โควิด ทำให้ชีวิตรักเปลี่ยนหรือ?

Q.

         “พี่อ้อยคะ หนูมีแฟนเป็นชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่อเมริกาฯ เราเพิ่งคบกันได้ 1 ปี หนูทำงานกลางคืน เขาเป็นลูกค้ามาเที่ยวร้าน เจอกันครั้งแรกก็ปิ๊งเลยค่ะ เลยตัดสินใจคบกันจริงจัง เขาพยายามบินมาหาหนูเท่าที่จะทำได้ ครั้งหนึ่งก็มาอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน เขาเป็นคนเนี๊ยบเรื่องเงินมาก ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ไม่ชอบให้ขอ ถ้าอยากให้เขาจะให้เอง เราต่างเจอพ่อแม่ของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว เขาขอให้หนูหยุดทำงานกลางคืน แล้วกลับไปอยู่บ้านหาอะไรทำ รอเวลาเขากลับมาแต่งงานกัน แล้วโควิดฯ รอบแรกก็มา ตอนนั้นสถานการณ์ที่อเมริกาฯ แย่มาก งานของเขาโดนยกเลิกหมด รายได้ไม่มีเลย เราไม่ได้เจอกัน 1 ปีเต็มๆ เขาเครียดเรื่องงานและเงิน จนเริ่มต่อว่าหนูให้รีบหางานอื่น หลายครั้งเข้าหนูก็รู้สึกกดดัน เลยพูดประชดไล่ให้เขาไปหาคนอื่นที่ทำอาชีพดีๆ คนที่เขาไม่ต้องช่วยเหลือเรื่องเงิน และไม่ต้องส่งเงินมาให้หนูแล้ว เขาโกรธหนูมาก บล็อกไลน์ บล็อกเบอร์ ทุกช่องทาง ไม่ยอมคุยกับหนู 4 เดือน จนในที่สุดหนูใช้อีกเบอร์ติดต่อไป เขาอยากให้เราโฟกัสเรื่องความอยู่รอดกันก่อน ขอให้หนูมีชีวิตใหม่ที่ดี เขาไม่ชอบความสัมพันธ์แบบไม่ได้เจอกัน คุยผ่านแต่โทรศัพท์ เขาเสียใจมาก เขาขอโทษ ตอนนี้ก็ยอมๆ ทำตามที่เขาขอ เช่น อาทิตย์นี้จะโทร.หาวันนั้นวันนี้นะ ห้ามหนูโทรหาถี่ๆ เขาไม่ชอบ

        พี่อ้อยคะ ช่วงที่ห่างหายกันไปเขาอาจไปคบคนอื่นหรือเปล่า เขาอยู่ไกลเราก็ไม่เห็น อะไรที่จะทำให้ความสัมพันธ์นี้ค่อยๆ ดีขึ้นบ้างคะ อะไรที่ทำให้รู้ว่าอย่าพยายามอีกเลย อะไรที่ทำให้มั่นใจว่าเขายังรักเราอยู่ รบกวนพี่อ้อยช่วยหนูหน่อยนะคะ”

A.

โควิดฯ ทำให้ชีวิตรักของหลายคนเปลี่ยนค่ะ เอาใหม่ ต้องพูดว่า

“โควิดฯ วัดใจว่าเรารักกันมากพอไหม ที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยกัน”

น่าจะเหมาะกว่า

 

เราไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ความเครียด ความกดดันมีกันทุกคน เคยมีคนตั้งคำถามด้วยซ้ำว่า “โควิดฯ ทำร้ายความรักของเรา เพราะอยู่ใกล้ไป หรืออยู่ไกลไป” เชื่อไหมคะว่าเป็นได้ทั้งสองแบบ การ work from home ทำให้หลายคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมากจนเกินไป อบอุ่นกลายเป็นอึดอัด ทั้งที่รักมากแต่บางทีก็ยากจะอยู่ด้วย ต้องช่วยๆ กันหาพื้นที่ส่วนตัวไว้บ้าง เมื่อโลกส่วนเรา เบียดโลกส่วนตัว จนเริ่มกลัวการล้ำเส้น ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจ ต่างคนต่างกลัวความไม่ปลอดภัย

เลยกลายเป็นแรงกดดันให้เราไม่ค่อยหันหน้าเข้าหากัน พูดกันทีไรมีแต่ปัญหารำคาญใจ ก่อนหน้านี้บ่นแทบตาย ว่าเธอไม่ค่อยมีเวลา ตอนนี้พอมี “เวลา” กลายเป็นว่า หาช่องว่างระหว่างกันไม่ค่อยได้ เริ่มอยู่ใกล้แต่ไม่เห็นคุณค่า มีปัญหาเพราะเห็นหน้ากันมากเกินไป ทั้งที่คนอยู่ไกลกัน แสนจะอิจฉา เคยไปมาหาสู่กันได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้ เฝ้ามองแต่หน้าจอรอเวลาที่จะได้กอดกัน ก็นับว่าเป็นปัญหาอีกแบบ

 

พี่เข้าใจรักทางไกลดีค่ะ ต้องใช้ใจทั้งสองฝ่ายเยอะมาก เพราะเราขาดกันได้ง่าย ได้แต่บอกตัวเองเรื่อยไป เจอโจทย์ยากจะได้รู้ว่ารักกันมากแค่ไหน และส่วนใหญ่ที่เรามักบอกกัน ต่อให้รักกันแค่ไหน ยังไงก็ต้องมีอาชีพของเรา รอแต่เงินของเขาก็ไม่รู้ว่าเราจะรอดไปได้นานแค่ไหน เพราะรักเป็นเรื่องไม่แน่นอนที่สุดในโลก เมื่อวานรัก วันนี้รัก พรุ่งนี้ก็ไม่รู้แล้วว่า เราจะยังรักกันอยู่ไหม โควิดฯ ยิ่งตอกย้ำให้เราตระหนักว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน

แต่ก่อนคิดว่ามีกระเป๋าเดียว ถ้าเป็นกระเป๋าใหญ่น่าจะรอดได้ ตอนนี้ในแต่ละครอบครัวต้องมีกันอย่างน้อย 2 กระเป๋า กระเป๋าเขา กระเป๋าเรา ช่วยกันหา ยังไงก็ดีกว่าหาอยู่คนเดียว พอเริ่มเหนื่อย เริ่มเครียด เริ่มอุ้มอีกคนไม่ไหว รักไปรู้สึกผิดไป กดดันกันไป เรายิ่งประชดเขายิ่งไปกันใหญ่ เหนื่อยแทบตายสุดท้ายโดนไล่ ใจเขาใจเราค่ะ เขาจะชื่นใจจากอะไรล่ะคะ ภาวะวิกฤติ ยิ่งต้องคิดดีๆ ก่อนจะสื่อสารกัน

 

นอกจากงานกลางคืน ซึ่งวันนี้ก็ใช่ว่าจะทำเงินได้ดีเหมือนเดิม ไหนจะความเสี่ยงสารพัด อันตรายสำหรับผู้หญิงอย่างน้อง ไหนจะต้องสร้างความภาคภูมิใจให้เขา ในฐานะสะใภ้ที่เขาแนะนำกับใครๆ ได้อย่างหน้าชื่นตาบานว่าเราทำงานอะไร งานกลางคืนก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีอยู่แล้วในภาวะนี้ ด้วยความเคารพทุกอาชีพสุจริตนะคะ แค่ตอนนี้เสี่ยงไป เรามีความสามารถอื่นๆ ที่สร้างอาชีพได้ไหม อย่างน้อย ในวันหน้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะดูแลหรือไม่ดูแล เราก็ไม่ได้แย่เพราะยังทำมาหากินได้

สิ่งที่น้องกลัวสารพัดว่าเขาจะไปรักคนอื่นไหม ไกลก็ไกล มองก็ไม่เห็น พี่อยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่เข้าข้างนะคะ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ 4 เดือนไม่สนใจจะคุย จะทัก หากบอกว่า “รักมาก” ก็ไม่เห็นน่าเชื่อ ช่วงที่ห่างกันไป ไม่ห่วงเราบ้างหรือว่าเราจะอยู่ยังไง ปลอดภัยดีไหม โกรธเรา พี่เข้าใจ แต่ขนาดเป็นตายร้ายดียังไงฉันไม่สน ก็ดูไม่ใช่คนรักกันเท่าไหร่ ถ้าน้องไม่ติดต่อไป 4 เดือนอาจจะกลายเป็นปี ที่เขาดูเหมือนเลือกแล้วว่า ไม่อยากเดินหน้าต่อกับเรา สิ่งที่เขาบอกชัดเจนเหลือเกินว่า เขาอยากคบกับคนที่เจอกันทุกวัน มากกว่าคนไกล ที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ถ้าเขาเป็นคนแพ้ความไกลเมื่อเจอคนใกล้กว่า เขาก็คงต้องไป แต่หากเราเป็นคนที่ใช่ ไกลแค่ไหนเขาน่าจะรอ น้องยังรอเขาเลย เพราะเรารักเขามากกว่าที่เขารักเราไง ถึงอยากให้น้องรอไป เผื่อใจไป ยอมรับความจริงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หาอาชีพใหม่ของเราให้ได้ อย่างน้อยก็ภูมิใจที่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่แบมือขอจากเขา การที่เขาบอกว่า อย่าโทร.บ่อยเพราะไม่ชอบ พี่กล้าตอบได้ว่า เหมือนเขากำลังมีใครที่น่าสนใจกว่า คนเรารักกันอยากได้ยินเสียงกันทั้งนั้น เขาวางเงื่อนไขเหมือนวางน้องไว้ไกลๆ โทร.ได้แค่บางวัน หลายครั้งสิ่งที่เราสงสัยอาจแปลว่าใช่แล้ว

 

พี่ไม่เคยบอกให้ใครอย่าพยายามอีกเลย ส่วนใหญ่จะยุให้พยายามจนถึงที่สุดก่อน คุยกัน สื่อสารกันเท่าที่ได้ ใช้เวลาอย่างที่เขาอยากให้เราใช้ แค่ไหนแค่นั้น “เวลา” จะบอกน้องได้เองว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน รักที่อยากได้จะอยู่ที่นั่นหรือเปล่า ทำให้ดีที่สุดในจุดของเรา ถ้าสุดมือสอย วันหนึ่งก็ต้องปล่อยเขาไป แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พยายามให้เต็มที่ คุยกับเขาว่าเรากำลังหางานทำนะ เธอเป็นที่ปรึกษาให้ฉันได้ไหม เวลาที่มีปัญหา ไม่ได้ทำงานกลางคืนนะอย่างที่เธอขอ รอดูความสำเร็จในงานของฉันบ้างนะ ดูแลใส่ใจเขาแบบที่เราเคยเป็น เดี๋ยวน้องจะเห็นเองว่า ความใส่ใจของเราคือความชื่นใจของเขา หรือมองว่าเราน่ารำคาญ นั่นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

 

         “เอาใจช่วยให้ความไกลทำอะไรความรักของน้องไม่ได้ หรือถ้าวันหนึ่งตัวไกลทำให้ใจห่าง ก็หวังว่าความรักในตัวเองของน้อง จะปกป้องให้น้องแข็งแกร่งเกินกว่าที่น้องคิดไว้ค่ะ”

— DJ อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล

 

 

HUG Magazine

หัวใจไม่จนมุม


The Broken Hearts Gallery เพื่อ ‘จดจำ’ และ ‘ลืมเลือน’

The Broken Hearts Gallery

แกลเลอรี่แห่งเศษซากความรัก เพื่อ จดจำและ ลืมเลือน

 

 

         “เมื่อรักแหลกสลาย คุณจะเก็บซากของมันยังไง”

        ลูซี่ย้อน เมื่อนิคถามว่าจะทำยังไงกับข้าวของกองโตอันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในอดีต เป็นการย้อนด้วยคำถามที่ต้องถามตัวเองมากกว่าถามคนอื่น ในเมื่อเธอที่หมกมุ่นกับการเก็บข้าวของจิปาถะสิ่ง (เพื่อนสนิทเธอเรียกว่า ขยะ) เอาไว้ในบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างดูมีคุณค่าทางจิตใจไปเสียทั้งนั้น

 

        ลูซี่เจอกับนิคในวันที่เธอเพิ่งจบความสัมพันธ์อีกครั้ง (คราวนี้ของที่ระลึกคือเนคไท) แถมยังโดนไล่ออกจากงานผู้ช่วยภัณฑารักษ์ในแกลเลอรี่แห่งหนึ่ง

        เธอเข้าใจผิดคิดว่านิคคือคนขับรถรับจ้างที่ต้องมารับเธอ ในขณะที่นิคกำลังเผชิญความยากลำบากในฐานะนักธุรกิจ โรงแรมที่เขาตั้งชื่อว่า โคลอี้ ยังสร้างไม่เสร็จ แต่เงินทุนหมดไปแล้ว และดูเหมือนจะไม่มีธนาคารไหนให้กู้เพิ่ม

         ไอเดียการสร้างแกลเลอรี่สำหรับคนอกหัก รับข้าวของอันเป็นเศษซากจากความสัมพันธ์ครั้งเก่ามาจัดแสดงพร้อมด้วยเรื่องราวฝังใจ จึงเกิดขึ้นที่โรงแรมหน้าตาเหมือนไซต์ก่อสร้างของนิคอย่างปุบปับ

 

         สิ่งที่ทำให้หนังรอมคอมเล็กๆ เรื่องนี้มีความพิเศษ คือพล็อตที่น่าจะเป็นความรู้สึกร่วมของคนจำนวนไม่น้อย รวมทั้งบรรยากาศและความเป็นธรรมชาติของตัวละครในเรื่อง มันเป็นเรื่องราวเล็กๆ ในช่วงเวลาเล็กๆ เล่าเรื่องที่ไม่ใหญ่โตมาก แต่แผงความน่ารักกระจายไปทั่ว

         หนังไม่ลืมที่จะอธิบายพฤติกรรม “บ้าเก็บของ” ของนางเอกด้วยเหตุผลอันมีน้ำหนัก

         ไม่ลืมที่จะเฉลยในที่สุดว่า แม้แต่คนที่บอกว่าตัวเองเป็นมินิมัลลิสต์ ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งของเท่าที่จำเป็นแบบพระเอก ก็ใช่ว่าจะไม่แบกความหลังอันทุกข์ใจไว้

 

         ดำเนินเรื่องด้วยบทสนทนาแสบๆ คันๆ ที่อาจจี้ใจดำมนุษย์คลั่งรักได้หลายคน เราเลยตระหนักว่า พื้นที่ที่ทำให้มนุษย์รู้จักปล่อยวาง เพื่อก้าวไปต่อนั้นสำคัญขนาดไหน

         แถมยังมีแก๊งตัวละครเพื่อนนางเอกที่โดดเด่นชวนรัก เป็นแก๊งเพื่อนสาวในฝันเอามากๆ

         และที่สำคัญ แม้จะไม่ได้ตรึงตาตรึงใจอะไรมากมาย แต่หนังฝากแง่คิดบางอย่างไว้เมื่อเราดูจบ เรานึกอยู่บ่อยๆ ว่าตอนนี้ยังมีข้าวของจากความสัมพันธ์ครั้งเก่า ครั้งก่อน ครั้งไหนที่เรายังเก็บเอาไว้บ้างมั้ยนะ แต่ละอย่างบันทึกเรื่องราวอะไร และถ้าต้องเลือกบางอย่างส่งไปเข้า The Broken Hearts Gallery ล่ะ เราจะเลือกชิ้นไหน

         เป็นหนังว่าด้วยข้าวของกับความทรงจำ และทำงานกับความทรงจำได้จริงๆ ด้วย

 

ขอทิ้งท้ายด้วยเกร็ดน่าสนใจ พิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของจากความสัมพันธ์ที่จบไปแล้ว มีจริงนะคะ อยู่ที่ซาเกร็บ เมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย ชื่อ Muzej prekinutih veza กับอีกแห่งคือ Museum of Broken Relationships ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา

อยากวาร์ปไปเที่ยวได้จริงๆ เลย.

 


หยุดเวลาที่ "สุกันทรา แคสเคด รีสอร์ท"

“ธรรมชาติจะเยียวยาทุกสิ่ง”

 

 

          ทริปนี้ขอพาหนีกรุง ไปนอนฟังเสียงน้ำตกในรีสอร์ทนอกเมืองเชียงใหม่ สุดแสนจะ unseen จนคนดังระดับโลกอย่าง “แองเจลินา โจลี” และอีกหลายคน นิยมมาพักผ่อนกันที่นี่ ซึ่งถ้าเป็นช่วงปกติก็คงยากจะมีโอกาสได้ไปพัก แต่ช่วงนี้รัฐบาลร่วมสนับสนุน ชวนไปเที่ยวเมืองไทย เลยไม่รอช้าออกเดินทางไปในช่วงที่อากาศกำลังสบายที่สุดของปี

 

         “สุกันทรา แคสเคด รีสอร์ท” ที่พักสุดหรูท่ามกลางธรรมชาติแห่งนี้ ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม ใกล้กับน้ำตกตาดหมอก ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่มาก ใช้เส้นทางเดียวกับม่อนแจ่ม

          รถคู่ใจวิ่งไปตามจุดหมายที่ปักหมุดไว้ในโทรศัพท์ เวลาผ่านไปเพียง 40 นาทีกับระยะทาง 20 กว่ากิโลเมตร บนเส้นทางคดเคี้ยว พอให้ได้ตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อเจอป้ายจราจรสีเหลืองรูปนกยูง เป็นสัญญาณบอกว่า กำลังจะถึงจุดหมายของการพักผ่อนครั้งนี้แล้ว เพียงแค่ก้าวเท้าลงจากรถ เดินเข้าสู่ตัวรีสอร์ท บรรยากาศแห่งความร่มรื่นก็ได้หอบเอาความสดชื่นมาทักทาย เสียงสายน้ำส่งเสียงต้อนรับ จากตรงนี้ทำให้เรารู้ได้ว่า ไม่ว่าจะยืนอยู่จุดไหนของรีสอร์ทแห่งนี้ก็สามารถเห็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลผ่านกลางรีสอร์ท ตอนนี้เรามีน้ำตกเป็นของตัวเองแล้วนะ

 

         เมื่อประตูห้องเปิดออกอากาศเย็นสบาย กลิ่นหอมสะอาด เรียกรอยยิ้มได้ไม่ยากเลย ห้องพักตกแต่งแบบเรือนล้านนา แต่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่บาหลี สิ่งอำนวยความสะดวกมีให้ครบครัน ด้านหน้ามีสระว่ายน้ำเล็กๆ ให้ลงไปแช่ตัว หรือจะเลือกนั่งเอกเขนกในศาลาริมน้ำแบบสบายๆ ปล่อยร่างกายให้ธรรมชาติได้บำบัด ท่ามกลางป่าเขาสีเขียวขจี สายน้ำธรรมชาติที่ไหลมาจากน้ำตกตาดหมอกนั้น ไหลเอื่อยๆ เหมือนเสียงดนตรีจากป่ามาบรรเลงขับกล่อม ราวกับว่าเวลานี้เข็มนาฬิกากำลังเดินช้าลง ให้โอกาสธรรมชาติได้เติมเต็มความสุขอีกครั้ง

 

 

        แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ก็ถึงช่วงเวลาของอาหารกาย ดินเนอร์ตำรับล้านนาในขันโตก อาหารที่แสนอร่อยจนติดอันดับ ร้านอาหารแนะนำในบรรยากาศสุดโรแมนติก ภายใต้ม่านน้ำตกสุดอลังการ ร่ำลาวันแห่งความสุขในเย็นวันนี้ด้วยมื้อสุดพิเศษ จากบริการสุดประทับใจ เสียงน้ำตก เสียงหรีดหริ่งเรไร ขับกล่อมให้หลับใหล ค่ำคืนที่แสนสุขใจผ่านไปอย่างรวดเร็ว

        ยามเช้ากับเจ้านกยูงสัญลักษณ์ของที่นี่ แวะเวียนมารำแพนหาง ส่งเสียงทักทายถึงหน้าห้อง เราจึงอยากชมเป็นขวัญตา รีบลุกจากที่นอนแต่งตัว ออกสำรวจรอบรีสอร์ทยามเช้าตรู่ อากาศหนาวเย็นจนแตะเลขสองหลักต้นๆ เห็นหมอกจางๆ ลอยเรี่ยรายบนผิวน้ำ เหนือสายน้ำตกที่ไหลลดหลั่นผ่านหน้าผาหิน กลายเป็นม่านน้ำ บางจุดกลายเป็นแอ่งน้ำใส ชวนให้นั่งลงแล้วเอาเท้าจุ่มน้ำ นกน้ำฝูงใหญ่กำลังเข้าแถว เล่นสไลด์เดอร์ธรรมชาติอยู่บนน้ำตกกันอย่างครื้นเครง

 

         กลางรีสอร์ทมีสะพานไม้ทอดยาวไปยังอีกฝั่ง สามารถเดินข้ามไปมาได้ เราเดินไปถึงกลางสะพาน แล้วมองไปที่น้ำตก รู้สึกดีมากจริงๆ เป็นอีกหนึ่งเช็คพ้อยท์ของที่นี่ที่ห้ามพลาด จากจุดนี้เรานั่งดื่มด่ำบรรยากาศยามเช้า มองไปทางไหนก็เจอต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณบานสะพรั่ง เหมือนกำลังชักชวนให้ไปถ่ายรูป เก็บไว้อวดใครต่อใคร ว่าได้มาเยือนแล้วนะ ตอนนี้มีความรู้สึกราวกับว่า กำลังได้รับการปรนนิบัติจากธรรมชาติ

 

         ก่อนจะอำลาก็ต้องแวะเติมพลังด้วยอาหารเช้า ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ อร่อยและถูกใจทุกเมนู แถมยังมีนกยูงคอยแวะเวียนมารำแพนหาง โชว์ตัวเป็นระยะๆ กับบรรยากาศบริเวณน้ำตก วิวที่มองกี่ครั้งก็แสนสบาย จนกลายเป็นอีกหนึ่งที่พักในดวงใจในเมืองเชียงใหม่

 

        ถ้าวันพักผ่อนครั้งหน้ายังไม่รู้จะไปที่ไหน ขอแนะนำให้เดินทางไปผ่อนคลายกับสายน้ำ ปล่อยให้ธรรมชาติได้โอบกอด ใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ ชมนกชมไม้ ในที่พักบรรยากาศสุดหรู แล้วหยุดเวลาไว้ที่ “สุกันทรา แคสเคด รีสอร์ท” แม่ริม เชียงใหม่ สักครั้ง.

 

 

HUG MAGAZINE 

พาหัวใจไปเที่ยว

น้องฟาง


อัลบั้มวิชารักของ ‘เท่ห์’ อุเทน

     “คงเป็นวิชามาร พร่าผลาญหัวใจหลายคน มารยาร้อยเล่ห์กล ฝึกฝนได้อย่างช่ำชอง” เพลงรักอกหักจากนักร้องเสียงหวาน ‘เท่ห์’ อุเทน พรหมมินทร์ เจ้าของตำนานป่าล้อมเมืองของไทย ซึ่งทุกวันนี้แฟนเพลงยังเรียกหาไม่คลาย แต่วันนี้เขาจะมาเปิดอัลบั้มพิเศษ โดยมีนางเอกชั่วชีวิต ‘โหนย’ ปรินดา เกียรติเสริมสกุล มาร่วมรังสรรค์เพลงนี้ด้วยกัน

 

 

เริ่มต้นโน้ตเพลงแรก

        คุณโหนยเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่ามาจาก คุณกุ้งนาง ปัทมสูต ที่ได้ทำงานละครร่วมกัน คุณกุ้งสนิทกับคุณเท่ห์ในตอนนั้น และกำลังหัดเล่นกอล์ฟ จึงไปที่สนามกอล์ฟออลสตาร์ ซึ่งเหล่าดารามักมาเล่นกันที่นี่ และนั่นคือก้าวแรกของการได้ทำความรู้จักกันในฐานะเพื่อนๆ ก่อนที่จะค่อยๆ ให้วันเวลากระชับความสนิทสนม แรกทีเดียวเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ต่อมาเริ่มชวนไปดูหนังกันสองต่อสอง พบเจอกันแทบทุกวัน แต่เป็นสถานะที่ไม่มีใครตั้งคำถาม เพราะต่างก็สบายใจในความสัมพันธ์นี้

         จนวันหนึ่งกามเทพก็แผลงศรปักอกนักร้องร็อคคนดัง เจ้าของตำนานของมือขวาหน่อย

        “นั่งกินกันอยู่ร้านโอวเล้งอาร์ซีเอ วันนั้นมีพี่ๆ ในวงการมานั่งกัน เช่น พี่แอ๊ด คาราบาว (ยืนยง โอภากุล), พี่โอ้ โอฬาร (โอฬาร พรหมใจ) แล้ว พี่หนุ่ย อำพล (อำพล ลำพูน) มานั่งคุยด้วย อยู่ๆ ก็ถามขึ้นมาเลย เท่ห์ นี่แฟนเหรอ ผมก็ครับพี่ โหนยเขาก็งง (หัวเราะทั้งคู่) ก็ได้วะ”

        เปิดตัวแฟนได้แบบงงจริง แต่ยังไม่จบ เพราะการแต่งงานก็เกิดขึ้นในจังหวะงงแบบนี้เช่นกัน เมื่อคุณเท่ห์เริ่มไปมาหาสู่ครอบครัวคุณโหนยมากขึ้น ทำความรู้จักกันอย่างสนิทสนม จนพี่สาวคุณโหนยออกปากถามว่า เมื่อไรจะแต่งงาน

        “พี่สาวถามพี่เท่ห์เมื่อไรจะแต่งงาน เท่ห์บอกเดี๋ยวรอพร้อมก่อน ช่วงที่พี่เท่ห์ไปทำงานที่อเมริกา พี่สาวก็ชวนโหนยไปกินข้าวกับที่บ้าน อยู่ๆ ป๊าก็ถาม โหนยจะแต่งงานเหรอ เราก็งง อะไรคือจะแต่งงาน ป๊าบอกก็รู้จากพี่สาว โหนยยังไม่รู้เรื่องเลย (หัวเราะ) พี่สาวมองว่าพร้อมของแต่ละคนคืออะไร เขามองว่าแต่งๆ ไป แล้วจากนั้นก็ว่ากันอีกที”

         “กลับมาผมถึงกับงงไง (หัวเราะทั้งคู่) บอกเลย ชีวิตคู่ผมไม่มีความหวานอะไรทั้งสิ้น”

        “คู่เราไม่มีการขอเป็นแฟน หรือขอแต่งงาน ไม่มีอะไรเลยทั้งนั้น (หัวเราะ)”

        เห็นร้องเพลงหวานปานนี้ แต่คุณเท่ห์ยืนยันว่าไม่ใช่คนหวานแต่อย่างใด วันเกิดตัวเองก็ยังลืม ครั้งหนึ่งไปร่วมงานวันเกิดรุ่นน้องที่เกิดก่อนคุณเท่ห์หนึ่งวัน สังสรรค์เสร็จ เป่าเค้กตอนห้าทุ่ม นั่งกินกันต่อ พอเที่ยงคืน ย่างเข้าวันใหม่ เพื่อนมาล้อมวงร้องแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้ คุณเท่ห์กลับถามว่าวันเกิดใครอีก

        “ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันเกิด แต่สิ่งที่ให้ความสำคัญคือวันตายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าผมว่างต้องไปร่วมงาน ต่อให้มีวันเดียวก็ต้องไป”

 

เรื่องชวนงงอีกหลายรอบ

        “เช้าวันพรุ่งนี้ต้องมีแห่ขันหมาก มีคนถือต้นกล้วยถือของต่างๆ ก็ถามว่าพี่เท่ห์ ใครจะมาถือให้เหรอ พี่เท่ห์บอกอ้าว ต้องมีด้วยเหรอ โทร.ตามกลุ่มเพื่อนตอนสี่ทุ่มนั้นเลย (หัวเราะ)”

        “ผมโทร.หาพี่เพชร (เสนาเพชร), ปีเตอร์ ไมอ๊อกซิ, แอนดี้ เขมพิมุก, โฟน ฆธาวุธ ปิ่นทอง โทร.ตอนนั้นเลยว่าใครว่าง แต่ละคนยินดีให้ความร่วมมือ”

        คุณโหนยเล่าถึงเรื่องชวนงงที่ยังไม่จบ คนจีนถือว่าคนที่ดวงชงกับคู่บ่าวสาวห้ามเข้าร่วมงาน แต่ช่างภาพปีชงก็ยังต้องอยู่ร่วมตลอดงาน ตะเกียงเข้าบ้านห้ามดับ คุณเท่ห์ก็บอกเปิดทำไมทั้งวันทั้งคืน เดินไปปิด เมื่อจบงาน เข้าห้องหอ ตามธรรมเนียมคือห้ามออกจนกว่าจะพ้นคืน คุณเท่ห์ไม่รู้ ไม่ได้เตรียมอะไรเลย นึกว่าจะออกไปซื้อได้ สุดท้ายต้องโทร.ตามเพื่อนๆ ให้ช่วยซื้อของเข้าไป เรียกว่ารอดเพราะเพื่อนจริงๆ

       “วันงาน ผมออกจากโรงแรม เคลื่อนขบวนไปบ้านโหนย ก็คิดว่าไปกันเงียบๆ แต่พี่เพชรโห่มาแต่ไกล แล้วบีบแตรปี๊นๆ ตอนตีห้ากว่าตั้งแต่หน้าโรงแรม (หัวเราะ) ช่วงงานแต่งก็สนุก พี่ๆ ในวงการมากัน พี่ปู (พงษ์สิทธิ์ คำภีร์) เดินมาหาผม บอกว่านายเป็นคนแรกนะที่ทำให้พี่ใส่สูทมาได้ ด้วยความที่ผมมีเพื่อนเป็นนักมวยเยอะ พวกเขาก็มา ลูกๆ นักมวยก็มา และหลานฝั่งโหนยก็เยอะ อายุไล่เลี่ยกัน ข้างหน้าถ่ายรูป ข้างหลังฉากเด็กตีกันอยู่ (หัวเราะทั้งคู่) เล่นกันแล้วแรงไปหน่อย ช่วงออกมาส่งแขก บ่าวสาวอยู่ด้านนอก ข้างในบนเวทีก็เล่นเพลงกันสนุกละ ใครอยากขึ้นเวทีก็ขึ้นเลย”

        “เราไม่มีปาร์ตี้หลังงาน เพราะแถวนั้นใกล้อาร์ซีเอมากแล้ว เชิญทุกคนไปต่อกันได้ (หัวเราะ)”

 

 

จังหวะของชีวิตคู่

         คุณเท่ห์ยอมรับว่าเป็นคนชอบทำงาน ยิ่งพอมีลูก ก็เหมือนลูกนำโชคมาให้ งานจึงมากขึ้นตาม เมื่อก่อนชีวิตคู่มักเกิดปัญหากระทบกระทั่ง จึงเปิดใจคุยกันตรงๆ

         “ต้องค่อยๆ ปรับกัน เรามีพี่เลี้ยงก็จริง แต่บางทีโหนยต้องอยู่กับลูกสองคน เข้าใจนะว่าเขาต้องทำงาน แต่บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าอยู่ช่วยกันนิดหนึ่งสิ โหนยจะบอกพี่เท่ห์ว่างานก็คืองาน ถ้าเวลาไม่ได้ทำงาน อยู่เล่นกับลูกให้เต็มที่ ใช้เวลาให้คุ้มค่า แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญหา เพราะโหนยรับงานให้เขาแทน (หัวเราะ)”

        “ต้องพูดความจริงให้เข้าใจ ผมมีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ และมีแม่ พี่สาว หลานสาว ที่เชียงใหม่ต้องพึ่งผม เพราะฉะนั้น ขาดงานไม่ได้ ยิ่งหาเงินได้เยอะยิ่งดี การที่มีงานเยอะไม่ว่าเล่นละคร ร้องเพลง ผมกลับมีความสุข ต่อให้ต้องออกจากบ้านทุกวันก็ตาม เมื่อก่อนตอนที่ดังมาก เดือนหนึ่งมี 31 วัน บางวันผมอาจรับสองงาน เช้าอยู่ใต้ เที่ยงบินกลับมา เย็นไปอีสาน แต่ตารางงานของผมยังไม่โหดเท่าพี่ปู (พงษ์สิทธิ์ คำภีร์) เพราะผมยังมีเวลาอยู่บ้านบ้าง”

        อีกสิ่งที่ทำให้คุณเท่ห์ยังคงมีแฟนเพลงเหนียวแน่น คือการดูแลความรู้สึกของแฟนเพลงทุกคนไม่เคยขาด ใครมาขอถ่ายรูป มากอด คุณเท่ห์พร้อมกอดกลับเสมอ ไปร้องเพลงที่ไหนก็ยังถ่ายรูปกับแฟนเพลงจนคนสุดท้ายจริงๆ ถึงค่อยกลับ เจ้าของร้านจึงพลอยมีความสุขทุกครั้ง ยังคงโทร.มาถามคิวคุณเท่ห์เสมอ เพราะเหล่าแฟนเพลงเรียกร้องไม่ขาด

        “ผมพูดกับเพื่อนทุกคน แนะนำน้องๆ ในวงการด้วยว่าอย่ารำคาญแฟนเพลง จำไว้ ถ้าวันหนึ่งเราเดินออกจากบ้านไปแล้วมีแต่คนเมิน ไม่ขอถ่ายรูป ไม่ยิ้มด้วย อนาคตคุณไม่มีแล้ว”

 

สามีและภรรยากับสิ่งที่ต้องร่วมฝ่าฟัน

        เราถามถึงคำแนะนำสำคัญ แม้ว่าคู่ชีวิตหลายคู่ สามีจะไม่ได้เป็นคนของประชาชนอย่างคุณเท่ห์ แต่การทำงานร่วมกับสาวๆ ก็มักเป็นเหตุให้ภรรยาเกิดความหึงหวง จนลามไปถึงการทะเลาะเบาะแว้ง ในเรื่องนี้คุณเท่ห์และคุณโหนยจะแนะนำว่าอย่างไร

        “ถ้าเรามีครอบครัวแล้ว เรื่องจะมีบ้านเล็กบ้านน้อยอย่าไปทำ ถ้าคุณอยากสนุกสนาน ไปเป็นครั้งคราวได้ แต่อย่ามีเป็นตัวเป็นตนเด็ดขาด”

        “โหนยบอกเพื่อนว่ายิ่งพี่เท่ห์เป็นคนสาธารณะ เรายิ่งต้องเป็นคนหูหนัก ใจหนัก ไม่ใช่ใครพูดอะไรมาแล้วเชื่อเลย สมมติมีปัญหาอะไร ถามเขาโดยตรงดีกว่าจะมานั่งคิดเอาเอง ถามแล้วให้เขาตอบ และเขาตอบอะไรมา โหนยเชื่อตามนั้น ก็ไม่ต้องฟังใครต่อแล้ว เพราะนี่คือครอบครัวเรา อย่าไปคิดว่าเขาโกหกหรือเปล่า หรือมันจริงไหม ไม่ต้องคิดแล้ว ใครจะพูดยังไงก็แล้วแต่เขา เพราะนั่นไม่ได้มีความสำคัญกับเรา”

        เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คุณโหนยยังเปิดใจถึงปัญหาใหญ่ ที่กลายเป็นข่าวดังตามหน้าสื่อฯ ต่างๆ ว่าสามารถฝ่าฟันกันมาได้เช่นไร ในช่วงเวลาอันวิกฤติดังกล่าว ทั้งสองยังคงยิ้มให้กันเสมอ

        “วันแรกที่มีข่าว โหนยถามพี่เท่ห์ก่อนเลยว่ามีจริงไหม ถ้ามีจริงจะได้หาทางแก้ พี่เท่ห์ยืนยันว่าไม่มี โหนยกับเพื่อนก็ช่วยกันหาต่อว่าคนคนนี้คือใคร จนไปพบว่าแชทที่เป็นข่าว นั่นไม่ใช่ไลน์พี่เท่ห์ แล้วภาษาไทยพิมพ์ผิดอีก ไม่ใช่แน่ๆ จบเลย ในเพจที่ลงข่าวก็เขียนไปต่างๆ นานาจนอยากโพสต์ตอบว่าอย่าสงสารเรา เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง แต่โต้ตอบแล้วไม่มีอะไรดี เลยแคปหน้าจอทุกอย่างส่งตำรวจดีกว่า (หัวเราะ)”

        “ส่วนผม พี่คนหนึ่งโทร.มาบอกว่ามีเรื่องแบบนี้ ก็ตอบว่า ผมไม่รู้จัก ไม่ต้องกลัวเรื่องปัญหาครอบครัวครับ เพราะผมไม่ได้ทำ เราสองคนยังนั่งเล่าให้กันฟัง วันนั้นต้องไปเล่นคอนเสิร์ต โหนยบอกว่าขึ้นไปเล่นตามสบาย ทางนี้เดี๋ยวจัดการเอง ไม่ต้องคิดมาก คืนนั้นผมเล่นเป็นปกติ แหย่กับทุกคนสนุกสนาน พอลงมาเขาก็บอกทุกอย่างเคลียร์หมดแล้ว (หัวเราะ)”

        สาเหตุที่ทั้งสองตัดสินใจจัดการให้จบเพราะการถูกนำรูปครอบครัวมาโพสต์ลงโซเชียลและพาดพิงถึงจนเป็นข่าวเสียหาย แม้มีการเบลอร์หน้าลูกๆ แล้วก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้จะ “ฝัง” อยู่ในอินเตอร์เน็ตไปตลอดกาล จึงต้องทำให้เป็นกรณีศึกษาสำหรับทุกคน

        “แล้วตลกคือวันที่เกิดเหตุพวกเราทั้งหมดนั่งอยู่หลังเวทีด้วยกัน ผู้หญิงคนนั้นคงไปเอารูปจากเพจร้านที่ถ่ายกันส่วนตัว แล้วปะติดปะต่อเป็นเรื่องราว ส่วนตัวผมคิดว่าเขาทำเพราะสนุก และคิดไม่ถึงว่าจะมีคนเอาเรื่อง รวมทั้งเพจนั้นด้วย แอดมินเพจมาร้องไห้ ขอให้ผมเลิกแจ้งความ แต่ผมส่งเรื่องให้ปอท. ไปแล้ว ผมสอนด้วยว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ ถ้าทำกับคนเป็นโรคซึมเศร้า แล้วคนนั้นเกิดฆ่าตัวตายใครจะรับผิดชอบเขาและครอบครัวของเขา แอดมินเพจบอกว่าไม่มีเจตนาทำร้ายครอบครัวเรา แต่การที่เอาไปลงนั้นเป็นการทำร้ายโดยตรงอยู่แล้ว ตำรวจยังบอกเขาอีกว่า ถ้าโหนยไม่มีนิสัยแบบนี้ ป่านนี้เท่ห์ตายไปแล้ว”

 

เสน่ห์อีกอย่างของเท่ห์ อุเทน

         “ครอบครัวผมปลูกฝังเรื่องคำขอโทษ และคนได้รับต้องให้อภัย ผมเป็นคนที่ต่อให้โกรธมากแค่ไหน พอเขามาขอโทษ ก็ให้อภัย แล้วเริ่มใหม่ เคยให้โอกาสคนมาหลายครั้ง ไม่เอาแล้ว พอเขาลำบากก็ช่วย”

        เพราะนิสัยแบบนี้จึงทำให้ เท่ห์ อุเทน มีแฟนเพลงมายาวนาน และมีเพื่อนๆ มากมาย และช่วงโควิดระบาดรอบแรก คุณเท่ห์ยังคงช่วยเหลือเพื่อนๆ ในวงการที่ซบเซาด้วยการแนะนำงานจากเหล่าแฟนเพลงที่ต้องการศิลปินดารามาร่วมงาน

 

สีสันของบ้าน

        เรื่องชวนฮาของบ้านนี้ยังไม่จบ เมื่อตอนคลอดลูกคนแรก คุณโหนยอยากให้มีรูปนาทีสำคัญจึงบอกให้คุณเท่ห์เตรียมกล้องไว้ แต่ก็คว้าน้ำเหลว

         “หมอบล็อคหลังเตรียมผ่าคลอด พอผ่า เราดันเจ็บ หมอก็รอใหม่ให้ยาชาซึม ก็ยังเจ็บ หมอเลยเปลี่ยนวิธีทันที เพราะตอนนั้นผ่าไปหน่อยแล้ว เอาตัวครอบดมยาสลบมาสวมให้ หลังจากนั้นโหนยไม่รู้ตัวละ ตื่นมาอีกทีคือห้องรอหลังคลอด สักพักพยาบาลมาบอกว่า ขอโทษนะคะคุณแม่ คือคุณพ่อมาโวยวายว่าทำไมไม่ให้เขาเข้าไปในห้องเพื่อถ่ายรูป นั่นเป็นเพราะโหนยหลับไป โรงพยาบาลจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเรียกมาถ่ายรูป แล้วไม่ได้บอกกับพี่เท่ห์”

         “ผมนั่งหลับรอ พยาบาลไม่มาเรียก ก็เลยไม่รู้ ตื่นมาจบไปแล้ว ประเด็นคือกลัวโดนโหนยด่า (คุณโหนยหัวเราะ) พอคุยกันเข้าใจ ผมลงไปขอโทษเขาทั้งวอร์ดเลย (หัวเราะ) ตอนผมลงไปอีกรอบ พยาบาลหน้าเสีย ถามว่ามีอะไรอีกเหรอคะ อ้อ ไม่มีครับ ผมมาขอโทษ (ยิ้ม)”

 

 

เพลงหวานที่สุด

         ในฐานะนักร้องเพลงรักหวานซึ้ง แม้ตัวจริงจะเป็นคนตลกเฮฮาก็ตาม เมื่อถามถึงเพลงที่ชอบร้องให้ภรรยาฟัง คุณเท่ห์บอกว่าเพลง “หลับตา” ของคุณ ‘แต๋ม’ ชรัส เฟื่องอารมย์

         “ตอนนั้นเขาไปร้องเพลงที่พัทยา ร้องอยู่บนเวที อยู่ๆ ก็โทร.มาหาเรา แล้วไม่บอกอะไร วางโทรศัพท์เอาไว้ ร้องเพลงให้ฟัง”

         “ผมแต่งเพลงรักไม่เป็น พอเป็นเพลงรักเลยต้องยืมชาวบ้านมาหมดเลย ผมไม่ใช่คนหวาน ร้องเพลงอกหัก พักเบรก พูดคุยกันมีแต่คนหัวเราะ หน้าเวทีผมเป็นคนตลก (ยิ้ม) สิ่งที่พูดออกไปมีแต่รอขำอย่างเดียว”

         แต่การโทร.หาคนรัก แล้วร้องเพลงกลางงานให้ฟัง ก็ถือว่าหวานไม่ใช่น้อยแล้วนะ

 

ตัวจริง

        พอว่าตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร คุณโหนยยิ้มพร้อมยืนยันชัดว่าไม่ใช่ตามเพลงหวานที่ร้องมาแน่นอน

         “พี่เท่ห์ตัวจริงเป็นคนตลก ชอบดูหนังตลก ชอบต่อยมวย หนังแนวโรแมนติกไม่ดู หนังฝรั่งไม่ดู ดูหนังไทย หนังจีน แล้วถ้าเป็นเรื่องจริงจังก็ซีเรียสทันที เป็นคนใจเย็น ใจอ่อน ขี้สงสาร ขี้แกล้งลูก (หัวเราะ)”

          “ส่วนโหนยก็เป็นแบบนี้แหละ (หัวเราะ) เขามีช่วงหวานของเขา แต่ส่วนใหญ่จะนิสัยสบายมากกว่า เราสองคนคล้ายกัน คือเป็นคนไม่ชอบแต่งหน้าทำผม จึงง่ายต่อการไปไหนมาไหน ทุกวันนี้ถ้าไม่ใช่คอนเสิร์ตใหญ่ ผมไม่แต่งหน้า ขอแค่ซับมันอย่างเดียว”

 

เรื่องที่เป็นห่วง

         ส่วนความห่วงหาอาทรที่มีต่อกันนั้น คุณเท่ห์บอกว่าห่วงเรื่องสุขภาพภรรยา ส่วนคุณโหนยฟ้องตรงๆ ว่าห่วงสุขภาพสามีเช่นกัน ในเรื่องการดื่มสังสรรค์ เพราะคุณเท่ห์มีเพื่อนเยอะ จึงมักไปพบปะกันบ่อยๆ จนเคยเกิดเรื่องที่ยังเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์กลางกลุ่มเพื่อนมาแล้ว

          “ตอนนั้นตีสามพี่เท่ห์ยังไม่กลับบ้าน ถ้ามีคนขับรถไปด้วยจะเบาใจ แต่ตอนนั้นไปเองแล้วไม่ได้ขับรถไป เรากลัวว่าเรียกแท็กซี่แล้วไม่สามารถบอกทางกลับได้ จะถูกทิ้งกลางถนนไหม คุยกับเพื่อนว่าถ้าตีห้าพี่เท่ห์ยังไม่กลับบ้านจะขับรถออกไปหา”

        “ผมเมาหลับไม่รู้ตัวอยู่บ้าน ตรี สุขเกษม ส่วนโทรศัพท์หล่นอยู่ในรถพี่เป๊ก สัญชัย ภาพที่ทุกคนเล่าให้ฟังคือ เป๊กให้รถมาส่ง ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง รถก็กลับมาที่ร้าน เปิดประตูรถแล้ว ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม หันไปมองเพื่อนแล้วยิ้มให้อีก เพื่อนฮาตกเก้าอี้กัน (หัวเราะ) ตรีก็พาไปนอนบ้าน ผมรู้แค่ว่าจะต้องกลับบ้าน ไม่งั้นโดนด่าแน่ แต่พอตรีถามว่าบ้านอยู่ไหน ผมตอบว่าไม่รู้ สรุปนอนบ้านตรี สุดท้ายมาส่งตอนตีห้า หลังจากนั้นเวลาไปดื่มกับเพื่อน พวกเขาจะถามก่อนเลยว่า นอนบ้านไหน เหม่งจ๋าย หรือลาดปลาเค้า จะได้ให้ไปส่งถูก แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ตีหนึ่งก็รีบกลับ”

         “ถึงได้ห่วงว่าไปหลับอยู่กลางถนนที่ไหนไหม (หัวเราะ) คุยกันไว้ว่าจะดื่มก็ดื่ม ขออย่างเดียวอย่าดื่มจนไม่รู้เรื่อง ขอให้นึกถึงคนที่รออยู่ที่บ้าน ว่าเขาเป็นห่วง”

 

อัลบั้มเพลงพิเศษ

         เราถามคุณเท่ห์ว่าในเมื่อครองรักกันมานานอย่างนี้ ถ้าเป็นเพลงจะตั้งชื่อว่าอะไร คุณเท่ห์อมยิ้มแล้วตอบทันที

          “รักงงๆ (ยิ้ม) ผมเชื่อว่ามีหลายคู่ที่ออกมาแนวนี้แหละ ถ้าไม่มีพี่หนุ่ยวันนั้นอาจยังไม่ได้เป็นแฟนกัน”

         “วันก่อนเจอพี่หนุ่ยยังบอกเลย”

         แล้วทั้งสองก็นั่งหัวเราะกันในเพลงพิเศษเฉพาะนี้

 

 

ฝากถึงคนอ่านเรื่องชีวิตคู่

เท่ห์: มีอะไรให้คุยกัน ถ้าคุณมีปัญหาชีวิตคู่ให้คุยกัน ใครผิดก็ขอโทษ คนที่ได้รับการขอโทษก็พิจารณาว่าเมื่อเขาขอโทษแล้วน่าจะให้อภัยกัน เพราะการที่ไม่ให้อภัยชีวิตคู่จะเดินต่อไปข้างหน้ายาก เชื่อเถอะว่าไม่มีใครทำถูกหรือทำผิดไปตลอดชีวิต เพราะงั้นการให้โอกาสซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ดี คนให้โอกาสก่อนย่อมได้เปรียบ เพราะวันหน้าถ้าคุณทำพลาด คุณสามารถเรียกร้องได้ว่าครั้งที่แล้วยังให้อภัยก่อนเลยนะ ผมเชื่อแบบนี้ และชีวิตจะอยู่ด้วยความสนุก อย่าไปหวานมาก เชื่อเถอะ เห็นหลายคู่แล้วหวานหยดย้อย ท้ายสุดก็เลิกกัน

โหนย: ชีวิตคู่ใช้หลายอย่างนะ หลักสำคัญคือการพูดจา การเข้าใจกัน บางครั้งต้องขอโทษกันทั้งคู่ ลดอีโก้กัน เราสองคนไม่มีอะไรปิดบังกัน ไม่พอใจจะโกรธ ขอให้ได้บอก ไม่อยากเก็บ ถือหลักมีปัญหาอะไรเคลียร์กันให้จบ

 

HUG MAGAZINE

เรื่อง : มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

ภาพ : อนุชา ศรีกรการ


Style Of Star ‘ฟลุ้ค’ ณธัช ศิริพงษ์ธร

          ชีวิตที่ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา โรคก็กลัว ผิวก็ห่วง ยิ่งเพิ่งเห็นเหล่าหนุ่มน้อยหน้าใสปิ๊งในทีวีแล้ว ก็ยิ่งต้องบำรุงดูแล ไม่อย่างนั้นสู้ไม่ได้แน่ โดยเฉพาะวันนี้ที่มีเจ้าของฉายา “เจ้าแก้มก้อน” สุดน่ารักน่าหยิกมาให้เคล็ดลับ งานนี้เท่าไรก็พร้อมจ่ายค่ะ ว่าแต่ขอซื้อตัวน้องมาดูแลจะได้ไหม สัญญาว่าพี่จะเชื่อฟังอย่างดีจริงๆ

 

 

เคล็ด(ไม่)ลับหน้าใสของแก้มก้อน

          “สิ่งสำคัญสำหรับฟลุ้ค คือการพักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกทานอาหาร ดื่มน้ำเยอะๆ อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการเลือกผลิตภัณฑ์ในการบำรุงร่างกายและบำรุงผิว สำหรับวิธีดูแลแบบเร่งด่วน สมมติว่าพรุ่งนี้มีงานเช้า แต่ตอนนี้ร่างกายโทรมมาก ฟลุ้คใช้วิธีดื่มน้ำเยอะๆ และใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้มากกว่าเดิม”

 

 

ตัวเล็กแต่ฟิตนะ

         “ฟลุ้ค เลือกทานอาหารมากกว่าการออกกำลังกาย เพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย (หัวเราะ) เพราะฟลุ้คได้เรียนเต้น หรือตอนซ้อมเต้นก็เป็นการออกกำลังกายอีกหนึ่ง ผมเลยเน้นในการเลือกอาหารมากกว่า ถ้าใครไม่มีเวลา แค่การที่ได้ทำความสะอาดบ้าน หรือลุกเดินไปเดินมา อย่านั่งเฉยๆ การที่เราได้ขยับร่างกายก็เป็นการออกกำลังกายแล้วครับ (ยิ้ม)”

 

 

ฟลุ้คขอร้อง

          “คนที่กำลังจิตตก หรือคิดในทางลบ ฟลุ้คอยากให้ทุกคนอย่าไปเครียดหรือไม่ต้องคิดมาก ไม่ว่าใครจะพูดอะไรที่ทำให้เรารู้สึกลบ ไม่ว่าจะถูกบูลลี่ ขอให้อย่าเครียดครับ ให้คิดและมองว่าเราทุกคนมีดีที่แตกต่างกันไป ฟลุ้คขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน เพราะการที่ถูกบูลลี่ การโดนใช้คำพูดที่บั่นทอนจิตใจมันรู้สึกแย่อย่างไร ฟลุ้คขอให้ทุกคนรักตัวเองก็พอ แล้วเราจะมองทุกอย่างเป็นพลังบวกเองครับ”

 

 

แอบเปิดสเปค

          “ฟลุ้คไม่มีสเปคตายตัวนะ (หัวเราะเขินๆ) ขอแค่เป็นคนที่คุยกันแล้วรู้เรื่อง มีความเข้าใจกันดี เพราะฟลุ้ครู้สึกว่าความรักมันอยู่ที่การเข้าใจกันมากกว่า ถ้าเราเข้าใจกัน เพียงแค่นี้ก็เป็นความรักที่ดีแล้วครับ (ยิ้ม)”

 

 

ถึงเหล่าไขมันของเจ้าแก้มก้อน

         “ฟลุ้คขอฝากความรักและกำลังใจไปให้กับทุกคน (ยิ้ม) ไม่ว่าจะเครียดในเรื่องใดก็ตาม ฟลุ้คอยากเป็นกำลังใจให้มากๆ เพราะทุกคนเป็นกำลังใจให้ฟลุ้คมาเสมอ ตอนนี้เลยอยากเป็นกำลังใจกลับให้กับทุกคนเหมือนกัน ให้ทุกคนสู้ไปกับทุกๆ เรื่อง แล้วขอขอบคุณแฟนคลับทุกคนมาก ที่ค่อยติดตามและซัพพอร์ตฟลุ้คตลอดครับ”

 

 

Fluke’s Tip

สำหรับตัวฟลุ้คเอง ถ้าอยู่ในช่วงอารมณ์ดิ่ง รู้สึกแย่ ก็จะกลับมาทบทวนตัวเองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันคืออะไร แล้วคิดว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป ฟลุ้คเชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีทางออก ไม่ว่าจะเกิดอะไร ฟลุ้คจะไม่เก็บมาคิดต่อ แล้วไม่โทษว่าเป็นความผิดตัวเองด้วย เราต้องมีสติเอาไว้ครับ

 

 

ภาพประกอบ: @fluke_natouch


“ปิตาธิปไตย” กรอบที่ผู้ชายไม่รู้ตัว

          “ปัญหาของโครงสร้างชายเป็นใหญ่คือ แม้แต่ผู้ชายที่อยู่ในลำดับชั้นต่ำกว่าก็กลายเป็นเหยื่อด้วย”

ถ้อยคำสั้น กระชับ แต่ตรงจุด ในสิ่งที่ คุณชานันท์ ยอดหงษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เฟมินิสต์และเควียร์ สื่อถึงปัญหาสังคมในตอนนี้ ที่หลายคนอาจยังมองแค่ด้านเดียว เมื่อได้พลิกอีกมุม จึงทำให้เราหวนกลับมาคิดว่า ตกลงแล้วปิตาธิปไตย ใครได้ประโยชน์ ใครถูกเอาเปรียบ และเราต้องการเป็นใครกันแน่

 

ปิตาธิปไตยในสังคมโลก?

         “คำว่า ‘ชายเป็นใหญ่’ คืออะไร หมายถึงการให้คุณค่าแก่ความเป็นชายมากกว่าความเป็นหญิง ผู้ชายมีบทบาทและคุณค่ามากกว่าผู้หญิง ที่จริงชายกับหญิงแตกต่างกันด้วยสรีระอยู่แล้วแต่แรก เมื่อสังคมไปกำหนดสิ่งนี้จึงเกิดการหล่อหลอมสภาพแวดล้อมตั้งแต่เกิด เช่น ของเล่นเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายจะแตกต่างกัน เด็กผู้ชายเป็นหุ่นยนต์ เฮลิคอปเตอร์ รถ เด็กผู้หญิงเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ เครื่องครัว ของเล่นเด็กผู้ชายมีกลไกซับซ้อนแสดงถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ส่วนของเล่นเด็กผู้หญิงไม่ซับซ้อนและถูกเตรียมพร้อมให้โตมาเป็นแม่และเมีย ตุ๊กตาเป็นสิ่งหนึ่งที่ปลูกฝังให้ผู้หญิงอยากจะเลี้ยงเด็กทารก แล้วเทคโนโลยีทันสมัยมากๆ ของบาร์บี้คือการเปลี่ยนสีผม สีผิว แต่งหน้า ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนของผู้ชาย ที่ว่าผู้หญิงไม่มีความรู้ในเรื่องกลไกเท่าผู้ชาย จึงกลายเป็นมายาคติ และถูกปลูกฝังมานาน

         “ในนิทานตัวละครเด็กผู้หญิงมักยอมจำนน อดทนอดกลั้น และมีสภาวะแม่บ้านมากกว่าเด็กผู้ชายที่ไปผจญภัย ต่อสู้ มีความคิดว่าผู้หญิงที่ดีต้องยอมอดทน แล้วจะได้ผลดี อย่างเช่นซินเดอเรลล่า ปลาบู่ทอง คือการให้ผู้หญิงเป็นเสียงเงียบ ห้ามแข็งขืน ถึงจะได้ดี และในวรรณกรรมไทยมักสอนให้ผู้หญิงไม่กล้าตัดสินใจ ต้องให้ผู้ชายเป็นคนเลือก ถ้าผู้หญิงอยากมีปากเสียงต่อรองบ้างจะนำไปสู่ปัญหา แล้วผู้หญิงจะกลายเป็นคนชั่ว หรือมักนำหายนะมาสู่ในตอนจบเสมอ อย่างเช่นวันทอง”

 

ปิตาธิปไตยกับรากลึกในสังคมไทย?

         “ในกลไกภาครัฐ สถาบันต่างๆ ของไทย การเมือง ศาสนา สื่อสารมวลชน กระทั่งธุรกิจ ผู้ชายมักครอบครองหรือเข้าถึงได้มากกว่าผู้หญิง ทันทีที่พูดถึงวิศวกร ทนายความ นักการเมือง ตำรวจ ทหาร เรามักนึกถึงเพศชายก่อน แล้วถ้าเป็นหญิงก็จะระบุเพศ เช่น ตำรวจหญิง แต่ผู้ชายนั้นไม่มี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นอาชีพสำหรับผู้ชาย เช่นเดียวกับคำว่าแม่บ้าน ผู้หญิงถูกผลักให้ประกอบอาชีพแม่บ้าน ซึ่งรายได้น้อยกว่า หรือไม่มีรายได้ โดยเชื่อว่ามันเป็นธรรมชาติของผู้หญิง เป็นลูกสาว เป็นเมีย รับใช้ครอบครัวจนตาย เมื่อผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้านตามค่านิยม ผู้หญิงทำงานในบ้าน แต่การทำงานนอกบ้านได้เงินมากกว่า ผู้หญิงจึงมีคุณค่าด้อยกว่าเพราะไม่ได้หาเลี้ยงครอบครัว

         “เราอยู่ในสังคมปิตาธิปไตยจริง มันยากที่จะสลัดชุดความคิดนี้ได้หมด เพราะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด แม้แต่แม่ก็ยังบอกว่ารถคันหน้าขับแบบนี้ผู้หญิงขับแน่เลย ตอนนี้ผู้หญิงมีสิทธิมากขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในพื้นที่บ้านตัวเอง แตกต่างจากผู้ชายที่มีอำนาจในรัฐ ในการเมือง รูปแบบของสังคมและวัฒนธรรมไม่ได้เอื้ออำนวยให้ผู้หญิงมีบทบาทของรัฐได้ อย่างในปัจจุบันมีคำว่าหญิงต่อท้าย นักการเมืองหญิง ข้าราชการหญิง แพทย์หญิง ก็เพราะถูกความเชื่อหล่อหลอม ทำให้ในส่วนสำคัญของรัฐ เช่นคนออกกฎหมายก็ยังเป็นผู้ชายอยู่ จึงกลายเป็นปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศ”

 

สิทธิสตรีเกิดขึ้นตอนไหน?

        “สถาบันการศึกษาถูกเพศชายผูกขาดมาตั้งแต่โบราณ ผู้หญิงเรียนรู้ผ่านการเป็นแม่บ้านแม่เรือน ผ่านแม่ตัวเอง ไม่ต้องเข้าเรียน หรือประกอบอาชีพที่บ้านมีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น ตั้งโรงเรียนเพื่อให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา ก็ยังเป็นโรงเรียนสตรีที่สอนให้ผู้หญิงเป็นแม่บ้าน เพื่อดูแลบ้านให้สามี จึงยิ่งตอกย้ำว่าผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน อย่างน้อยยังมีข้อดีว่าการมีโรงเรียนทำให้ผู้หญิงอ่านออกเขียนได้ เลยกลายเป็นขยายสายอาชีพจากแค่แม่บ้าน เป็นครู เป็นนางพยาบาล เพราะเชื่อว่าผู้หญิงมีความเมตตา มีความละเอียดอ่อนกว่า พอได้ทำงานนอกบ้าน หาเงินเองได้ เริ่มมีความเชื่อมั่น มีอำนาจในการตัดสินใจเอง จนเกิดการพูดถึงสิทธิสตรีกันขึ้นมา เป็นแรงกระเพื่อมในปี 2475 กลุ่มแรกๆ ก่อนที่จะมีเฟมินิสต์ในไทย และในปี 2476 จึงเริ่มยกระดับสิทธิสตรีมากขึ้น”

 

ตัวตนผู้ชายในปิตาธิปไตยที่แท้จริง?

        “ปิตาธิปไตยให้คุณค่าแก่เพศชายมากกว่าเพศหญิงจริง แต่ในขณะเดียวกัน ความเป็นชายก็มีลดหลั่นกันลงไปอีก ถ้าคนไหนมีความเป็นหญิงมาก ก็จะถูกลดคุณค่าความเป็นชาย มีการจัดระดับชนชั้นของเพศชายด้วยกันเองอยู่สี่ระดับ ได้แก่

  • กลุ่มแรก เป็นเจ้าโลก เป็นทหารชั้นนายพล ดาราที่หล่อมาก หรือนักกีฬา NBA ผู้ชายที่ทรงอิทธิพลทางสังคม คนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่เยอะ แต่มีอิทธิพลต่อผู้ชายมาก ผู้ชายอยากเป็นอย่างคนกลุ่มนี้
  • กลุ่มรอง จะไม่หล่อ ฐานะจนลงมาหน่อย ร่างกายอ่อนแอ เพราะสังคมมองว่าผู้ชายต้องแข็งแรง แล้วกลุ่มที่ผอมแห้ง หรือพวกเด็กเนิร์ด จะถูกลดคุณค่าให้ต่ำกว่าผู้ชายกลุ่มแรก อย่างในค่ายทหาร นายพลคือระดับใหญ่สุด ถัดมาคือทหารชั้นรองๆ ที่จะถูกกดขี่ตามลำดับ ในครอบครัวก็เห็นชัด น้องชายมีคุณค่าต่ำกว่าพี่ชาย ลูกชายมีคุณค่าต่ำกว่าพ่อ หรือต่ำกว่าปู่
  • กลุ่มสาม ความเป็นชายแบบผู้สมรู้ร่วมคิด คืออยากเป็นแบบเจ้าโลก แต่ไม่สามารถเป็นได้ อาจขี้โรค อ้วน ไม่หล่อ เลยสนับสนุนผู้ชายกลุ่มเจ้าโลกให้มีอำนาจต่อไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็ยินดีด้วย และจะพยายามต่อต้านเฟมินิสต์ เพราะเฟมินิสต์จะสั่นคลอนความเป็นชายในอุดมคติ เขาคล้ายคนเชียร์บอล คอยเชียร์นักบอลที่อุดมคติสูงสุด ฉันไม่สามารถเป็นได้ ได้แค่สนับสนุน
  • กลุ่มสี่ อยู่ต่ำสุดของผู้ชายคือ ผู้ชายที่ชอบเพศเดียวกัน ผู้ชายที่ออกสาว เขามองว่าถ้ามีลักษณะความเป็นหญิง คุณก็ต่ำกว่าในโลกที่ความเป็นชายดีกว่าความเป็นหญิง คนเป็นเกย์จึงมักโดนเหยียด หรือจัดลำดับ รวมทั้งเสี่ยงต่อความรุนแรงด้วย ผู้ชายที่อ่อนแอก็เช่นกัน จะโดนผู้ชายที่เข้มแข็งกว่ารังแก เพราะคิดว่าเขาต่ำกว่า เลยสามารถใช้อำนาจจัดการคนพวกนี้ได้

 

แต่ผู้ชายดูไม่อยากเกณฑ์ทหารกัน ตกลงผู้ชายมีความสุขกับปิตาธิปไตยจริงไหม?

         “การเกณฑ์ทหารคือข้อเสียของสังคมชายเป็นใหญ่ รูปแบบการเกณฑ์ทหารในสมัยก่อนไม่ต่างจากการเกณฑ์ไพร่ เพียงแต่ไพร่ถูกยกเลิกจึงมาเป็นทหารแทน ทหารเป็นอาชีพที่จำเป็นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วไม่ควรอยู่ในระบบการเกณฑ์ ควรเปิดรับสมัครเอง และใครก็ตามสามารถเข้าไปเป็นทหารได้ เพราะเป็นทหารต้องผ่านการฝึกฝน ฝึกให้คุณไปทำหน้าที่จนเกิดความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่เกิดจากการเชื่อว่าคุณมี ‘จู๋’ แล้วจึงต้องเป็นทหาร เพราะเป็นทหารไม่ได้ใช้ ‘จู๋’”

 

ถ้าปิตาธิปไตยมีปัญหา ทำไมผู้ชายไม่ออกมาโวยวาย?

        “นี่คือปัญหาของผู้ชายที่รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกดทับน้อยกว่าผู้หญิง และคนที่ไม่เคยมองว่าตัวเองถูกกดทับ ก็จะไม่เข้าใจเช่นกัน เช่น ผู้หญิงออกมาเคลื่อนไหวเพราะรู้ว่ามีปัญหาอะไร เรียกร้องสิทธิอะไร แต่ผู้ชายจะไม่ออกมา เพราะหลายครั้งผู้ชายได้รับอภิสิทธิ์จากการมี ‘จู๋’ อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น โต๊ะเรียนแบบพับในมหา’ลัย เหมาะสำหรับคนถนัดขวา คนที่ถนัดซ้ายจะเขียนไม่ได้เลย แต่คนที่ไม่ได้รับผลกระทบ จะไม่รู้เลยว่าคนโดนลำบากขนาดไหน ในการเข้าไม่ถึงทรัพยากรตรงนี้ ทั้งที่จ่ายค่าเรียนเท่ากัน หรือในสังคมเราเสียภาษีเท่ากัน

         “มีผู้ชายพูดว่า ‘เคลื่อนไหวสิทธิสตรีเหรอ ทำไมไม่เคลื่อนไหวสิทธิบุรุษบ้าง’ หรือ ‘เรียกร้องแต่เพศตัวเอง ทำไมไม่เรียกร้องเพศคนอื่น’ คือผู้หญิงเห็นความไม่เท่าเทียม และตระหนักถึงการกดทับ เลยออกมาเคลื่อนไหว แล้วผู้หญิงเคลื่อนไหวหลายเรื่องนะ แม้แต่เรื่องที่ผู้ชายถูกกดทับเช่นกัน เช่นเรื่องเกณฑ์ทหาร แล้วทำไมผู้ชายถึงต้องผลักภาระเรื่องตัวเองให้ผู้หญิงพูดแทนด้วย ทั้งที่เป็นเรื่องตัวเองแท้ๆ ทำไมผู้ชายต้องคอยสั่งให้ผู้หญิงไปทำนั่นทำนี่ เหมือนสั่งให้ทำกับข้าว ล้างจาน ทำงานบ้าน ไม่ต่างกับการใช้อำนาจปิตาธิปไตย ทำไมคุณไม่เคลื่อนไหวเอง แต่กลับบอกให้ผู้หญิงเคลื่อนไหวแทน”

 

หรือเป็นกรอบที่ผู้ชายไม่รู้ตัว?

        “ผู้ชายอาจยังไม่ตระหนัก เพราะเขายังได้รับอภิสิทธิ์จากการมี ‘จู๋’ ของเขาอยู่ เขารู้นะว่าตัวเองถูกกดทับ แต่ไม่ออกมาเคลื่อนไหว เช่น บอกว่ามีวันสตรีสากลแล้วทำไมไม่มีวันบุรุษสากลบ้าง วันสตรีสากลเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ของผู้หญิงถูกกดทับ จึงกำหนดวันนี้เพื่อระลึกถึงการเคลื่อนไหวดังกล่าว แล้ววันบุรุษสากลมีนะ แต่ไม่ได้เกิดจากการกดขี่ทางเพศอย่างที่ผู้หญิงโดน

         “ผู้หญิงเอง ถึงแม้เป็นเฟมินิสต์ก็ใช่ว่าต้องคิดเหมือนกัน หรือถูกกดทับในจุดเดียวกัน แล้วบุคคลหนึ่งไม่ใช่ตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งเสมอไป การเคลื่อนไหวเพื่อการเท่าเทียมทางเพศไม่ได้หมายความว่าฉันมีแล้วเธอต้องมี นั่นเป็นคนละเรื่อง แต่จะทำยังไงให้เท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากรต่างหาก การได้รับคุณค่าของการเป็นมนุษย์เท่ากันด้วย สิ่งนี้คือหัวใจหลัก”

 

ควรต่อสู้กับปิตาธิปไตยยังไง?

         “มันขึ้นอยู่กับบริบทด้วย ถ้ายกตัวอย่างในม็อบ มีคนทำสถิติว่าผู้หญิง 60 ผู้ชาย 40 และมีกลุ่มเรียกร้องของผู้หญิงร่วมด้วย ไม่ใช่เคลื่อนไหวเชิงต่อสู้อำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต่อสู้กับโครงสร้างทางสังคมที่มีอยู่ดั้งเดิม ตอนแรกสตรีนิยมมักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้หญิงชนชั้นกลางมีการศึกษา และมักเกิดขึ้นในรั้วมหา’ลัย หรือคนดัง ยกตัวอย่างในอเมริกา ยุโรป ที่คนเคลื่อนไหวมักเป็นนักเขียน กวี คอลัมนิสต์ หรืออาจารย์ ต่อมาผู้หญิงเริ่มตระหนักว่าฉันไม่ได้อยากมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย เพราะนั่นหมายถึงว่าฉันมีผู้ชายเป็นตัวอย่าง เลยอยากเป็นตำรวจ ทหาร นักการเมืองหรือเปล่า เพราะพอประกอบอาชีพเหล่านั้น คุณก็วางตัวให้เหมือนผู้ชาย ทำเข้มแข็ง บึกบึน เท่ากับคุณตัดเพศตัวเองไปนะ ผู้หญิงเลยนิยามว่า ฉันจะเป็นในแบบที่ฉันควรเป็น ตำแหน่งเท่าเทียมกันทุกเพศ อันนี้คือการต่อสู้กับปิตาธิปไตยจริงๆ”

 

ปิตาธิปไตยกับ LGBT+

          “โครงสร้างชายเป็นใหญ่ก็อยู่ในโลก LGBT ด้วยเหมือนกัน เช่น การเคลื่อนไหวสิทธิของเกย์ดังมากกว่าเลสเบี้ยน สังคมกำหนดว่าคุณเป็นผู้หญิงจึงไม่มีเสรีภาพมาก ไม่มีปากเสียงมาก กลุ่มเคลื่อนไหวหญิงรักหญิงจึงไม่ดังเท่า เพราะสังคมเปิดกว้างให้อำนาจและพื้นที่ผู้ชายมากกว่า ขณะเดียวกันในกลุ่มเกย์เอง ถ้าคุณมีความเป็นชายมากกว่าเกย์อีกคนที่สาวกว่า คนที่มีความเป็นชายมากกว่าก็ถูกมองว่ามีคุณค่ามากกว่าด้วย ต้องกลับไปที่ต้นตอโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่เช่นกัน”

 

กรอบของเพศควรมีต่อไหม?

        “เมื่อถามว่ากรอบของเพศยังต้องดำรงอยู่ไหม มี อย่างเช่นเวลาไปม็อบจะมีการตรวจร่างกาย ตรวจอาวุธ ถ้าให้ผู้ชายตรวจร่างกายผู้หญิงคงไม่สะดวกใจกัน หากเพศอื่นมาจับ ก็เข้าข่ายการลวนลามได้ เด็กผู้หญิงก็ไปเป็นการ์ดแถวหน้าได้เช่นกัน มีหลายครั้งที่น้องวิ่งมาหน้าตาแดงขอน้ำล้างเพราะโดนแก๊สน้ำตาแล้ววิ่งกลับไปใหม่ กรอบจึงยังต้องมีอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สังคมเติบโตได้ต้องเรียนรู้และปรับตัวกัน ไม่ชอบ ไม่ชินก็ต้องปรับ ไม่งั้นจะก้าวต่อไปไม่ได้

        “คนรุ่นใหม่ที่เกิดมามีมุมมองความคิดก้าวหน้าไปไกลกว่าคนยุคเก่า เขาอยู่ในโลกการสื่อสารที่ต่างมีสิทธิ์พูด เดิมทีผู้น้อยคอยเชื่อฟังผู้ใหญ่ที่มีอำนาจชี้นิ้วสอน ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผู้ใหญ่เองคือประชากรคนหนึ่งที่เท่ากัน และไม่ว่าชายหรือหญิงก็เช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากขึ้น ความเชื่อต่างๆ เริ่มคลี่คลาย เมื่อก่อนจะถือว่าของผู้หญิงอยู่ต่ำกว่า มีกฎข้อห้าม แม้แต่คำว่าสุภาพบุรุษก็มาจากการมองว่าคุณเป็นผู้ชาย แข็งแกร่งกว่า ต้องคอยดูแลเทคแคร์ผู้หญิง ซึ่งมันคือกรอบอีกแบบ”

 

ปิตาธิปไตยยังจำเป็นในประเทศไทยอยู่ไหม

         “มันเป็นลักษณะหนึ่งของความไม่เท่าเทียม ความไม่เท่าเทียมจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นอยู่แล้ว ในตอนนี้การแบ่งหน้าที่บางอย่างระหว่างเพศ เช่นการทำงานนอกบ้าน ทำงานในบ้าน ก็ไม่ต้องเป็นที่เพศใดเพศหนึ่งอีกแล้ว การมีปิตาธิปไตยสำหรับเราจึงไม่เป็น ถ้าตราบใดยังมีอยู่ ตราบนั้นก็ยังต้องมีเฟมินิสต์”

 

ผู้ชายบอกว่าเฟมินิสต์รุนแรง?

          “ในยุคปัจจุบันรูปแบบการเข้าถึงความรู้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่จุดเดียว เราใช้ชีวิตในโลกโซเชียลมีเดียมากกว่า สามารถอ่านในโลกออนไลน์ ไม่ว่าใครก็ตามสามารถพูดถึงเรื่องนี้ และเมื่อพูดถึงเรื่องการถูกกดทับ ไม่แปลกที่ผู้หญิงจะโกรธ เกรี้ยวกราด เพราะพวกเธอต่อสู้กับสิ่งที่กดทับมายาวนาน มันอัดอั้นตันใจ สารที่สื่อออกมาจึงทำให้เฟมมินิสต์ดูเกรี้ยวกราดโมโหร้าย เลยเกิดกระแสต่อต้านขึ้น และการพูดในทวิตเตอร์ก็มีการจำกัดคำ ลงไม่ได้หมด ไม่เหมือนการเขียนบทความ เมื่อพูดถึงการเท่าเทียมทางเพศจึงดูสั้น ห้วน เรียกว่ายุคปัจจุบันนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย”

 

ผู้ชายไทยยังติดอยู่ในกรอบ?

         “ผู้ชายไทยอาจไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ใต้ปิตาธิปไตยจนกว่าตัวเองจะรู้สึกว่าถูกผู้ชายที่เหนือกว่าหรือมีสถานะของความเป็นชายมากกว่ากดทับ ถึงจะตระหนักได้ แต่เขาก็ไม่มีประสบการณ์ของการถูกกดขี่มาก จนต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเพศของเขาเอง เหมือนอย่างที่ผู้หญิงมีมาเป็นศตวรรษ เขาเลยไม่รู้วิธีว่าจะรวมตัวกันอย่างไร ตรงนี้จึงเป็นข้อด้อยของผู้ชาย และการที่ผู้ชายถูกปลูกฝังให้อดทนอดกลั้น พวกเขาจึงไม่แสดงออกในเรื่องนี้ว่าตกเป็นเหยื่อ เช่นถูกทำร้าย หรือถูกข่มขืน จะเป็นเสียงเงียบมากกว่าผู้หญิง เพราะคิดว่าการถูกทำเช่นนั้นคือการลดทอนศักดิ์ศรีของผู้ชาย จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ชายไม่ค่อยกล้าออกมาเรียกร้อง และมองว่าคนเรียกร้องคือน่ารำคาญ”

 

ฝากข้อคิดถึงผู้ชาย ในฐานะที่เกิดเป็นผู้ชายมาก่อน แล้วรู้ข้างในผู้ชายดี?

           “ไม่ค่อยชอบพูดแทนใคร (หัวเราะ) ในสังคมยังมีชุดความคิดหลากหลายที่สามารถนำมาใช้ได้อยู่นะ การอ่านหนังสือจึงยังจำเป็นอยู่ เพราะชุดความคิดเหล่านี้โตมาจากนักวิชาการ นักคิด นักเขียนในรั้วมหาลัย เมื่อขยายออกมาในโลกออนไลน์ จึงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ให้ลองทำความเข้าใจโลกผ่านการอ่านสิ่งเหล่านี้ดู มันคือการเรียนรู้ การอ่านยังเป็นสิ่งที่สำคัญอยู่”

 

หลังจากจบการคุยกัน คำว่า “ปิตาธิปไตย” ในมุมมองของเราก็แตกต่างไปจากดั้งเดิมที่เข้าใจมาโดยตลอด มันอาจไม่ใช่แค่คำจำกัดความสำหรับเพศใดเพศหนึ่ง แต่คือตัวแทนที่สื่อถึงการถูกกรอบกำหนดและกดทับโดยผู้มีอำนาจที่อยากควบคุมผู้อ่อนแอกว่าเท่านั้น.

 

 

HUG MAGAZINE 

แขกรับเชิญ

เรื่อง : มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

ภาพ : อนุชา ศรีกรการ


Style Of Star ‘โอห์ม’ ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ

 โควิด-19 ทำให้ไปไหนไม่ได้ แพลนจะไปเจอโอปป้าสุดหล่อที่เกาหลี ไปฟินกับท่าทางซารางเฮโยต้องพังทลาย แต่ก่อนที่หัวใจจะเหี่ยวเฉาไปกว่านี้ เราก็ได้พบเจอหนุ่มไทยหุ่นสูงโปร่ง สไตล์โอปป้าสุดหล่อที่มาพร้อมรอยยิ้มสดใส ช่วยให้หัวใจกระชุ่มกระชวยเหลือเกิน ยอมรับเลยว่าต่อจากนี้เลิกไปเกาหลีแล้วจ้ะ

 

 

กินดี ชีวิตดี

          “แค่ดูเเลตัวเองในการเลือกทานอาหาร ผมว่าก็โอเคเเล้วนะ นอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ยิ่งช่วงนี้ต้องดูเเลสุขภาพร่างกาย อย่างเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ผมจะต้องซื้ออกไก่ โยเกิร์ต หรือสลัด ถ้าวันไหนอยากกินขนมจุบจิบ โอห์มจะเลือกกินอย่างพอดี ตัวโอห์มชอบกินช็อคโกเเลต ชอบทานขนมหวาน ก็จะกินสิ่งที่เป็นน้ำตาลน้อยลง เลือกช็อคโกแลตหวานน้อยหรือดาร์คช็อคโกแลต เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เเละทำให้ไม่เเก่เร็วด้วย เเต่ถ้าเป็นพวกชานมไข่มุก โอห์มกินแล้วจะออกกำลังกายควบคู่กันไป (หัวเราะ)”

 

ลดเครียดเพื่อเสริมสุข

          “ควรใช้ชีวิตอยู่กับความพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่งั้นจะทำให้เราเครียด ให้ใช้ชีวิตสบายๆ วันไหนอยากกินก็กินเลย เเล้วค่อยมาออกกำลังกาย เเต่ก็อย่าให้มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ถ้าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ก็ดูเเลโดยการกินวิตามินเเละการเลือกทานอาหาร โอห์มเป็นคนกินน้ำน้อย ต้องพยายามกินน้ำให้เยอะๆ ตอนนี้อย่างที่รู้กันว่าโควิดกำลังมา ทุกคนเจอปัญหากันหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาด้านการเงิน เเละอีกหลายอย่าง อยากให้ทุกคนค่อยคิด ค่อยทำ ไม่ต้องเครียดกับมัน กินอาหารเยอะๆ ออกกำลังกาย”

 

 

จิตตกอัพได้

        “ถ้าวันไหนโอห์มมีความรู้สึกว่าจิตตกหรือรู้สึกไม่โอเค จะทำสิ่งที่เราชอบ ไม่ว่าดูหนัง ฟังเพลง บางทีก็โทร.หาคุณเเม่เพื่อขอกำลังใจ วันไหนรู้สึกเหนื่อยจังเลย หาเวลาอยู่กับตัวเอง หาจุดที่เราทำเเล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่น ก็โอเคเเล้วครับ (ยิ้ม)”

 

 

สเปคหวานใจ

         “สเปคเหรอครับ (หัวเราะ) ถ้าเป็นสมัยเด็กก็จะมีสเปค เเต่พอโตมามันไม่มีแล้ว ขอเเค่อยู่ด้วยกันเเล้วเรามีความสุข มีความเข้าใจกันก็พอ โอห์มว่าไม่ว่าจะเป็นใครหรือเพศไหน ถ้าอยู่ด้วยกันเเล้วมีความสุข ถือว่าเป็นความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ดีมากแล้วครับ”

 

สาวน่ารักในสายตาโอห์ม

         “ต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องฝืน ถ้ามันทำให้ตัวเองลำบาก ก็อย่าปรับเปลี่ยนเลย เเค่เป็นคนดีเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ก็น่ารักเเล้ว (ยิ้ม)”

 

ฝากถึงเหล่า OHMyLove

          “โอห์มขอฝากกำลังใจถึงเเฟนๆ ทุกคน ขอเป็นกำลังใจส่วนเล็กๆ ให้เราได้เดินไปด้วยกันครับ ถ้าเเฟนคลับคนไหนไม่ได้มาหา หรือมาไม่ได้ เรายังส่งกำลังใจถึงกันได้ โดยผ่านทางออนไลน์ เขาเป็นกำลังใจให้ผม ผมเป็นกำลังใจให้พวกเขา สู้ๆ กันนะครับ”

 

 

Ohm’s Tip

ความรักในปัจจุบัน โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้เรารักง่ายหน่ายเร็ว รวมถึงมีรักซ้อน ผมว่าเราอย่าไปทำร้ายใครเลยนะครับ ทำสิ่งที่ถูกต้องดีกว่า.

 

ภาพประกอบ: @ohm_thitiwat


เก๊าไม้ ล้านนา “สีเขียว สีแห่งความสุข”

“เชียงใหม่”

          คือปลายทางที่มาเยือนกี่ครั้งก็ไม่เคยหายคิดถึง ไม่ว่าจะออกเที่ยวอีกสักกี่ครั้ง เชียงใหม่ก็ยังคงเป็นจังหวัดแรกๆ ที่เลือกจะไป แต่มาคราวนี้ขอพา ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งนอกตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ร่ำลือถึงความสวยงาม ระดับมีรางวัลมาการันตี รถคู่ใจคันเก่งที่พาเราจากเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปตามถนนลาดยางสายเรียบ เส้นเชียงใหม่-ฮอด บทสนทนาของสาวๆ ภายในรถช่วยย่นระยะทาง 40 กว่านาทีให้เหลือแค่นิดเดียว เมื่อรถเคลื่อนผ่านรั้วสีขาว ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่พื้นที่สีเขียวแห่งการพักผ่อน ความร่มรื่นภายใต้อุโมงค์ต้นไม้ที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ทำให้เดาได้ไม่ยากเลย ว่าที่นี่น่าจะมีอายุหลายสิบปี

 

          ย้อนเวลากลับไปสัก 60 ปีที่แล้ว เมื่อ เจ้าชื่น สิโรรส นำเอาใบยาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนียเข้ามาปลูกในเขตภาคเหนือ และก่อตั้ง ‘บริษัทแม่ปิงยาสูบ’ ก่อนจะเปลี่ยนเจ้าของสู่ ‘ฟาร์มหาดทุ่งเสี้ยว’ ดำเนินธุรกิจทำใบยาสูบเพื่อส่งขาย ช่วงหนึ่งที่นี่เคยคึกคักด้วยผู้คน ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนอาณาจักรที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนย่านหาดทุ่งเสี้ยว อำเภอสันป่าตอง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ และสร้างความมั่งคั่งให้แก่เมืองเชียงใหม่ จนวันหนึ่งธุรกิจใบยาสูบมีอันซบเซาเลยต้องบอกลา พอถึงปี 2538 ที่นี่ก็ถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง ในหน้าที่ใหม่แต่ยังคงเล่าความทรงจำแห่งอดีตให้อยู่คู่กับชาวเชียงใหม่ต่อไป

 

 

          ทุกวันนี้ “เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท” เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเลือกเข้ามาเยี่ยมชมและพักผ่อน พื้นที่กว่า 44 ไร่ของที่นี่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นทั้งรีสอร์ท คาเฟ่ ร้านอาหาร พื้นที่พักผ่อน และพิพิธภัณฑ์ แบ่งเป็น 2 โซน ด้านหน้าเป็นพื้นที่ของ “เก๊าไม้ล้านนารีสอร์ท” ที่พักในแบบ boutique hotel จากส่วนต้อนรับในอุโมงค์ต้นไม้ เราย่างไปตามทางเดินที่โรยด้วยหินเกล็ดก้อนเล็กๆ เราจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่นั่นก็ทำให้เราสนใจสองข้างทางที่รายล้อมด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด เหมือนกับว่าตอนนี้กำลังถูกธรรมชาติสะกดเราไว้ จนทางเดินแสนสั้นกลับใช้เวลานานกว่าจะไปถึงห้องพัก อาคารทรงจั่วสูงใหญ่อันเป็นเครื่องระลึกถึงอดีต วันนี้ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ทั่วทั้งอาคาร จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ภายในห้องพักถูกตกแต่งให้มีบรรยากาศเหมือนบ้านในเขตชนบทใจกลางยุโรป วิวนอกหน้าต่างชวนให้เราต้องเปิดผ้าม่านดูลานสีเขียวกว้างๆ ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ ว่าถัดจากห้องพักของเรานี้ จะมีอะไรให้เข้าไปชมบ้าง

 

 

“เก๊าไม้ เอสเตท 1955”

          อยู่ถัดจากเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท พื้นที่ส่วนนี้ถูกออกแบบขึ้นใหม่เมื่อไม่นานนี้ เป็นทั้งพื้นที่พักผ่อน เรียนรู้และลานเอนกประสงค์ โซนนี้อาจจะคึกคักหน่อย เพราะเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้ามาพักผ่อนได้ ถนนเล็กๆ พาเราย้อนเวลากลับไปดูอดีตของฟาร์มทุ่งเสี้ยว ซึ่งวันนี้ทำหน้าที่คล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ให้เราได้เข้าไปเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ ในอาคารโรงบ่มแบบดั้งเดิม ที่กำลังอวดกรรมวิธีบ่มใบยาสูบ เหมือนเมื่อครั้งที่นี่ยังดำเนินกิจการ เรายังได้ชมโครงสร้างข้างในของอาคารก่อนจะถูกแปลงเป็นห้องพักแสนสบายในคืนนี้

 

 

         เสียงนกร้องปลุกเราลุกจากที่นอน อากาศเย็นจนต้องเดินห่อตัว ระหว่างทางไปรับประทานอาหารเช้า ต้นไม้ใหญ่ ต้นหญ้าสีเขียว ให้ความสดชื่นโดยไม่ต้องกังวลกับเจ้า PM 2.5 ที่แห่งนี้เขายังคงเก็บบรรยากาศเมื่อครั้งอดีตไว้ได้เป็นอย่างดี หลังอาหารเช้าแบบง่ายๆ เราก็ขอเลือกไปเติมความสดชื่นกันต่อที่ ‘คาเฟ่โรงบ่ม’ ซึ่งปรับปรุงจากโรงบ่มแฝดของที่นี่ ให้กลายเป็นคาเฟ่สุดชิคในอาคารทรงกล่อง กรุผนังกระจกใส ตกแต่งด้วยสไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์ พร้อมแฝงเรื่องเล่าเมื่อวันวานของเก๊าไม้ ผ่านวัสดุที่ใช้ก่อเป็นโรงบ่ม ตั้งแต่โรงบ่มไม้ไผ่สานฉาบปูน แล้วกลายเป็นอิฐและผนังสีเขียวครึ้มอย่างทุกวันนี้ ส่วนชั้นบน 2 ยังมีภาพถ่ายให้หวนรำลึกถึงวันวาน แล้วเครื่องดื่มถูกใจก็วางลงตรงหน้า เวลาเริ่มเดินช้าๆ ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง จากตรงนี้เราสามารถเห็นพื้นที่สีเขียวเกือบทั่วทั้งบริเวณ สัมผัสได้ถึงความตั้งใจในการเคารพและสอดแทรกธรรมชาติ ดูกลมกลืนกับการพักผ่อนหย่อนใจ จนได้รับรางวัลระดับโลกอย่าง UNESCO Asia-Pacific Awards for Cultural Heritage Conservation ประจำปี 2561

 

 

         ร่องรอยอดีตอันมีคุณค่าของเก๊าไม้ล้านนา พื้นที่ซึ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติ และพร้อมจะปรนเปรอความสุขแก่คุณในวันพักผ่อน จนต้องแอบเก็บความสุขนั้นไว้ในลิ้นชักแห่งความทรงจำ สถานที่ที่ใครได้ไปสักครั้ง รับรองว่าต้องหลงรักและอยากกลับไปเยือนอีก.

 

 

HUG MAGAZINE

พาหัวใจไปเที่ยว : น้องฟาง


'ทำอย่างไรเมื่อใจป่วย' นพ.ธรณินทร์ กองสุข

“จิตแพทย์ทั้งประเทศตอนนี้มีประมาณ 900 คน ต้องดูแลประชากร 70 ล้านคน”

นายแพทย์ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์ สมเด็จเจ้าพระยา เอ่ยถึงจำนวนจิตแพทย์ในไทยซึ่งมีน้อยกว่าที่คิด รวมทั้งการผลิตบุคลากรจิตแพทย์จากสถาบันสมเด็จเจ้าพระยาได้เพียงแปดคนต่อปี ในยุคที่สังคมตระหนักถึงโรคทางจิต และปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น แต่จำนวนแพทย์เฉพาะทางกลับไม่เพียงพอ ซ้ำร้ายยังถูกความเชื่อผิดๆ ด้านจิตเวชครอบงำอีกมากมาย ความไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เราควรแก้ไขเสียใหม่ ในวันนี้ฮักจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจสภาพที่เป็นจริงซึ่งไม่ใช่แค่มายาคติอีกต่อไป

 

หลังรั้วโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยามีอะไร?

     “เนื่องจากพระนครสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีผู้ป่วยจิตเวชเดินเร่ร่อนอยู่เยอะ และประชาชนเข้าใจแล้วว่าการป่วยทางจิตนั้นเป็นโรคอย่างหนึ่งมิใช่ถูกคุณไสย ญาติจึงพยายามพาผู้ป่วยจิตเวชไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทันสมัย ซึ่งสมัยนั้นมีแห่งเดียวคือ โรงพยาบาลศิริราช แต่ภาพลักษณ์ผู้ป่วยจิตเวชในสายตาคนทั่วไปยังดูน่าหวาดหวั่น น่ารังเกียจ จึงลำบากที่จะรับไว้รักษาร่วมกับโรคอื่น รัชกาลที่ 5 จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2432 ให้ตั้งโรงพยาบาลคนเสียจริต สำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวช ครั้งแรกตั้งอยู่ที่บริเวณปากคลองสาน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ติดกับโรงพยาบาลตากสินปัจจุบัน แต่เมื่อเปิดถึงปีที่ 21 จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่าพันคน เกิดความแออัดและทรุดโทรมอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายโรงพยาบาลไปยังสถานที่ใหม่ห่างจากที่เดิม 600 เมตร ข้ามไปอีกฝั่งของคลองสาน แล้วจัดให้มีบริการตามแบบโรงพยาบาลจิตเวชต่างประเทศ ซื้อที่ดินและบ้านของทายาทเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เพื่อขยับขยายพื้นที่สำหรับสร้างเรือนพักผู้ป่วย เมื่อก่อนเป็นอาคารเรือนไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีแดง คนเลยเรียกว่า ‘โรงพยาบาลหลังคาแดง’ และมีหมอฝรั่งเป็นผู้อำนวยการรุ่นแรกๆ ต่อมาได้พัฒนาและปรับเปลี่ยน ยกระดับเป็นสถาบันเพราะเป็นแหล่งฝึกอบรมเหล่าจิตแพทย์และพยาบาลจิตเวชของไทย ซึ่งในปัจจุบันคือสถาบันจิตเวชศาสตร์ของสมเด็จเจ้าพระยา

     “ในไทยยังมีสถานฝึกอบรมจิตแพทย์อีกหลายแห่ง เช่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราช จุฬาฯ รามาฯ ขอนแก่น สงขลา และเชียงใหม่ ฯลฯ การผลิตจิตแพทย์ไม่เหมือนกับหมอด้านอื่น จิตแพทย์ต้องมีอาจารย์ผู้อาวุโสด้านจิตแพทย์ ซึ่งถูกฝึกฝนให้พร้อมที่จะสอนจิตแพทย์รุ่นต่อไปได้ อาจารย์สองคนต่อแพทย์จิตเวชหนึ่งคน สาเหตุที่สอนกลุ่มใหญ่เพื่อผลิตจิตแพทย์จำนวนมากในแต่ละปีได้ เนื่องจากต้องวิเคราะห์และพัฒนาจิตใจของแพทย์ที่เรียนด้วย คอยสังเกตแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจิตแพทย์ที่จบไป มีคุณภาพจริง สามารถเป็นจิตแพทย์ได้ ไม่เป็นผู้ป่วยเสียเอง ทางเรามีอาจารย์ประมาณยี่สิบคน จึงฝึกได้แค่แปดคน ส่วนทางคณะแพทยศาสตร์รามาฯ ก็ผลิตได้ปีละเจ็ดคน ศิริราชก็ได้ประมาณเจ็ดถึงแปดคน แต่ยังดีที่มีพยาบาลจิตเวชจบไปอยู่ในจังหวัดต่างๆ เยอะ

     “นอกจากนั้นเรายังเป็นพี่เลี้ยงทางด้านสุขภาพจิตให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ฯ โรงพยาบาลทั่วไป ที่อยู่ในกทม. และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้พวกเขาสามารถจัดบริการสุขภาพจิตแก่คนในจังหวัดของเขาได้ รวมทั้งศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย ในต่างประเทศการพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับประเทศไทยประชาชนยังมีอคติต่อเรื่องนี้ ดังนั้นหากประชาชนอยากรู้เรื่องสุขภาพจิตสามารถเข้าไปอ่านในเว็บไซต์ของกรมสุขภาพจิต หรือเว็บของโรงพยาบาลต่างๆ ว่าตรงกับอาการตัวเองหรือไม่ หรือโทร.ขอคำปรึกษาได้ที่ 1323 สายด่วนกรมสุขภาพจิต”

 

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนใกล้ตัวป่วย?

     “ในเบื้องต้นให้สังเกตอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม หนึ่ง เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ สอง แตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่ ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งให้นึกสงสัยไว้ คนที่ป่วยโรคจิตมักไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมตนเองเปลี่ยนไป ครอบครัวจะต้องสังเกต อย่างเช่น พฤติกรรมดูแลสุขอนามัยของตนเอง เมื่อก่อนสะอาด ตอนนี้ไม่อาบน้ำ เนื้อตัวสกปรก สะสมข้าวของกองสุม เมื่อเปลี่ยนไปแล้ว จะเริ่มคิดแตกต่างจากคนอื่น คนทั่วไปไม่พูดคนเดียว แต่นี่พูดคนเดียว หูแว่วได้ยินคนมาพูดคุยด้วย เรียกว่าแตกต่างทั้งพฤติกรรมและความคิด ถ้ามีอาการแบบนี้ควรพาไปปรึกษาจิตแพทย์ได้เลย การรักษาโรคจิตเวชในปัจจุบันก้าวหน้ามาก ยาหลายตัวมีประสิทธิภาพดี แต่ยารักษาโรคจิตเวชส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์จึงจะเห็นผล เพราะสาเหตุของโรคจิตนั้นเกี่ยวกับความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ต้องรอให้ยาออกฤทธิ์กับสารสื่อประสาทด้วย แล้วถ้ากินยาอย่างต่อเนื่อง อาการไม่กำเริบในสองปี ก็สามารถหยุดยาได้ แต่ถ้ากำเริบอีกครั้งหนึ่งต้องกินยาต่อไปอีกห้าปี ถ้ามากกว่าสองครั้งขึ้นไปต้องกินยาตลอดชีวิต อาจลดปริมาณยาลงตามที่แพทย์เห็นสมควร”

 

ถ้ามีคนป่วยอาละวาดในชุมชน เราควรรับมืออย่างไร?

     “แจ้งตำรวจให้พาไปโรงพยาบาลได้เลยครับ เพราะมีพรบ.สุขภาพจิตเพื่อคุ้มครองผู้ป่วยและสังคม ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สามารถควบคุมผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัวเอง หรือเป็นอันตรายแก่ชุมชน เข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลได้ทันที พรบ.นี้ เจตนาคือการปกป้องผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชน เคยมีมูลนิธิปอเต็กตึ๊งพาผู้ป่วยมาส่ง ไม่ได้ไปจับนะ แค่ชวนเขาขึ้นรถมา (ยิ้ม) แต่ตำรวจสามารถควบคุมได้เลย โดยมีญาติมาด้วย ถ้าเหตุเกิดในชนบทและเรียกตำรวจไม่ได้ ก็ให้ผู้ชายแข็งแรงช่วยกันพามา

     “เมื่อถึงโรงพยาบาลจะมีจิตแพทย์มาดูแลสุขภาพจิต สอบถามประวัติจากญาติ คุยกับผู้ป่วยเท่าที่คุยได้ ประเมินในเบื้องต้นว่าเป็นโรคอะไร ถ้ารักษาแล้วสงบ ก็ให้กลับบ้านพร้อมยาไปกินต่อ แต่ถ้าไม่สงบ จำเป็นต้องควบคุมอาการ ก็ต้องนอนโรงพยาบาล มีพยาบาลจิตเวชพูดคุยด้วย แต่ถ้ายังมีอาการมาก ก็จะส่งไปโรงพยาบาลจิตเวชซึ่งสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ”

 

ครอบครัวและชุมชนควรทำอย่างไรต่อจากนั้น?

     “เมื่อคนป่วยกลับบ้านได้แล้ว ถ้ายังไม่หายสนิท ต้องร่วมมือกันครับ ทั้งครอบครัวและชุมชน ช่วยสังเกตอาการ ชาวบ้านเห็น ก็ต้องบอกครอบครัวเขาว่าอาการเขายังไม่ดีนะ ครอบครัวก็ต้องมาบอกแพทย์ว่าพอกลับไปบ้านแล้วเขามีพฤติกรรมแบบไหน ให้รู้ว่ายังมีอาการอยู่ แพทย์จะได้ปรับเปลี่ยนการรักษาหรือปรับตัวยา ส่วนใหญ่หลายครอบครัวมักมองว่าคนไข้เป็นแบบนี้คือปกติ เพราะเป็นมาหลายปีแล้ว เลยไม่ได้บอกแพทย์ แพทย์ก็เข้าใจว่ากลับไปบ้านเขาอยู่เหมือนคนปกติ เพราะแพทย์เจอผู้ป่วยแค่ 5-10 นาที ดูไม่หมดหรอก จึงเป็นหน้าที่ของญาติที่ต้องแจงรายละเอียดว่ามีอะไรที่แตกต่างจากคนทั่วไป เห็นแล้วต้องช่วยแก้ไข”

 

 

สังคมมองว่าให้อยู่ยาวในโรงพยาบาลจะดีกว่า จริงหรือไม่?

     “เมื่อก่อนคนคิดว่ารักษาตัวในโรงพยาบาลระยะยาวจะดี แต่ในปัจจุบันเราพยายามให้คนไข้อยู่ในโรงพยาบาลสั้นที่สุด เพราะพบว่าการอยู่ยาวมีผลเสียมากกว่าครับ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตในโรงพยาบาลไม่ใช่วิถีชีวิตปกติของคนทั่วไป การอยู่นานอาจทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการปรับตัวหลังออกจากโรงพยาบาลได้ บางรายเกิดความแปลกแยกกับครอบครัวและสังคม ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งเน้นลดอาการรุนแรงฉุกเฉินให้ทุเลาลง แล้วค่อยนัดมาติดตามการรักษาแบบผู้ป่วยนอกแทน หรือคอยติดตามเยี่ยมรักษาที่บ้านและชุมชน โดยมีทีมสุขภาพจิตชุมชนออกไปดูแล

     “อย่างเคสที่ต่างจังหวัด มีคนไข้โรคจิตเรื้อรัง เข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายปีด้วยอาการหูแว่ว ประสาทหลอน ก็รักษาอาการเบื้องต้น จนออกจากโรงพยาบาล ผ่านไปสี่หรือห้าเดือนก็กลับมีอาการใหม่ทั้งที่กินยาอยู่ พอสอบถามจึงพบว่า ผู้ป่วยไปดื่มเหล้าและใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัญชา เป็นตัวกระตุ้นอาการประสาทหลอน แล้วพอป่วยนาน ญาติก็เบื่อ ทิ้งไป ทางทีมมองว่าให้ยาอย่างเดียวคงไม่พอ เลยไปเยี่ยมที่บ้าน และเจรจาอธิบายกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงคนในชุมชนว่า เป็นไปได้ไหมที่จะไม่ขายเหล้าให้ผู้ป่วยรายนี้ รวมทั้งทำความเข้าใจกับญาติว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ถ้าป้องกันไม่ให้สารเสพติดมากระตุ้น และได้ยาสม่ำเสมอ จะควบคุมสารเคมีในสมองให้ทำงานอย่างปกติ

     “เมื่อญาติเกิดความเข้าใจ คนไข้ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ทางทีมมองต่อว่าเขามีศักยภาพอะไรบ้าง เพราะพอไม่ได้ทำงานก็เครียด เครียดก็กินเหล้า อาการก็กลับกำเริบ พบว่าเคยมีอาชีพก่อสร้าง ก็ให้ไปฝึกฝนจนกลายเป็นช่างปูนฝีมือดี เมื่อมีอาชีพ มีเงินมีทอง ความรู้สึกทุกข์ใจก็ลดลง แล้วเข้าได้กับชุมชนอีกด้วย อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ การดูแลผู้ป่วยจึงไม่ได้แค่กินยาหรือฉีดยาอย่างเดียว ต้องให้ครอบครัวหรือชุมชนมาช่วยด้วย ดังนั้นการอยู่โรงพยาบาลนานๆ จึงไม่ใช่คำตอบครับ”

 

เมื่อบ้านไม่ได้เซฟโซน การส่งเสริมป้องกันไม่เพียงพอ ทางแก้จึงต้องมี?

     “บางปัญหาเมื่อแก้ด้วยครอบครัวไม่ได้ ก็ต้องเป็นชุมชนเข้ามาช่วย ร่วมด้วยช่วยกัน เช่น ปัญหาสุขภาพจิตในเด็ก สร้างสถานที่สำหรับเด็ก มีสนามเด็กเล่น มีการคัดกรองที่ปลอดภัยให้เด็กมาอยู่ตรงนี้ มี Wi-Fi ให้เด็กสามารถค้นหาความรู้หรือเรียนออนไลน์ได้ ขอบริจาคคอมพิวเตอร์มาแบ่งปันกันใช้ ในต่างจังหวัดนั้นเรื่องชุมชนช่วยเหลือกันไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะชุมชนเข้มแข็ง แต่สังคมเมืองต่างกัน ยิ่งเป็นชุมชนแออัดด้วยแล้ว จะมีปัญหาหลายอย่าง เช่น ปัญหาทางเพศ ยาเสพติด หรือปัญหาอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ภาครัฐจะต้องเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง”

 

โรคจิตเวชเกิดจากอะไร?

     “โรคจิตเวชไม่ได้เกิดขึ้นง่าย มีปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เขาถึงป่วยครับ บางโรคเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่การป่วยโรคจิตเวชส่วนใหญ่เกิดจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยด้านชีววิทยา เช่น พันธุกรรมหรือสารเสพติด ปัจจัยด้านจิตวิทยา เช่น มีความเครียดรุนแรงหรือเรื้อรัง และสุดท้ายปัจจัยการบีบคั้นจากสังคม สามสิ่งนี้ต้องประจวบกัน ถึงจะเกิดการป่วยโรคจิตเวชขึ้น

     “โรคจิตเวชเป็นโรคอย่างหนึ่ง หากเปรียบเทียบกับโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังต้องกินยาควบคุมตลอด และต้องปรับพฤติกรรม ควบคุมอาหาร ผู้ป่วยจิตเวชก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่ไม่ได้แสดงอาการอย่างน้ำตาลต่ำ หรือความดันโลหิตสูง แต่มีอาการทางสมอง แสดงความผิดปกติออกมาทางความคิด และพฤติกรรมแทน ยาที่กินสำหรับโรคจิตเวชบางโรค เช่น โรคซึมเศร้า ก็กินแค่วันละเม็ด หรือบางโรคก็ไม่จำเป็นต้องกินยา สามารถรักษาด้วยการบำบัดทางจิตใจ ยาทางจิตเวชจะช่วยปรับสารเคมีในสมอง แต่บุคลิกนิสัยที่มีปัญหายาช่วยไม่ได้ ต้องใช้จิตบำบัด”

 

รักษาด้วยไฟฟ้าอันตรายจริงไหม?

     “การรักษาด้วยไฟฟ้ามีมานานแล้วครับ มีความปลอดภัยอย่างมาก ปัจจุบันจะดมยาสลบก่อนรักษาด้วยไฟฟ้า และใช้กระแสไฟฟ้าไม่เยอะ ให้ไฟฟ้ากระแสต่ำเข้าไปในสมอง เพื่อปรับสารสื่อประสาทโดยตรง หลักสำคัญต้องทำให้เกิดอาการชักจึงจะได้ผล ทำเฉพาะรายที่มีอาการรุนแรงมาก และเฉพาะกรณีจำเป็น เช่นไม่ทานยา หรือมีอาการดื้อยา การรักษาด้วยไฟฟ้าจะได้ผลเร็ว เพราะถ้าปล่อยไว้นานจะยิ่งส่งผลเสียต่อชีวิตเขา จะกระตุ้นประมาณ 6 ครั้งถึง 12 ครั้งแล้วแต่โรค แล้วก็ให้ยากิน ยาฉีดต่อไป”

 

มายาคติที่ผิดพลาดของสังคมไทย?

     “คนทั่วไปติดภาพว่าคนไข้จิตเวชชอบทำร้ายคนอื่น ผมรักษาคนไข้โรคจิตเวชมามาก จึงได้ทำความเข้าใจว่าทำไมผู้ป่วยทำร้ายคน ส่วนใหญ่เกิดจากความหลงผิดหวาดระแวงซึ่งเป็นอาการโรคจิตที่เขาเป็น บางรายระแวงว่าจะมีคนทำร้าย เลยชิงทำร้ายก่อน แต่ความหลงผิดนี้เมื่อได้ยารักษาอาการก็จะหายไป ถ้าเขากินยาสม่ำเสมอ ความรุนแรงดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น

     “ที่จริงผู้ป่วยโรคจิตกลุ่มที่อาการหนักมีอยู่ประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วไป คนร้อยคนมีอยู่หนึ่งคนที่จะเป็นโรคจิต ในอดีตยายังไม่ดีพอและมีไม่กี่ตัว ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ปัจจุบันยามีหลากหลายมากขึ้น บางชนิดฉีดเข็มหนึ่งอยู่ได้เป็นเดือน และรักษาด้วยไฟฟ้าหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็มี การรักษาจึงได้ผลมากขึ้น คนไข้ออกไปก็ทำงานอยู่ในสังคมได้

     “ในปัจจุบันคนไข้จิตเวชกลุ่มอื่นๆ เริ่มมีมากขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคเครียดจากปัญหาต่างๆ และมากกว่านั้นคือโรคจิตเวชอันเกิดจากยาเสพติด ที่จริงสถิติความรุนแรงอันเกิดจากผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการรักษากับคนทั่วไปแทบไม่ต่างกัน แต่เมื่อไหร่ที่คนไข้จิตเวชทำร้ายคนอื่นก็จะเป็นข่าวมากกว่า”

 

เมื่อผู้ใหญ่เป็นโรคทางจิต แต่ไม่อยากยอมรับ?

     “ผมอยากให้คนไทยทุกเพศทุกวัยคิดว่ากายกับจิตมันไปด้วยกัน เมื่อกายป่วยได้ จิตก็ป่วยได้เหมือนกัน ไม่อยากเจอหน้าหมอ ก็โทร.1323 หรือสายด่วนสุขภาพจิตต่างๆ ถ้าโทร.แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือเขาแนะนำว่าจำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ อย่าลังเลที่จะมาพบจิตแพทย์ ช่องทางพบจิตแพทย์มีเยอะมาก ถ้าเข้าโรงพยาบาลจิตเวชแล้วรู้สึกว่าเป็นตราบาป รับไม่ได้ ก็ไปคลีนิกก่อนหรือในมหาวิทยาลัยแผนกจิตเวชก็ได้ อย่าลังเลครับ”

 

กรมสุขภาพจิตกับสังคมไทยในปัจจุบัน?

     “ที่ผ่านมากรมสุขภาพจิตจะคอยสอดส่องติดตามสังคมสม่ำเสมอ และคาดคะเนว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เช่น ช่วงโควิด-19 เราคิดว่าโรคซึมเศร้าจะเยอะขึ้นแน่ เพราะการพบปะลดลง รู้สึกโดดเดี่ยว ยิ่งเหงา และเชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งสามารถไปกระตุ้นสารสื่อประสาทจนเกิดซึมเศร้าได้ด้วย ยกตัวอย่างตอนเป็นไข้หวัดใหญ่ เราจะรู้สึกซึมเศร้าเหงาหงอย ไม่อยากทำอะไร อันนี้ก็คล้ายกันครับ ยังมองได้อีกว่า การสูญเสียหน้าที่การงาน ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้เกิดซึมเศร้ามากขึ้น อาจมีการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นได้ เราจึงเตรียมทีมช่วยเหลือเอาไว้

     “ด้านการดูแลผู้ป่วยก็พัฒนาขึ้น มีการบำบัดในชุมชน ดูแลที่บ้าน ยิ่งในตอนนี้ เรานำเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาช่วย มี telemedicine ดูแลรักษาผ่าน video conference เมื่อคนไข้รักษาตัวอยู่บ้าน เราก็จัดส่งยาทางไปรษณีย์ให้ ในส่วนรักษาด้านจิตบำบัด สามารถทำผ่าน video conference ได้โดยมีทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ณ ตอนนี้โรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่งในประเทศจะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ทันสมัย จัดคิวออนไลน์ บำบัดทางไอที ตรวจรักษาผ่าน telemedicine มีการใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยมากขึ้น อย่างสถาบันสมเด็จเจ้าพระยา เนื่องจากอยู่ในเขตเมืองพื้นที่น้อย เลยกำลังสร้างตึกสูงแทน วางแผนใส่ความทันสมัย เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องนั่งรอหน้าห้องตรวจ สามารถรอที่สวนหย่อม มีหน้าจอแจ้งว่าถึงหมายเลขที่เท่าไร ตรวจที่ห้องไหน เตรียมปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น โรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่งในประเทศไทยที่สังกัดกรมสุขภาพจิต ก็กำลังปรับเปลี่ยนตั้งแต่ประตูรั้ว จนถึงตัวอาคาร เพื่อความสบายใจของทุกคนที่เข้ามา (ยิ้ม)”

 

เราจะผ่านวิกฤติความทุกข์ตอนนี้ได้อย่างไร?

     “การที่จะรู้สึกดีขึ้นได้ในภาวะวิกฤติแบบนี้ อย่างแรกคือต้องยอมรับว่ามันเป็นทุกข์ทั้งแผ่นดินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากนั้นให้มองว่าทุกวิกฤติย่อมมีข้อดีอยู่ ลองหาดูว่ามีอะไรบ้าง และต่อมาคือยอมรับด้านลบที่เกิดขึ้นว่ามีผลกระทบเช่นไร แล้วหาทางแก้ไขให้เต็มที่ สุดท้ายคืออย่าอยู่เฉยๆ ครับ หาช่องทางทำมาหากิน อยู่ให้รอด เมื่อรู้แล้วก็ค่อยทำไป มันจะผ่านไปได้”

 

ความเข้าใจผิดมากมาย รวมทั้งภาพจากสื่อต่างๆ ในสังคมไทยที่ครอบงำกันมานาน ไม่ว่าจากในหนัง ละคร ฯลฯ ในวันนี้ได้ถูกคลายความสงสัยไปมาก เราจึงหวังว่าจะทำลายมายาคตินี้ลงได้ และให้คนไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้ เมื่อโรคจิตเวชนี้ไม่ใช่โรคอันตรายถ้าเพียงคุณเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง

 

 

HUG MAGAZINE

มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

อนุชา ศรีกรการ

สถานที่รับการรักษาจิตเวชในประเทศไทย

  1. ในต่างจังหวัด รพ.ประจำจังหวัดทุกแห่ง มีแผนกจิตเวช มีจิตแพทย์ มีพยาบาลจิตเวช และนักจิตวิทยาคลินิก เข้าไปดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของแต่ละรพ. หรือโทร.สอบถามที่แผนกประชาสัมพันธ์ของรพ. อีกทางเลือกหนึ่ง สามารถเข้ารับการตรวจรักษาที่แผนกจิตเวช คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคนั้น เช่น ภาคเหนือมี ม.เชียงใหม่ ม.พะเยา ม.นเรศวร พิษณุโลก ภาคอีสานมี ม.ขอนแก่น ภาคใต้มี ม.สงขลา
  2. ใน กทม. และปริมณฑล สามารถเข้ารับการตรวจรักษาได้ที่แผนกจิตเวชของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ และอีกทางเลือกหนึ่งคือ แผนกจิตเวชของรพ.สังกัดกรุงเทพฯ เช่น รพ.วชิระ รพ.เจริญกรุง รพ.มเหสักข์ รพ.กลาง
  3. รพ.จิตเวชที่สังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข มีสถานบริการสำหรับผู้ใหญ่ 14 แห่ง และสำหรับเด็กและวัยรุ่น 6 แห่ง
  4. คลินิกจิตเวชในรพ.เอกชน และคลินิกจิตเวชของจิตแพทย์ที่เปิดส่วนตัว ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด
  5. รพ.จิตเวชเอกชน ณ ตอนนี้มีแห่งเดียวในประเทศไทย คือ รพ.มนารมย์


รักที่ก็อปปี้ไม่ได้ ไมเคิ่น ตั๋ง

     ชายผู้เป็นยอดนักก็อปปี้โชว์ของไทย เจ้าของเสียงและลีลามากมายจนได้อีกฉายาว่า ‘พันหน้าพันเสียง’ ไมเคิ่น ตั๋ง หรือ คุณตั๋งตั๋ง นิจรันธ์ วันนี้เขายอมวางบทบาทนักก็อปปี้โชว์ เพื่อเผยตัวตนแท้จริงให้ได้รู้จัก ว่าถึงเขาจะเป็นยอดนักลอกเลียนแบบ แต่ความรักของเขาไม่สามารถทำซ้ำได้ เพราะมันมีเพียงแค่หัวใจดวงเดียวเท่านั้นที่ขอมอบให้แก่คนคนเดียว คือคุณเอ๊ะ ปุณณภา นิจรันธ์ ผู้หญิงที่เป็นพลังใจสำคัญจนไมเคิ่น ตั๋ง สามารถโลดแล่นบนเวทีแสงสีเสียงแห่งนี้มาเนิ่นนานถึงสิบแปดปี

 

ศรสองดอกจากกามเทพ

   คุณเอ๊ะเริ่มเท้าความถึงวันแรกที่เจอกัน เป็นวันทำงานที่บริษัทโปรมีเดียมาร์ทตามปกติ ได้พบคุณตั๋งที่ขับรถตามมาจอดทางด้านหลัง เพื่อมาทำอัลบั้มเดอะตู้&เดอะตั๋ง คู่กับคุณตู้ (ดิเรก อมาตยกุล) ครั้งนั้นคุณเอ๊ะยอมรับว่ารู้สึกชอบตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอ ยิ่งต้องทำงานสัมภาษณ์พูดคุย ก็ยิ่งรู้จักยอดนักก็อปปี้คนนี้มากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่ากามเทพแผลงศรถึงสองดอกในเวลาเดียวกัน เพราะคุณตั๋งก็แอบปิ๊งสาวที่เดินนำหน้ารถโดยไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตาเช่นกัน

     “กำลังขับรถไปจอด ก็เห็นเขาเดินอยู่ตรงหน้า บั้นท้ายดุ๊กดิ๊กไปมา ผมชอบมองไง ก็นึกว่าผู้หญิงคนนี้ใครวะ จนไปเจอกันในบริษัท พอเจอหน้า อ้าว! หน้าสวยด้วย สะโพกสวยด้วย คือปิ๊งบั้นท้ายแล้วหน้ายังได้รูปอีก (หัวเราะ) เลยจีบมาตลอด ทำเทปต้องส่งงานเข้าห้องอัด มีคุยงานกันก็แฝงการจีบไปเรื่อยๆ ผมไม่มีโปรนะ คุยกันตรงไปตรงมา”

     คำครหาสารพัดจากคนรอบข้างที่ว่าศิลปินเจ้าชู้ จีบเพื่อแค่ความสนุก แถมยังกินเหล้าสูบบุหรี่ มีแต่สร้างปัญหา สิ่งเหล่านั้นกลับไม่ปรากฎในตัวคุณตั๋งเลยสักนิด

     “เราเจอศิลปินนักดนตรีมาเยอะ แต่ไม่มีใครเหมือนพี่ตั๋ง พี่ตั๋งเป็นคนละเอียด เจ้าระเบียบ พูดคำไหนคำนั้น พูดจริงทำจริง ไม่เคยมาสาย ตรงต่อเวลามาก พี่ตั๋งเป็นคนไม่พูดเอาใจ หรือทำดีแค่ต่อหน้าเราเท่านั้น แต่อยู่ที่ไหนก็เป็นแบบนี้ แสดงท่าทีต่อทุกคนเหมือนกัน นอบน้อมถ่อมตน ความรู้สึกดีๆ เลยเพิ่มขึ้น ยิ่งอยู่ก็ยิ่งผูกพัน”

     “จนวันหนึ่ง เอ๊ะพูดกับผมว่าเสียดายที่เจอกันช้าไป คำนี้ทำเอาผมน้ำตาซึม ภูมิใจกับการทำดีมาทั้งชีวิต แล้วมีคนที่เรารักเห็น เราเลยอยากทำต่อไปอีก และไม่อยากให้เขาผิดหวังกับคำพูดนี้ เป็นคนบ้ายอ (หัวเราะ) ที่จริง มันยังไม่ช้าสำหรับการเริ่มต้นใหม่ บางคนเรียนจนจบรับปริญญาตอนเจ็ดสิบก็มี ถือว่าเป็นกำไรแล้ว”

     แต่กว่าจะได้ลิ้มรสความสุขในวันนี้ เส้นทางพิสูจน์รักของทั้งคู่กลับเริ่มต้นขึ้นในวัยที่อายุมากแล้ว ถึงกระนั้นก็ยังคบหากันอยู่ถึงหกเจ็ดปีก่อนจะตกลงร่วมหอลงโรง เพราะคุณตั๋งอยากทดสอบผู้หญิงคนนี้ว่าใช่คนที่เขาควรอยู่ร่วมหัวจมท้ายกันจริงหรือไม่

     “เหมือนทดสอบเขาด้วย ผมไปหาเป็นระยะ ห่างสุด อาทิตย์ละครั้ง ออกค่าน้ำค่าไฟค่าที่พักให้ เหมือนเมียเก็บ (หัวเราะ) แล้วเอ๊ะไม่ทักท้วง ไม่มีเหน็บแหนมถากถาง ไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยขออะไรสักอย่าง เลยชนะใจผมเต็มตัว ตัดสินใจเอาพจมานคนนี้เข้าบ้านทรายทอง ก็ยังจ่ายเป็นเงินเดือนให้เขาจนถึงทุกวันนี้ กินฟรี อยู่บ้านหลวง เงินได้มาก็เก็บไว้เองร้อยเปอร์เซ็นต์ (หัวเราะทั้งคู่)”

     เราเชื่อเสมอว่าการเลือกคู่ครองต้องเลือกคนที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น คู่นี้ก็เช่นกัน ก่อนพบรักกัน คุณเอ๊ะมีหนี้สินหลักแสนด้วยความใจดีที่มักช่วยเหลือคนอื่น จนได้คุณตั๋งเป็นคนช่วยสอนการบริหารเงิน จึงมีเงินเก็บมากขึ้น  

     “ผมแนะนำเรื่องการบริหาร ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มเงินเดือน เพื่อไปปลดหนี้ จนตอนนี้เขาไม่มีหนี้แล้ว มีเงินเก็บมากกว่าผมอีก (พี่เอ๊ะหัวเราะ)”

     “เมื่อก่อนไม่เคยมีเงินเก็บเลยนะ เราเป็นพนักงานบริษัท รับเงินเดือนมาก็ใช้หมดไป คิดว่าสบาย ไม่เดือดร้อน จนมาอยู่กับพี่ตั๋ง ความรู้สึกที่ได้มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เราเลยอยากเก็บเงิน อย่างน้อยเวลาเอาไปใช้จ่ายให้พ่อแม่ยังสะดวก ไม่ใช่ต้องมาแบมือขอเงินสามี”

 

หนึ่งในล้าน

     “ผมเป็นคนกลัวแป้งทุกชนิด”

     ถ้อยคำของคุณตั๋งผู้คร่ำหวอดกับแสงสีเสียง ทำให้เราแปลกใจไม่น้อย คุณตั๋งยอมรับว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่แต่งหน้า ช่วงที่ยังทนไหวก็กลั้นหายใจให้ช่างเติมแป้ง และดีที่ไม่มีกลิ่น ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกแขยงอยู่ตลอดเวลา ในใจจึงใฝ่หาหญิงสักคนที่จะใช่สำหรับเขาในเรื่องนี้

     “เอ๊ะไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย เอ๊ะเป็นคนไม่แต่งหน้า ไม่ทาเล็บ ไม่ไดร์ผม แล้วผมก็หาผู้หญิงแบบนี้มาทั้งชีวิต (ยิ้ม) พอมาอยู่ด้วยกัน เขากินข้าวตามผมได้ทุกอย่าง หนูนาทอด กบ งู พาไปที่ไหนให้ทำอะไรก็ได้ ไม่ดัดจริต เอ๊ะชอบดูการ์ตูน ดูหนัง ดูอะไรตลกๆ ให้หัวเราะ ต่างกับผมที่ชอบดูข่าว ดูรายการความรู้พวกสมุนไพรรักษา แต่เราก็ไม่ขัดแย้งกัน เลยอยู่ร่วมกันมาได้ถึงสิบแปดปี”

     ส่วนคุณเอ๊ะเองก็ค้นหาชายที่ไม่เกลือกกลั้วกับอบายมุข บากบั่นทำมาหากิน จนมากับคุณตั๋งผู้ที่แม้อยู่ในแวดวงมายาที่มีแต่เครื่องล่อใจให้มัวเมา ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ คุณตั๋งยังเล่าอีกว่าถึงตัวเขาเป็นคนไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ แต่ก็เคยออกไปเที่ยวนอกบ้านกับกลุ่มเพื่อนนักดนตรีในสมัยก่อน เพื่อหามุกตลกมาเล่นให้ทันกระแสสังคม

     “ผมเรียนมาน้อย จบแค่ป.เจ็ด ดังนั้นประสบการณ์ของผมจึงเกิดจากการพูดคุยและเรียนรู้จากคนรอบข้าง เพื่อนำมาเป็นความรู้ต่อยอด”

     เพราะความช่างสังเกตนี้เอง เขาจึงกลายมาเป็นยอดนักก็อปปี้โชว์ของไทยในปัจจุบัน

 

 

ร่วมกันฟันฝ่าพายุอารมณ์

     ถึงภายนอกหลายคนจะเห็นว่าไมเคิ่นตั๋งเวลาโมโหดูดุ เสียงดัง แต่เมื่ออยู่กับภรรยาที่บ้าน คุณตั๋งยอมรับว่าเขาเป็นคนขี้ใจน้อย เมื่อโกรธแล้วก็อยากให้ภรรยามาง้อเอาใจ สาเหตุที่ใจน้อยก็ไม่ใช่อื่นใด เพราะความรักและหวังดีที่มีต่อภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคนนี้

     “ผมจะโมโหถ้าเขาไม่จำสิ่งที่ผมเคยพูดไป ผมอยากให้คนอื่นชมว่าเมียผมทำงานเก่ง มีฝีมือจัง อยากให้เก่งสักสิบเรื่อง ทุกวันก่อนไปทำงานผมจะหอมแก้มเขาเสมอ จะคอยบอกว่าเอ๊ะต้องเก่งนะ ต้องฉลาดนะ เพราะเอ๊ะเป็นคนซื่อ มองโลกสวย ไม่ระแวงใคร และไม่ระวัง เดี๋ยวล้ม ชนนั่นนี่ เนื้อตัวมีแผลบ่อยๆ สงสารเขา และเอ๊ะมีความดีเป็นทุนอยู่แล้ว เป็นคนดีมาก ผมพยายามฝืนกฎธรรมชาติ อยากทำคนดีให้เป็นคนเก่ง แต่สิบแปดปีแล้วยังทำไม่ได้ (หัวเราะ) ถึงจะมีเปลี่ยนบ้างก็เถอะ”

     “จะเป็นฝ่ายเงียบ ไม่พูดเพราะมันจะแรงทั้งคู่ แยกย้ายไปคนละจุด รอให้ใจเย็นลงก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ถ้ารู้ว่าพี่ตั๋งงอน เรายกมือไหว้ขอโทษนะ รู้ว่าเขาหวังดีกับเรา”

     “ผู้หญิงจะละเอียดอ่อน คิดเยอะ จ้ำจี้จ้ำไช เอ๊ะไม่มีเลย บางทีก็อยากให้มี เช่น พี่ตั๋งนั่งแบบนี้ไม่ได้นะ เอาหมอนมารองสิ เดี๋ยวจะเมื่อย อยากให้เขาจู้จี้จุกจิก แต่คนจู้จี้จุกจิกกลายเป็นผมเอง เขาเลยสบาย (หัวเราะทั้งคู่) เหมือนมีเมียแล้วแถมลูกด้วย คำว่า ‘คนกลัวเมีย’ เป็นยังไงวะ อยากลองดูบ้าง (หัวเราะ) มาตอนนี้เข้าใจละ กลัวความดีเขานี่เอง พักหลังเลยยอมบ้าง จะคิดบวกลบ เอ๊ะมีดีแปด มีเสียแค่สอง ยังกำไรอีกหกนะ การเลิกกันมันง่าย ถามตัวเองว่าแล้วเราจะไปหาผู้หญิงแบบเขาได้ที่ไหน ยอมเพื่อไปด้วยกันดีกว่า ถ้าลดความต้องการของตัวเอง ก็จับมือไปด้วยกันได้”

     “พี่ตั๋งเป็นคนซีเรียสจริงจัง ผิดพลาดไม่ได้ บางครั้งมีปัญหากันเพราะเราทำงานพลาด ปกติเราคอยจัดการเรื่องเพลง ลงเสียง ตัดต่อต่างๆ หัดลองทำตั้งแต่ศูนย์ พี่ตั๋งก็คอยบอก ‘ศึกษาไปเถอะ งานที่ผ่านมาก็ใช้คอมฯ มาตลอด งานพี่ก็ใช้คอมฯ เหมือนกัน เอ๊ะทำได้ เชื่อพี่สิ’ เคยมีคิดในใจนะเวลาพี่ตั๋งต่อว่า ว่าฉันไม่ไหวแล้ว คงต้องถอย แต่ก็คิดต่อว่า ด้วยความดีที่พี่ตั๋งมีละ ลองนับแล้วมีเยอะมาก เขาอาจผิดที่อารมณ์ร้อน เวลางานจะปากร้ายปากไว แต่ก็มีแค่นั้น ต้องพัฒนาแก้ไขที่เราสิ งานไหนที่ไม่เข้าใจก็พยายามศึกษาให้เขาภูมิใจ เชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้ดีที่สุด เมื่อสิ่งที่พี่ตั๋งผิด นับได้แค่หนึ่งไม่เกินสอง นอกนั้นมันมีแต่สิ่งดีๆ จะมาเทียบกันได้อย่างไร คิดแบบนั้นชีวิตคู่จะได้ราบรื่นต่อไป”

     คุณตั๋งยอมรับว่าเวลาเขาโกรธจะเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ตูมตาม ด้วยนิสัยจริงจังนี้เองจึงได้กดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัว และก็มีภรรยาคนนี้แหละที่ช่วยเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

     “ถ้าผมทำอะไรผิดพลาด ที่เรียกว่าตายน้ำตื้น เช่นเปิดน้ำแล้วลืมปิด หาของไม่เจอ จะโมโหตัวเองถึงขั้นยิงตัวเองตายได้ แกเป็นมีคนระเบียบขนาดนี้ มาผิดพลาดเรื่องง่ายๆ ได้ไง ด่าตัวเองหนักมาก แต่เอ๊ะจะคอยปลอบใจผมตลอดว่าไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

     จุดหนึ่งที่เราสังเกตได้จากคู่นี้ คือมีหลักคิดที่เหมือนกัน การมองหาข้อดีของอีกฝ่าย เมื่อข้อเสียมีแค่หนึ่งหรือสอง แต่ข้อดีกลับมีมากมาย เพราะฉะนั้นจะถือสาหาความให้หนักไปทำไม

     อีกหลักใหญ่ที่เหมือนกัน คือทั้งสองเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ดังนั้นจึงไม่มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’ เกิดขึ้นแน่นอน

     “คนเราแปลกนะที่ตอนลำบากอยู่กันได้ แต่ตอนสบายดันอยู่กันไม่ได้ ตอนแรกมาอยู่ด้วยกันเราสองคนลำบากมาก กว่าจะเก็บเงินซื้อรถสักคัน ต่อสู้กันมาเยอะ พอสบายมีทุกอย่าง มีชื่อเสียง มีเงินเก็บ กลับทนไม่ได้งั้นหรือ แค่คำพูดขัดหูก็อยู่ไม่ได้หรือ แต่ผมกับเอ๊ะตรงกันในเรื่องคำพูด ถ้าไปคือไป ไม่ต้องง้อ จบคือจบ แต่กว่าจะพูดคำนี้ได้มันยากมาก ไม่มีทางได้ยินแน่”

 

ความรักที่ไม่มีวันก็อปปี้ได้

     สำหรับยอดนักก็อปปี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันส่งต่อให้แก่ใครได้คือความรัก แล้วเขาก็เปิดอกเล่าความจริงต่อหน้าเราว่า เขาเคยรักผู้หญิงคนหนึ่งหัวปักหัวปำมาก่อนเจอคุณเอ๊ะ แล้วใช้เวลาอยู่สิบปีถึงจะถอนรักสลักใจและถ่ายโอนให้คนที่คู่ควรได้สำเร็จ

   “ผมบอกเอ๊ะตรงๆ ว่าผมรักผู้หญิงคนนี้มาก เป็นผู้หญิงฉลาด สวย เก่ง แต่ถ้าจะคบกับเขาต้องจ่ายเดือนละสามหมื่น เมื่อไรที่ไม่มีเงินจ่าย ความรักก็เป็นศูนย์หรือเปล่า แต่ผมก็รักเขามาก ไม่เคยเรียกคนไหนว่าเมียนอกจากคนนี้ เอ๊ะไม่ใช่นางอิจฉา เป็นนางเอก ไม่ร้องขอ ไม่ทวงคำว่า ‘รัก’ จากผม เขาต่อสู้เป็นสิบปี จนผมเอาความรักกลับมาให้เอ๊ะได้ คำว่า ‘รัก’ ‘เมียจ๋า’ ผมให้เอ๊ะทั้งหมดแล้ว ไม่เคยรู้สึกถึงคนคนนั้นอีกเลย ผมจะพูดเพื่อหลอกให้เอ๊ะรักและอยู่กับผมต่อไปก็ได้ แต่ไม่ใช่เลย เอ๊ะรู้ว่าผมเป็นคนพูดจริงทำจริง และคำที่เอ๊ะพูดกับผมว่าเสียดายจัง ที่เจอกันช้าไป มันมีความหมายมากเลยนะ เราสองคนร้องไห้กอดกัน ในวันที่ผมมอบคำและความรู้สึกนี้แก่เขา เมื่อให้แล้วคือให้ทั้งชีวิต ไม่มีทางเอาคืน เพราะผมลั่นปากไปแล้ว”

 

 

ถึงทุกคนที่กำลังพบปัญหา

     เราขอแง่คิดถึงทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตคู่ ในยุคที่การเลิกราอาจมาไวกว่าตอนจีบกัน คุณตั๋งออกตัวก่อนว่าแต่ละคนล้วนมีปัญหาไม่เหมือนกัน เขาได้แค่เล่าเรื่องจากมุมของตัวเองเท่านั้น

     “ช่วงหนึ่งของชีวิตผมเคยเป็นผู้ชายเจ้าชู้ เคยถูกเรียกว่าพวกล่าแต้ม แต่มาอยู่กับเอ๊ะ ผมไม่เคยไปยุ่งกับใครอีกเลย ถามว่าหยุดที่เขาได้อย่างไร มันแค่เพราะคำสองคำ ความดี คนดี เอ๊ะดี ครับ มันหยุดทุกอย่างได้ ทั้งที่เอ๊ะเปิดช่องให้ บอกว่าไปยุ่งกับใครก็ได้แต่อย่าเลี้ยงดู ผมยังไม่ใช้สิทธิ์นั้นเลย ทุกสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตจะพังหมด เพราะความสนุกแค่ครึ่งชั่วโมงงั้นเหรอ มันไม่คุ้มเลย เรามีอาหารอร่อยแล้ว จะไปหาของกินที่ไม่อร่อยอีกทำไม กินเปรี้ยวกินเผ็ดให้แสบท้องแสบก้นเปล่าๆ (หัวเราะ)”

     “เราเลือกพี่ตั๋งแล้ว และเลือกไม่ผิดคน ต้องไว้ใจเขาทุกอย่างทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ไม่ถอดใจ จะสู้ไปด้วยกัน เดินเคียงคู่กันจนแก่เฒ่า ในวันเกิดหรือวันปีใหม่ นอกจากคำอวยพรที่ให้ เราจะกล่าวอโหสิกรรมแก่กันเสมอ”

     “วันครูด้วย เราสองคนเหมือนครูของกันและกัน ก็ไหว้และอโหสิกรรมแก่กัน เท่ากับปีหนึ่งทำสามครั้ง ลบความรู้สึกไม่ดีทิ้ง ก็ไม่มีอะไรคาใจกันอีก บนเวทีผมคือไมเคิ่น ตั๋ง แต่อยู่บ้านผมคือเบ๊ของเอ๊ะ คอยดูแลเขา เพราะเขาก็ช่วยทำงานให้ผม ผมกวาดถูบ้าน ปอกผลไม้ แกะก้างปลา ดูแลให้ทุกอย่าง ถ้าคุณเอาใจเขา เขาก็เอาใจคุณ ถ้าไปข่มเหงเขา เขาก็คิดจะข่มเหงคุณกลับเช่นกัน”

 

วันสุดท้ายอยู่ในทุกๆ วัน

     พอเราลองถามถึงถ้อยคำที่อยากฝากถึงกันในวันสุดท้าย ทั้งสองต่างพูดพร้อมกันทันทีว่าไม่มี แล้วหัวเราะเสียงดังกังวาน

     “เราลาตายกันทุกวันอยู่แล้ว ผมบริจาคร่างกายมาสิบแปดปี เท่ากับผมกำไรมาสิบแปดปีแล้ว ผมคุยกับเอ๊ะไว้ว่าถ้าผ่าตัดแล้วกลับมา 60-70% ผมยังยอมได้ แต่ถ้าต้องเจาะคอสอดท่อ ต้องมานอนเป็นแผลกดทับ ไม่ทำนะ ปล่อยให้ตายไปเลยดีกว่า ถ้ารักษาแล้วผมยังกลับมาจับมือจูงเขาไปเดินท้ายตลาด ข้ามถนน แวะ7-11 ได้อยู่ ผมก็โอเค เราเลยไม่มีอะไรต้องสั่งเสียกัน ผมพูดตลอดว่าคนเราเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา”

     “เรื่องนี้คิดตรงกัน เห็นด้วยกับพี่ตั๋ง และเรารักกันทุกวันอยู่แล้ว”

     “เราพร้อมที่จะตาย มันแปลกนะ ที่หาคนแบบนี้ได้ และผมหาจนเจอแล้ว ปีนี้ผม59 เอ๊ะ55 เดินไปไหนจับมือกันตลอด กอดหอมกันทุกวัน โดนแซวตลอดว่าจับมือแบบนี้กลัวเมียหายเหรอ (หัวเราะทั้งคู่) ถ่ายรูปกันผมขโมยหอมแก้มเขาตลอด เมียเราแก้มหอม ไม่มีแป้งรองพื้นมาบดบังหน้า หอมกลิ่นแก้มผู้หญิงของคนที่เรารักจริงๆ ที่ผมทำเพราะอยากทำ เรารักเขา อย่าทำเพราะคนอื่นบอกให้ทำ หรือทำเพราะทำตามใคร”

      “กี่ปีผ่านไปก็ยังรักกันแบบนี้เหมือนเดิม คนอื่นเห็นก็ยิ้มให้เรานะ ไม่ได้โชว์ใคร ทำด้วยใจที่อยากทำ เต็มใจ ไม่เขินอาย เป็นรักที่จริงใจ จะไม่มาเขิน หรือบอกพี่ตั๋งว่าจับมือไม่ได้เดี๋ยวคนเห็น ยิ่งเห็นยิ่งดี”

     “ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกว่าคู่ที่บ้านคล้ายกันกับพวกผม ก็มาเจอกันได้ ประกาศรับสมัครเพื่อนเคมีเดียวกัน (หัวเราะ)”

     ทั้งสองหัวเราะเสียงสดใสไม่หยุด เราต้องพลอยหัวเราะตามเมื่อหวนคำนึงถึงความรักของคนคู่นี้ว่า เป็นความรักที่ข้ามกำแพงความคิด ข้ามทัศนคติของวัย ข้ามหลากหลายสิ่งอย่าง และสำคัญสุดคือ ลอกเลียนแบบไม่ได้

 

 

HUG Magazine

มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

“สามประโยคจากเอ๊ะที่ผมประทับใจ หนึ่งเสียดายที่เจอกันช้าไป สองสมกับการรอคอย สามอยู่กับปัจจุบัน (ยิ้ม)”

“ประทับใจที่สุดคือที่พี่ตั๋งบอกว่ารักเรา (ยิ้ม) ไม่เคยได้ยินจากปากเขาเลย มันสุดยอดแล้วสำหรับเรา”