีเดียวกัน (หัวเราะ)”

     ทั้งสองหัวเราะเสียงสดใสไม่หยุด เราต้องพลอยหัวเราะตามเมื่อหวนคำนึงถึงความรักของคนคู่นี้ว่า เป็นความรักที่ข้ามกำแพงความคิด ข้ามทัศนคติของวัย ข้ามหลากหลายสิ่งอย่าง และสำคัญสุดคือ ลอกเลียนแบบไม่ได้

 

 

HUG Magazine

มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

“สามประโยคจากเอ๊ะที่ผมประทับใจ หนึ่งเสียดายที่เจอกันช้าไป สองสมกับการรอคอย สามอยู่กับปัจจุบัน (ยิ้ม)”

“ประทับใจที่สุดคือที่พี่ตั๋งบอกว่ารักเรา (ยิ้ม) ไม่เคยได้ยินจากปากเขาเลย มันสุดยอดแล้วสำหรับเรา”


เขาทราย กาแล็คซี่ '0.0001 ของความรัก'

0.0001 ของความรัก

 

     เขาทราย กาแล็คซี่ หรือ สุระ แสนคำ ตำนานราชากำปั้นระดับโลก เจ้าของฉายา “ซ้ายทะลวงไส้” ผู้ทำให้ยวดยานบนท้องถนนเมืองไทยถึงกับบางตาในทุกครั้งที่ขึ้นสังเวียน จนสังเวียนสุดท้ายที่เขายอมพ่ายแพ้โดยดี ตั้งแต่ในวันที่ได้สบตากับ หนึ่ง-วรรณภา ขำบุญศรี ในร้านอาหาร ด้วยความบังเอิญที่พระพรหมลิขิตไว้ มันจึงเป็น 0.0001% ซึ่งทำให้สาวที่เท้าติดปีกเสมอ มาพบเจอกันกับเขา ในมุมหนึ่งของโลกใบนี้

 

 

เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น

     “พ่อเป็นครูสอนพละ แล้วชอบมวยมาก เป็นแฟนคลับเขาทรายมานาน แต่เราจำเขาไม่ได้ จำได้แต่นักร้องในสมัยนั้นที่ติดตามผลงานอยู่ ส่วนมวยนั้นไม่ชอบ เกลียดมาก บอกพ่อว่าดูไปได้ไง ป่าเถื่อน”

      เริ่มต้นเรื่องราว คุณหนึ่งก็ต้องขันตัวเองเพราะไม่คาดคิดว่าสิ่งที่เกลียดจะกลายมาเป็นสิ่งที่รักได้ คุณเขาทรายยังแซวเลยว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” เรียกว่าตรงตามสำนวนไทยทีเดียว

      ดูเป็นความรักที่มีระยะทางผสมระยะเวลามาพิสูจน์ เนื่องด้วยตอนนั้นคุณหนึ่งทำงานกับบริษัทอโกด้า มีหน้าที่ดูแลตลาดต่างประเทศ จึงต้องเดินทางบ่อยครั้ง ถึงจะมีเบอร์ติดต่อแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะสะดวกสบาย ต้องรอคุณหนึ่งเดินทางกลับไทยก่อนจึงได้คุยกันสักครั้ง แถมยังไม่ว่างเจอกันอีกด้วย แต่ยอดนักสู้จอมอึดมีหรือจะถอย

     “ตอนที่เจอกัน แค่สบสายตากันเท่านั้น มันก็ปิ๊งๆ (หัวเราะทั้งคู่) อาหารวันนั้นรู้สึกอร่อยมาก (ยิ้ม) ตั้งแต่นั้นคอยโทร. หา ชวนกินข้าว อยากเจอหน้า มันมีตำราอยู่แล้ว ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก แล้วเราต้องพูดจาเพราะๆ ด้วยนะ”

     “พี่ระเป็นคนมีมารยาท ทุกครั้งที่โทร. มาจะถามว่าสะดวกไหม ว่างไหม ไม่ว่างไม่เป็นไร บางทีหนึ่งมาทำงานในไทยไม่กี่วันก็ต้องไปแล้ว กว่าจะได้เจอก็เป็นเดือน แต่พี่ระไม่เคยโกรธ น้ำเสียงไม่มีหงุดหงิด บอกไม่เป็นไร เขาใจเย็น ยังรอได้ จะคอยเป็นห่วงว่าเราไปไหนมาไหน และบอกให้ระวังตัวเอง แล้วคอยถามว่าทานข้าวหรือยัง เป็นสิ่งที่ประทับใจโดยไม่รู้ตัว”

 

ความประทับใจในหมัดต่อมา

     นอกจากความใจเย็นมีมารยาทแล้ว อีกหมัดที่ฮุกเข้าหัวใจของคุณหนึ่งคือความชัดเจนตรงไปตรงมาว่าอยากมีลูกด้วยกัน

     “ผมคิดว่าเขาเป็นแม่ของลูก เจอกันไม่นานก็ถามเลยว่า มีลูกด้วยกันไหม คิดว่าลูกออกมาคงน่ารัก เพราะเขาเป็นคนน่ารัก”

     “พี่ระเป็นคนพูดตรง และพูดจานิ่มนวล เราอายุขนาดนี้แล้ว อยากได้คนที่สร้างครอบครัว ไม่อยากมาเล่นๆ บอกเขาว่าถ้าไม่จริงจังก็ไปเถอะ กลายเป็นว่าทั้งสองคนเป้าหมายตรงกัน คือการสร้างครอบครัว”

     คุณเขาทรายยังเล่าด้วยว่าเพื่อนๆ ล้วนหาว่าเขาเป็นหมัน เป็นความฝังใจที่นักมวยคนนี้อยากพิสูจน์ให้เห็น เมื่อฟ้าประทานลูกคนแรก (ไข่มุก – สุจรรย์จิรา แสนคำ) คุณพ่อมือใหม่ก็เข็นไปโชว์ทุกที่ที่ไปเยือนเพื่อให้รู้ว่ามีน้ำยาของแท้ แต่กว่าจะคลอดปลอดภัยก็ลุ้นอยู่นานเพราะสาวทำงานอย่างคุณหนึ่งถึงตั้งครรภ์เจ็ดเดือนแล้ว ก็ยังแอ็คทีฟบินไปทำงานในประเทศใกล้ๆ จนเกิดอาการปวดท้อง ต้องบินกลับมาเข้ารักษาในกรุงเทพฯ

     “หมอต้องฉีดยากันแท้งให้ พี่ระก็นั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียง ถามหมอว่าจะเป็นอะไรไหม กลัวเราและลูกจะตาย พี่ระเป็นคนอ่อนไหว ดูละครก็ร้องไห้ได้คนเดียว เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่น นิสัยนี้ตกทอดถึงไข่มุกด้วยค่ะ”

     คุณหนึ่งอมยิ้มพลางมองสามีข้างกาย ที่ดูท่าจนถึงวันนี้ก็ยังน้ำตาไหลง่ายไม่เปลี่ยนเลย

 

หักดิบเพื่อลูกรัก

     คุณหนึ่งขอเล่าถึงของขวัญชิ้นใหญ่ที่สามีให้แก่ครอบครัวคือการเลิกสูบบุหรี่เด็ดขาด เมื่อก่อนนี้คุณเขาทรายสูบบุหรี่อย่างหนัก สามเวลาหลังอาหารจนถึงก่อนนอน ทั้งที่ภรรยาเคยขอร้องไว้ แต่ยังห้ามไม่ได้ จนวันหนึ่งเขาก็หักดิบขึ้นมา พอเราถามถึงสาเหตุก็ไม่แปลกใจสักนิด

     “ตอนนั้นลูกอายุได้หนึ่งขวบ จะกอดลูกที ลูกบอกเหม็นๆ ชักไม่เข้าท่าละ จะไม่ได้กอดลูกละ ผมจึงตัดสินใจเลิก ทิ้งไปหมดเลย”

     “แล้วประจวบกับพี่ระเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ยังมีหาที่สูบอยู่นะ ในโรงพยาบาลสูบไม่ได้ไง ดูหงุดหงิดมากเลย เราก็ทำไม่สนใจ แอบคิดว่าให้มีแรงลากสายน้ำเกลือไหวก่อนเถอะ (หัวเราะ) อาการเหมือนคนลงแดง สามวันแรกพาลไปหมด และไม่ได้กินข้าวด้วย เพราะหมอให้กินน้ำซุปเพื่อเคลียร์กระเพาะ หิวก็หิว หงุดหงิดก็หงุดหงิด แถมซุปจืดๆ เหมือนน้ำเปล่าใส่สี ตอนแรกมาหลายถ้วย พี่ระก็ดีใจ นึกว่ามีข้าวกับอย่างอื่น เปิดมาเป็นซุปใสคนละสี (หัวเราะ) กินแบบนั้นอยู่สิบวัน ลดไปสิบโล และหยุดสูบไปเลย ลูกดีใจมาก”

     “ตอนผ่าตัด ไข่มุกมาถามว่าพ่อทำไมไม่กินข้าว หนูอยากป้อนข้าวพ่อ เรากินได้แต่ซุปอยู่ น้ำตาร่วงเลย (ยิ้ม) ลูกอยากจะป้อนข้าวให้ อยากกินข้าวด้วยกัน ผมสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 11 หัดกันกับเขาค้อ แล้วดันทำไฟไหม้ด้วยความไม่เฉลียวใจ (หัวเราะ) ตอนนั้นตีสองตีสาม แอบสูบแล้วกลัวแม่มาเห็น เลยยัดบุหรี่ที่จุดไว้ในหมอน ก่อนโยนลงไปนอกบ้าน ไฟไหม้สิ ดีที่ชาวบ้านเห็นทัน ช่วยกันดับไฟได้ อยากจะบอกนะว่าคนที่เลิกสูบได้จะมีความสุขที่สุด เพราะเป็นสวรรค์ดีๆ นี่เอง ถ้ายังติดบุหรี่ก็เหมือนอยู่ในนรก ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับลูก ได้กอด ได้หอม ถ้าคุณสูบอยู่ไปกอดหอมลูกก็เหม็นไปหมด แต่ถ้าไม่มีลูก หยุดสูบก็ได้เก็บตังค์ ประหยัดอีกเยอะ หนึ่งปีเผลอๆ ผ่อนบ้านผ่อนรถ หรือจ่ายประกันได้เลย”

 

อนาคตของลูกสาวสุดรักทั้งสอง

     นอกจากน้องไข่มุกแล้ว ทั้งคู่ยังมีลูกสาวตัวน้อยน่ารักอีกคน น้องโอลีฟ (ลวิตรา แสนคำ) แล้วคุณพ่อเป็นยอดนักมวยที่ดูรักและหลงลูกสาวอย่างยิ่ง เราเลยถามว่าถ้ามีหนุ่มมาจีบลูกสาวทั้งสอง จะทำเช่นไร คุณเขาทรายตอบทันทีไม่รีรอว่า

     “ผมจะไว้หนวด (หัวเราะทั้งคู่) ถ้าลูกจะมีแฟนก็ให้รอหลังเรียนจบ รอบรรลุนิติภาวะก่อน ผมจะสอนเขาว่าผู้ชายเจ้าเล่ห์เยอะ อย่าไปเชื่อมาก ต้องมองให้ออก บ้านเรานั่งรถแล้วคุยกันเสมอ วันก่อนลูกบอกขึ้นป.สองแล้วหนูจะมีแฟน ดูสิ แล้วผมจะพูดยังไงได้”

     เป็นเสียงหัวเราะที่แฝงความโหดอย่างไรชอบกล ความหวงของคุณพ่อชัดมากจริงๆ เราแน่ใจว่าคุณเขาทรายกำลังฟิตร่างกายให้พร้อม รอเจอหน้าหนุ่มๆ ที่จะมาจีบสาวน้อยดวงใจทั้งสองของบ้านนี้แล้วสิ

 

 

แนะนำพ่อแม่เรื่องการเลี้ยงลูกในสังคมตอนนี้

     การเลี้ยงลูกไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการร่วมด้วยช่วยกันของสองสามีภรรยา บ้านหลังนี้ก็เช่นกัน คุณเขาทรายถือคติดูแลไม่ให้คลาดสายตา จะคอยบอกลูกเสมอว่าให้ระวังคนแปลกหน้า ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายแม้แต่คนใกล้ชิดก็ห้ามไว้ใจ เรื่องนี้ทางโรงเรียนเองก็ร่วมด้วยช่วยกันอย่างแข็งขัน คุณหนึ่งเล่าความประทับใจนี้ให้ฟัง

     “โรงเรียนจะสอนเขาว่าห้ามคนจับขา จับก้น จับท้อง จับตรงนั้นตรงนี้ ครูจะสอนไว้ ลูกก็มาบอกเรา แล้วที่บ้านก็คอยถามว่ามีใครมาจับแขนจับขาหนูไหม มีใครมาทำแบบนี้ไหม มีใครมาเปิดกระโปรงไหม พ่อแม่ต้องคอยถามลูกด้วย ตอนที่ลูกยังเล็กๆ เวลาเข้าห้องน้ำยังทำความสะอาดไม่เป็น พอไม่สะอาด ก็ฉี่ไม่ออก ครูโทร.มาแจ้ง แล้วลูกไม่ยอมให้เปิดดู ก็พาไปโรงพยาบาลตรวจ ครูสอนลูกเราดี พอลูกไม่ให้ครูดู ครูก็ไม่ดู ไม่ฝืนบังคับด้วย แสดงว่าโรงเรียนนี้ผ่านละ หรือตอนไข่มุกยังเล็กๆ มือเหมือนมีแผล ไข่มุกบอกโดนน้ำร้อน ก็แปลกใจเพราะโรงเรียนไม่น่ามีน้ำร้อนใกล้เด็ก เลยแจ้งครู ครูบอกไม่มีน้ำร้อนนะคะ จึงเปิดกล้องวงจรปิดกัน เห็นว่าไข่มุกหกล้มตรงพื้นปูนที่มันร้อนเลยลวกผิว เด็กยังแค่อธิบายไม่ถูกเท่านั้น”

     “ครอบครัวช่วยกันดูแลน่ะดีสุด ยิ่งการดูแลความปลอดภัยผู้ชายทำได้ดีกว่าอยู่แล้ว บางทีพอลูกจะตกรถ เราสามารถรับได้เลย ถ้าเป็นผู้หญิงอาจจะไม่ทัน ยิ่งพอเขาเข้าโรงเรียน พ่อแม่ทุกคนต้องไปชะเง้อชะแง้แอบดูล่ะ (หัวเราะทั้งคู่)”

     “วันที่สองที่โรงเรียน พี่ระชวนใหญ่ว่ารีบไปดูเร็วว่าเขาทำอะไรกับลูกเราไหม ไปนั่งเฝ้าเลย พอมีคนที่สองก็เริ่มผ่อนความเครียดได้ เวลาไปรับลูก พี่ระจะถามลูกทุกวันว่าเป็นยังไง มีเพื่อนรังแกไหม มีคนไหนน่ารักไหม ลูกจะเล่าเรื่องเพื่อนๆ ให้ฟัง ที่บ้าน ไข่มุกจะสนิทกับพ่อ คุยกันก่อนนอนเป็นประจำ เพราะพ่อชอบดูทีวีอยู่ข้างนอก เราจะสอนลูกว่าห้ามนอนหลับขณะดูทีวี ลูกก็จะรู้แล้วเดินมานอนกับแม่ ในห้องนอนจะไม่มีทีวีเลย”

     เห็นเตรียมพร้อมขนาดนี้แต่กว่าจะผ่านไปได้ก็ทุลักทุเลกันพอดูสำหรับลูกคนแรก เพราะเกิดความกังวลสารพันจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หรือทำแบบนี้จะดีไหม บางครั้งจึงมีปากเสียงกันในวิธีการเลี้ยงลูก ซึ่งเป็นเรื่องที่เราฟังแล้วยังต้องอึ้งด้วยเช่นกัน

 

เคล็ดวิธีเลี้ยงลูกฉบับเขาทราย

     วันนั้นคุณหนึ่งกลับจากที่ทำงาน เมื่อถึงบ้านก็เจอขนมปังเกลื่อนเต็มพื้น น้องไข่มุกกำลังนั่งหยิบเข้าปากกินพอดีต่อหน้า เท่านั้นแหละ บ้านแปรสภาพเหมือนระเบิดลงในพริบตา

     “ถามว่าพี่ระทำอะไรลูกเนี่ย พอโมโหว่าทำไมทำกับลูกแบบนี้ พี่ระบอกทำอะไร ลูกก็นั่งกินอยู่เนี่ยไง บนพื้นเนี่ยนะ อ้อ พี่กวาดถูเรียบร้อยแล้ว คือไม่มีความรู้สึกผิดเลยค่ะ (หัวเราะทั้งคู่) เหมือนโยนขนมปังให้ปลา เขางงว่าโกรธอะไรเขาเหรอ แล้วยังมีการเอาส้มให้ทั้งผล ลูกก็ฉลาดแกะแล้วพ่นเม็ดออกเองได้ ที่รู้ลูกทำได้เพราะพี่ระโยนส้มให้ลูกแล้วบอกว่าลูกทำได้ ทำมาแล้ว กินได้ (ถอนหายใจ) กับเราต้องปอกให้ แต่อยู่กับพี่ระ ลูกทำเองหมดเลย นี่พลาดอะไรหรือเปล่า ไม่อยู่บ้านแค่อาทิตย์เดียว”

     พูดแล้วคุณหนึ่งส่ายหน้าหัวเราะขัน แต่ในตอนนั้นคนเป็นแม่ไม่ตลกด้วย ที่เขาว่าอย่าปล่อยลูกไว้กับพ่อตามลำพังคงเป็นความจริง

     “ตอนนั้นผมดูทีวีอยู่ กลัวลูกมากวน มีขนมปังก้อนหนึ่งก็แบ่งๆ โยนไว้ เดี๋ยวก็คลานไปกินเอง จะไปยากอะไร (หัวเราะ) จะได้มีความแข็งแกร่งเองไง เลี้ยงโอ๋บ่อยๆ ป่วยง่าย ให้ไปปีนป่ายเอาเลย”

     เอาเป็นว่าอย่าลอกเลียนแบบจะดีกว่า

 

สิ่งที่เหมือนกันของทั้งคู่

     ถึงจะดูแตกต่าง แต่แท้ที่จริงทั้งสองมีจุดที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาด คือการเป็นคนติดบ้านทั้งคู่ ถ้าไม่ต้องไปทำงาน ต่างก็ชอบอยู่บ้าน มีพื้นที่ส่วนตัวเงียบๆ เป็นชีวิตคู่ที่ไม่ได้หวือหวาทว่าเงียบสงบไม่น้อย

     “พี่ระไม่ชอบไปในที่ที่คนเยอะ ถ้าไม่ใช่ต้องไปทำงาน เขาจะไปได้ แต่รีบกลับ หรือซื้อกลับไปกินที่บ้าน บางทีตรงไหนที่คนเยอะ พี่ระจะไม่เข้าไปเลย หนึ่งก็เหมือนกัน พอเลิกงานถ้าไม่ต้องไปไหนก็ขออยู่บ้าน เวลาทำงานคือเต็มที่ ทำงานหนักมาก ต้องคุยงานทั้งวัน เวลาที่พักผ่อนคือพัก ชอบสันโดษ เราสองคนเลยอยู่ด้วยกันได้ เป็นคนที่มีพื้นที่ส่วนตัว ไม่ชอบเที่ยว แต่ชอบทำบุญทั้งคู่ จะไปวัดด้วยกัน”

 

ร่วมชีวิตคู่

     สิ่งสำคัญของชีวิตคู่คืออะไร เป็นคำถามที่เราเชื่อว่าหลายคนรอฟังอยู่ เพื่อนำไปปรับใช้ ยิ่งในช่วงความตึงเครียดทั้งทางเศรษฐกิจและโรคภัย ก็ทำให้ความสัมพันธ์ที่มีมาง่อนแง่นเปราะบางได้ง่าย

     “หลังจากเผชิญปัญหากันมา หนึ่งกับพี่ระไม่เคยโกหกกันเลย หนึ่งบอกว่าถ้ามีอีกก็ไม่ไหวแล้วนะ จับมือกันตรงนี้แล้วสัญญาจะพูดความจริงกันทุกเรื่อง ทุกวันนี้เราอยู่กันด้วยความสบายใจ หลักการประคองชีวิตคู่คือ หนึ่งความเชื่อใจ สองการให้อภัย มีปัญหาต้องสื่อสารตรงๆ ถ้าเราคุยกันไม่ได้ ปัญหาจะเริ่มเกิด แล้วมันก็แก้ไม่ได้ ทุกอย่างก็ยิ่งแย่ลง เราสองคนอยู่กันได้เพราะพูดความจริง และรักษาสัญญา สัญญาไว้ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็บอกมาเลยว่าทำไม่ได้”

     “สำหรับผม ชีวิตคู่อย่าซ้ำเติมกัน ไม่งั้นจะเป็นบาดแผลไม่หาย ให้ตัดทิ้งแล้วเริ่มต้นใหม่ มองไปข้างหน้าอย่างเดียว ผู้ชายถ้าทำผิด ก็ต้องแก้ไขตัวเอง คุณทำให้ภรรยามีความสุขได้ไหม ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ทำให้เขาไว้ใจได้อีก ตอนนี้ผมมีความสุขมาก ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว สบายใจหมดทุกอย่าง ชีวิตคู่ต้องอยู่ด้วยความเข้าใจกัน เขาเข้าใจเรา เราเข้าใจเขา หลายคู่ที่อยู่กันแล้วไม่เข้าใจ สุดท้ายทะเลาะแล้วเลิกรา ถ้าเข้าใจกันจะมีแต่ความสุขจริงๆ นะ ยิ่งมีลูกน้อยด้วย เอาสเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม”

     เสียงหัวเราะร่วนของยอดนักมวย อาจดังกังวานกว่าตอนที่ครองแชมป์โลกครั้งแรกเสียอีก

 

แลกเปลี่ยนเรียนรู้

     เราถามว่าต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้อะไรบ้าง เพราะชีวิตคู่ไม่ใช่แค่อยู่ด้วยกัน แล้วเข้าใจกัน แต่หมายถึงการแบ่งปันกันด้วย

     “ผมเรียนรู้จากหนึ่งหลายอย่างนะ อย่างการพูดความจริงก็ใช่ ถ้าคุณพูดโกหก สักวันเขาต้องรู้ เพราะงั้นพูดเรื่องจริงเถอะ แล้วมันจะแก้ไขเรื่องต่างๆ ได้ ส่วนมากคนแก้ปัญหาคือหนึ่งนะ เขาทำได้ราบรื่นมาก (ยิ้ม)”

     “พี่ระให้โอกาสและเกียรติเราเป็นคนแก้ไขปัญหา หนึ่งเรียนรู้จากเขาเยอะเหมือนกัน เช่นบางปัญหาถ้าแก้ไม่ได้จริงๆ ก็ปล่อย เวลาจะช่วยให้ความรู้สึกเย็นลง บางอย่างไม่ใช่ว่าต้องทำทันที แล้วตัวพี่ระเป็นคนใจเย็นมาก”

     “ผมจะบอกให้ทุกคนใจเย็นเข้าไว้ พยายามไม่โต้ตอบอะไร”

     อีกหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงความใจเย็นของผู้ชายคนนี้ คือเมื่อภรรยาตั้งท้องอุ้ยอ้าย อารมณ์คนท้องที่หงุดหงิดง่าย น้อยใจง่าย มักจะระบายใส่สามี แต่เขาก็ไม่เคยโกรธเคือง แถมยังพยายามดูแลปลอบใจให้คุณหนึ่งอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย

     “พอรู้ว่าท้อง พี่ระบอกอยากเห็นหน้าลูก หมอบอกเพิ่งท้องค่ะ คำนั้นไม่ใช่แค่ดีใจ คำว่าอยากเห็นหน้าลูก มันมากกว่าดีใจ (ยิ้ม) พี่ระให้กำลังใจหลายเรื่องมาก คนท้องจะมีอารมณ์ต่างๆ บ่นกับพี่ระว่ามองไม่เห็นเท้าตัวเองเลย รู้สึกว่าอ้วนมาก เขาก็บอกว่าไม่ได้อ้วน ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ยุบลง ดูสิ ท้องพอกับพี่เลย แล้วมาวัดท้องกันสองคน ซึ่งช่วยเราได้ ช่วงเจ็ดเดือนขึ้นไป อึดอัดมาก อยากคลอดแล้ว บ่นกับเขาว่าไม่มีกางเกงใส่แล้ว พี่ระก็สละกางเกงในให้ (หัวเราะทั้งคู่) เขาเพิ่งไปซื้อกางเกงในบ็อกเซอร์มาโหลหนึ่ง ก่อนนั้นเรารู้สึกใส่อะไรไม่ได้ ไม่อยากไปซื้อด้วย อารมณ์ที่เกิดทำให้รู้สึกอายคน ท้องใหญ่แล้วเดินลำบากอีก พี่ระก็เอากางเกงในที่เพิ่งซื้อมาบอกว่า หนึ่งใส่ได้แน่เพราะท้องเท่าพี่ มาพี่ใส่ให้ เพราะคนท้องแค่ก้มก็ยากแล้ว ยกขาก็ไม่ค่อยขึ้น จะเจ็บขาง่าย เขาช่วยทำทุกอย่าง มันเป็นความประทับใจมาตลอด”

     คุณเขาทรายบอกว่าแค่ดูยังอึดอัดแทน เลยเข้าถึงหัวอกของคุณหนึ่งได้ดี

 

ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย

     ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย สิ่งที่อยากฝากถึงกันคืออะไร

     “หนึ่งเข้าใจผมมากที่สุดแล้ว เขาดีที่สุด (ยิ้ม) เดี๋ยวนี้คนเราหาเจอกันง่ายแต่จะอยู่ด้วยกันได้ไหม ต้องดูให้ดี ดูว่าเขาจะเป็นคู่ครอง หรือแม่ที่ดีของลูกได้ไหม ผมบอกรักเขาทุกวัน บอกพ่อรักแม่นะ ไม่ว่าจะข้างนอกหรือข้างในบ้าน ผมคิดเลยว่าเรามีภรรยาที่ดีขนาดนี้ เป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุด เพราะงั้นน่าจะดูแลเขาให้ดีที่สุดเช่นกัน แค่นี้เอง (ยิ้ม)”

     “สำหรับหนึ่งขอแค่อยู่กันไปนานๆ เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่เราพร้อมเป็นหน้าด่านให้ทุกอย่าง คุณอยู่ในจุดของคุณไป เราจะดูแลให้เอง ทุกเช้าตื่นมา เมื่อก่อนจะถามเขาว่ารักเมียไหม มาตอนนี้ถามว่ารักลูกไหม แล้วค่อยรักเมียไหม หนึ่งเชื่อว่าพูดทุกวันอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น เช่นตื่นเช้ามา พูดว่าฉันฉลาด ฉันเก่งนะ เป็นจิตวิทยาให้ตัวเอง ถ้าเราบอกว่าเกลียด พูดทุกวันก็จะรู้สึกเกลียดได้เช่นกัน เลยบอกพี่ระทุกวันว่า เรารักเขานะ รักลูกนะ อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ ยังมีอะไรต้องเจออีกเยอะ ต้องอยู่เพื่อดูความสำเร็จลูก ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจริงๆ จะบอกว่าหนึ่งรักพี่ระมากๆ ขอบคุณมากที่มอบลูกที่น่ารักทั้งสองคนนี้ และให้สิ่งดีๆ แก่หนึ่งเสมอมา (ยิ้ม)”

 

กำลังใจฝ่าฟันโควิด

     ปีที่ผ่านมาหนักหนาสาหัสจริงๆ ส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งคุณเขาทรายด้วย ถึงกระนั้นก็ยังขอฝากกำลังใจมาให้ทุกคน

     “ให้กำลังใจ สู้ๆ ครับ มันมาแล้วก็ไป ถึงจะกลับมาระบาดใหม่อีกรอบก็เถอะ สงสารนักมวยนะ จะเอาอะไรกิน สมัยผมต้องขอยืมเจ้าของค่ายมวยก่อน แล้วพอขึ้นชกค่อยจ่ายคืน ตอนนี้บางคนหารายได้ขายของออนไลน์กัน ก็สู้ๆ”

     “พวกเราให้กำลังใจทุกคนค่ะ อยากให้ฉีดวัคซีนกันไวๆ ทุกอย่างจะได้กลับมาปกติ”

 

ข้อความจากยอดนักมวยถึงเหล่านักมวยรุ่นใหม่

     “มีคนถามว่าเขาทรายทำไมหมัดหนัก มันเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคนที่ถูกกำหนดมา และผมอาศัยการมีวินัย ฟิตซ้อมด้วย การที่คนเราจะพบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับจิตใจ ความขยันอดทน จริงๆ ผมต่อยไม่เก่งนะ แต่มีความอดทนและขยันมาแต่เด็กๆ ตอนต่อยมวยไทยก็ไม่ประสบความสำเร็จ ได้ค่าตัวสามพัน ไม่ใช่เงินหมื่นแสนเหมือนคนอื่น แต่พอต่อยมวยสากลจึงสำเร็จได้ เพราะมันลงตัวกับสิ่งที่มีคือหมัดหนักตั้งแต่เกิด เรียกว่ามาถูกทาง”

     เรานึกสงสัย เห็นชนะน็อคครั้งแล้วครั้งเล่า หมัดที่หนักและดุดันจนได้ฉายาซ้ายทะลวงไส้ แล้วมีครั้งไหนบนสังเวียนเดือดที่กว่าจะล้มคู่ชกได้ก็หืดขึ้นคอ คุณเขาทรายยิ้มรับว่ามีหลายครั้ง บางครั้งเคยถูกต่อยลงไปนอนให้กรรมการนับ แต่ยังลุกขึ้นมายืนหยัดสู้จนเอาชนะได้

     “เพราะผมคิดแค่ว่าแพ้ไม่ได้ คนไทยเชื่อใจผมเต็มร้อย (ยิ้ม) คิดว่าขึ้นไปแล้วเขาทรายต้องน็อค ต้องชนะเท่านั้น ตอนขึ้นเวทีผมแบกความหวังของคนไทยไว้เยอะ ผมจึงเอาสิ่งนี้เป็นขวัญกำลังใจจนได้รับชัยชนะแทบทุกครั้งมาตลอด คิดถึงคนที่เชียร์เรา จะล้มไม่ได้เลย ถอดใจยิ่งไม่ได้ใหญ่ เวลาขึ้นเวทีทุกคนจะคิดว่าเขาทรายต้องชนะน็อคแน่ๆ หารู้ไม่ กูก็จะตายเหมือนกัน แต่กูก็สู้วะ (หัวเราะ) ไม่ยอมหรอก ต้องชนะสิ!”

 

 

HUG MAGAZINE

รักไม่รู้จบ

มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์


แฟนเก่าก็อยากได้ แฟนใหม่ก็อยากมี

Q.

“หนูมีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ พี่อ้อย เป็นเรื่องที่พยายามหาคำตอบหรือทางออกอยู่นานมาก หนูคบกับแฟนเก่ามา 5 ปี แล้วเลิกกันเนื่องจากเขาได้ไปคุยกับผู้หญิงอีกคนในที่ทำงานใหม่ 6 เดือนผ่านไปมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา (รู้จักกันมานานแล้ว) แล้วหนูตัดสินใจคบ (ทั้งที่ยังไม่ลืมคนเก่า) คบได้ประมาณ 3 เดือนก็เปิดตัว คิดว่าคงลงเอยกับคนคนนี้แหละ เพราะเราก็รู้จักกันมานานและเขาเป็นคนดีมากๆ แต่! พอเปิดตัว แฟนเก่าก็พยายามกลับเข้ามาพัวพัน แสดงตัวว่าฉันยังรักเธออยู่นะ ปีใหม่ที่ผ่านมายังซื้อทองมาให้ ทำเหมือนยังไม่เลิกกัน แล้วหนูก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ยังอยากมีเขาในชีวิต ทั้งที่มีผู้ชายดีๆ อยู่ข้างๆ หนูแล้ว ต้องทำยังไงดีคะ หนูหาทางออกเรื่องนี้ไม่ได้เลย ถ้าหนูจะเลือกแฟนเก่าก็หมายความว่าหนูทิ้งผู้ชายที่รักหนูและดีกับหนูทุกอย่าง ถ้าหนูเลือกคนใหม่ ความรู้สึกหนูเหมือนกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป หนูต้องทำยังไงดีคะ”

 

A. 

โลกนี้ไม่ได้เหลือแค่ผู้ชายสองคนบนโลกนี้ค่ะ แฟนเก่า ถ้ารักเราจริง ทำไมเขาทิ้งให้เราเป็นแฟนเก่าล่ะคะ คบกับมาตั้ง 5 ปี เขายังหนีไปมีผู้หญิงคนใหม่ได้เลย การกลับมาครั้งนี้เพราะเขามีใจหรือแค่ไม่มีที่ไปเฉยๆ รู้ว่าน้องรักเขามาก แต่ที่ยาก เพราะเขาไม่ได้รักเราเท่าที่เรารักเขา ถึงเอาใจออกหาก ไปคุยกับคนอื่น เลิกกันไปไม่กี่เดือน พอเห็นเรามีทางเลือกใหม่ ก็ทำท่าคล้ายจะกลับมา เอาทองมาให้ งงที่น้องก็รับแฮะ อย่าคิดว่าของมีค่าเหล่านี้จะซื้อใจเราได้ คุณค่าความซื่อสัตย์เพราะรักเธอมา 5 ปี เจอทองแค่นี้ถึงกับใจแกว่งเลยหรือ เขารู้สึกผิดไหมกับการทำร้ายหัวใจเราขนาดนั้น เขาเคยห่วงไหม ว่าเราจะเดินหน้าต่อไปยังไงตอนไม่มีเขา จะร้องไห้เสียใจมากมายแค่ไหน

 

‘อย่าให้การออกจากชีวิตเราไปเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็กลับมาได้ไม่ยากเย็นในที่สุด เหมือนเราคบคนใหม่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนเก่า พอเขาหันกลับมา เราก็รีบจะโผหาเขาซะแล้ว’

 

ถ้าจะกลับไปคบคนเก่า ช่วยแก้ปัญหาเก่าๆ ที่ทำให้เราเลิกกันก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นหนังสือเล่มเดิมอาจจบเหมือนเดิม แฟนเก่ากลับมามัวแต่ดีใจ ลืมคิดไปว่า เรากำลังเปิดโอกาสเสียใจครั้งใหม่ให้ตัวเองหรือเปล่า ใช้เวลาหน่อยน้อง ก่อนที่คนอ่อนแอจะเข้มแข็งใช้เวลาตั้งนาน แต่คนที่เคยเข้มแข็งจะกลับมาอ่อนแออีกครั้งใช้เวลาสั้นมาก เลยอยากให้น้องตั้งสติดีๆ ก่อน

 

กับคนใหม่จะดีกับเราแค่ไหน น้องไม่ได้มีใจให้เขาเท่าไหร่ค่ะ ถ้าเป็นคนดีที่เราไม่ค่อยได้รัก ปล่อยให้เขาไปเจอคนที่รักเขาได้มากกว่าเราเถอะ อีกอย่าง 3 เดือนเอง ใหม่ๆ อะไรก็ดี เวลาสั้นๆ เรามักหันมุมที่สวยที่สุดเข้าหากันอยู่แล้ว อย่าลืมว่า แฟนเก่ากับน้องรักกันมาตั้ง 5 ปี เขายังมีคนใหม่เลย ช่วง 3 เดือนแรก แฟนเก่าก็คงน่ารักคล้ายๆ กับคนใหม่ตอนนี้แหละ ไม่ต่างกัน พอนานวันถึงได้เห็นความจริง ว่ารักเป็นสิ่งไม่แน่นอนที่สุดในโลก

 

‘รักใครก็อยู่กับคนนั้น ถ้าเจอคนที่ไม่รักกัน ก็บอกเลิกให้จบ อย่าคบซ้อน แค่นี้เอง คนใหม่ก็ดี คนเก่าก็ไม่อยากเสียไป หรือจริงๆ ยังไม่มีใครเป็นของเราจริงๆ สักคน คนเก่าอาจกลับมาแค่หวงก้าง เราเป็นคนค่ะ อย่ายอมเป็นก้างให้เขาหวง คนใหม่เป็นคนดีที่น้องไม่อยากเสียไป แต่ถามว่ามีใจเท่าคนเก่าไหม ก็ไม่อยู่ดี’

 

พี่ถึงบอกว่า ในสองคนนี้ไม่มีใครน่าเลือกไงคะ เอาไว้เจอคนที่เรารักมาก จนไม่อยากมองคนอื่นค่อยเลือก น้องใช้คำว่า ถ้าเลือกคนใหม่ หนูจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปคนเก่าสูงค่าขนาดนั้นเชียวหรือ ตอนอยู่ยังนอกใจ จะวนกลับมาใหม่ เรากำลังจะเปิดโอกาสให้เขา จนปิดโอกาสตัวเราที่จะมีความสุขหรือเปล่า เราจะกลับไปเจ็บซ้ำๆ กับคนเดิมๆ อีกไหม สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือคนที่คิดนอกใจ และไม่สนใจว่าน้องจะเสียใจขนาดไหน รู้ว่าความรักไม่ได้ใช้เหตุผล เราถึงไปรักคนที่ไม่ควรรัก อย่าถึงขั้นรักและทุ่มเทจนไม่สนใจตัวเราว่าจะเจ็บหนักแค่ไหนค่ะ

 

ในที่สุด ผู้หญิงที่มีคนมาให้เลือก ว่าจะเลือกคนเก่าหรือคนใหม่ดี อาจไม่ได้มีชีวิตที่น่าอิจฉาอะไร เพราะยังไม่มีใครที่สามารถทำให้เรารักเขาได้หมดใจ จนไม่อยากมองหาคนอื่นๆ อีก น้องยังไม่ต้องรีบแต่งงานในวันนี้ คนเก่าจะกลับมา ถ้าอยากกลับไปหาก็ให้ใช้เวลา อย่าคบซ้อน แล้วอ้างว่าเลือกไม่ได้ เขาเลือกเราหรือเปล่าก็ต้องดูให้ดี คนเก่ากลับมาหนนี้เพราะหวงก้าง หรือที่คนใหม่ยังแสนดีต่อเรา เพราะเขายังไม่รู้ว่าเราจับมือเขา แล้วยังคิดถึงคนเก่า ถ้าวันหนึ่งเขามารู้แบบนี้ ก็ไม่แน่ใจว่า เขายังทำสิ่งดีให้แก่เราแบบนี้หรือเปล่า

 

เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง คิดทีละคน คบทีละคน อย่าเลือกเอามาปนๆ กัน ไม่มีใครได้ไปซะทุกอย่าง แต่เคยเห็นคนที่ไม่เหลืออะไรสักอย่าง เพราะไม่หนักแน่นพอจะเลือกใครสักคนแล้วรับผิดชอบความรู้สึกของคนที่เราเลือก

 

‘อยากได้ความรักดีๆ เราต้องดีพอที่จะได้รับความรักนั้นค่ะ’

HUG Magazine

หัวใจไม่จนมุม

 

“อยากได้คนที่รักเราคนเดียว ในขณะที่เรายังลังเล รักคนนั้น เสียดายคนนี้อยู่เลย มันดูไม่แฟร์นะ คิดดีๆ ค่ะ”

 

— DJ อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล

 


'สามีนอกใจไปคบผู้ชายอีกคน จะทนหรือ?'

Q.

     “พี่อ้อยคะ หนูควรจะทำยังไงดี ตอนนี้ในใจของหนูเหมือนตายทั้งเป็นเลยค่ะ ต้องทนเห็นเขาแอบไปหากัน ทั้งๆ ที่คนคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นผู้ชายในที่ทำงานเดียวกับเขา เวลาหนูมีอะไร เขาก็จะเอาของของหนูไปให้กับคนคนนั้น แต่ตัวเขาเองไม่เคยซื้ออะไรให้หนูเลย พอถามถึงผู้ชายคนนั้นทีไร เราก็ต้องทะเลาะกันเป็นประจำ เขาคงจะรักทางนั้นมากกว่า เขาไม่เคยบอกรักหนูเลยนะคะ ใช้ชีวิตคู่มาจะเข้าปีที่ 10 แล้ว ความรู้สึกตายทั้งเป็น มันเป็นแบบนี้นี่เอง หรือว่าเป็นกรรมของหนูที่เคยไปแย่งแฟนคนอื่นมา ตอนที่รู้จักเขา เขาก็ทำกับแฟนเก่าแบบนี้ เวรกรรมกำลังตามหนูอยู่ใช่ไหมคะ”

 

A.

 

          เคยพูดอยู่บ่อยๆ ค่ะ รักใดที่ได้จากการแย่งชิง เราก็อาจถูกทิ้งไม่ต่างกัน จะเรียกว่ากรรมหรือเปล่าไม่รู้ อยากรู้ว่าเขาเป็นคนรักแบบไหน ให้พิจารณาว่าเขาดูแลคนรักเก่ายังไง ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน เขานอกใจคนเก่ามามีเราได้ แปลกตรงไหนที่ตอนมีเรา เขาจะไปมีใครอื่นอีก คนที่ทำตัวเป็นของแย่งง่าย พอแย่งเขามาได้ เดี๋ยวก็มีคนแย่งต่ออยู่ดี แต่นั่นแหละค่ะ จะกรรมหรือไม่กรรม การกระทำสำคัญที่สุด น้องใช้ชีวิตคู่มาตั้ง 10 ปี ตอนรักคงรักจริง ตอนทิ้งก็ไม่ได้โกหก ความรักมีความเลื่อนไหลค่ะ แค่บางคน ไม่กล้าบอกเลิก แต่กล้านอกใจ หมดรักแต่ไม่ยอมบอกเลิกให้จบๆ กลับคบซ้อน ความยากอีกขั้นก็คือ เขานอกใจไปคบหาผู้ชาย สิ่งที่เขาทำในวันนี้ ไม่สนใจความรู้สึกของเราเลยซักนิด ให้อะไรเขา เขาเอาไปให้ทางนั้น ไม่ยอมลงทุนเองด้วยซ้ำ

 

          สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ สำคัญคือ น้องจะเอายังไงต่อ อย่ามัวแต่รอให้เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจ แขวนเราไว้แบบนี้เรื่อยไป ไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกอะไร จะอยู่เคียงข้างเขาต่อไปทำไม ถ้าไม่ได้อยู่ในใจเขาเลย ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นเพศไหน นอกใจคือนอกใจ โลกนี้ไม่อนุญาตให้เรามีแฟนเพศละคนได้โดยไม่ผิด มีผู้หญิงเป็นภรรยาออกหน้าให้รู้ว่า เขาใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา แล้วหาเวลาไปแอบยุ่งเกี่ยวกับเพศเดียวกัน ทนไม่ไหวก็ไม่ต้องทนนะคะ ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน เราไม่รู้ว่า วันสุดท้ายจะมาถึงเราเมื่อไหร่ เมื่อยังมีลมหายใจ ต้องรีบหาความสุขใส่ตัว ถ้าน้องมัวคิดแต่ว่าเป็นกรรม ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมอย่างนั้นหรือ

         ‘นอกใจใครก็ทำเป็น แต่ที่เราไม่ทำ เพราะไม่อยากให้คนที่เรารักเสียใจ แต่เขาทำ เพราะไม่สนใจความเจ็บช้ำของหัวใจเรา’

          แย่งเขากับผู้ชายอีกคน ทุ่มเทความอดทนยังไงก็ไม่คุ้ม ถามตัวเองก่อน แย่ที่สุดของเรื่องนี้คือถ้าต้องแยกย้ายกันจริงๆ เราประคองชีวิตต่อไปไหวไหม เป็นภรรยาที่สามีเลี้ยงดู หรือเราทำมาหากินได้เอง ถ้าต่างฝ่ายต่างดูแลตัวเองได้ ทางเลือกของเราก็มีมากขึ้น ถ้ายังตีจากเขาไม่ไหว ก็อดทนกันไปสักตั้ง หมดพลังเมื่อไหร่ เราคงหาทางหยุดได้ ให้อะไรเขา เขามักเอาไปให้ผู้ชายของเขาต่อ ก็ต้องพอ และหยุดให้ เปิดใจคุยกันว่าจะเอายังไง ต่างคนต่างไปไหม จะได้ไม่ต้องลำบากใจสร้างครอบครัวกันต่อไปทั้งที่หมดใจแล้ว ถ้าเขาโมโห โวยวาย บอกเขาด้วยว่า ไม่ได้มาทะเลาะ ก็ช่วยกันหาทางออกอยู่นี่ไง ไม่มีใครทะเลาะกับคนที่ไม่อยากทะเลาะด้วยได้ ถ้าเขายังไม่ตัดสินใจ ยังคงเห็นแก่ตัวแบบไม่แคร์หัวใจ น้องเลือกได้เลยว่า เขาควรเป็นสามีของเราต่อไปไหม

 

 

         มีนะคะ บางครอบครัว สามีนอกใจ ไล่ก็ไม่ไป อยู่ก็ไม่ค่อยดูแล แย่ตรงที่ภรรยายังหาเลี้ยงชีพตัวเองไม่ได้ สามีไปยุ่งกับภรรยาของคนอื่น น้องไปคุยกับผู้หญิงคนนั้น เธอก็บอกว่า เห็นใจเถอะ สามีก็นอกใจเธอเหมือนกัน เธอเลยเกิดผูกพันกับสามีของน้อง ไม่ต้องเลิกกันนะ ขอแค่ให้มาหาเธอบ้างบางเวลา น้องหาทางออกไม่ได้ เลยเปิดให้เช่าสามีค่ะ วันไหนเรียกสามีเราไปหา จ่ายมา 200 บาท ค้างคืน 500 บาท ผู้หญิงคนนั้นก็ยอมแฮะ ถามตัวเองดีๆ นะ ว่ามีความสุขจริงไหม ถ้าสามีไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้นเมื่อไหร่ก็เก็บเงิน ผู้ชายที่คล้ายๆ จะขายตัวได้ ควรค่าแก่การเป็นสามีของเราหรือเปล่า น้องบอกว่าเมื่อทำให้เราเสียใจได้ ก็ต้องยอมเสียเงิน บางทีเงินก็ซื้อทุกอย่างไม่ได้นะคะ รักเขา ยังไงเราก็เสียใจอยู่ดี ต่อให้มีเงินกองโต แต่หัวใจก็ร้องไห้ แค่เล่าให้ฟังว่า เราเริ่มมาถึงจุดนี้แล้วจริงๆ เมื่อหยุดการนอกใจของเธอไม่ได้ ก็จ่ายตังค์มาแล้วกัน

 

         โดนคนรักนอกใจยังไงเสียก็เจ็บ ไม่ว่าเขาจะนอกใจไปคบหาเพศไหนก็ตาม แค่ยังคงยืนยันว่า อย่าให้คนหลายใจเป็นคนเลือกก่อนนะคะ เราซื่อสัตย์มาทั้งชีวิต ทำไมจะคิดเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองไม่ได้ ถ้ารู้สึกว่ารักที่ผ่านมาทำให้เรามีกรรมติดอยู่ในใจขนาดนี้

 

 

       “รักครั้งต่อไปตั้งสติให้ดีว่าเราจะไม่ทำร้ายหัวใจใคร เพราะรักที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น สุดท้ายความขมขื่นจะย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจเราอยู่ดีไม่วันใดก็วันหนึ่งค่ะ.”

— DJ อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล


อีกครึ่งของชีวิต จากปลายปากกา “ชลาลัย”

        ถ้าเอ่ยชื่อ สุจิตรา หลายคนคงทำหน้างุนงง แต่หากเอ่ยนามปากกา “ชลาลัย” เป็นต้องร้องอ๋อกัน เมื่อผลงานนับไม่ถ้วนบนเส้นทางนักเขียนหลายสิบปี ล้วนแปรเป็นละครจอแก้วจนถึงภาพยนตร์อันโด่งดัง ทำคนอินทั้งบ้านทั้งเมือง เรียกว่าในวงการน้ำหมึก นามปากกาทองนี้ได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นต้นแบบให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้เดินตามรอย ยิ่งในปีนี้ยังมีอีกหลายเรื่องทั้งในนามปากกา “ชลาลัย” และ “เกตุวดี” ทยอยมาเป็นละครให้ชมกันจนเต็มอิ่ม

        แต่วันนี้ “ชลาลัย” จะเสนอนิยายฉบับพิเศษ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ใด

เป็นนิยายรักซึ่งมีพระเอกชื่อ “ประภัสร์ แสงฤทธิ์” และนางเอกชื่อ “สุจิตรา จินตนาเรขา” พร้อมกับเหล่าโซ่ทองคล้องใจทั้งสาม ธงรวี, ธนภัทร, ศุภิสรา

มาเปิดบ้านแสงฤทธิ์กันเลยค่ะ

 

 

ความลับที่ไม่เคยเปิดเผย

    วันแรกซึ่งทั้งสองได้สบตากัน คือวันที่คุณแม่สุไปหาเพื่อน ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีในบริษัทของพี่ชายคุณพ่อภัสร์ ช่วงแรกทั้งสองต่างไม่ได้สนใจกัน ได้แต่ทักทายตามประสาคนรู้จัก แต่นานวันเข้าเพื่อนรักก็กลับเป็นกามเทพโดยไม่รู้ตัว คอยเล่าเรื่องราวของอีกฝ่ายให้อีกฝ่ายฟัง จนทั้งคู่รับรู้ตัวตนและสถานภาพของคนที่ตนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

              คุณแม่สุ: ตอนแรกเจอ เขาโสดแต่มีแฟน ส่วนเราก็มีครอบครัว ต่างไม่ได้รู้สึกอะไรกัน จนถึงตอนที่ต่างฝ่ายต่างเป็นโสด เขาเลิกกับแฟน ส่วนเราก็เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ได้มีโอกาสเจอกันมากขึ้น ไปทานข้าวกันเป็นกลุ่มๆ จนเป็นความคุ้นเคยขึ้นมา เมื่อเริ่มคบกัน ก็คิดว่าถ้าลูกเข้ากับเขาไม่ได้ก็ไม่คบต่อนะ วันนั้นนัดทานข้าว เป็นวันแรกที่พาลูกไปด้วย พี่ภัสร์นั่งอยู่แล้วบอกว่า “น้องบอล มาหาพ่อสิ” ปกติบอลเป็นคนหวงตัว ไม่ยอมให้ใครอุ้มนอกจากคนในครอบครัว แต่วิ่งเข้าไปหาแล้วให้อุ้ม ให้ป้อนข้าว เราก็ดีใจ คิดว่าคนนี้คงใช่แหละ เป็นคนที่จะดูแลเราได้ ผ่านมาสามสิบกว่าปีก็พิสูจน์แล้วว่าใช่จริงๆ เขาเหมือนเป็นพ่อลูกกันจริงๆ บอลมารู้ตอนเรียนมัธยม พอบอกเขา เขาก็นิ่ง บอกว่านึกแล้ว สงสัยมาตลอดว่าทำไมในทะเบียนบ้าน ชื่อพ่อเขาเป็นชื่ออื่น ที่ผ่านมาไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย นอกจากแค่ในหมู่ญาติ เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยแบบนี้ (ยิ้ม) วันนี้ก็ได้ขออนุญาตจากลูกชายมาแล้ว ที่จะเล่าเรื่องนี้

              ตอนนี้บอลโตเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัวของตัวเอง ไม่เคยรู้สึกว่าพ่อไม่ใช่พ่อ แถมรักเขามากกว่าน้องอีก จนต้องคอยบอกพ่อว่าอย่าดุน้อง ลูกทั้งสามคนไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย พอรู้ก็ตกใจนิดหน่อย แต่สามพี่น้องก็รักกัน ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้รู้สึกแปลกแยกแตกต่าง คนข้างนอกมักบอกว่าบอลเหมือนพ่อภัสร์มาก เราไม่กีดกันการเจอพ่อแท้ๆ ตกลงไว้ว่าให้ลูกโตก่อนนะ ให้ลูกรู้สึกรับทุกอย่างได้ก่อน เมื่อลูกรับได้ก็ให้เจอกัน ได้เจอทั้งปู่ย่า งานบวชก็มาร่วมงาน ฝ่ายนั้นขอบคุณด้วยว่าถ้าเลี้ยงเอง ลูกคงไม่ได้ดีแบบนี้

             คุณพ่อภัสร์: ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร (ยิ้ม) ทุกวันนี้ทุกคนเหมือนเป็นญาติกัน ไปมาหาสู่กันเสมอ ไม่มีปัญหาอะไร ณ วันนั้นผมตั้งจิตอธิษฐานในใจว่าถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกผมจริง ขอให้เขาเข้ามาหาผมอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อผมนั่งลงแล้วอ้าแขนเรียกเขา ว่ามาหาพ่อสิลูก สุที่ยืนอยู่ห่างๆ ไม่ได้ผลักดันลูกเลย แต่บอลวิ่งมาหาผม มากอด มาหอม ความรู้สึกผมในตอนนั้นเขาคือลูกเราจริงๆ มันอบอวลอบอุ่นเหมือนมีแสงเข้ามาในตัวผม เด็กคนนี้คือลูกผม ไม่มีสิ่งใดต้องตะขิดตะขวงใจสักนิด

 

พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน

         เรื่องราวที่ได้ยินจากเพื่อนมาตลอด ทั้งความสู้ชีวิต นิสัยใจคอต่างๆ จนได้มาสัมผัสเอง ทำให้คุณพ่อภัสร์รับรู้ว่าตัวจริงของฝ่ายหญิงเป็นคนอย่างไร ได้รู้ว่าผู้หญิงตัวคนเดียวนี้ต้องรับภาระต่างๆ มากมาย เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คุณพ่อภัสร์จึงคิดในฐานะผู้ชายที่ชอบเขาแล้วว่า จะสามารถช่วยได้อย่างไรบ้าง ถ้าน้องบอลรับเขาได้ คุณพ่อภัสร์ก็พร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกันกับคุณแม่สุอย่างเต็มใจ

             คุณพ่อภัสร์: ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองจะช่วยให้ครอบครัวเขาดีขึ้นยังไง แต่เมื่อรักเขาแล้ว ก็กล้าที่จะก้าวเข้าไปสู้ร่วมกับเขา ผมคิดแค่นั้นเอง (ยิ้ม) ผมพิสูจน์ให้เห็นว่าเราไม่ทิ้งกัน ไม่เคยทะเลาะกัน ถ้ารู้ว่าเขาโกรธ ผมก็หาทางเลี่ยงไปทำอย่างอื่น เพราะผมต้องการอยู่กับเขาจริงๆ

              คุณแม่สุ: พออายุมากขึ้นต่างคนต่างแก่ (หัวเราะ) มีความงี่เง่ากันบ้าง เช่น อายุมากก็ขี้ลืม พอเขาลืมอะไร เราก็โมโห เราก็เป็นเหมือนกัน อายุมากขึ้นความอดทนต่ำลง โมโหใส่ง่าย จะรู้ตัวว่าทำไมต้องโมโหกับเรื่องแค่นี้เอง ชีวิตเราเป็นผู้ใหญ่ เพราะต้องดูแลที่บ้านมาตลอด ฝึกความเป็นผู้นำมาแต่แรก ไม่ได้กลัวการที่ต้องดูแลลูก เพื่อนก็คอยเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง ได้รู้ว่าพี่ภัสร์เป็นคนอย่างไร รู้ว่าเขาเสียสละเพื่อครอบครัว ซึ่งคล้ายกับเรา ทำให้เหมือนรู้จักกันมานาน

 

 

หลักคิดที่ทำให้ครอบครัวมีสุข

            คุณพ่อภัสร์: หลักที่ผมใช้คือ ห้ามทะเลาะต่อหน้าลูก เพราะลูกสำคัญที่สุด ถ้าทำให้เห็นก็จะเป็นแบบอย่าง เมื่อลูกออกไปสู่สังคมก็จะทำแบบนั้น การเที่ยวเสเพลก็หลีกเลี่ยง พยายามทำตัวให้เป็นแบบอย่าง ให้ลูกได้เห็นสิ่งดีจากพ่อและแม่ เช่น การทำกับข้าวทานด้วยกัน มันสร้างชีวิตครอบครัว ให้เงินไปซื้อแต่ไม่ทานด้วยกันในครอบครัว มันผิด กลายเป็นครอบครัวที่แตกฉานซ่านเซ็น ที่บ้านก็มีซื้ออาหารจากข้างนอก แต่กลับมาทานร่วมกันกับทุกคนในบ้านเสมอ

            คุณแม่สุ: บนโต๊ะอาหารจะมีเรื่องเล่า (ยิ้ม) บางทีลูกไปเจอเรื่องอะไรมาก็มาเล่าให้ฟัง และที่บ้านจะมีประชุมสองครั้งในหนึ่งปี ทุกคนต้องพร้อมหน้ากัน แต่ละคนมีอะไรเล่าได้หมด เปิดโอกาสให้พูดทุกคน แม้กระทั่งพ่อแม่ ทำอะไรผิดพลาดหรือไม่ดี หรือไม่พอใจพ่อแม่เรื่องอะไร พูดมาได้เลย เราจะไม่โกรธลูก พวกเราคอยอัพเดทเรื่องราวกัน ทำให้ทุกคนรู้เรื่องของกันและกัน มีปัญหาให้คำแนะนำ ชีวิตคู่เองก็เช่นกัน มีอะไรให้พูดคุย เข้าใจกันแล้วก็จบ อย่าเก็บกลับมาคิด การเดินทางของชีวิตคู่มันยาวนาน จัดการให้เหมาะสมแล้วก็ปล่อยไป

             คุณพ่อภัสร์: เราสองคนมีปัญหาจะไม่เก็บไว้ จึงไม่มีปมในใจกัน เพราะถ้าเก็บไว้นานๆ พอระเบิดก็พัง ความไว้เนื้อเชื่อใจคือสำคัญ เราไม่มีเรื่องชู้สาว อยู่กันเปิดเผย ไม่สบายใจก็ต่างถามกัน ไม่เก็บไว้ ถามแล้วก็จบไป (ยิ้ม)

             คุณแม่สุ:  ก่อนนี้ปัญหาส่วนมากเกิดจากเรื่องเล็กน้อย อายุเราห่างกันห้าปี ช่วงใหม่ๆ มีเรื่องหึงหวงกันบ้างตามประสาหนุ่มสาว ต่อมาเริ่มมีเหตุมีผลแทน ความรักหวานแหววก็เปลี่ยนเป็นเอื้ออาทรกัน มีเรื่องอะไรจะคิดถึงเวลาที่ลำบากด้วยกันมา และสิ่งที่ประทับใจในตัวเขาที่สุด คือเขารักลูกมาก (ยิ้ม)

 

ส่วนประกอบของพระเอก

            เมื่อเป็นนักเขียนนิยายรักย่อมต้องมีคำถามว่าได้ถ่ายแบบสามีข้างกายคนนี้ลงไปในนิยายบ้างไหม คุณแม่สุยอมรับโดยดุษณีว่ามี แต่เป็นการใส่ข้อดีทีละนิดละหน่อยลงไปผสมให้กลมกล่อม

            คุณแม่สุ: พี่ภัสร์ช่างเอาใจ ทำอาหารให้กิน ก่อนนอนมีนวดให้ มีบ้านสองหลัง บางทีทำงานต้องการสมาธิก็แยกนอนกัน เขาบอกว่าคิดถึงนะ กลับมาเถอะ นอนไม่หลับ (ยิ้ม) เอาใจใส่ มีความโรแมนติกในแบบง่ายๆ เช่น วันวาเลนไทน์เดินเจอดอกไม้ข้างทางก็เด็ดมาให้ (หัวเราะ) ส่วนเราไม่เป็นนางเอกนิยายตัวเอง เหมือนเข้าไปดูชีวิตคนมากกว่า ตัวละครมีนิสัยของตัวเอง มาเจอกัน พูดสนทนากัน มันเป็นชีวิตของพวกเขาที่โลดแล่นกันเอง เรื่องเดียวที่เกี่ยวข้องคือไฟน้ำค้าง นางเอกมีอาชีพเป็นนักเขียน มีแค่ตรงนั้น

 

 

เมื่อเลือกสลับบทบาท

            ในยุคปัจจุบันฝ่ายชายเริ่มหันมาเป็นพ่อบ้านมากขึ้น ให้ฝ่ายหญิงเป็นคนออกไปทำงานแทน ปรับให้เหมาะสมกับความถนัดของแต่ละคน แต่ในสมัยก่อนนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้ สำหรับครอบครัวนี้ สังคมไม่สำคัญเท่าการรักษาครอบครัวตนให้อยู่รอด ก่อนที่จะสายเกินไป

            คุณแม่สุ: เคยทำธุรกิจก็มีวิถีชีวิตอีกแบบ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ได้อุ้มลูกวันละห้านาที แล้วส่งให้พี่เลี้ยงต่อ เรามีลูกมาทำไม เมื่อไม่มีเวลาให้ลูก ต่างคนต่างไปงานเลี้ยง กลับบ้าน 4-5 ทุ่ม ชีวิตครอบครัวเต็มไปด้วยความอ้างว้าง ทำงานเหมือนคนบ้า ไม่ได้เจอหน้ากัน เลยตัดสินใจคุยกันว่าขอให้สุทำนะ แล้วพ่อไม่ต้องทำ เขาก็ตกลง ที่สำคัญต้องหนักแน่นทั้งคู่ (ย้ำ) เพราะคนรอบข้างมักพูดชวนเป็นเรื่องทะเลาะอีก สัญญาแล้วเราต้องทำได้ด้วย ตัดสินใจพาครอบครัวกลับชลบุรี วิถีชีวิตเปลี่ยนหมด ได้เป็นครอบครัวจริงๆ จนวันนี้มีความสุขดี (ยิ้ม) ครอบครัวอื่นก็มองว่าทำไมเป็นแบบนี้ได้นะ เพราะเราสองคนรู้จักการปรับ ถ้าไม่ปรับคงพังหรือแยกย้ายกันไปแล้ว ถ้าให้เลิกเป็นนักเขียนเราทำไม่ได้ มันคือจิตวิญญาณของเรา แต่สามารถดูแลครอบครัวด้วยวิชาชีพนี้ได้ เขาเห็นมาแล้วที่เราเคยเลี้ยงทั้งครอบครัวมาก่อน เลยเชื่อใจ และพี่ภัสร์ดูแลลูกๆ ดีมาก จนถึงวันนี้ไม่ได้ตัดสินใจผิดเลย

           คุณพ่อภัสร์: ตอนทำงาน ออกจากบ้านแต่เช้าแล้วกลับดึกทุกวัน ไปงานสังคมกับเพื่อนหรือลูกค้า บางทีกลับมาเห็นภรรยานอนกอดลูกเล็กๆ ก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา ดูไม่มีความอบอุ่น ลูกๆ เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เลยย้อนมาคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่ สุทำงานเขียนหนังสืออยู่บ้าน ดูแลลูกไปด้วย เหมือนไปเพิ่มภาระให้เขา ผู้ชายมักคิดว่าทำงานข้างนอกเหนื่อยมาแล้วนะ มันไม่เหมือนกัน ผู้ชายต้องช่วยทำงานบ้านบ้าง เลยตัดสินใจเปลี่ยน ผมมีความสุขดี ได้ดูแลเขากับลูกๆ ได้ทำกับข้าวให้ทาน ที่บ้านอบอุ่นไม่รู้สึกขาดอะไร สุก็ทำงานเขียนออกมาได้เยอะ มันไม่ได้ทรมานหรือกดดันผมเลย กลับชอบมากกว่า เพราะได้สิ่งที่ดีขึ้นมาแทน (ยิ้ม)

           คุณแม่สุ: ตัดสินใจอยู่กันเรียบง่าย ไม่ติดต่อใครในสังคมเก่าที่เคยอยู่ นอกจากส่งนิยาย ไม่เคยให้สัมภาษณ์อีก จนคนคิดว่า “ชลาลัย” ตายไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะเห็นแต่ผลงาน ไม่เคยเห็นตัวจริง ตอนแรกพ่อแม่หมู่ญาติไม่ยอมรับในเรื่องนี้ บางคนมีแดกดันบ้างว่า ตกลงใครเป็นผัวเป็นเมีย หรือเกาะเมียกิน แต่เราสองคนผ่านตรงนี้ด้วยการหันหน้าถามกันเองว่า นี่คือครอบครัวของเรา เวลาเราทุกข์ เราทุกข์ด้วยกัน เวลาเราสุข เราสุขด้วยกัน ใครช่วยให้เราสุขหรือทุกข์ เราเลือกเองได้ เพราะคือครอบครัวเรา ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เราก็คือภรรยาของเขา เขาก็คือสามีของเรา แค่เปลี่ยนหน้าที่เท่านั้น

 

 

ความเข้มข้นในทุกตัวอักษร

            คุณแม่สุ: หายไปเกือบยี่สิบปี สมัยก่อนมีคนอยากซื้อนิยายไปทำหนัง ต้องประกาศลงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่าต้องการติดต่อคุณ “ชลาลัย” จะซื้อนิยายเรื่องนี้ ญาติต้องมาบอกให้รู้ เราถึงติดต่อกลับไป ตอนนั้นติดต่อแค่ดาราภาพยนตร์ด้วยการเขียนนิยายแล้วส่งแฟกซ์ไป ไม่ยุ่งไม่สนใจใคร นักเขียนด้วยกันก็ไม่ติดต่อ

            คุณพ่อภัสร์: สมัยก่อนต้นฉบับเป็นกระดาษ ต้องหอบเป็นปึกเวลาไปขายต้นฉบับ ผมได้เห็นการทำงานของเขา ดูเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะ (ยิ้ม) ถ้าวันไหนไม่ได้ยินเสียงพิมพ์ดีดเหมือนอรรถรสบางอย่างในชีวิตขาดไป ไปต่างจังหวัด ต้องหิ้วพิมพ์ดีด กระดาษปึกหนึ่งใส่ท้ายรถไปด้วย ขึ้นเขาไปดอยทำได้เต็มที่ ผมชอบมากเวลาที่เห็นสุนั่งทำงานมีสมาธิ รู้สึกประทับใจ เหมือนมีพลังออกมา ถ้าพูดแบบไม่อาย โอเค ครอบครัวไม่อดตายละ (หัวเราะทั้งคู่) แล้วไฟเขาโชติช่วงมาก ผมช่วยได้แค่ทำกับข้าว งานบ้าน แต่เรื่องงานทำให้ไม่ได้ พอได้ยินเสียงพิมพ์ดีดรัวยาวต่อเนื่องมีสมาธิ ก็เกิดพลังใจ มองหน้าลูก เห็นความก้าวหน้าของครอบครัว ประทับใจทุกครั้งที่ได้ยิน ได้เห็นภาพนั้น

           คุณแม่สุ: เดี๋ยวนี้ไม่ประทับใจเพราะไม่เห็นภาพนั้นแล้ว ใช้คอมฯ แทน (หัวเราะทั้งคู่) สมัยก่อนพูดได้เลยว่าเมื่อไรที่คุณโขกงานก็ได้เงิน ทุกตัวอักษรมีค่าหมด เขียนอะไรมาขายได้หมด ถ้าเปิดเรื่องใหม่ อาทิตย์หน้าผู้จัดละครจะจองเข้ามาละ สำนักพิมพ์จะมาจองตั้งแต่ยังเป็นชื่อเรื่อง ตอนเก็บตัว ติดต่อกับสำนักพิมพ์บางแห่งเท่านั้น ทำเท่าที่ทำได้ ไม่เหมือนสมัยอยู่กรุงเทพฯ เกรงใจคนนั้นคนนี้ ถึงขั้นเขียน14ตอนของ14เรื่องต่ออาทิตย์ เวลาได้ยินเสียงโทรศัพท์สะดุ้งเฮือกเลย มันเครียดมาก ตายไม่ได้เลยนะ เพราะแต่ละที่ปิดเล่มไม่พร้อมกัน เราเหมือนคนบ้าจริงๆ ขับรถอยู่ โดนโทร.ตาม ต้องไปในปั๊มนั่งเขียนแล้วส่งแฟกซ์ให้เขา รู้สึกเหมือนคนใกล้ตาย ต่อมาค่อยๆ ลดจำนวนเรื่องลง ไปอยู่ต่างจังหวัด เขียนประมาณ5-6เรื่อง ก็อยู่ได้ อยู่กรุงเทพฯใช้เงินเยอะ สังคมเยอะ อยู่ต่างจังหวัดสบายขึ้น

 

ปรับตัวกับวงการน้ำหมึกในยุคใหม่

            ชีวิตคือการปรับตัวคงไม่ผิด เมื่อตลาดเปลี่ยน แนวการอ่านเปลี่ยน รวมถึงช่องทางการติดตามก็เปลี่ยน “ชลาลัย” นักเขียนคนดังจึงต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน แล้วเป็นนักเขียนรุ่นเก่าคนแรกๆ ที่กระโจนเข้าสู่ตลาดรุ่นใหม่อย่างไม่หวั่นเกรงใดๆ

           คุณแม่สุ: สำนักพิมพ์และนิตยสารปิดตัวไปเรื่อยๆ หัวใหญ่ที่สุดอย่างดาราภาพยนตร์ปิด เรารู้ว่าความไม่แน่นอน ช่วงที่อยู่กับครอบครัวไม่ได้ตามข่าวในวงการเขียน เหมือนคนอยู่ในถ้ำมานาน ไม่รู้จักนักเขียนชื่อดังของยุคสมัย พิมพ์งานขายเองเป็นล้าน ได้ลองศึกษาอีบุ๊คเพราะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เรามองว่าหนังสือเล่มเริ่มตันละ อยากรองรับผู้อ่านที่ดูละครแล้วอยากอ่านนิยายก็มาโหลดไปอ่านได้ 

             โชคดีที่สนใจเว็บ Meb จึงโทร.ติดต่อโดยตรง บังเอิญว่าเจ้าของเว็บเป็นคนรับสายเอง เราบอกว่าสนใจในอีบุ๊คแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ถ้าจะเอาหนังสือมาลงอีบุคขาย ต้องทำอย่างไร พอบอกเขาว่าเราเป็นใคร เขาก็ไม่อยากเชื่อว่าพี่ “ชลาลัย” ตัวจริงเหรอ (หัวเราะ)

             ตอนนั้นไม่มีนักเขียนรุ่นเราไปลงในเว็บเขาเลย เขาก็อธิบายให้ฟัง และบอกว่าเอานิยายที่เราถือลิขสิทธิ์ทั้งหมดมา ผมจะทำให้เอง จากกระดาษเป็นไฟล์ลงคอม จัดหน้า ทำปกให้ อยู่ที่ความไว้วางใจกันจริงๆ ทุกวันนี้ทำที่เว็บนี้ที่เดียว พอเริ่มทำเพจเอง ก็มีนักเขียนแนวสารคดีที่ใช้นามปากกา “เกตุวดี” เหมือนกัน เข้ามาแนะนำตัวแล้วบอกว่าไม่รู้ว่ามีนามปากกานี้มาก่อน ตอนนั้นเขาเปลี่ยนไม่ได้เพราะพิมพ์หนังสือไปแล้ว แต่เขาขอใช้คำลงท้ายต่อเป็น “เกตุวดียามามูระ”  เราถือว่าโอเค เพราะเขาเป็นคนติดต่อเข้ามาก่อน (ยิ้ม)

 

ความรู้สึกที่ประทับในส่วนลึก

            คุณแม่สุ: พอได้มาอยู่ด้วยกันถึงรู้ว่าไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นเลย เพราะช่างดูแลทุกอย่าง เสื้อผ้าหน้าผม เส้นด้ายที่โผล่ออกมา จะหากรรไกรมาตัดให้ บอกไม่ดูเรียบร้อย (ยิ้ม) เขาเป็นคนใส่ใจกับเรามาก และการดูแลลูกๆ ประทับใจมากๆ ดูแลน้องบอลตามที่สัญญาว่านี่คือลูกของเขา ไม่มีใครติได้เลยในเรื่องนี้ จนตอนนี้บอลแต่งงานจะมีหลาน ก็ยังรักเหมือนเดิม ญาติพี่น้องยอมรับ แม่เรารักเขามาก เพราะรู้ว่ารักลูกเราจริงๆ

            คุณพ่อภัสร์: ผมคงไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่าผมจะดูแลคุณกับลูกๆ ตลอดไป ให้มีความสุขมากๆ เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจมาแต่แรก ผมไม่เคยลืมคำพูดตัวเอง จะรักและเทิดทูนบูชาความรักตามที่ให้สัญญาเอาไว้ทุกคำ สิ่งนี้อยู่ในหัวใจผมตลอด ไม่ว่าจะเป็นอะไรไปก็ตาม

 

 

ทั้งแววตาและรอยยิ้มที่ทั้งสองต่างมีให้แก่กันในยามนี้ คงไม่สามารถบันทึกด้วยตัวอักษรใดได้หมดสิ้น แต่แน่ชัดแล้วว่านิยายฉบับพิเศษของ “ชลาลัย” เรื่องนี้ พระเอกรักนางเอกด้วยหัวใจทั้งดวงดุจเดียวกับนางเอกเองก็รักพระเอกจนหมดใจเช่นกัน

 

HUG MAGAZINE

รักไม่รู้จบ

เนื้อเรื่อง: มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

ภาพ: อนุชา ศรีกรการ


'แม่สามีก็มีเรื่องให้เจ็บปวด'

Q.

          “ตอนนี้ดิฉันเป็นแม่สามีมือใหม่ค่ะ ลูกชายอายุ 25 ปี พาสะใภ้อายุ 17 ปี มาใช้ชีวิตร่วมกัน ดิฉันก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับเขา เเต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อก่อนนี้ดิฉันดูแลห้องนอน เสื้อผ้าของลูกชาย พอมีเมีย เมียควรดูแลใช่ไหมคะ เเต่เมียไม่ทำเลยค่ะ ให้เมียดูแลเเค่ห้องนอนและเสื้อผ้าของตัวเองเท่านั้น เดือนแรกที่มาอยู่ เขาทำงาน ดิฉันก็เข้าไปเก็บกวาดเช็ดถูให้ พอเดือนที่ 2 เขาไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ก็ไม่ทำเลย ตอนนี้ห้องรกมาก เสื้อผ้ารอซักล้นตะกร้า เขาก็ไม่ทำ ดิฉันจะทำยังไงดี พูดและสอนดีๆ ก็รับปากว่าจะทำ แต่ดิฉันแอบดูมาหลายวันแล้วก็ยังไม่จัดการเลยค่ะ มีวิธีไหนแนะนำบ้างมั้ยคะ พรุ่งนี้ลูกชายมีกางเกงใส่แค่ตัวเดียวแล้ว”

 

 

A.

          ด้วยความเคารพค่ะ คุณแม่ ดีใจที่ไว้วางใจ ส่งคำถามเข้ามาคุยกันนะคะ คุณแม่ต้องปรับใจก่อน ลูกชายเป็นลูกของเราวันยังค่ำ ไม่ว่าอายุมากขนาดไหน ก็ยังเป็นเด็กในสายตาคุณแม่เสมอ นี่ขนาดตัวเองจัดรายการวิทยุมาเกือบ 30 ปี วันนี้จัดรายการเสร็จกลับบ้าน แม่ยังโทร.ถามเลยว่า “ถึงไหนแล้วลูก” คำถามซ้ำๆ เดิมๆ ที่เพิ่มเติมคือ ทำให้รู้ว่าเรายังมีแม่อยู่ใกล้ๆ วันนี้ลูกชายของคุณแม่เลือกคนที่เป็นคู่ชีวิตแล้ว บางเรื่องคุณแม่ต้องทำใจว่า เลือกแบบไหนได้แบบนั้นนะลูก ครอบครัวที่สร้างเขา ได้เห็นครอบครัวที่เขาสร้างแล้ว พ่อแม่สอนให้ลูกพูดคำว่า “รัก” จนมาบอกรักคนอื่นได้แล้ว ตั้งแต่นี้คุณแม่คงต้องมองอยู่ไกลๆ เพราะความห่วงใยอาจกลายเป็นแรงกดดันโดยที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจ

          วันนี้ลูกโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว เรียนจบ ทำงาน และสามารถเป็นพ่อคนได้ด้วยซ้ำ ถ้าคุณแม่ยังทำทุกอย่างให้ เหมือนเขาเป็นเด็ก เขาจะกลายเป็นลูกเล็กของคุณแม่ไปเรื่อยๆ ปล่อยเลยค่ะ จะเหลือกางเกงในตัวเดียว ถ้าไม่ซัก ไม่ทำ หรือต้องรอให้ภรรยาจัดการให้ เขาก็ต้องไปสื่อสารกันเอง ไม่ใช่เรา รู้ว่าตอนนี้การนิ่งอาจจะเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับคุณแม่ แต่คงเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุด ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ลองพูดสิ่งที่อึดอัด โดยการคุยกับลูกชายของเราดีๆ

          “เป็นยังไงบ้างลูก เป็นลูกของแม่อยู่ดีๆ กับการเป็นสามีใครซักคน เหนื่อยต่างกันไหม”

“ภรรยาลูกเป็นยังไงบ้าง”

“มีอะไรคุยกับแม่ได้เหมือนเดิมนะ ยังรักและห่วงเสมอ แค่บางทีแม่ไม่รู้ว่าจะยังเตือนอะไรเหมือนเดิมได้หรือเปล่า”

 

          พูดในเชิงโยนหินถามทางค่ะ ถ้าลูกบอกว่า “โถ แม่ครับ เหมือนเดิมแหละ ผมก็เป็นลูกแม่เหมือนเดิม” คราวนี้คุณแม่ก็ค่อยๆ บอกถึงสิ่งที่คุณแม่คิด “ช่วงนี้โควิดน่ากลัวนะลูก ทำห้องหับให้สะอาดเข้าไว้ แม่ไม่เข้าไปยุ่งไปจัด ถ้าเมียอยู่ ให้เขาช่วยดูก็ได้นะ แม่ก็ห่วงสุขภาพลูกและลูกสะใภ้นั่นแหละ” ค่อยๆ หยอดทีละนิด ไม่ต้องคิดหวังผลไกล แค่ไม่ทำให้เขารู้สึกว่า แม่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตคู่ของเขามากเกินไป ก็ถือว่าได้ผลแล้วครึ่งหนึ่ง

 

 

          คุณแม่ยังคงเป็นคุณแม่ที่น่ารักนะคะ บางคนฟาดไปแล้ว แรงใส่ลูกสะใภ้จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของลูกชาย ในเมื่อครอบครัวที่สร้างเรา กลับไม่ชอบครอบครัวที่เราสร้าง คนกลางมักทรมานที่สุด มีเหมือนกันที่สร้างเงื่อนไข ตกลงจะเลือกใคร เมียหรือแม่ โถ ใครจะเลือกได้ล่ะคะ คนหนึ่งสร้างชีวิต คนหนึ่งเป็นหัวใจ ก็ต้องค่อยๆ ประนีประนอมกันไป คนหนึ่งเป็นสุดที่รัก อีกคนก็รักที่สุด ต่างมีความสำคัญในแต่ละจุดของชีวิต ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอ หรือในละครก็มีให้เห็นเยอะแยะ คือปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ไงคะ มีให้เห็นกว่าปัญหาพ่อตากับลูกเขย หรือเพราะผู้หญิงมีมุมละเอียดอ่อนเยอะกว่า แสดงความเป็นเจ้าของมากกว่าก็ไม่รู้

          สำหรับลูกชายและลูกสะใภ้ของคุณแม่ ต้องยอมรับว่า เขาแต่งงานกันเร็วนะคะ ผู้ชายวัย 25 ยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะใช้เวลาในการดูใจ เพื่อเลือกใครซักคนมาเป็นคู่ชีวิต ส่วนลูกสะใภ้อายุ 17 ปี ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ยังไม่ทันได้ปิดตำราก็กินตำแหน่งภรรยาซะแล้ว เรื่องวัยสำคัญนะคะ ไม่ทันได้เรียนรู้โลกกว้างใหญ่ ต้องมาเจอความรับผิดชอบมากมายในชีวิต ยังเป็นลูกสาวได้ไม่เท่าไหร่ต้องกลายมาเป็นลูกสะใภ้ ดูแลตัวเองยังไม่ไหวแต่ต้องดูแลสามีตัวเองเพิ่มด้วย คุณแม่เลยยังต้องช่วยอยู่แบบนี้ ดูกันไปทีละวันค่ะ

          ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ระยะยาวจะรอดไหม แต่ในเมื่อเขาเลือกกันแล้ว คุณแม่ลองตั้งสติ แล้วนิ่งดูซักตั้ง มีอะไรอยากเตือนกันก็ต้องใช้น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความรักและหวังดี ไม่ใช่ตำหนิติเตียน เด็กยุคใหม่กระทบกระเทือนใจง่าย ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะฝากชีวิตลูกชายกับสะใภ้วัย 17 เลยค่ะ ค่อยๆ ฝึกให้ลูกชายมีวินัยกับตัวเองวันละนิด อย่างน้อยก็ดูแลชีวิตตัวเองได้ก่อน

 

          หัวอกพ่อแม่ล้วนหวังจะฝากชีวิตลูกสาวไว้กับผู้ชายดีๆ แต่ในเมื่อทั้งสองคนต่างเลือกและคาดหวังซึ่งกันและกัน ก็ต้องรับผิดชอบกันเองในสิ่งที่เขาเลือก พ่อแม่ในวันนี้บางทีไม่หวังให้เขยหรือสะใภ้มาดูแลด้วยซ้ำ แค่ไปดูแลซึ่งกันและกันให้ดีก็มีความสุขที่สุดแล้ว ไม่เหมือนครอบครัวจีนสมัยก่อน เมื่อสะใภ้เข้ามาต้องดูแลทั้งครอบครัวของสามี รวมถึงพี่น้อง วันนี้ยุคเปลี่ยน โลกเปลี่ยน แค่เขารักกัน ไม่ทำให้ครอบครัวมีปัญหาก็ดีหนักหนาแล้ว

         เป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ รู้ว่าเป็นห่วงแค่ไหน แต่บางเรื่องลูกต้องเรียนรู้จากชีวิตจริง เพราะสิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือแม่ไม่ได้อยู่ดูแลลูกตลอดชีวิตแน่ๆ ลูกจะเดินยังไง ล้มแบบไหน แล้วลุกขึ้นมาสู้ยังไง ต้องทำให้ได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหา แล้วแม่ต้องคอยแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง ลูกจะมองว่า โลกใบนี้มันสวยเกินไป ผู้หญิงที่ลูกจะเลือกมาอยู่เคียงข้างทั้งชีวิตถึงต้องคิดให้ดี คนที่จะแบ่งปันความสุข เฉลี่ยความทุกข์ สุขก็เล่า เศร้าก็ฟ้อง แม่ถึงต้องมองอยู่ห่างๆ ถ้ายังต้องวิ่งเข้าไปประคองทุกครั้ง ลูกอาจอ่อนแอเกินกว่าที่จะเดินหน้าต่อไปบนโลกใบนี้ค่ะ.

 

HUG MAGAZINE

หัวใจไม่จนมุม

พี่อ้อย นภาพร


'Club Friday 101' ดีเจอ้อย & เฮียไนซ์

Club Friday 101

     “สวัสดีค่ะ” เสียงคุ้นเคยที่ได้ยินแล้วสบายใจของ ‘ดีเจอ้อย’ นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล กับรายการฮิตสำหรับทุกคนที่มีปัญหาความรักและต้องการคำแนะนำ Club Friday มาวันนี้เจ้าของเสียงยินดีมา   เปิดตัวแขกรับเชิญคนแรกของ Club Friday ที่ไม่ได้ออกอากาศที่ไหน ไม่ใช่ใครอื่น หนุ่มหล่อเสียงดีมาดนิ่ง ‘เฮียไนซ์’ นวพล จุลอมรโชค ซึ่งทุกวันนี้ยังคงเป็นคนพิเศษที่อยู่เคียงข้างเสมอมา รวมทั้งเป็นพลังใจสำคัญให้กัน

 

 

สายแรกของ Club Friday

ย้อนกลับไปสมัยรู้จักกันไม่นาน เมื่อก่อนดีเจกับศิลปินทำงานใกล้ชิดกัน พอมีอัลบั้มใหม่ก็ส่งข้อมูลให้ มีงานแถลงข่าว ใครออกอัลบั้มใหม่ก็มีสัมภาษณ์ หรือไปงานเปิดอัลบั้ม พี่อ้อยที่เป็นดีเจจัดรายการวิทยุ กับเฮียไนซ์ที่เป็นนักร้องมีอัลบั้มจึงได้มาพบเจอกันบ่อยครั้งตามประสาคนในแวดวงเดียวกัน มีรวมกลุ่มโยนโบว์ลิ่ง กินข้าว ทำกิจกรรมฉันเพื่อน

      “ตอนนั้นเราสองคนเป็นเพื่อนกันมากกว่า ตัวพี่ก็รู้สึกว่าไม่ควรมีแฟนที่เป็นศิลปิน ไม่รู้ว่าทำไม”

แล้วเพราะเหตุใดจังหวะหัวใจจึงจูนกันได้ เราถามด้วยความสงสัย เฮียไนซ์ตอบว่าเพราะอกหักจึงอยากหาเพื่อนนั่งกินข้าวคลายเศร้าในวันเกิดตัวเอง เลยโทร.หาพี่อ้อย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของสายแรกใน Club Friday ฉบับปฐมฤกษ์

     “พี่คิดว่าวันเกิดต้องไปกินกับแฟนหรือคนสำคัญสิ เลยเดาว่าอกหักมาแน่นอน แต่ผ่านวันเกิดก็ยังไม่ได้ไป (หัวเราะ) เฮียโทร.มาทวงว่าไหนบอกจะไปกินข้าวด้วยกัน ตกลงไปหลังวันเกิดแทน ก็ถามเข้าประเด็นว่าอกหักมาเหรอ”

หลังจากถามไป เหมือนได้ปลดล็อคสิ่งที่อัดอั้นไว้ เฮียไนซ์เลยพรั่งพรูความในใจออกมา สมเป็นดีเจ.อ้อยแห่ง Club Friday จริงๆ

     “ผมโทร.หาเขาบ่อยขึ้น หัวใจอ่อนแอ ท้อแท้ (หัวเราะ) อ้อยเป็นคนเข้าใจคนอื่นสูง คุยด้วยแล้วสบายใจ คุยไปเรื่อยๆ ก็ชวนไปขับรถเที่ยวพัทยา”

     “คนอกหักต้องไปทะเล ไม่หนีร้อนก็หนีรัก (ยิ้ม) พัทยาในตอนนั้น นิยมกินไอติมริมทะเล ก็ไปเช้าเย็นกลับ ไปด้วยความเป็นเพื่อน ไม่มีความโรแมนติกใดๆ”

แต่อีกฝ่ายไม่ได้คิดแบบนั้น เฮียไนซ์เริ่มสะดุดใจตัวเองก่อน ตอนนั้นเขากำลังทำธุรกิจต้นไม้ที่แม่สอด อาศัยเวลาในช่วงกลางคืน ทั้งที่เป็นคนพิมพ์ไม่เก่ง คอยจิ้มดีดทีละคำเพื่อส่งข้อความตลอด เริ่มโทร.คุยกันแทบทุกคืน ความรู้สึกดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเฮียไนซ์ถามพี่อ้อยตรงๆ ว่า เราคบกันไหม

     “ถามตรงมาก เขาเป็นคนที่ชัดเจน บอกแต่แรกด้วยว่าถ้าคบกันจะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง เป็นรักทางไกลนะ ยุคนั้นสื่อสารกันยากด้วย พี่คิดว่าเขากำลังอ่อนแอมา เลยตอบว่าไม่ได้หรอก ตอนนี้เธอแค่อ่อนไหว พอปฏิเสธไป เฮียถามว่า ทำไมไม่ลองดูล่ะ ถ้าไม่ใช่ก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม แต่พี่มองเขาเป็นเพื่อนเท่านั้น”

ครั้งแรกไม่สำเร็จ เฮียไนซ์ก็ไม่เลิกความตั้งใจ ลงมากรุงเทพฯ อีกครั้ง ก็นัดเจอกันสองต่อสอง การคุยครั้งนี้เป็นการขอโอกาสจริงจัง เราเลยสงสัย เมื่อคุณรวบรวมความกล้า สารภาพกับเพื่อนแล้วถูกบอกปัด ยังพยายามขอโอกาสอีก ทำไมถึงต้องเป็นผู้หญิงคนนี้เท่านั้น

      “ชีวิตผมผ่านความรักมาเยอะ เป็นศิลปินเจอคนมาหลายแบบ ผมชอบอยู่กับคนที่เหมือนกัน แล้วอ้อยก็เป็นคนแบบเดียวกัน อยู่ด้วยสบายใจ”

      “ยังมีถามอีกนะว่า ถ้าคนถามว่าเป็นแฟนอ้อยหรือเปล่า สามารถตอบได้เลยว่าเป็นแฟนแล้วใช่ไหม คือจริงจังมาก พอผ่านไปสามเดือน ก็ถามว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นแฟนกัน ยังกลับมาเป็นเพื่อนได้ไหม พี่ตอบได้สิ มันคือการทดลองดู แต่ตอนนั้นต้องยอมรับว่าคุณแม่ของเฮียมีอิทธิพลในเรื่องความรัก ที่อกหักมาเพราะคุณแม่ไม่ยอมรับ แล้วตัวพี่ก็กำลังโดนในลักษณะเดียวกัน”

 

ผจญโจทย์ใหญ่ที่ยาวนานที่สุด

เมื่อความรักมีโจทย์มาให้แก้ไข แล้วเป็นโจทย์ที่หนักอกหนักใจจนหลายคนถามว่าไหวหรือไม่ ทั้งรักระยะไกลและการถูกกดดันจากครอบครัวฝ่ายชาย ซ้ำร้ายระหว่างนั้น คุณแม่ของเฮียไนซ์เกิดเส้นเลือดตีบด้วย

     “พี่คิดเสมอว่าต่อให้เลิกกัน ยังไงเสียเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ เมื่อแม่เพื่อนเข้าโรงพยาบาล ตัวเขาต้องไปค้าขายต้นไม้กับพม่า เลยคิดว่าซื้ออาหารไปฝากแล้วกัน ตั้งใจวางแล้วรีบไป พอเห็นมาม้าทำช้อนหล่น น่าจะยังคุมมือไม่ได้ ก็รู้สึกว่าทำไมเราคิดแบบนี้นะ เลยป้อนเสร็จแล้วค่อยกลับ เวลาญาติเฮียถาม มาม้าบอกว่าเราเป็นเพื่อนลูกชาย ก็ไม่เป็นไร พี่ไม่ได้คาดหวังว่าต้องยอมรับ ไม่ได้ทำเพื่อเอาหน้า แล้วเจอโจทย์ใหญ่อีกครั้ง พี่สาวเฮียเกิดเส้นเลือดในสมองแตกตรงก้านสมองด้วย นอนนิ่งอยู่สามเดือน ในตอนนั้นเราห่วงเขามากกว่าละ”

     “อ้อยจะแวะเข้ามาดูก่อนจัดรายการ มาพูดมาคุยเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าพี่สาวรู้ตัวไหม แต่เขาคอยมาคุยด้วยตลอด รู้ว่าชอบฟังเพลงก็เปิดให้ฟัง ทำตลอดเวลาที่ไปโรงพยาบาล”

     “ความรักแบบพี่ไม่ได้เจอกันแล้วหวาน แต่ผ่านโจทย์มากมาย เรายังใช้คำหนึ่งเสมอ เอาเท่าที่ได้ แค่ไหนแค่นั้น เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อมาม้าไม่ยอมรับ แค่มีโจทย์มาให้แก้เรื่อยๆ เฮียก็ไม่มีเวลาเยอะ หลายครั้งที่นัดกัน เจอปั๊บ อยู่ต่อไม่ได้แล้วนะ เดี๋ยวลูกค้ามาเอาของ ต้องขับกลับแม่สอด พอพี่กลับบ้าน แม่พี่ถาม น้ำตาไหลเลย เราไม่ได้เล่าทั้งหมดให้ที่บ้านฟัง ตอนนั้นพี่อยู่กับพ่อแม่ อาจเป็นความรักของคนยุคก่อน ถ้าทำไม่ผิดต่อสิ่งที่พ่อแม่รู้สึก พ่อแม่จะรักเขา เพราะเป็นแฟนกันแล้วยังทำตามกฎกติกา เข้าตามตรอกออกตามประตู เราก็ประคองกันไปจนวันหนึ่งมาม้าก็ยอมรับ”

     “แม่ถามว่าเมื่อไรจะแต่ง (ยิ้ม)”

 

สิ่งเดียวที่ยื้อไว้

เหมือนเดินไปไม่เห็นปลายทาง แล้วด้วยเหตุอันใดพี่อ้อยจึงยังเลือกยืนตรงนี้อยู่ เราถามอย่างสงสัย เพราะถึงจะเป็นคนคิดบวกยังไง สถานการณ์ก็สาหัสจริงๆ

     “ตัวเฮียไนซ์ค่ะ (ยิ้ม) มีหลายครั้งที่คิดว่าพอละ เหนื่อยไปละ เราเสียเวลาซึ่งกันและกันหรือเปล่า แล้ววันหนึ่งเฮียขับรถลงมา รู้ว่าพี่ใกล้จะกลับบ้าน รถติดมาก เขาจอดรถทิ้งไว้ ขึ้นมอเตอร์ไซค์เพื่อมาหาเราให้ทัน ความรู้สึกผุดขึ้นมา เราใจร้ายนะ ถ้าจะเดินไปจากจุดนี้ พี่ฉอดเคยบอกว่า ‘ถ้าวันหนึ่งจะไม่รักกัน ขอให้เป็นเพราะไม่รักกันแล้ว อย่าเดินออกจากกันเพียงเพราะว่าทุกอย่างรอบตัวไม่สวยงาม’ พี่ฉอดเป็นคนเดียวที่พูดแบบนี้กับพี่ เพราะคนรอบข้างบอกว่า ไม่รอดหรอก ทำไมต้องเป็นคนนี้ มันยากไป เลยเดินหน้าไปเรื่อยๆ ประคองกันไปเท่าที่ได้ แค่ไหนแค่นั้น วันนี้ถึงได้บทเรียนที่เอามาพูดในรายการว่า ถ้ามองข้างหน้าไม่เห็น ก็รักษาตามอาการทีละวัน ที่ผ่านมาเหนื่อยจะตาย ถ้าเฮียนอกใจ พี่ไปได้ง่ายมาก แต่ถ้าเราถอยทั้งที่เขาพยายามสู้อยู่ สู้เต็มที่เท่าที่ทำได้ จะถอยได้งั้นเหรอ”

     “เรียกว่าไม่เห็นอนาคตเลยดีกว่า (หัวเราะ) ตอนนั้นผมทะเลาะกับแม่ทุกวัน บอกว่า ‘แม่ดูนานๆ นะ ดูว่าอ้อยเป็นคนยังไง’ ผมเก็บทุกอย่างกับตัว เพื่อความสบายใจของเขา ปกติผมจะขับรถจากแม่สอดมากรุงเทพฯ เข้าพักคอนโดฯ เช้าต้องไปนครปฐม ไปราชบุรี วิ่งหาต้นไม้ กว่าจะเสร็จห้าโมงกว่า รถติดแถวบางบอน ก็รีบตีกลับเข้าไปหาเขา ได้เจอหน้ากัน ดูหนังกันสักเรื่อง กินข้าวกันมื้อหนึ่ง”

     “ถ้าจะบ่นเหนื่อย ให้หันไปดูเฮียไนซ์ เขาเหนื่อยกว่ามาก เรื่องบ้าน เรื่องแม่ เรื่องต่างๆ ถึงเข้าใจ คนกลางทรมานที่สุด เขาพยายามสู้ทุกอย่าง มาถึงวันนี้ไกลจากจุดเริ่มต้นมาก ใช้เวลา 7 ปี คนที่ขอเราคือมาม้า (ยิ้ม) พูดว่า ‘มีแต่คนถามว่าเมื่อไรลูกชายคนเล็กจะแต่งงานซะที จะให้ม้าตอบเขายังไง’ ในวันนี้ มาม้าเปลี่ยนไปเยอะมาก พอได้เข้ามาถึงเข้าใจว่าทำไมเขามีกติกาในการรับคนที่จะมาเป็นครอบครัวเดียวกัน มาม้าก็เจ็บมาเยอะ จากการที่ลูกๆ เลือกคนของตัวเองแล้วมีปัญหา พี่เลยเข้าใจ”

 

 

หลักสำคัญของรักระยะไกล

สิ่งสำคัญของทั้งสองคือการเห็นคุณค่าในการมีกันและกัน ยิ่งรักทางไกลด้วยแล้ว ยิ่งทำให้วันธรรมดาเป็นวันพิเศษและสำคัญเมื่อได้เจอกันจนถึงทุกวันนี้

     “คุณรักผู้หญิงคนหนึ่งมากพอที่จะอยากตื่นมาแล้วเห็นเขานอนข้างๆ ไหม ถ้าอยากเห็นเขาทุกวัน เราต้องสู้ ต้องทำให้ดีที่สุด อ้อยไม่ใช่ผู้หญิงสวย แต่สวยจากข้างใน (ยิ้ม) ผมอยากได้คนจิตใจดี เข้าใจชีวิต ความไกลทำให้ผู้ชายวอกแวกบ้าง โอ! ผู้หญิงคนนี้น่ารักจังเลย แต่ผมมีเป้าหมาย รู้ว่าเขาคนนี้คือว่าที่ภรรยา บอกอ้อยว่าไม่ต้องห่วงนะ”

     “ถ้ารักกันต้องเชื่อใจกัน แต่ที่สำคัญต้องทำตัวให้น่าเชื่อใจ กับเฮียเมื่อวานรัก วันนี้รัก พรุ่งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารักแบบนี้เหมือนเดิมไหม พี่ทำ Club Friday มาจนรู้สึกว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้ เฮียทำตัวให้น่าเชื่อใจเสมอ ไม่เคยซ่อนโทรศัพท์เลย ไม่เคยเดินไปรับไกลหูไกลตา ก่อนแต่งงานแฟนคลับของเฮียเข้ามาต่อว่ามากมาย บางคนบอกว่าเธอมันผู้หญิงโง่ที่ถูกหลอกใช้ให้ดูแลพี่สาวเขา และอ้างว่าตัวเขาดูแลพี่ไนซ์มาตลอด เพลงที่พี่ไนซ์ชอบสุดคือ “สิ่งสำคัญ” ของเอนโดรฟิน อะไรต่างๆ นานา แค่ประโยคนั้นรู้เลยว่าไม่ใช่เรื่องจริง เพราะไม่รู้จักเฮียจริง” (หัวเราะทั้งคู่)

     “เฮียเป็นคนไว้ใจคนอื่น เลยเล่าเรื่องของพี่ให้คนอื่นฟัง มองว่าเขาเป็นน้อง ไม่รู้เจตนาอีกฝ่ายแท้จริง ที่พยายามยุให้เราแตกกัน เมื่อเริ่มมากขึ้น แฟนคลับสองฝ่ายเริ่มตีกัน เฮียเลยโมโห จะเข้าไปลุย พี่ขอให้อยู่เฉยๆ สิ่งเดียวที่คนมาระรานจะทรมานที่สุดคือการที่คุณนิ่ง ความรักทางไกล ถ้าทำตัวไม่น่าเชื่อใจก็จบ เฮียจะโทร.มาบอกว่า เฮียอยู่กับคนนี้นะ ได้ยินเสียงไหม หรืออยู่สนามบอลนะ มาเตะบอล จำร้านนี้ได้ไหมที่เคยบอกว่ามากิน เขาทำแบบนี้มาตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบยี่สิบปี”

     “แต่ก่อนตอนไปเตะบอล เขาจะไปนั่งหงอยๆ แกว่งขารอ ผมก็ถามว่าเป็นอะไร อ้อยจะทำหน้านิ่งๆ ไม่ตอบ ในใจคิดละ งานงอกแล้ว (หัวเราะ)”

พี่อ้อยเองก็ยอมรับว่าเคยออกอาการงี่เง่าน้อยใจไม่ต่างจากคนอื่นๆ จนวันหนึ่งฉุกคิดได้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร

    “วันที่ไม่ขึ้นมา เธอก็เลือกทำงานไม่ใช่เหรอ แล้วเขาก็เล่นบอลของเขา แต่พอวันนี้เธอขึ้นมา ทำไมต้องให้เขาวางทุกสิ่งเพื่อเธอล่ะ ยิ่งเป็นรักทางไกล มีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยอยู่แล้ว ทำไมไม่เก็บช่วงเวลาดีๆ ไว้ เรามักจะงี่เง่ากับคนที่เราให้ความสำคัญ แต่เวลาที่งี่เง่าก็ไปเพิ่มความทุกข์ให้เขาเช่นกัน

“ไม่ชอบประโยคหนึ่งที่ว่า อยู่ไกลกันดีนะ ถ้าอยู่ใกล้ก็เลิกกันไปแล้ว คนเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ใกล้สิ แค่คุณเห็นคุณค่าของการมีกันและกันพอหรือเปล่า พี่เห็นหลายครั้งที่ทะเลาะกัน ยังไม่ได้ง้อ ก็ประสบอุบัติเหตุจากไปก่อน เรามีแค่ช่วงเวลาเดียวที่ได้อยู่ด้วยกัน แล้วแต่ว่าจะหมดอายุรักหรือหมดอายุขัย หมดอายุรักคือไม่รักกันแล้ว ทำไมเธอไม่กอดฉันเหมือนเดิม หรือบางคนอยากกอดกันแทบตาย แต่หมดอายุขัย ก็ไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้ว พี่จึงเตือนตัวเองเสมอ”

พี่อ้อยเสริมต่อว่าทุกวันนี้ยังได้ยินเสียงกัน ให้ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษที่สุด และใช้เทคนิคนี้กับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าคนรัก พ่อแม่ เพื่อน อย่างน้อยวันหนึ่ง ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราก็ยังมีความทรงจำที่ดีเก็บไว้

     “ใน Club Friday มีหลายคนที่วีนเหวี่ยง โยนข้าวของผู้ชายออกจากคอนโดฯ ผู้ชายเอง เพราะรู้ว่าเขายอม จนวันหนึ่งเขาตีจาก น้องดึงอะไรกลับมาไม่ได้แล้ว ไปร้องไห้ต่อหน้าผู้ชาย เขาก็บอกว่ารู้ไหม วันนั้นที่ไล่ผมไป ผมไม่มีที่นอนนะ”

 

‘ขอบคุณ Club Friday ซึ่งเป็นตำราสอนพี่ได้แทบทุกเรื่อง (ยิ้ม)’

     “ผมทำดีที่สุดแล้วกับอ้อย ทำให้เต็มที่ ถ้าอยู่ไกลต้องเชื่อใจเขา เรารู้จักเขามากพอว่า อ้อยไม่วอกแวกแน่นอน หรือวันหนึ่งเกิดความผิดพลาดในรักขึ้น ไม่รักแล้วไม่เป็นไร แค่เสียใจ มันเป็นเหตุจำเป็น ผมคิดเสมอว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรแน่นอน ทำให้ดีที่สุดทุกวันก็เท่านั้นเอง”

ยุคนี้คนเรานอกใจกันง่าย แทบทุกกรณีที่ได้ยินล้วนเกิดจากการนอกใจ และมีเยอะที่คิดว่าไม่น่าเป็นไร พื้นฐานของความรักความสัมพันธ์อยู่ที่ความเชื่อใจกัน ถ้าสิ่งนี้พัง การอยู่กับความระแวงจะทุกข์เพียงใด

 

นอกจากความเชื่อใจ ชีวิตคู่ต้องการอะไรอีก

     “การคุยกันค่ะ และการคุยไม่สำคัญว่าคุณฟังกันหรือเปล่า เราเรียกร้องให้อีกฝ่ายพูดตรงๆ แล้วเราฟังเขาไหม และอย่าคิดว่าต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง คนที่คิดต่างกับเรา เขาไม่ผิด โอเค เฮียทำธุรกิจมา เราเป็นลูกน้อง ไม่กล้าคิดแบบเฮียคิด แต่อย่างน้อยคิดแบบเฮียก็ดีนะ คิดแบบเราก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ

เฮียไนซ์เสริมว่าให้เรียกว่าเปิดรับความคิดกันมากกว่า หลายครั้งที่เขาคิดลงทุน พี่อ้อยกลับเบรกบ่อยครั้ง แทนที่จะโกรธเคือง แต่เขาก็คิดว่าดีแล้วที่มีคนคอยเตือนสติ

    “ผมแยกมาทำงานคนเดียว คิดคนเดียวเกือบยี่สิบปี เป็นนายตัวเอง มั่นใจตัวเอง ก็จะได้แค่คำตอบเดียวมาตลอด พอมีคนช่วยคิดมันดีนะ”

     “เหตุผลของเธอกับเหตุผลของฉันถูกต้องเหมือนกัน แค่ยืนคนละมุม ไม่มีใครผิด มันเป็นการให้เกียรติความคิดอีกฝ่าย ถ้าต่างฝ่ายต่างเอาแต่ชนะกัน มันจะหายนะ เชื่อว่าเรื่องความรักไม่มีสูตรตายตัว เช่นอย่าทะเลาะกันข้ามคืน พี่มองว่าไม่ถูกเสมอไป บางทีทะเลาะกันจนเหนื่อย อีกคนง่วงมาก จะหลับ ให้เดินไปปลุกตามสูตรเพื่อคุยกันต่อ จบเลย บางเรื่องปล่อยไปไม่ต้องอธิบาย ให้เวลาทำหน้าที่ของมันเองบ้าง เวลายังใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์จริงๆ แล้วถ้าคุณมาบอกว่าเห็นไหมฉันถูก ก็จะกลายเป็นการเอาชนะกันบนความรักที่เป็นซากปรักหักพัง พี่ว่าไม่คุ้มนะ”

     “ยิ่งคุณไปเขย่าๆ ลากตัว ลุกขึ้นมาคุยกันเดี๋ยวนี้ (หัวเราะ) ผมว่ายิ่งจะเลิกกันเลย เลิกกันวันนั้นแหละ ผมใช้เวลาในการคบหาดูใจ มองกันที่ข้างใน คนเรามีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน คุยแล้วจะรู้สึกว่าคนนี้ความคิดเท่นะ หรือคำพูดที่ออกมาจากใจเขา จะรู้ได้ว่าคนนี้เหมาะกับเราไหม คนเรามักทำตัวให้ดูดีก่อน แต่เชื่อเถอะ ในที่สุดก็จะเผยธาตุแท้ ไม่ใช่ไม่ดี แต่อาจไม่ถูกจริตเราก็ได้ ความรักสำคัญนะ แต่อยู่ไปกันนานๆ ความเข้าใจสำคัญกว่า”

 

มีกันและกัน

เฮียไนซ์ยิ้มก่อนจะหันไปหาพี่อ้อยที่นั่งเคียงข้าง พลางพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจนจริงจัง

     “ผมต้องขอบคุณที่อยู่กับผมมาทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเจ็บปวดทรมาน มีปัญหาเรื่องครอบครัว เขาก็เป็นคนที่อยู่เคียงข้างผมตลอด ผมโชคดีที่ได้เจออ้อยนะ (ยิ้ม) รู้สึกเสมอว่าคนนี้เป็นผู้หญิงที่ต่อให้ผมไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แม่ผม ลูกหลานผม พี่สาวผม เขาไม่ทิ้ง เขาดูแลทุกคนแน่นอน เพราะงั้นถึงโชคดีที่ได้มีอ้อยอยู่ด้วย คำหวานผมไม่มี ผมหวานทุกวัน (หัวเราะทั้งคู่) รักเขาเสมอ อยากกอดก็กอด อยากหอมก็หอมเลย”

เราตั้งคำถามกับเฮียไนซ์ว่าผู้ชายไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกว่าฉันรักเธอ บางคนก็พูดเยอะจนดูเป็นคนเจ้าชู้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือคำจริงจากใจ

     “ผมจะพูดว่าผมรักอ้อยนะ ก็ต่อเมื่อต้องรู้สึกจากใจจริง ไม่ใช่พร่ำเพรื่อไปเรื่อย เพราะผมรักเขาทุกวันอยู่แล้ว บางอารมณ์ก็จะบอกว่า เฮียรักหนูนะ (ยิ้ม) เราจะรู้สึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา รู้ว่ารักผู้หญิงคนนี้จัง”

     “เวลาพี่นึกย้อนกลับไป ไม่คิดว่าจะร่วมชีวิตได้ถึงวันนี้ วันแรกที่เฮียถามว่าเรามาเป็นแฟนกันไหม ในความรู้สึกแรกคือคนที่เป็นแฟนต้องรักกันก่อน แต่พูดจริงๆ วันนั้นพี่ไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่เขาคือคนที่ทำให้เรารักมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ เราไม่ได้เริ่มจากความผูกพัน แต่มีโจทย์มากมายให้ได้รู้ว่าถ้าไม่รักมาก มันคงอยู่จนถึงวันนี้ไม่ได้ มีหลายโจทย์ที่แทบจะทำให้ถอดใจจริงๆ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากทำทุกวันให้ดีที่สุด คิดว่าเฮียยังน่ารักมากพอ ลุยกันสักตั้ง อยู่เป็นขวัญและกำลังใจแก่กันก็ยังดี พอได้มองย้อนกลับไป ถ้าเราสองคนไม่ได้รักกันมาก ก็อยู่มาถึงวันนี้ไม่ได้จริงๆ

     “ขอบคุณเฮียเสมอที่เป็นสามีที่น่ารักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นแฟน 7 ปี เป็นสามี 12-13 ปี เฮียเป็นคนที่ทำให้พี่เสียใจน้อยมาก พี่กล้าพูดว่าที่แข็งแรงมากพอจนเป็นที่พักพิงหัวใจให้คนอื่นได้ เพราะเฮียเป็นกำลังใจที่แข็งแกร่งให้พี่ได้มีแรงช่วยรับฟังปัญหาของคนอื่น ถ้าเฮียทำให้พี่เสียใจ หรือมีอะไรก็ตามที่เหมือน Club Friday ที่ผ่านมา พี่คงไม่มีแรงไปพูดและให้กำลังใจใครได้ เขาคอยให้กำลังใจพี่มาโดยตลอด และขอบคุณที่ยังยอมรับภรรยาอย่างพี่ที่ไม่สามารถดูแลเขาได้ทุกวัน เฮียจะเห็นดีเจหัวฟูๆ ที่จัดรายการเสร็จ รุ่งเช้าหิ้วกระเป๋าไปที่สนามบินเพื่อเจอกัน เพราะรู้ว่าเขาทำธุรกิจ ลงมายากกว่า เราเป็นลูกน้องเลยมีเวลาหยุดที่ชัดเจน”

     “อ้อยเคยคิดว่าเขาไม่สมบูรณ์ ไม่มีลูก ผมรักเขาที่ตัวเขา ลูกถ้ามีคือส่วนเติมเต็มของชีวิต ไม่มีไม่เป็นไร ไม่ได้ทำให้ความรักน้อยลง บางทีผู้หญิงคิดว่าไม่มีลูกก็ไม่มีโซ่ทองคล้องใจ ทำให้ชีวิตคู่ไม่ยั่งยืน สำหรับผมมันไม่จริง ต่อให้มีลูกหลายคน ถ้าไม่รักก็คือไม่รัก แถมทิ้งได้ด้วย ถ้ารักก็คือรัก ต่อให้ไม่มีลูกก็ยังรักอยู่ดี”

พี่อ้อยเล่าว่าเคยแท้งลูกไปครั้ง ในช่วงเวลาที่เศร้าอย่างยิ่งนั้น ก็มีสามีคนนี้คอยให้กำลังใจ แม้ว่าไม่มีสมาชิกครอบครัวเพิ่ม แต่เราก็ยังไม่มีใครขาดไป ยังมีเราด้วยกัน

    “เฮียจะพูดเสมอว่าต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ ดูแลตัวเองแทนเฮียด้วย ไม่มีคำว่า ‘รัก’ อยู่ในนั้น แต่รู้สึกดีใจที่ได้ยินประโยคนี้ ช่างโชคดีจริงๆ ที่เรามีกันและกัน”

 

Club Friday ปิดท้าย

เราสมมติว่าถ้าเฮียไนซ์โทร.หาดีเจอ้อยใน Club Friday วันนี้ อยากคุยอะไรกับดีเจบ้าง เป็นคำถามที่ทำให้ทั้งสองหัวเราะร่วนก่อนมองหน้ากัน

     “ผมคงไม่มีเรื่องเล่าอะไร แค่ให้กำลังใจเขา โทร.ไปบอกว่าขอบคุณนะ ที่ให้คำแนะนำหรือความคิดเห็นดีๆ แก่คู่ชีวิตหลายๆ คู่ ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น บางครอบครัวที่จะพังแล้ว ก็กลับมาดีขึ้น ที่จริงผมแอบฟังเขานะ เวลาขับรถไปรอ ก็เปิดฟัง บางเรื่องก็ เออ คนนี้มันอะไรวะ (หัวเราะทั้งคู่)”

“เฮียเป็นแขกพิเศษของ Club Friday เล่มแรก เป็นขั้นพื้นฐานเลย (หัวเราะ)”

 

 

เป็นแขกพิเศษที่จะโทร.เข้ามาในรายการ แล้วจะไม่วางสายไปตลอดชีวิต คอยหนุนช่วยให้ดีเจคนนี้ส่งต่อกำลังใจกระจายออกไปสู่ผู้ฟังทุกๆ คน เพื่อให้โลกยังมีความรักที่สวยงามกันอีกครั้ง.

ขอบคุณสถานที่น่ารักอบอุ่น

ร้าน espresso gallery

FB: espgallery


ดูดีแบบคนดัง 'กระแต อาร์สยาม'

   

วันนี้ได้เจอ Queen Of Dance ตัวจริง! ที่ทำทั้งชะนีและเก้งกวางเตรียมเต้นไฟลุกกับเพลงรีเมคล่าสุดของ ‘วิลิศมาหรา’ จากสาวหุ่นเป๊ะ ‘กระแต อาร์สยาม’ งานนี้ต้องถามเคล็ดลับการปั้นหุ่นให้แจ่มได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะก้นกลมเด้งสวยสุดๆ ใครว่าฉีดมา ตบปากตามอายุเดี๋ยวนี้! เพราะไม่ฟิตจริง เต้นระเบิดบนส้นสูงไม่ได้แน่นอน. 

 

 

เคล็ดวิธีปั้นหุ่นสุดสวย

          มีคนถามว่าทำยังไงให้ได้ก้นกลมสวยแบบนี้ คนที่ออกกำลังเล่นรูปร่าง รู้ว่าก้นปั้นยาก เพราะมีกล้ามเนื้อหลายส่วน ทั้งส่วนบน ส่วนล่าง ด้านข้าง ข้างใน ข้างนอก ทั้งหมดห้าส่วน การสร้างกล้ามเนื้อแต่ละส่วนก็ต่างกัน ค่อนข้างใช้ศิลปะเยอะจึงจะออกมาสวย บางคนบอกเล่นมาหลายปีไม่เห็นขึ้นเลย ถ้าอยากเล่นกล้ามแบบจริงจังต้องมีเทรนเนอร์ที่เก่งและหาวิธีที่ถูกกับตัวเอง ผู้ชายยังปั้มกล้ามจนนมใหญ่ได้เลย (หัวเราะ) ก้นเรามีอยู่แล้ว ทำไมจะขึ้นไม่ได้

1.ต้องมีกำลังใจ

2.ต้องนึกภาพแล้วไปให้ถึง

          มีบางคนเข้าใจเรื่องโภชนาการผิด เช่นกลัวอ้วน กินแต่คลีน แต่เล่นก้นต้องใช้พลังงานเยอะมาก (ย้ำ) คุณไม่กินจะเอาพลังงานจากที่ไหนมาสร้างเนื้อเพิ่ม แตรกินเยอะมากนะ เพราะตอนเล่น กล้ามเนื้อจะถูกระเบิดฉีกขาด พอกินเข้าไป กล้ามเนื้อจะรีบดูดสารอาหารซ่อมแซม โปรตีนจึงสำคัญ แล้วถ้าไม่กินอาหารที่มีพลัง พวกแป้งหรือไขมัน ก็ไม่มีอะไรให้ดูดไปเสริม แต่แตรจะเลือกการกินให้เหมาะกับการออกกำลัง เช่นวันนี้จะเน้นส่วนไหน ถ้าเล่นก้น กินพวกน้ำตาลไขมัน กินทุกอย่าง เพราะร่างกายดูดของที่กินไปลงก้นหมด จะทำใหญ่ขึ้น เราก็เอาไปออกกำลังได้ แต่ถ้าไม่มีวินัย ไม่ออกกำลังเต็มที่ ก็อ้วนได้ พอวันต่อมาจะเล่นกล้ามท้องกระชับ ก็ต้องห้ามกินของพวกนี้ละ

 

 

          มันต้องปรับตารางค่ะ ต้องมีวินัยมากๆ ที่ไม่ค่อยกล้าแนะนำ เพราะวินัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน แตรอยากให้ทุกคนมีรูปร่างที่ดี ถ้าสุขภาพดีก็มีความสุข กินอะไรก็ไม่ต้องมาคิดกังวล ซึ่งมันไม่ง่ายแต่ทุกคนทำได้นะ

 

 

ก้นใหญ่ยิ่งต้องปั้น

          วิธีการปั้นก้นไม่มีผิดถูก แล้วแต่คุณถูกจริตกับแบบไหน ทั้งแบบออกกำลังกายโดยไม่ใช่อุปกรณ์ หรือเสริมเพิ่มให้สคอวทหนักขึ้น บางคนบอกฉันมีก้นอยู่แล้ว เลยไม่เล่น ไม่ใช่นะ คนมีก้นยิ่งต้องเล่น เพราะก้นใหญ่จะย้อยเผละง่าย สังเกตคนก้นใหญ่จะไม่กระชับ จึงมีท่าที่ทำให้กระชับ

 

 

ส่งต่อพลังใจด้านบวก

          เมื่อก่อนเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ภายนอกดูเหมือนมั่นใจแต่ข้างในไม่เลย จะออกจากบ้านแต่ละครั้งต้องส่องกระจกหลายรอบ คอยถามแม่ว่าแบบนี้ดีไหม ถึงเขาบอกว่าดี ก็ยังคิดว่าตัวเองไม่โอเค เพราะกลัวคนบูลลี่ แตรโดนมากับตัวหลายครั้ง ถูกคนบอกว่า ขาสั้น เอวหนา ก้นไม่มี นู่นนั่นนี่ สุดท้ายจึงรู้ว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อคนที่ไม่รักเราไปทำไม เสียเวลาไปพิสูจน์กับคนที่บูลลี่เราทำไม สู้ทำเพื่อคนที่อยู่ข้างเรา ให้ความสนใจกับเราดีกว่า ไม่ต้องสนคนไม่รักเรา ก็ให้เป็นลมผ่านไป ให้มองว่าฉันสวย ฉันมีความสุขกับตัวเอง ทุกคนมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ไม่มีคนไหนสวยกว่าใคร ทุกสิ่งอยู่ที่ความชอบ ถ้าเรามั่นใจในตัวเองมีความสุข พอใจในตัวเอง โลกจะเปลี่ยนเลยนะ คำพวกนั้นหายไปจากหัว มีแค่คิดว่าฉันสวย (หัวเราะ)

          แตรเห็นหลายคนที่มีรูปร่างหลากหลายแบบออกมาเต้น พวกเขาน่ารักดีนะ ไม่เห็นต้องบูลลี่กันเลย บางคนอวบๆ มาเต้นแล้วดูน่ารักมาก แตรชอบ เขาดูมั่นใจกันดีจัง ทุกคนควรมีใจที่คิดไปทางบวกดีกว่าคิดลบ โลกก็จะน่าอยู่ แตรอยากบอกทุกคนที่เจอเรื่องแบบนี้ว่าไม่ต้องไปสนใจพวกคนท็อกซิน คนบูลลี่ ไม่ต้องให้ค่า ปล่อยไป มามีความสุขกับคนที่รักเราก็พอแล้วค่ะ

 

 

#Hugmagazine #กระแตRsiam #วิลิศมาหรา #Rsiammusic #ดูดีคนดัง

 

HUG MAGAZINE

ดูดีแบบคนดัง

พี


'รักนี้สู้สุดฤทธิ์!' จ๊ะ-จิตตาภา แจ่มปฐม & เอิน-ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล

รักนี้สู้สุดฤทธิ์!

จ๊ะ-จิตตาภา แจ่มปฐม & เอิน-ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล

ไม่ขออารัมภบทมากนัก ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมติดตามเรื่องราวความรัก

ของนักแสดงสาวสวย จ๊ะ-จิตตาภา และผู้จัดละครหนุ่มหล่อ เอิน-ณิธิภัทร์

ที่กว่าจะลงเอยกันได้นั้นแสนสนุกสนานเคล้าความหวาน

ดั่งพล็อตละครโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 

แรกพบในกองถ่ายฯ

     จ๊ะ-จิตตาภา คือนักแสดงสาวมากฝีมือที่ฝากบทบาททางการแสดงไว้หลากหลาย แฟนๆ ต่างชื่นชมว่า “ตีบทแตก” อาชีพนักแสดงทำให้เธอมีโอกาสรู้จักกับผู้จัดละคร เอิน-ณิธิภัทร์ ในฐานะเพื่อนร่วมงาน กระทั่งถึงวันที่ฝ่ายหญิงอกหัก เพื่อนๆ นักแสดงในกองละครจึงรวมก๊วนชวนกันไปปาร์ตี้เพื่อช่วยให้สาวจ๊ะคลายเศร้า วันนั้นหนุ่มเอินได้เห็นเธอในอีกมิติที่ไม่คุ้นเคย

     “ตอนเล่นละครเขาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานเก่ง เป็นมืออาชีพ แต่ปาร์ตี้คืนนั้นจ๊ะเป็นอีกคนที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน” หนุ่มเอินตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ

     ระหว่างที่บทสนทนากำลังดำเนินไป จ๊ะมองฝ่ายชายด้วยรอยยิ้มในแววตาก่อนเล่าว่า

     “วันนั้นเขาได้เห็นเราตอนเมา ร้องไห้โวยวาย ด่าผู้ชาย เขาคงช็อค จ๊ะจำได้ว่าช่วงที่เริ่มเมา จ๊ะหันไปถามเขาว่า ‘เราน่ะยังไง เมื่อไหร่จะแต่งงาน’ ตอนนั้นเขามีแฟน แต่เราไม่เคยพูดจาแบบนั้นกับเขา เพราะต่างวางตัวแบบนักแสดงกับผู้จัดละคร เขาตอบว่า ‘คงอีกไม่นาน’ เราก็บ่นว่า ‘ไม่คุยด้วยแล้ว เบื่อคนจะแต่งงาน’ แล้วหันมาร้องไห้กับเพื่อน ตัดเขาออกจากการสนทนาทันที” เอินกล่าวเสริมว่า

     “หลังจากนั้นไม่นานผมก็เลิกกับแฟนครับ เพราะมีปัญหากันมาสักพักแล้ว”

     เมื่อผู้สัมภาษณ์จินตนาการตามกลับนึกถึงภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง My Sassy Girl (ค.ศ.2001) ซะอย่างนั้น

     เมื่อปาร์ตี้สั่งลาความรักของสาวจ๊ะผ่านพ้นไปราวสองเดือน จู่ๆ เอินก็ทักไลน์มาโดยที่ต่างคนต่างไม่เคยมีไลน์กันมาก่อน “ว่างรึเปล่า ไปกินข้าวด้วยกันไหม” แต่แล้วฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ไป จากนั้นฝ่ายชายจึงส่งข้อความถึงเธอบ่อยขึ้น และเริ่มส่งสติกเกอร์ “คิดถึง” แต่จ๊ะก็ยังไม่คิดอะไรเพราะเธอชัดเจนว่าเป็นเพื่อนกัน

      “จนกระทั่งเขาเริ่มโทร.มา เลยรู้สึกว่าเขาไม่ได้คิดกับเราแค่เพื่อนแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือจ๊ะกลัวมากว่าถ้าความสัมพันธ์เปลี่ยนหรือเรารู้สึกไม่ดีกับเขา คงทำงานร่วมกันไม่ได้หรือมองหน้ากันไม่ติด เราจึงเริ่มก่อกำแพงมหึมาขึ้น” จ๊ะเล่าถึงความมุ่งมั่นครั้งอดีต

     ด้วยความสงสัยเราได้ถามหนุ่มเอินว่า ด้วยเหตุผลกลใดจึงสนใจเพื่อนร่วมงานสาวคนนี้

     “จ๊ะเป็นคนน่ารัก จากการทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังยิ่งทำให้รู้จักเขามากขึ้น เขาเป็นคนตรงๆ จริงใจ ชัดเจน เป็นคนเก่ง เป็นมืออาชีพเมื่อทำงานอยู่หน้ากล้อง ผู้ใหญ่รักและเอ็นดู ไม่เคยมีใครว่าร้ายเขาเลย เราจึงอยากคุยกับเขา เริ่มจากการประทับใจในการทำงาน เมื่อได้รู้จักเขาตอนที่เป็นตัวของตัวเอง เราเลยรู้ว่าคนนี้เป็นคนดี มีจุดยืนในชีวิตที่ชัดเจน”

     หลังจากเอินพูดจบก็ส่งยิ้มหวานให้ภรรยา

 

นางเอกแกล้งร้ายกับนายจอมตื๊อ

     เมื่อถามฝ่ายหญิงถึงช่วงเวลาของความโสด เธอบอกว่าตอนนั้นเหมือนสารฟีโรโมนในร่างกายหลั่ง เปรียบดั่งละครตอนหนึ่งในฉากที่นางเอกมีหนุ่มๆ 12 คนรุมจีบ เธอยังมีสุขกับความโสดจึงค่อยๆ ปฏิเสธเขาเหล่านั้นทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงพระเอกผู้ไม่ยอมออกไปจากชีวิตของเธอ

     “จ๊ะค่อยๆ ทยอยบอกทีละคนว่า เรายังไม่อยากมีแฟน ขอเป็นเพื่อนนะ แต่ละคนมีปฏิกิริยาต่างกัน มีทั้งคนที่เข้าใจ ยอมรับได้แล้วค่อยๆ ถอย บางคนก็ตื๊ออยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายทุกคนก็ยอมรับเงื่อนไข มีเอินคนเดียวที่สุดยอดมาก เรียกว่าไม่เข้าใจภาษาคน (หัวเราะ) เราอยากเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เพราะรู้สึกว่าความสัมพันธ์แบบนี้ดีที่สุดแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมและตื๊อหนักมากจนเราเริ่มโกรธ จ๊ะต้องปรึกษาเพื่อนว่ามีวิธีไหนที่ทำให้ผู้ชายเกลียดจนถอยออกไปบ้าง”

     ฝ่ายชายหัวเราะก่อนบอกว่า “เป็นพล็อตละครได้เลยครับ วิธีไล่ผู้ชายให้ออกไปจากชีวิต แต่สำหรับผมคือถ้าเขาบอกว่าไม่ต้องโทร.มาแล้วก็โทร.หาอยู่ดี”

     วิธีที่เพื่อนนางเอกแนะนำคือเหวี่ยงวีนแบบไร้ต้นสายปลายเหตุ เพราะเชื่อว่าไม่มีผู้ชายคนไหนชอบผู้หญิงที่หงุดหงิดตลอดเวลา จ๊ะเล่าถึงความตื๊อของเอินว่า

     “เราเริ่มจากการเหวี่ยงแบบสุภาพ แต่เขาก็ยังไม่ไป เราจึงทวีความรุนแรงขึ้น เป็นอย่างนั้นนานเกือบสองปีจนรู้สึกเหนื่อยมาก เขาโทร.มาวันละ 30-40 ครั้ง จนต้องปิดโทรศัพท์หนี ถ้าไลน์มาแล้วไม่ตอบ เขาก็ถามว่าเป็นอะไรอย่างนั้นซ้ำๆ ทำให้จ๊ะโมโหว่าทำไมพูดไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นแม่ก็สงสัยว่าเราคุยกับใคร เหวี่ยงใครทุกวัน แม่บอกว่าจ๊ะไม่เคยพูดจาแบบนี้เลยนะ ลูกไปเอามาจากไหน เราได้แต่บอกแม่ว่าเป็นทริค (หัวเราะ)”

     ในเมื่อนางเอกของเรื่องมีที่ปรึกษา พระเอกก็มีเพื่อนเป็นผู้ช่วยเช่นกัน และเรียกได้ว่าปรึกษาถูกคน

     “เพื่อนบอกว่าถ้าผู้หญิงเหวี่ยงแสดงว่าผู้หญิงรัก เพราะเธอเห็นเราเป็นคนสำคัญ ถ้าผู้หญิงโกรธ งอน แสดงว่ามีใจ ถ้าผู้หญิงบอกว่าไม่ต้องมาเจอหมายความว่าให้ไปเจอ ถ้าเขาไล่แสดงว่าให้เราอยู่ต่อ ทุกวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ (หัวเราะ)”

      จ๊ะขำสามีผู้มีสีหน้ามั่นใจในความรักที่มาพร้อมการเหวี่ยงก่อนเล่าว่า

      “จ๊ะแน่วแน่ว่าไม่อยากมีแฟนจริงๆ เพราะตอนนั้นใน 7 วัน ถ่ายละคร 2 เรื่อง อยากใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน รู้สึกว่าชีวิตลงตัวไม่จำเป็นต้องมีแฟน จ๊ะใช้เวลาเกือบสองปีเหวี่ยงเขาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเหนื่อยแล้วยอมยกธงขาว ตอนนั้นเรามองเขาในสองแง่คือ เขาคงจริงจังกับเรามากและชอบเราจริงๆ อีกทางคือเขาต้องการเอาชนะเราเท่านั้น”

      ระหว่างนั้นฝ่ายสาวเจ้าและทีมเพื่อนนางเอกได้นัดพบฝ่ายชายมาเพื่อวิเคราะห์เจาะลึก

      “เรานัดเขามาเจอเพื่อนๆ เพื่อดูว่าเขามีวิธีการยังไง แต่เอินเป็นคนฉลาด กลายเป็นว่าเพื่อนเราบอกว่าเขาน่ารักดี นั่งคุยกับเขาสนุกสนานมาก ผิดกับภาพที่เราวางไว้ แต่ถือว่าเขาทนมากจริงๆ เข้าหาเราทุกทาง รู้ว่าเราสนิทกับใครก็เข้าทางคนคนนั้น จนกระทั่งเราลองใจให้เขามารับที่กองถ่ายที่พัทยา เราบอกให้มารับตอนหกโมงเย็นทั้งที่จริงเลิกงานตอนสี่ทุ่ม เขามาแต่ไม่ได้บอกเราว่าไม่สบายหนัก มีไข้สูง จนกระทั่งเราเห็นเขานอนเปิดกระจก เหงื่อแตกอยู่ที่รถ ก็ตกใจว่าเป็นอะไรปรากฏว่าตัวร้อนจี๋ ครั้งนั้นทำให้จ๊ะรู้สึกว่าเขาจริงจัง เราจึงค่อยๆ ทลายกำแพงลง”

      หนุ่มเอินเสริมว่า “วันนั้นผมไม่สบาย มีไข้ขึ้นสูง ตอนแรกคิดว่าตัวเองไม่น่าไหว แต่อย่างไรเสียก็ขับไปให้ถึงก่อน โชคดีที่เราไปถึงแล้วได้นอนพัก ผมจีบเขาตั้งแต่ทำละคร The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ภาคแรกจนถึงตอนจบของภาคสอง”

      ฝ่ายสาวจ๊ะเสริมว่า “เขาก็อยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน คือไม่รู้ว่าใครบ้ากว่ากัน เราก็บ้าด่าได้ทุกวัน เขาก็บ้าอยู่ให้ด่า (หัวเราะ) หลังจากนั้นจึงลองคุยกันจริงจังแบบไม่เหวี่ยง คุยกันด้วยตัวตนจริงๆ ว่าจ๊ะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่สายหวาน ไม่ออดอ้อน ไม่จ๊ะจ๋า เป็นคนจริงจัง พูดตรงๆ มีอะไรก็พูดเลย คือถ้าอยากได้ผู้หญิงที่เอาอกเอาใจคงไม่ใช่เรา”

 

 

ฉากขอแต่งงานในชีวิตจริง

     ในช่วงต้นของละครเรื่องนี้มีบททดสอบเรื่องการไม่พร้อมเปิดใจรับใครของฝ่ายหญิง แต่ความรักหลังจากนั้นกลับราบรื่นลงตัว ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ตรงกัน จ๊ะและเอินไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบอยู่บ้าน ดูซีรี่ส์ อ่านหนังสือ ทำให้คลิกกันเร็วเกินคาด เรื่องหนึ่งซึ่งจ๊ะยอมแพ้เอินคือความโรแมนติกและการเซอร์ไพรส์ที่ฝ่ายชายมีให้สม่ำเสมอ และช่วงสำคัญคือการขอแต่งงาน เอินบอกว่า

     “เห็นคู่อื่นเขาทำแบบนั้นเราก็อยากเซอร์ไพรส์บ้าง แต่เขาโกรธแบบเหวี่ยงหนักกว่าเดิม บอกว่าทำอะไรไม่ปรึกษา เราก็งงว่าถ้าบอกเขาก่อนจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง” พร้อมกับสบตานางเอกในชีวิตจริง

     จ๊ะเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นว่า

     “ตอนนั้นเราคบกันมา 3 ปี มีทริปเที่ยวประจำปีกับเพื่อนๆ ที่อเมริกา จึงไม่ได้เอะใจ เดินทางไปถึงประมาณสองวันก็มีเซอร์ไพรส์ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าไปถ่ายรูปบนภูเขาให้หน่อยเพราะจ๊ะเป็นตากล้องประจำกลุ่ม เราก็ปลีกตัวโดยไม่รู้ว่าคนอื่นไปเตรียมการ จนกระทั่งเพื่อนบอกว่าลงไปถ่ายรูปข้างล่างกันต่อดีกว่า พอเดินลงมาเห็นเขาถือป้าย เรานึกว่ามีเพื่อนในกลุ่มขอแต่งงาน (หัวเราะ) แต่แล้วก็เห็นสายตาทุกคู่มองมาทางเรา พอรู้ตัวเราตะโกนถามทันทีว่า ‘What are you doing?’ เพื่อนก็วิ่งวุ่น มีทั้งคนที่เอาวิทยุไปซุ่มไว้ในต้นไม้แล้วเปิดเพลงโรแมนติก มีคนเป่าฟองสบู่ที่ลานหิมะกว้างๆ ในจังหวะที่เขาคุกเข่าขอแต่งงาน เราเงยหน้ามาเจอเพื่อนที่คอยบอกว่า ‘รับสิ Yes สิ’ เหมือนกับถ้าไม่รับละโดนแน่ (หัวเราะ) เราเป็นคู่แรกในกลุ่มที่ขอแต่งงาน ทุกคนพยายามทำให้เซอร์ไพรส์นั้นสมบูรณ์ สนุกและตลกมาก เพียงแต่ตอนนั้นแต่งตัวไม่สวย เพราะใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ เหมือนหนอนที่ตัวเป็นปล้องๆ น่าเกลียดมาก หลังจากนั้นเราก็บอกเอินให้เลื่อนการแต่งงานออกไปก่อน เพราะปีนั้นมีละครหลายเรื่องและมีงานที่ต้องทำ จนกระทั่งใกล้ครบสองปี เขาก็บอกว่าไม่รอแล้วนะ ปีนี้ต้องแต่ง เลิกงอแงได้แล้ว วันนั้นเป็นครั้งแรกที่เราเห็นเขากุมอำนาจ เรารับรู้ได้ว่าเขาซีเรียสกับเรื่องนี้ สุดท้ายก็ตัดสินใจแต่งงานก่อนถึงวันจริงประมาณ 6 เดือน”

     ฝ่ายชายกล่าวเสริมเรื่องการแต่งงานว่า

     “ที่ยื่นคำขาดเพราะรู้สึกว่าตัวเองนิ่งแล้ว อยากใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อสร้างครอบครัว ผมคิดว่าแม้ได้ฤกษ์มหามงคลมาก็สามารถเลิกรากันได้ ถ้าเราพร้อมใช้ชีวิตคู่ก็แต่งเลย ถ้าเลื่อนหรือรอให้พร้อมอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสักที ที่สำคัญคือเราเห็นตรงกันว่าอยากจัดงานเล็กๆ ในบรรยากาศสบายๆ และมีคนที่เราสนิทมาร่วมงาน”

      ประเด็นนี้จ๊ะอธิบายว่า “จ๊ะชัดเจนมากว่างานเราแค่มีผู้ใหญ่สองฝ่ายรับรู้แล้วจดทะเบียนสมรสก็พอ เลยบอกผู้ใหญ่ว่าขอไม่จัดงานในกรุงเทพฯ เพราะไม่อยากให้แขกเหรื่อมาเยอะ จ๊ะตัดรายละเอียดหลายอย่างออกไป เพราะเราเห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง อย่างเรื่องสินสอดก็ไม่ต้องโชว์หรือบอกว่ามีเงินจำนวนเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องให้ค่าแก่เรื่องนี้ มีแค่เรื่องที่เราต้องทำตามคำของผู้ใหญ่ นอกนั้นเราเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด กลายเป็นว่าเขามีความสุขกับเรื่องนี้มาก ทำยังไงก็ได้ให้เสียเงินน้อยที่สุด คู่เราเลยลงตัว ไม่มีอะไรที่ขัดกัน สมมติเขาอยากจัดงานใหญ่โต เราคงงัดข้อกันแน่ๆ คือไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปยืนขาแข็ง หน้าบึ้ง เหนื่อยมาก หิวข้าว แล้วมาทะเลาะกันหลังงาน เหมือนที่เคยเห็นคู่พี่คู่เพื่อนที่เราคอยบอกให้เขาใจเย็นๆ เพราะวันแต่งงานเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่เราควรมีความสุข”

 

เติมหวานด้วยคำ “รัก”

     เมื่อถามถึงการดูแลความรักตั้งแต่เป็นแฟนกันจนถึงวันที่ได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน จ๊ะบอกว่า

     “เรื่องความโรแมนติกจ๊ะสู้ไม่ได้เลย เขาโรแมนติกมาก ชอบเซอร์ไพรส์สุดๆ ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของความรัก คนภายนอกอาจมองว่าเราดูสตรอง แต่เมื่ออยู่กันสองต่อสองก็มีมุมหวานๆ น่ารักๆ ที่สำคัญคือมีชั่วโมงของการพูดจาหารือกัน เช่น ผ่านมาหนึ่งเดือนถ้ามีอะไรไม่ดี ต้องคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข คู่เราเน้นความตรงไปตรงมา มีอะไรพูดเลย ไม่เก็บไว้จนเป็นปมในใจ ถ้ารู้สึกไม่ดีต้องบอก เพื่อหาสาเหตุร่วมกันและแก้ไข อีกอย่างคือการบอกรักกันทุกวัน ถ้าวันไหนไม่มีก็ทวง เพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกันแบบเคยชินจนกลายเป็นความเฉยชา ซึ่งไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เห็นตัวอย่างจากบางคู่ เลยรู้สึกว่าเราจะประคับประคองไม่ให้เป็นอย่างนั้น จึงพยายามเติมเต็มความรักตลอด เช่น ไปออกเดท ดินเนอร์ ดูหนัง ตอนเป็นแฟนเคยทำยังไง ปัจจุบันก็ยังคงทำเช่นนั้น”

     ฝ่ายสามีตอบประเด็นนี้ว่า “เพื่อให้ความรักไม่ลดระดับลงจากวันแรกๆ ผมทำทุกอย่างแบบที่เคยชวน เคยทำตอนจีบกันหรือเป็นแฟน ส่วนใหญ่ช่วงโอกาสพิเศษก็หาของขวัญให้ บางทีเขาหลุดปากว่าอยากได้อะไรหรือผมแอบดูว่าเขากำลังสนใจอะไร เพราะการหาซื้อของขวัญสักชิ้นให้เขานั้นยากมาก บางครั้งต้องทำทีพาเขาไปเดินดูแล้วสังเกตอาการ เมื่อรู้ว่าเขาอยากได้ผมก็แอบไปซื้อมาเก็บไว้ประมาณ 1-2 เดือน ถ้าจะซื้อก็ต้องคอยห้ามไว้ เดี๋ยวผิดแผน (หัวเราะ)”

     หากบอกว่าหนุ่มเอินคือนักเซอร์ไพรส์ตัวยงคงไม่ใช่เรื่องผิด

     เมื่อถามทั้งคู่ว่าเรื่องใดบ้างที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งคู่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เรื่องงาน” แต่เป็นเพียงการนำเสนอความเห็นจากมุมมองของแต่ละคนเท่านั้น

    “ส่วนใหญ่มีแค่เรื่องงานที่ไม่เชิงทะเลาะแต่เป็นความเห็นต่าง ต่างคนต่างหาข้อมูลมาแล้วช่วยฟังก่อน ซึ่งจ๊ะเข้าใจว่าเป็นมุมมองของผู้ชายกับผู้หญิง เรื่องงานเขาละเอียดสู้จ๊ะไม่ได้ เขามองในมุมของมุมผู้ชายที่บางครั้งอาจแข็งเกินไป เรากลับรู้สึกว่างานชิ้นนี้ละมุนและทำให้คนดูอินมากกว่านี้ได้ ถ้าเป็นเรื่องงานจ๊ะใส่ใจรายละเอียดกว่า” สาวจ๊ะเล่าเรื่องงานด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง

    ฝ่ายสามีอธิบายถึงเรื่องการทำงานว่า “หลักๆ มีแค่เรื่องงาน เพราะตอนเอินทำงานก็มีช่วงเครียด บางช่วงที่เราคิดงานหนักๆ จ๊ะก็คอยถามว่า ทำไมวันนี้ยังไม่บอกรัก ทำไมดูเครียด นิ่งเงียบเกินไป เป็นเรื่องดีที่เขาพยายามดึงเราออกจากงาน เพราะเราจมอยู่กับงานมากเกินไป อีกอย่างคืองานที่เราทำนั้นออนไทม์ 24 ชั่วโมง บางทีมีงานส่งมาตอนตี 2 ตี 3 เราก็ต้องคิดงานจนไม่ได้นอน”

     นางเอกของละครรักเรื่องนี้เสริมว่า “จ๊ะพลอยนอนไม่หลับไปด้วย เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมฯ บางทีเขาถึงกับเป็นไมเกรน ปวดไปทั้งตัว หน้าเหี่ยวแล้วเหี่ยวอีก จ๊ะเป็นฝ่ายซ่อมบำรุง ทาครีมให้ อีกนิดหนึ่งจะใส่เสื้อผ้าให้แล้ว (หัวเราะ) เพราะเขาเป็นคนที่หมกมุ่นเรื่องงานมากๆ จนบางทีเราต้องดีดนิ้วแล้วบอกว่าออกมาเดี๋ยวนี้ ต้องมีเวลาทำอย่างอื่นในชีวิตด้วยนะ เราหงุดหงิดแต่เข้าใจ คอยเตือนว่าคุณกำลังเอาเวลางานกับเวลาส่วนตัวมาซ้อนทับกัน รู้สึกว่าตอนนี้คุณกำลังเครียดเกินไป งานเริ่มรุกล้ำชีวิตส่วนตัว ต้องถอยออกมาบ้าง บางวันจ๊ะก็ลากเขาออกไปดูหนัง หรือถ้ามีวันพักผ่อนยาวๆ ก็จองที่พักต่างจังหวัด ห้ามเอางานไปทำ คือต้องพักให้เป็น แม้กระทั่งคืนก่อนแต่งงานยังคุยเรื่องงาน เขาพูดว่า ‘จะเปิดกล้องละคร’ จ๊ะบอกว่า ‘พักเรื่องงานก่อนไหม พรุ่งนี้แต่งงานแล้วนะ’ (หัวเราะ) เราคือคนบ้างานสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน”

 

 

ความในใจของเขาและเธอ

     เขาและเธอเป็นคู่รักที่บอกรักกันเป็นประจำอยู่แล้ว เราเลยให้ทั้งคู่บอกความรู้สึกที่มีต่อกันแทน จ๊ะบอกว่า

     “ประทับใจในความสม่ำเสมอของเขา ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ที่ไม่เปลี่ยน กลับดีขึ้นเรื่อยๆ เขาเป็นคนที่ไม่ได้ทำความรู้จักเพียงแค่เรา แต่เข้ามาเอื้อเฟื้อทุกคนในชีวิตของจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัว หลานๆ ของเราก็เข้ากับเขาได้ดี เอินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจ๊ะได้ง่ายและเร็วมาก ทุกคนรักในความเป็นเอิน เขาไม่เคยลืมวันสำคัญ เป็นคนจัดเตรียมแผนการต่างๆ เก่งมาก ล่าสุดวันครบรอบแต่งงานก็เซอร์ไพรส์จนเราร้องไห้ จ๊ะรู้สึกว่าชีวิตคู่ของเราลงตัวมากๆ ไม่คิดว่าแต่งงานแล้วจะดีขึ้นทุกวัน ดีกว่าตอนเป็นแฟน นอกจากจ๊ะจะเหวี่ยงเขามานานสองปี หลังจากเขาขอแต่งงานยังขอเลื่อนการแต่งงานไปอีกสองปี เขารอนานจริงๆ ส่วนเรื่องที่เป็นห่วงเขาที่สุดคือสุขภาพ อยากให้เขาห่วงตัวเองมากกว่านี้”

     สำหรับเอิน “ผมประทับใจที่จ๊ะเป็นคนเก่ง มีทัศนคติที่ดี เราเห็นจากตอนทำงานและนอกเวลางาน จนบอกกับตัวเองว่าต้องเก็บรักษาคนคนนี้ไว้ให้ดีที่สุด จ๊ะมีทัศนคติเรื่องการทำละครที่ผมชอบ เพราะเขาเล่นละครมาเยอะ บวกกับเราทั้งคู่อยากพัฒนาละครและนักแสดงไทย เมื่อมีโอกาสได้คุยกันเขาก็คิดคล้ายกันกับเรา เป็นคนดูซีรี่ส์เหมือนกัน ทำให้ราอยากพัฒนาการทำงานงานละครของไทย ผมพูดเข้าเรื่องงานอีกแล้ว (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งคือเขาเป็นคนแมนๆ เราสามารถพูดตรงๆ กับเขาได้”

     เมื่อขอความเห็นเคล็ดความรักจากทั้งคู่ ฝ่ายสามีแนะนำคนที่กำลังจะแต่งงานว่า

     “ควรฟังกันให้มาก ฟังความต้องการซึ่งกันและกัน เพราะบางคนอาจยึดความต้องการของตัวเองเป็นหลัก โดยที่อีกคนอาจยอมในตอนนั้น แต่ต้องหาจุดกึ่งกลางของความสัมพันธ์ให้เจอ ควรรับฟังกันด้วยหัวใจว่าต่างฝ่ายต่างต้องการอะไร เอินเห็นหลายคู่ที่ปัญหาเกิดจากการไม่ฟังกัน สุดท้ายทะเลาะแล้วเสียใจทีหลังว่าทำไมไม่คุยกันให้ดีก่อนตัดสินใจทำอะไรร่วมกัน เพราะการแต่งงานคือด่านหนึ่งของความรักที่เราสองคนต้องใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ เป็นด่านสำคัญที่ต้องเจอกับครอบครัวทั้งสองฝ่าย ต้องจับมือกันให้แน่นพอเพื่ออนาคต ถ้าไม่เคลียร์ใจกัน สุดท้ายทุกฝ่ายย่อมไม่มีความสุข”

     ส่วนสาวจ๊ะมองว่าการแต่งงานคือการแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กัน

     “สำหรับจ๊ะการแต่งงานคือการแบ่งปัน มีอีกคนหนึ่งที่เราต้องนึกถึงเขาตลอด เมื่อก่อนเราทำอะไรก็ตัดสินใจเอง ไม่ต้องบอกใคร แต่ ณ วันนี้ทุกอย่างที่ลงมือทำต้องแชร์กันทั้งหมด สร้างความเชื่อใจ ไว้ใจกันให้มากที่สุด เขาไม่ได้เป็นเพียงสามีแต่เป็นเพื่อนแท้ด้วย หลายคนรู้สึกว่าฉันยังมีโลกของความลับอยู่ นั่นไม่ผิดเพราะทุกคนมีโลกส่วนตัวได้ เพียงแต่เราเลือกแชร์หรือเปล่า การใช้ชีวิตคู่ทำให้รู้จักวิธีเอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น คู่เราไม่มีปัญหาเรื่องการไว้ใจ เชื่อใจ เราให้เกียรติกันเสมอ”