เพราะเราต่างวัยหรือใจเราต่างกัน

เพราะเราต่างวัยหรือใจเราต่างกัน : ประสาน อิงค์นันท์

 

“สิ่งที่ผมพยายามทำคือการทำให้คนเปิดใจกันมากกว่า เปิดใจและรับฟังกัน เพจมนุษย์ต่างวัยเหมือนเพจคนแก่ แต่ที่จริงเพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อกัน เราจึงมีคำขวัญว่า ‘แค่ต่างวัยแต่ไม่ได้ต่างดาว’ เพราะคุณแค่อายุต่างกัน แต่ไม่จำเป็นต้องมองต่างกัน” ประสาน อิงคนันท์ เจ้าของเพจมนุษย์ต่างวัย จากบริษัทบุญมีฤทธิ์มีเดีย จำกัด ได้นิยามถึงสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ว่าแท้จริงแล้ว คำว่า ‘ต่างวัย’ อาจไม่ใช่แค่อายุ แต่เป็นจิตใจต่างหากที่ทำให้เราต่างกัน

 

ก้าวแรกของมนุษย์ต่างวัย

“ผมเปิดบริษัทบุญมีฤทธิ์มีเดียมาเจ็ดปีแล้ว ในสองปีแรกตั้งโจทย์เรื่องสังคมสูงวัยร่วมกับไทยพีบีเอส สมัยก่อนผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้จักคำว่า ‘สังคมสูงวัย’ เท่าไร ตอนนั้นคำว่า age gap หรือความต่างระหว่างวัยยังไม่มี จึงมองว่าเป็นเรื่องของคนแก่เท่านั้น พอค้นข้อมูลให้ลึก ได้รู้ว่าสังคมสูงวัยมีทั้งระบบเศรษฐกิจถดถอย คนทำงานน้อยลง และสิ่งที่เป็นกันทั่วโลกคือทัศนคติของคนสูงวัย ซึ่งที่เคยมีหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบ รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เกิดทัศนคติเชิงลบต่อตัวเอง มันมีหลายสิ่งมากนะ รวมทั้งยังมีมายาคติว่าคนแก่ต้องไปรำไท้เก๊ก รดน้ำต้นไม้ เลี้ยงหลานอยู่บ้าน เข้าวัดปฏิบัติธรรม เหมือนเราตัดพวกเขาออกจากสังคม

“ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว คนแก่ยุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อน การรักษาพัฒนามากขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น เสพสื่อมากขึ้น วิธีคิดจึงเปลี่ยนไป คนแก่รุ่นใหม่ๆ อยากออกไปเล่นกีฬา ทำกิจกรรม อายุหกสิบจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด หลายคนพูดว่าเกษียณคือจุดเริ่มต้นของการทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาทั้งชีวิต เพราะที่ผ่านมาอยู่กับภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบหาเงินดูแลครอบครัว บางคนพอหกสิบเหมือนมีอิสระ ได้กำหนดชีวิตของตัวเอง ดังนั้นเมื่อพูดเรื่องสังคมสูงวัย จึงไม่ควรพูดแค่เรื่องป่วยไข้ หรือการเตรียมรับเข้าวัยชราอีกต่อไป ที่จริงสังคมสูงวัยเป็นเรื่องของคนทุกวัย เพราะวันหนึ่งเราทุกคนต้องแก่ตัวลง”

 

แค่ไม่กี่ปีก็ต่างกัน

“บนโลกออนไลน์พอพูดต่างปุ๊บ จะโยงเข้าไปสู่เจนเนอเรชันหรือรุ่นวัยกันหมดเลย คิดแบบมนุษย์ป้า มนุษย์ลุง เบบี้บูม เด็กสมัยนี้ กลายเป็นโจมตีที่วัยแทนไม่ใช่เนื้อหาละ อยากให้มองว่าแต่ละวัยเติบโตมาในสภาพสังคมแตกต่างกัน มีกรอบความเชื่อไม่เหมือนกัน อยากให้ทุกคนได้เห็นและเข้าใจว่าคนแต่ละวัยเป็นอย่างไร ปัญหานี้แม้แต่เด็กที่จบก่อนหน้าสองปี เจอเด็กที่เพิ่งจบมาทำงานด้วย ก็บอกว่าเด็กรุ่นนี้คุยกันไม่รู้เรื่อง แค่สองปีเองนะ (หัวเราะ) ทั้งที่ผมรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนรุ่นเดียวกัน มนุษย์ต่างวัยจึงทำหน้าที่ในการจูนทัศนคติของคนต่างวัย ต่างความคิด ให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น แล้วยอมรับว่าพวกเราไม่เหมือนกัน แต่อยู่ร่วมกันได้”

หันหูรับฟังกัน

“มีแผนการที่กำลังทำคือ ‘หันหูเข้าหากัน’ เช่นเอาคนเจนวายมาคุยกับคนเจนเบบี้บูม เอามาหลายๆ คู่ ตั้งประเด็นถามหลากหลายมาก เช่น คุณควรมีเซ็กซ์กับแฟนก่อนแต่งไหม มองยังไง? แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่ารุ่นเขาทำยังไง รุ่นหลานทำยังไง หรือเลือกงานที่รักหรืองานที่ได้เงิน มาตั้งประเด็นถาม แน่นอนว่าคำตอบแต่ละเจนไม่เหมือนกัน อย่างเรื่องงาน คนเจนเก่าบอกว่าเลือกงานที่รักก่อนสิถึงจะได้เงิน คนเจนใหม่แย้งว่าแล้วเมื่อไรจะได้เงิน ต้องทำงานให้ได้เงินก่อนสิจึงจะไปทำงานที่รักต่อได้ เราหันหน้าคุยกันมากแล้ว ลองหันหูมาฟังกันบ้าง มันไม่มีข้อสรุปหรอกว่าอะไรผิดถูก แค่ให้เข้าใจว่าทำไมคนรุ่นนั้นคิดแบบนี้ เราพยายามเชื่อมโยงสู่ทุกวัยมากที่สุด

“ถ้าไม่สัมภาษณ์คนวัยนั้น อาจไม่รู้ปัญหาเลยก็ได้ อย่างเคสหมอกระต่าย มนุษย์ต่างวัยทำประเด็นเรื่องการใช้สะพานลอยกับทางม้าลาย คนแก่บางคนก็บอกว่าอยากข้ามทางม้าลายแต่แถวบ้านไม่มี แล้วเวลาคนแก่ข้ามทางม้าลาย เขาจะก้าวได้ช้า ใจไปถึงที่หมายแล้ว แต่ขาค่อยๆ ข้าม พอจะใช้สะพานลอย ก็ดูสิว่ามันเหมาะสำหรับเขาไหม กว่าจะขึ้นบันไดแต่ละขั้นต้องเหนี่ยวราวขึ้นไป บางคนผ่าตัดลิ้นหัวใจหรือผ่าข้อเข่ามา แล้วบางแห่งมีสายไฟพาด ขั้นบันไดที่สร้างก็แคบและชันอีก มีคนตั้งคำถามว่าแล้วคนแก่ออกมานอกบ้านทำไม เขาไม่ได้ออกมาเที่ยว แต่เขาต้องไปโรงพยาบาลทุกเดือน ทำไมไม่สร้างสะพานเพื่อรองรับคนทุกกลุ่มแต่แรกละ ดังนั้นคุณต้องรู้เรื่องของเขา เพื่อที่จะคิดเผื่อต่อไปได้”

 

แสดงจุดร่วม สงวนจุดต่าง

“ปีนี้ผมอายุ 50 ส่วนอายุเฉลี่ยพนักงานในบริษัทอยู่ที่ประมาณ 26 ผมใช้หลักการเดียวกันคือมองหาจุดดีจุดด้อยของกันและกัน ตัวผมจุดดีคือประสบการณ์ จับประเด็นได้ดี เข้าใจเรื่องราว มีทักษะสื่อสารพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการทำงาน เช่น การเขียนต้องไม่สะกดผิด ส่วนจุดด้อยของผม ตอนนี้โลกเปลี่ยนไป ผงเล่นโซเชียลมีเดียก็จริง แต่ให้ตามโลกว่าที่ไหนพูดอะไร มีกระแสอะไร บางทีตามไม่ทัน ดังนั้นงานที่คิดออกมา เมื่อสิบปีก่อนยังใช้ได้ดี แต่ตอนนี้อาจเชยแล้ว การชวนน้องๆ มาทำงานก็ได้เห็นข้อดีของเขาว่า พวกเขาอยู่ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกตลอดเวลา แต่จุดอ่อนคือไม่มีประสบการณ์ ไม่สามารถมองประเด็นต่างๆ ได้คมชัด ก็เอาจุดแข็งของผมไปเสริม แล้วให้เขามาอุดจุดอ่อนของผม เรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ได้ ต้องเปิดใจให้กว้าง ถ้าใครสักคนปิดรับก็ไม่สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายต้องมาเจอกัน

“เราจะประชุมแบ่งปันความคิดเห็นกันตลอด ผมถามพวกเขาตรงๆ ว่า ถ้าคิดแบบนี้คนรุ่นนี้จะดูไหม มันอ่อนไหวกับคนรุ่นนี้ไหม บางชื่อฟังแล้วเชยไหม คนรุ่นนี้ดูอะไรกัน ส่งมาให้ดูหน่อยสิ อาจมีข้อขัดแย้งหรือเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ต้องยอมฟังกัน แล้วใช้เวลาดูว่าผลเป็นอย่างไร ชื่อ ‘มนุษย์ต่างวัย’ ก็มาจากการประกวดหาชื่อร่วมโหวตกัน เพราะถ้าใช้ชื่อที่ผมคิดเองคงเชย (หัวเราะ) สิ่งสำคัญคือการเปิดใจอย่างจริงจังและยอมรับว่าโลกมันเปลี่ยนเรื่อยๆ เราต้องตั้งเป้าให้ตัวเองด้วยว่าคุณอยากเป็นคนแบบไหน อยากเป็นหัวหน้างานที่ยึดติดความรู้เดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง หรือหัวหน้างานที่พร้อมจะเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน ทั้งหมดนี้เป็นหลักการที่ใช้ในการทำเพจมนุษย์ต่างวัยครับ (ยิ้ม)”

 

วัยไหนที่คุยยากสุด

“ผมว่าไม่ใช่เรื่องของวัยนะ เป็นเรื่องบุคคลมากกว่า อย่างคนรุ่นใหม่ก็มีคนที่ปิดตัวเอง แต่คนแก่ที่คิดว่าจะปิดตัว กลับเปิดกว้าง อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ก็เยอะ วัยเป็นสิ่งที่กำหนดว่าใครเด็กใครแก่ ข้างในจิตใจต่างหากที่บอกว่าคุณเป็นคนแบบไหน ผมเจอคนแก่หลายคนที่บอกว่าอายุ 60 เป็นวัยเริ่มต้น หัดไปเล่น Tiktok เรียนรู้เทคโนโลยีกันมากขึ้น แต่เด็กบางคนให้หัดทำอะไรใหม่ๆ กลับไม่กล้าลอง กลัวหรืออาย ไม่มีความมั่นใจ ส่วนคนแก่ที่ทัศนคติดี จะคิดว่ายิ่งแก่ ยิ่งไม่มีฟอร์ม เพราะมีมาทั้งชีวิตแล้ว (หัวเราะ) จะล้มก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องน่าอาย อยากลองอะไรทำเลย เคยมีคนถามผมว่า ผมอยากเป็นคนแก่แบบไหน แน่นอนว่าผมอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรง สิ่งสำคัญคือไม่เป็นภาระคนอื่น และยังเปิดใจยอมรับฟังความคิดเก็นใหม่ๆ จากคนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าความคิดเห็นนั้นเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ยังพยายามทำความเข้าใจอยู่เสมอ เมื่อโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว สุดท้ายปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่วัย แต่อยู่ที่ใจล้วนๆ ครับ”

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

“คนแก่ที่คิดว่าอายุเท่านี้ไม่น่าทำอะไรได้ก็มีนะ ในทางกลับกันก็มีคนแก่ที่คิดว่ารุ่นนี้ควรใช้เวลาไปทำสิ่งที่ยังไม่เคยลองทำ ไม่ต้องสุดโต่งถึงกับซื้อมอเตอร์ไซค์ขับไปรอบโลก (หัวเราะ) แต่แค่สามารถมองหาแรงบันดาลใจในการมีชีวิตต่อได้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เข้ากับรูปแบบชีวิตที่ไม่ยากเกินไป เช่นปั้นเซรามิก หรือออกกำลังกาย โดยตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง

“เราทำโปรเจกต์กับสสส. เปิดอบรมอาชีพให้คนแก่ พวกเขาเข้ามาสมัครกันเยอะมาก มาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยากเป็นบาริสต้า influencer นักแสดง มองด้วยใจเป็นกลาง ความอยากของเขาไม่ต่างจากความอยากของคนหนุ่มสาว ที่อยากพาตัวเองไปต่างประเทศ อยากเข้าวงการ คนวัยหกสิบไม่ต้องหยุดฝัน โลกเขามีเป้าหมายของเขา มันเป็นจุดร่วมกันของคนที่อยู่คนละวัย คนที่อยากฝัน อยากรู้สิ่งใหม่ๆ อยากชนะอุปสรรค สังคมสูงวัยมันมาถึงแล้ว เราจะทำยังไงให้อยู่ด้วยกันได้ เอื้อเฟื้อกันได้

“ในยุคปัจจุบันที่คุณอายุยืนขึ้น จะทำอะไรกับชีวิตที่เหลือ มีคนแก่อายุ 102 ปี ออกไปวิ่งแข่งแล้วได้รางวัลตลอด เพราะคนวัยเดียวกันตายหมดแล้ว (หัวเราะ) หลายคนมีเป้าหมายเล็กๆ คือสุขภาพดี ไม่เป็นภาระลูกหลาน ยังวิ่งได้ก็ภูมิใจแล้ว คนเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะตายเมื่อไหร่ คุณจะให้ตัวเองรู้สึกภูมิใจยังไงในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ถ้าตื่นมาเอาแต่คิดว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่ ทุกอย่างดูขวางหูขวางตาแล้ว เราจะอยู่กับโลกนี้ได้อย่างไร”

 

 

ตรงกลางที่ต้องการ

“หลักที่ทำให้คนสองวัยร่วมกันได้คือ ‘ฟังและทำความเข้าใจกัน’ แน่นอนว่าอาจยอมรับได้บางเรื่อง บางเรื่องรับไม่ได้ แต่ถ้าเข้าใจกัน คุณจะอยู่กันได้ และค่อยๆ เริ่มยอมรับซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะสิ่งที่ไม่ตรงใจเรา เรามักตัดสินกันไปก่อนแล้ว แต่ถ้าตั้งใจฟังจริงจัง ว่าทำไมเขาเชื่อแบบนี้ ทำไมเขามองแบบนี้ ทำไมเขาทำแบบนี้ ก็จะเข้าใจกันมากขึ้น ในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ความเชื่อถูกทำให้แคบลง ยิ่งเราเสพสิ่งใดมากๆ มันยิ่งส่งสิ่งนั้นให้เราเสพมากขึ้น เราเลยคิดว่าเราถูก กลายเป็นการตีกรอบความเชื่อของเราถูกต้องแล้ว พอไปเห็นความเชื่อคนอื่น จึงคิดว่าไม่ถูกต้อง เราจึงต้องเปิดใจและยอมรับฟังกัน

“การเปิดใจนั้นรวมถึงตัวเราเองด้วย ถ้าผิดต้องขอโทษบ้าง เห็นสังคมพูดถึงการบูลลี่เมื่อใช้คำถามว่าทำไมอ้วนขึ้น ดำขึ้น ถ้าพ่อแม่ทักแบบนี้ คนยุคนี้คงตัดสินว่าเขาบูลลี่ แต่ในยุคที่เขาเติบโตมา ก็ต้องยอมรับว่าเจตนาของยุคนั้นไม่ใช่การบูลลี่ แต่เป็นความห่วงใย ทักเรื่องสุขภาพมากกว่า เขาจึงเห็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้เสียมารยาท แต่แล้ววันหนึ่งกลับถูกคนรุ่นหลังตำหนิบอกว่าสิ่งที่เชื่อมาตลอดนั้นผิด มันก็เข้าใจกันยาก ดังนั้นคุณไม่อาจเอามาตรฐานในยุคใหม่ไปตีกรอบว่าอีกฝ่ายผิดไร้มารยาท เพราะเขาไม่ได้เติบโตมาในสังคมยุคเดียวกับคุณ และในทางกลับกัน ผู้ใหญ่เองก็ต้องยอมรับว่าความเชื่อในยุคสมัยนี้ต่างจากความเชื่อแบบเดิมเช่นกัน คนรุ่นเก่าต้องปรับตัวและทำความเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพราะคุณต้องใช้ชีวิตในโลกนี้ต่อ”

จุดร่วมของครอบครัว

“ผมไม่ได้โลกสวยถึงกับว่าเมื่อทำเพจนี้แล้ว คนสองวัยจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสวยงาม (หัวเราะ) แต่พยายามทำให้เห็นว่าโลกมีความหลากหลาย อะไรทำให้เขาคิดต่างจากเรา การยอมฟัง ยอมเข้าใจความแตกต่าง จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ต้องเข้าใจกันทั้งหมดก็ได้ แค่หาจุดร่วมของกันและกัน เพจมนุษย์ต่างวัยก็ต้องเคลื่อนไปตามความรวดเร็วของสังคมให้ทัน เช่นช่วงหนึ่งที่สถานการณ์การเมืองรุนแรง มีการฉีดน้ำไล่เด็ก มีการ call out ตอนนั้นก็คิดว่าเราควรพูดอะไร ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง ซึ่งอาจไม่เข้าหูอีกฝ่าย ผู้ใหญ่อาจไม่เข้าใจ เด็กอาจคิดว่าเขาทำผิดอะไร ที่สุดแล้วทำเป็นแคมเปญว่า #เราไม่สามารถ delete ใครออกไปจากสังคม แล้วไปคุยกับทุกฝ่ายที่เห็นต่างกัน ทั้งพ่อแม่เห็นต่างจากลูก ครูเห็นต่างจากนักเรียน เจ้านายเห็นต่างจากลูกน้อง เพื่อความเข้าใจกัน เพราะถึงเราไม่ชอบใครก็ไม่สามารถกดลบเขาไปจากชีวิตได้จริงๆ ไม่เหมือนกดลบจากหน้าจอสี่เหลี่ยม มันอาจได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็ต้องเจอกัน ต้องอยู่ร่วมกันอยู่ดี”

 

 

สวัสดีวันจันทร์

“มนุษย์ต่างวัยเคยทำประเด็นที่คนแก่ชอบส่งไลน์มาทักสวัสดีวันจันทร์ ส่งมาทั้งวัน พอถามคนรุ่นใหม่ เขาบอกมันน่าเบื่อ สร้างความรำคาญ แต่พอถามคนแก่ เขามองว่าเป็นการทักทายแสดงความห่วงใย เพราะคนแก่ไม่ได้เจอกันบ่อย ไม่ได้ออกจากบ้านไปมีสังคมเหมือนวัยรุ่นที่เจอได้ทุกอาทิตย์ทุกเดือน บางทีพวกเขาเจอกันปีละสองหน เพราะเดินทางไม่ถนัด ถ้าลูกหลานไม่พาไปก็ไม่ได้เจอกัน และการส่งไลน์ก็เพื่อบอกว่าฉันยังอยู่นะ บางคนเคยส่งให้เพื่อนทุกวัน หายไปสามวัน โทร.ไปเช็กปรากฏว่าเพื่อนตายไปแล้ว การตอบไลน์จึงบอกว่าฉันยังมีชีวิตอยู่

“ดังนั้นความหมายของคนสองวัยจึงไม่เหมือนกัน ทั้งที่เป็นของสิ่งเดียวกันแท้ๆ มันจึงไม่แฟร์ถ้าเราจะไปตัดสินว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิด ยิ่งในประเด็นครอบครัวเราจะไม่นำเสนอด้านเดียว จะเสนอทั้งสองมุมมอง แม้บางครั้งอาจมีเรื่องเจ็บปวด เพราะคุณไม่สามารถยึดมุมมองของตัวเองได้ตลอดไป ถ้าทั้งสองฝ่ายยอมรับกันได้ จะมีความทุกข์น้อยลง แต่ถ้ายอมรับไม่ได้ จะมีความขัดแย้งตลอดเวลา มนุษย์ต่างวัยจึงพยายามทำสิ่งนี้เสมอมา”

 

 

เชื่อมต่อความแตกแยก

“ถ้าเราไม่ทำเรื่องพวกนี้ลงในพื้นที่สื่อเลย โลกคงล้วนพูดแต่ในมุมมองของตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่แค่ในไทย แต่ต่างประเทศก็เป็นประเด็น เพราะโลกมีคนหลากหลายวัยมากขึ้น ถ้าเอาแต่สร้างพื้นที่เฉพาะกลุ่ม เช่น แบ่งเป็นเกาะฉัน เกาะเธอ อาจมีความสุขที่ได้อยู่กับคนกลุ่มที่คิดเหมือนกัน แต่โลกจะไม่ขับเคลื่อนไปไหน แต่ถ้าสร้างสะพานไม้เล็กๆ ระหว่างเกาะ ยังสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ ถ้าคุณจิตใจคับแคบ ยึดมั่นตัวเองเป็นหลัก พอคิดไม่เหมือนกันก็ผลักไปอีกฝ่าย วนเวียนแต่การด่าทอโจมตีกัน มันคงยากแน่ๆ ผมเชื่อนะ ว่าไม่มีคนอยากสร้างเกาะส่วนตัวกันหมดหรอก ยังต้องมีคนอยากเชื่อมโยงหากันอยู่ เพราะที่สุดแล้วโลกต้องมีความแตกต่างที่หลากหลาย ไม่งั้นก็อยู่กันไม่ได้ จะไม่ใช่ระบบนิเวศที่ดี (หัวเราะ)”

ถึงคนทุกรุ่นวัย

“ให้ลองตั้งใจว่า อะไรที่ทำให้เขาคิดแตกต่างกับเรา มองให้เห็นถึงความเป็นคนของเขา อาจช่วยบรรเทาความไม่ชอบลงไปได้บ้าง แน่นอนว่าความขัดแย้งบางอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ภายในพริบตา อาจต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ไม่มีใครอยากอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งแน่นอน เพราะที่สุดแล้วก็ทุกข์ใจเปล่าๆ”

HUG Magazine

คอลัมน์: แขกรับเชิญ 

เรื่อง: มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์


เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เขานางพันธุรัต

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เขานางพันธุรัต

ดินแดนแห่งวรรณคดีไทย

วันหยุดอันแสนพิเศษแวะเวียนมาทักทายเหมือนทุกสัปดาห์ ทริปนี้เลยหนีวิวตึกชวนไปชมวิวภูเขา เดินทางสะดวกสบายเพราะไม่ไกลกรุงเทพฯ นัก จุดหมายปลายทางมุ่งสู่เมือง ‘เขาสวย ทะเลงาม น้ำตาลอร่อย’ จังหวัดเพชรบุรี แต่ไม่ต้องเก็บกระเป๋าให้เหนื่อย เพราะทริปนี้เราไปเช้าเย็นกลับได้ พาไปชมธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์ เติมออกซิเจนให้เต็มปอด แล้วตามหาเจ้าเงาะ ลงชุบตัวในบ่อทอง ตามรอยวรรณคดีเรื่อง สังข์ทอง ที่วนอุทยานเขานางพันธุรัต

เราลุกจากที่นอนตั้งแต่เช้าตรู่ แต่งตัวตามสบายเดินตัวปลิวออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปตามเส้นทางสู่ภาคใต้บนถนนสายเพชรเกษม วิวสองข้างที่มีแต่ตึกก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งนา ภูเขาใหญ่เริ่มปรากฏให้เห็นระหว่างทางเป็นระยะ รถวิ่งแยกจากถนนหลวงอันขวักไขว่เข้าสู่ถนนลาดยางเส้นเล็กๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยผืนนาและต้นตาล ขุนเขาทะมึนดูคล้ายผู้หญิงตัวใหญ่กำลังนอนหลับ สอดคล้องกับตำนานของชาวเพชรบุรีและวรรณคดีเรื่องสังข์ทอง ตอนนี้เราค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เขานางพันธุรัต แม่บุญธรรมของพระสังข์แล้ว

 

 

วนอุทยานเขานางพันธุรัต ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่นี่มีภูเขาลูกหนึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของชาวเรือ ใช้เป็นจุดบอกเขตว่าได้มาถึงชะอำแล้ว ต่อมาภูเขาลูกนี้กลายเป็นพื้นที่สัมปทานระเบิดหินของเอกชน จนเมื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์ผ่านมาและทอดพระเนตรเห็นความเสียหายจากการระเบิดหิน จึงทรงขอให้ยุติการทำสัมปทานระเบิดหิน กรมป่าไม้จึงได้ฟื้นฟูธรรมชาติและจัดตั้งเป็นวนอุทยานแห่งชาติเขานางพันธุรัต ปัจจุบันผืนป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจอันมีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี

 

ด้วยภูเขามีความสูงกำลังดีเหมาะที่จะไต่ขึ้นไปชมความงามซึ่งธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้ ทางอุทยานฯ จึงจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติแบบพอเพียงมากประมาณ 3.5 กิโลเมตร ในเส้นทางศึกษาธรรมชาตินี้ เราจะได้เพลิดเพลินกับเรื่องเล่าของนางพันธุรัตและพระสังข์ เมื่อครั้งที่พระสังข์แอบไปเที่ยวเล่น แล้วได้รู้ความจริงว่านางพันธุรัตน์เป็นยักษ์ จึงแอบชุบตัวและขโมยชุดเจ้าเงาะหนีไป นางพันธุรัตเลยตรอมใจตายและล้มลง จนกลายมาเป็น “เขานางพันธุรัต” หรือเขานางนอนที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากนั่นเอง

 

พอถึง 8 นาฬิกาก็ได้เวลาเริ่มออกผจญภัย ร่มเงาของเขาหินปูนลูกใหญ่ปกแผ่ทั่วบริเวณ แสงแดดพาดผ่านยอดเขารูปทรงแปลกตาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า จากนี้ให้เรานึกภาพว่าตัวเองเป็นพระสังข์ กำลังเข้าไปในเขตหวงห้ามของนางพันธุรัต เส้นทางช่วงแรกเป็นบันไดปูนที่ค่อยๆ พาเราไต่ขึ้นไปทีละขั้นๆ สุดทางบันไดกลายเป็นทางดินที่ถูกย่ำซ้ำแล้วซ้ำอีกจนพื้นราบเรียบ ตลอดเส้นทางเดินเราได้พบสิ่งของและสถานที่ตามวรรณคดีที่นางยักษ์พันธุรัตซุกซ่อนเอาไว้ เช่น กระจกนางพันธุรัต บ่อพระสังข์ ลานเกือกแก้ว เมรุนางพันธุรัต คอกช้างที่ตั้งชื่อตามเนื้อเรื่อง สภาพป่าที่ฟื้นฟูสู่ความอุดมสมบูรณ์ เส้นทางเดินลัดเลาะผ่านป่าเขา แต่ละก้าวที่เหยียบบนพื้นดินขรุขระ พฤกษานานาพรรณ ในเขตเขาหินปูนนี้ บางต้นก็คุ้นเคย บางต้นก็ดูแปลกตา จนต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ เก็บไว้ถามผู้รู้เมื่อออกจากที่นี่ ยิ่งเดินก็ยิ่งสนุก

จากป่าที่เขียวทึบค่อยๆ เปลี่ยนเป็นป่าโปร่ง ต้นไผ่สีทองยืนไหวเอน สายลมพัดมาเอื่อยๆ พอให้เหงื่อที่ซึมผิวกายค่อยๆ แห้งไป แล้วเส้นทางเริ่มลาดชัน ต้นไม้เริ่มน้อยลง กลายเป็นก้อนหินรูปทรงตะปุ่มตะป่ำ จึงต้องใช้ทักษะการปีนป่ายและทรงตัวมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าไม่ระวังก็อาจลื่นหกล้มเจ็บตัวได้ เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็ไปถึงจุดชมวิวโคกเศรษฐี จุดสูงสูดของเขานางพันธุรัต บริเวณตรงนี้ทางอุทยานได้จัดทำลานกว้างขวางไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนเสพบรรยากาศรอบข้าง แนวหินปูนเป็นสันโค้งทอดตัวยาว ดุจดั่งประติมากรรมที่ธรรมชาติได้มอบไว้ให้มนุษย์ชื่นชม จากตรงนี้สามารถดื่มด่ำทิวทัศน์ได้ทั้งทะเลของเมืองชะอำ หมู่บ้านและทุ่งนาเขียวขจี เสียงนกร้อง เสียงลมพัดผ่าน ราวกับว่าเวลานี้กำลังลอยอยู่บนสรวงสวรรค์

เวลาผ่านไปนานจนกระทั่งแสงแดดเริ่มร้อนระอุ เป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว ที่จะต้องบอกลายอดเขานางพันธุรัต จากจุดชมวิวทุ่งเศรษฐีสู่พื้นข้างล่าง เป็นทางบันไดเดินได้อย่างสะดวกสบาย ใช้เวลาเพียงไม่นานเราก็กลับลงมาได้อย่างไม่อยากเย็น

 

ถ้าเบื่อวิวตึกเมื่อไหร่ลองออกไปหาเส้นทางใหม่ๆ สัมผัสรสชาติของชีวิตในอีกรูปแบบ บางครั้งการพักผ่อนก็มาในรูปแบบการได้ชื่นชมธรรมชาติและสิ่งรอบๆ ตัว แล้วถ้าทริปหน้ายังไม่มีแพลนจะไปไหน ลองเดินเข้าป่าดูสักครั้ง แล้วจะติดใจโดยไม่รู้ตัว

HUG MAGAZINE

ปีที่13 ฉบับที่ 5

พาหัวใจไปเที่ยว


Style Of Star 'แพทริค อนันดา'

หนุ่มลูกครึ่งไทย-นิวซีแลนด์ เจ้าของเสียงนุ่มละมุนหูจากค่ายดัมบ์ เรคคอร์ดดิงส์ ที่หมั่นส่งเพลงชวนให้แฟนๆ หัวใจสั่นไหว บทเพลงล่าสุดยิ่งเศร้าบาดลึก พร้อมลุคที่ดูเติบโตยิ่งขึ้นในเพลง “Lavender” ฮักมีโอกาสพูดคุยกับหนุ่มแพทริคที่เขาเปิดเผยถึงความในใจ ความรัก และรสนิยมอย่างหมดเปลือก

 

 

เพลงใหม่กับกลิ่นรักเก่า

“Lavender” คือเพลงที่ตรงกับความรู้สึกของผมมากที่สุด แต่งจากมุมมองเกี่ยวกับแฟนเก่าของผม ที่เราเลือกจบความสัมพันธ์และเดินออกมาเองด้วยหลายเหตุผล ทั้งที่เขายังไม่อยากเลิกและพยายามขอคืนดี แต่ผมกลับปฏิเสธ คำพูดสุดท้ายที่เขาบอกคือ ‘ขอกอดเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม’ ในท่อนฮุคของเพลงจึงมีหลายประโยคที่เราเคยพูดกัน”

 

รักที่ต้องเดินหน้าไปต่อ

“สำหรับผมความรักต้องใช้ความเข้าใจมากๆ เราต่างต้องเข้าใจในกันและกัน ผมเองก็ไม่ได้ทำถูกต้องไปทุกอย่าง มีบ้างที่ตัดไม่ขาด มีความไม่แน่ใจ ทำให้อีกฝ่ายงงว่าสรุปแล้วเราคิดยังไง ทั้งที่เราเป็นคนเลือกเดินออกมาแต่มีบางช่วงที่ผมทักไปเพราะคิดถึง กลายเป็นให้ความหวังและทำให้เขาเจ็บ การที่เราไม่ชัดเจนยิ่งทำให้อีกฝ่ายเสียใจกว่าเดิม การเลิกราต้องมีความแน่วแน่ ไม่อย่างนั้นจะอยู่ในวังวนไม่จบสิ้น”

 

การดูแลตัวเองแบบผู้ชาย

“ผมกินอาหารคลีนทุกมื้อมาหลายเดือนแล้วครับ กินข้าวไรซ์เบอร์รี่กับเนื้อสัตว์ไม่ปรุงรส ข้อดีคือรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นกว่าการกินอาหารปกติที่ใส่ผงชูรสหรือเครื่องปรุงเยอะๆ และน้ำหนักลดไปเยอะมาก You are what you eat คือเรื่องจริง ถึงคุณไม่ออกกำลังกายแต่การกินช่วยควบคุมน้ำหนักได้ ถ้าเรากินให้น้อยกว่าที่ร่างกายเผาผลาญในแต่ละวันครับ”

 

จิตตกต้องห้ามเงียบ

“ช่วงนี้มีบ้างที่จิตตกครับ ด้วยสถานการณ์โควิด-19 จึงต้องอยู่แต่ในบ้าน จากที่เราเคยออกไปทำงาน ได้เจอเพื่อนๆ เล่นดนตรี พอมีโรคระบาดก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำเพลง รอปล่อยเพลง สัมภาษณ์ทางออนไลน์ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่หน้าจอคอมฯ กับห้องนอนเท่านั้น ในแต่ละวันผมจึงพยายามคุยกับเพื่อนให้มาก เพราะพอผมจิตตกจะไม่ค่อยคุยกับใคร ยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม เลยพยายามตอบข้อความมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยตอบ ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้ผมและเพื่อนรู้สึกดีขึ้นเพราะต่างคนต่างได้ปรับทุกข์กัน”

 

 

ตัวตนจริงกับบทเพลง

“ผมเป็นคนตลกนะ ชอบกวนและป่วนเพื่อนๆ ไม่ค่อยคิดอะไรมาก ส่วนความชอบเรื่องเพลงที่ผมชอบทำเพลงแนวนี้ โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเพลงเศร้าเพราะโดนใจ ให้ความรู้สึกรุนแรงกว่า เนื้อหาพูดถึงความรักที่จบลงหรือถูกทิ้งก็ได้ ผมคิดว่าเพลงเศร้าส่งความรู้สึกได้มากกว่า เวลาดีใจสุดๆ กับเศร้าสุดๆ ผมรู้สึกอินกับความเศร้ามากกว่า”

 

สาวที่ชวนให้ใจหวั่นไหว

“ผมชอบคนที่ความคิดและทัศนคติเป็นอย่างแรก หน้าตาเป็นอันดับสอง ชอบคนที่คุยเรื่องงานได้ สามารถสนับสนุนงานงานของกันและกันได้ ผมไม่ได้เป็นคนโรแมนติก ให้ความสำคัญต่องานที่ทำมากกว่าเอาอกเอาใจกัน เป็นความสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือแบบนี้ยั่งยืนและดีต่อใจมากกว่าครับ ส่วนเรื่องหน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก ผมมองที่ดวงตาก่อน ชอบคนตาโต เวลาจ้องใครจะโดนตกเพราะสายตา (หัวเราะ)”

 

 

Patrick’s Tip

ผมอาจไม่ได้ขัดสนหรือลำบากมากหากเทียบกับคนอื่น แต่ผมเข้าใจถึงข้อจำกัดในการใช้ชีวิตแบบนี้ ผมเพิ่งเรียนจบแต่ชีวิตถูกเบรกทันที จากที่จะไปต่างประเทศ มีแพลนจะซื้อรถหรือย้ายที่อยู่ แต่โควิด-19 ก็ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก รายได้ไม่มากพอตามที่ต้องการ เชื่อว่าหลายคนก็เจอปัญหา พ่อค้าแม่ค้าเพิ่งจะกลับมาเปิดร้านอีกครั้ง แต่ก็มีหลายร้านที่ปิดตัวถาวร ผมเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ เราต้องอดทนและรอวันกลับไปใช้ชีวิตปกติ เพราะเราทำทุกอย่างแล้วจริงๆ เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป

 

ภาพสวยๆ จาก: IG @patrickananda


สูญเสียแต่ไม่เสียสูญ

สูญเสียแต่ไม่เสียสูญ

ในช่วงเวลาที่โควิด-19 ระบาดหนักจนเกิดความสูญเสียอย่างมากมาย ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง ข่าวสารต่างๆ ส่งผลกระทบต่อผู้คนให้รู้สึกเศร้าสลดหดหู่อึมครึม หลายคนเลยตั้งคำถามว่าเมื่อไรสิ่งเหล่านี้จะจบสักที ควรทำเช่นไรต่อไป และถ้าฉันมีความสุขจะผิดไหม

“ความรู้สึกในสภาวะสูญเสียเป็นอารมณ์ที่เข้มข้นมากๆ ความรู้สึกเศร้า ความอยากได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา ความกังวลว่าจะต้องทำอย่างไร ความโกรธต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โกรธการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โกรธคนที่นำเชื้อมาติดคนที่เรารัก หรือโกรธคนที่เป็นสาเหตุของการสูญเสียหน้าที่การงาน หรือไม่รู้จะโกรธใครก็โกรธสถานการณ์นี้ กระทั่งโกรธตัวเองที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สูญเสีย เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้”

นั่นคือคำอธิบายจาก คุณกวีไกร ม่วงศิริ นักจิตวิทยาการปรึกษาประจำศูนย์บริการปรึกษา Knowing Mind Center และบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาไมตรี ถึงหนึ่งในสาเหตุที่ข้างในหัวใจใครหลายคนมืดมนหม่นหมองหนักอึ้งนัก

 

ความสูญเสียหลากหลายรูปแบบ

“ถ้าพูดถึงการสูญเสียมักจะนึกถึงชีวิต แต่ในช่วงโควิดก็มีหลายอย่าง บางคนสูญเสียสิ่งที่ไม่ใช่บุคคล เป็นหน้าที่การงาน โอกาสต่างๆ ความรู้สึกปลอดภัย ความมั่นใจในชีวิต หรือกระทั่งสูญเสียการดำเนินชีวิตอย่างปรกติ ที่เราเรียกว่า normal แล้วก็มีการยกคำว่า new normal ขึ้นมาแทน ถือได้ว่าสูญเสียในทุกพื้นที่

“คงไม่มีสูตรสำเร็จว่าการรับมือแบบไหนดีที่สุด หรือใช้ได้ผลกับทุกคน ผมก็อึดอัดเหมือนกันที่จะพูดคำนี้ แต่ข้อแรกคือการยอมรับให้ได้ครับ ให้มองว่าสิ่งไหนอยู่ในอำนาจที่เราจัดการได้บ้าง และแน่นอนว่าต้องมีสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตด้วยเช่นกัน ส่วนที่จัดการไม่ได้จริงๆ เราจำต้องยอมรับมัน ซึ่งไม่ได้น่าพึงพอใจหรอกนะ และเมื่อยอมรับสถานการณ์แล้ว ก็ต้องยอมรับในความรู้สึกของเราด้วย”

 

การหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดด้วยการโกรธ?

“ความโกรธเป็นระยะหนึ่งของกระบวนการปรับตัวกับการสูญเสีย ทีแรก เราจะปฏิเสธก่อนว่าไม่อยากให้ความสูญเสียนี้เกิดจริง แต่พอเกิดขึ้นแล้ว เราก็จะรู้สึกโกรธทุกสิ่งที่เกี่ยวข้อง ก็ถึงขั้นต่อรองว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไม่ให้เกิดขึ้นจริง เช่นสวดมนต์ขอ พอต่อรองไม่ได้ ก็เข้าสู่ความเศร้า อาการเศร้าจะคงอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ค่อยไปสู่การเยียวยา บางคนอาจเป็นการเลี่ยงเผชิญกับความเจ็บปวด หรืออาจเป็นกระบวนการทางร่างกายที่ระบายความรู้สึกออกมา ขอให้มองว่าความโกรธเหล่านี้เป็นวิธีการหนึ่งของการรับมือและเผชิญการสูญเสีย

“สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่น่าเห็นใจมาก เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในไม่กี่วัน ถ้าเป็นมะเร็งยังมีเวลาอีกหลายเดือน หลายปี ให้ปรับตัวยอมรับการจากลา มีช่วงเวลาทำสิ่งดีแก่กัน แต่สำหรับโควิด-19 คนในครอบครัวอยู่ตรงหน้า แต่เข้าไปอุ้มสัมผัสไม่ได้ เยี่ยมไม่ได้ แถมจากไปแล้วขั้นตอนพิธีกรรมต่างๆ ยังสั้นอีก ต้องเผาอย่างเดียว เราไม่สามารถจัดการอะไรได้เลย ที่พอทำได้คือความเชื่อตามศาสนา แต่ละศาสนามีพิธีกรรมในแบบเฉพาะ คนไทยก็ทำบุญ คนจีนก็เผากระดาษเงินทองไปให้ คาดหวังว่าผู้ที่อยู่ในภพภูมิจะได้รับสิ่งที่เราส่งไปให้ ก็คลายใจเราส่วนหนึ่งเหมือนกัน

วิธีที่ต้องผ่านไปให้ได้

“ความยากคือเส้นทางที่ไปสู่การยอมรับ แบบเร็วๆ คงมีสามรูปแบบ หนึ่ง การเลี่ยงเผชิญหน้า เพราะการเผชิญความเศร้าที่เข้มข้น มันยากนะ หลายคนใช้วิธีหาบางสิ่งทำ เพื่อดึงดูดความสนใจนี้ออกไป เศร้ามากก็ทำงานเยอะขึ้น ไปเล่นเกม ดูซีรี่ส์ หรือเลือกไม่ทำอะไรเลย สอง การหาแหล่งซัพพอร์ตทางใจ โทร.หาเพื่อน ญาติ หรือแม้แต่จิตแพทย์ เพราะสิ่งที่เขาต้องจัดการคืออารมณ์ความรู้สึกของเขาเอง และสาม อยากอยู่กับตัวเอง ไม่สุงสิงกับใคร อยู่กับความรู้สึกตรงนี้ให้เต็มที่ ซึ่งทั้งสามอย่างนี้ไม่มีวิธีไหนเรียกว่าผิดหรือถูก คนคนหนึ่งทำแล้วรู้สึกเศร้าเบาลง แต่อีกคนเลี่ยงเผชิญครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นึกถึงทีไรก็ยังรู้สึกเศร้าเท่าเดิม บางคนหาแหล่งซัพพอร์ตแล้วไม่หาย แถมยังรู้สึกผิดอีกที่เอาปัญหาไปให้เพื่อนซึ่งอาจจะเหนื่อยล้ากับปัญหาที่คล้ายกัน บางคนอยู่กับตัวเองจนจมดิ่งยิ่งกว่าเดิม

“คนมักพูดกันว่าให้ยอมรับสิ จะทำได้ทันทีไม่ได้หรอก หรือผ่านมาหลายปีแล้วยังยอมรับไม่ได้ซักที ต้องทำยังไง คือต้องตระหนักถึงความทุกข์ใจของเราก่อน ว่ากำลังเศร้าเสียใจ โกรธขุ่นเคือง เครียดในเรื่องนี้ แสดงว่ากำลังเผชิญปัญหาบางอย่างอยู่ บางปัญหาก็ใช้วิธีอื่นจัดการได้ อย่างที่เรียกว่าขับเคลื่อนด้วยการด่า (หัวเราะ) บางอย่างเราไม่ต้องยอมรับเสมอไป แต่ต้องตระหนักว่าเรื่องนี้อยู่นอกขอบเขตการจัดการของเราจริงๆ

“คำแนะนำคือ อนุญาตให้ตัวเองมีความรู้สึกเหล่านี้ได้ ในช่วงโควิด-19 นี้ เราต้องแบกรับและเผชิญอะไรมาหลายอย่างตั้งแต่ยังไม่สูญเสียแล้วครับ เช่นเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือจะได้ฉีดวัคซีนไหม จะติดไหม มีความเครียดกังวลเกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ความรู้สึกจะดิ่งลงมากๆ อยากให้ทุกคนทราบว่าแม้ตอนนี้คุณจะรับมือมันไม่ได้ แต่เราทุกคนกำลังอยู่ในกระบวนการของการรับมือและปรับตัว สภาวะนี้ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป มันแค่ชั่วคราว แต่สั้นยาวของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน บางทีการอนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึกถึงความเศร้าบ้าง สัมผัสมันบ้าง ก็จะได้ปลดเปลื้องมันออกไปจากใจ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าอยากจะเลิกเศร้าหรือลืมมันเสียหน่อย เศร้าต่อไปแต่ดูแลคนอื่นได้ด้วย หรือทำงานต่อไปได้ด้วย การจมอยู่กับความเศร้าไม่ใช่เรื่องผิดครับ

“เช่นสูญเสียคุณพ่อไป ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยเศร้า รู้สึกผิดที่ยังทำบางอย่างให้พ่อไม่ได้ และเสียดายในฐานะคนเป็นลูก สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ แต่ถ้าเริ่มไม่โอเคเลยที่ยังเศร้าอยู่ แสดงว่ามีอย่างอื่นไม่เกี่ยวกับเรื่องพ่อเข้ามาแล้วนะ อาจเป็นเรื่องงาน เรื่องแม่ พี่น้องคนในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากความเศร้าของเราด้วย เมื่อเห็นประเด็นนี้ ให้กลับมาดูว่าเรายังทำอะไรได้บ้าง เพราะคุณไม่สามารถให้คุณพ่อกลับมามีชีวิตได้ แต่ครอบครัวที่อยากดูแล หน้าที่การงานที่อยากก้าวหน้า คือสิ่งที่เรายังลงมือทำได้ครับ”

เมื่อคนเริ่มด้านชาต่อความสูญเสียที่มากขึ้น

“การพยายามทำใจให้ด้านชาเพราะไม่อยากเศร้าไปกว่านี้ ก็อาจเป็นการรับมือในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ถ้าเราทำใจให้ด้านชา แล้วสามารถดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปได้ แต่ต้องคอยสังเกตว่าเรากำลังกดทับความรู้สึกของตัวเองอยู่ไหม การกดทับความรู้สึกถ้าเป็นระยะสั้นๆ ก็คงได้ แต่ถ้านานไปก็อาจส่งผลด้วยเช่นกัน เราอาจไม่เผชิญความเศร้า แต่หดหู่แทนในแต่ละวัน ไม่อยากทำอะไร เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ แล้วใครทำอะไรนิดหน่อยก็ไม่พอใจ แสดงว่าส่งผลกระทบแหละ คงไม่ใช่วิธีที่ดีแล้ว”

 

เมื่อความเศร้าหนักหน่วงจนสิ้นหวัง

“กว่าคนคนหนึ่งจะถึงจุดที่รู้สึกว่าสิ้นหวัง ให้อภัยตัวเองไม่ได้จนอยากฆ่าตัวตาย คงมีความซับซ้อนรายละเอียดในปัญหานั้น สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะชวนทำได้ คือขอให้ลองมองเรื่องราวโดยเปรียบเทียบว่าถ้าเพื่อนสนิท หรือคนที่เราห่วงใย ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เราอยากจะบอกกับเขาว่าอะไร

“เพื่อนนักจิตวิทยาท่านหนึ่งเคยบอกผมไว้ และผมก็ชอบคำนี้ของเขานะ ว่าบางทีเราใจดีได้กับคนทั้งโลก แต่เราไม่อาจอ่อนโยนกับตัวเองได้ ถ้าคิดว่าฉันสิ้นหวังแล้ว ทุกคนเสียชีวิตแล้วทำไมฉันรอดอยู่คนเดียว คิดว่าการตายคือทางออก สมมติถ้าคนที่กำลังรู้สึกอยู่นี้คือเพื่อนสนิทที่เราแคร์และห่วงใย ก็จะเริ่มรับรู้ในมุมที่ต่างออกไป จะอ่อนโยนกับตัวเองได้ แต่สำหรับบางคนที่จมกับความรู้สึกนี้มากๆ การเข้าถึงแหล่งช่วยเหลือที่เป็นนักวิชาชีพถือเป็นทางออกที่สำคัญครับ”

 

เมื่อสูญเสียแต่อ่อนแอไม่ได้?

“การต้องฝืนเพราะเป็นเสาหลักของครอบครัว คิดว่าเป็นผู้เดียวที่ต้องแบกภาระหน้าที่รับผิดชอบทุกอย่างเอาไว้เอง อาจถึงเวลาต้องตระหนักแล้วว่าเราฝืนไปต่อไม่ไหวแล้วนะ มันอาจส่งสัญญาณมาทางความรู้สึก หรือร่างกาย ตื่นมาไม่อยากทำอะไรเลย เหนื่อยล้า คิดอะไรไม่ออก ต้องมาประเมินกันใหม่ ตกลงอยากฝืนเพื่อให้เป็นเสาหลักได้ แต่ฝืนแล้วกลายเป็นเสาที่กำลังล้มลงหรือเปล่า คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องแบกความรู้สึกตัวเองฝ่ายเดียว ผมพบว่าหลายๆ คนพอได้เปิดเผยความรู้สึกกับคนในครอบครัว พบว่าครอบครัวเข้าใจ หรือพร้อมและยินดีแบกภาระร่วมกัน ถ้าบางคนไม่สามารถทำแบบนั้นได้จริง ก็มองหาแหล่งช่วยเหลืออื่นๆ เช่นเพื่อนที่วางใจ สายด่วนที่สาธารณสุขมีให้ หรือบริการทางจิตวิทยา นักจิต หรือจิตแพทย์ เพราะต้องกลับมาที่เป้าหมายว่า อยากเป็นเสาหลัก แล้วสิ่งที่ทำอยู่ทำให้เราสามารถยืนหยัดเป็นเสาหลักได้จริงไหม

“ในสังคมไทย ผู้ชายถูกโยงเข้ากับความเข้มแข็ง สิ่งที่อยู่ขั้วตรงข้ามคือความอ่อนแอ สำหรับคนที่เชื่อในแนวคิดนี้ ผมคงไม่สามารถพูดว่าผู้ชายก็อ่อนแอได้นะ ไม่ต้องเข้มแข็งเสมอไป เพราะจะไปขัดกับสิ่งที่เขาเชื่อถือ ทัศนคตินี้คงไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายเช่นกัน

“ถ้าให้เปรียบเทียบ สมมติเพศชายเป็นนักรบ ต้องเจอศึกที่ไม่มีจุดจบ บางคนเจอปัญหาเศรษฐกิจ บางคนกังวลว่าได้ฉีดวัคซีนหรือยัง แล้วที่ฉีดมีประสิทธิภาพพอไหม จนถึงปัญหารอบตัวที่ขึ้นลงเป็นรายวัน เป็นนักรบที่ต่อสู้จนสะบักสะบอม บาดเจ็บ เสบียงพอบ้างไม่พอบ้าง ศัตรูก็ไม่หมดซักที ระยะทางอีกไกลจนไม่รู้ว่าสงครามนี้จะจบลงตรงไหน ถ้าผมบอกว่านักรบคนนี้จะต้องไม่รู้สึกอ่อนล้าเลย มันเป็นไปได้จริงหรือ มันยุติธรรมกับนักรบคนนั้นหรือครับ

“เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าต้องเข้มแข็งตลอดเวลา หรือห้ามอ่อนแอ และที่เกิดความคิดนี้ แสดงว่าเรากำลังอยู่ในภาวะที่อ่อนแอแล้วละ เพราะถ้าไม่อยู่ในสภาวะนั้นเราเองคงไม่คิดอย่างนี้ ถ้าอยากเป็นนักรบที่เข้มแข็งเราต้องการอะไร ต้องการได้พัก น้ำ เสบียง เปรียบเหมือนการมีแหล่งซัพพอร์ตจิตใจ เพื่อที่จะได้กลับมาเข้มแข็ง ถึงเราจะอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ แต่ก็ยังเพียรพยายามสู้และไปต่อ พอไม่ไหวแล้วก็ต้องพัก อิงแอบเพื่อนสนิท คนในครอบครัว หรือคู่รัก เพื่อเติมพลังใจให้เดินต่อได้ รู้ว่าใจเราอยากสู้นะ อยากพาครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตินี้ เป็นการสัมผัสความเข้มแข็งของใจตัวเองเหมือนกัน”

 

ความช่วยเหลือสำหรับผู้สูญเสีย

“ไม่มีกฎตายตัวว่าคำไหนห้ามใช้ หรือคำไหนได้ผลดีอย่างแน่นอน เพราะที่ผมเคยเจอมา ไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกแย่กับคำว่าสู้ๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกดีกับคำนี้เช่นกัน ต้องสังเกตว่าคนที่เราสื่อสารด้วยมีท่าทียังไงบ้าง ตระหนักถึงขอบเขตบทบาทของเราว่า เรามีความเข้าใจมากพอที่จะช่วยเหลือให้เขาดีขึ้นได้จริงหรือเปล่า อย่างผมทำงานจิตวิทยาศึกษา ต้องตระหนักเสมอว่าคนที่มาคุยกับผม ไม่ใช่ดีได้ด้วยผมเพียงปัจจัยเดียว ขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย การพูดคุยอาจทำให้ดีขึ้นเพราะได้ระบาย พอระบายก็เลยเห็นว่าเขายังมีแหล่งช่วยเหลืออยู่นะ หรือระหว่างที่คุยกัน เขาอาจได้ไปเจอแหล่งช่วยเหลืออื่นๆ ที่จะเข้ามาแก้ปัญหา

“สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ดีสุดคือต้องไม่หวังผลว่าจะทำให้เพื่อนดีขึ้น ให้คำนึงผลลัพธ์ว่าจะทำอย่างไรให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน พอเราอยากให้เขาดีขึ้น ก็จะสรรหาวิธีต่างๆ ได้เอง เราไม่สามารถควบคุมให้ใครเลิกเศร้าได้ ถ้าอยากช่วยเหลือจริงๆ เริ่มด้วยการสื่อสารความห่วงใยง่ายๆ เช่นแสดงความเสียใจเป็นห่วง ถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือ สามารถบอกเราได้นะ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็พร้อมยินดีช่วยเหลือ ผมว่าสิ่งนี้ปลอดภัยนะ เพราะไม่ต้องบังคับให้ใครคิดหรือเชื่อตามอะไร แล้วสื่อได้ด้วยว่าเราเป็นอีกคนหนึ่งในชีวิตเขา ที่ยังห่วงใยเขาอยู่ครับ”

 

แสงสว่างกลางความมืด

“ในสถานการณ์โควิด-19 ตอนนี้ ถ้าจะมองหาแสงสว่าง คงไม่เจอ แต่ไม่ได้แปลว่าโลกใบนี้จะไม่มีจุดที่พอเป็นแสงสว่างให้เราได้เลย เหมือนอยู่ชิดกำแพง ข้างหน้ามีแต่ข่าวการติดเชื้อโควิด-19 รายวัน ดูหดหู่ ถ้าถอยออกมาหน่อยจะเริ่มเห็นภาพรวมสถานการณ์นี้มากขึ้น อาจได้เห็นผู้คนที่มาร่วมด้วยช่วยกัน เห็นความพยายามทุ่มเทของบางหน่วยงาน การช่วยเหลือเด็ก ผู้สูงอายุ คนที่ยังหาเตียงไม่ได้ ช่วยได้ทัน ก็รู้สึกปีติปลื้มใจยินดี ถอยออกมาอีก ก็อาจได้เห็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับโควิด-19 อย่างเหตุการณ์ Popcat ซึ่งคนไทยร่วมกันกดจนได้ที่1 ในแง่หนึ่งอาจดูไร้สาระ แต่นั่นก็เป็นหนึ่งหรือสองนาทีที่ทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้มันยิ้มได้เหมือนกันนะ อาจไม่ได้แก้ปัญหา แต่เป็นการดูแลสภาพจิตใจของเราด้วย”

“ถ้ารู้สึกถึงความเหนื่อย อ่อนแอ หดหู่ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่ามีสิ่งที่กำลังท่วมท้นเกินไปข้างในใจ ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วละ เหมือนเทน้ำออกจากแก้ว เพื่อให้ปลอดโปร่งมากขึ้น แล้วสามารถไปต่อได้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 นั้นเป็นศึกระยะยาวครับ”

ถึงทุกคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

“การเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหนเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ เหมือนกับที่ผมเปรียบเทียบไว้ว่าเป็นศึกระยะยาว สิ่งจำเป็นสำหรับศึกระยะยาวคือเสบียงเพื่อให้มีเรี่ยวแรงยืนหยัด ในกรณีนี้อาจแจกแจงได้เป็นเสบียงสำหรับกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ เสบียงทางกายคือการดูแลร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมเท่าที่พอจะเป็นไปได้ การกิน นอน ออกกำลัง เสบียงทางใจคือการดูแลอารมณ์ความรู้สึกด้วยวิธีต่างๆ เช่น มีช่วงพักความคิดจากงาน พักผ่อนหย่อนใจด้วยกิจกรรมที่ชอบหรือสนใจ พักจากข่าวสารที่กระทบความรู้สึก เสบียงทางสังคมคือการติดต่อคนที่วางใจ โทร.ไปพูดคุย วิดีโอคอลล์ หรือทักทายส่งข้อความหากัน มีโอกาสได้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เหมือนมีเพื่อนร่วมทาง เพื่อไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในยามมีปัญหาหนัก ยังนึกออกว่าพอจะพึ่งพาใครได้ เสบียงทางจิตวิญญาณคือการตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตนเองหรือครอบครัว

“คุณค่าไม่ได้เกี่ยวเนื่องเฉพาะเรื่องที่ดูยิ่งใหญ่หรือสำคัญเท่านั้น เรื่องพื้นฐานอย่างสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่างเท่าที่ทำได้ ก็เพื่อปกป้องทั้งตนเองและคนรอบข้าง อีกทั้งเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม เราต่างสามารถรู้สึกอิ่มเอมใจกับสิ่งเหล่านี้ได้ สัมผัสถึงความปรารถนาดีที่มีต่อตนเองและคนรอบข้างได้ ใครที่พอจะแบ่งปันได้ก็แบ่งปัน หากไม่ได้อยู่ในสถานะที่พร้อมแบ่งปัน ก็รับรู้ความปรารถนาดีจากผู้อื่นได้เช่นกัน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้รับเอง หรือเป็นผู้สังเกตเห็นความเป็นไปที่เกิดขึ้น

“สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้แก่ทุกคน เส้นทางแต่ละคนอาจยากง่ายไม่เท่ากัน หวังว่าแนวทางการเติมเสบียงให้แก่ตนเองนี้จะพอเป็นประโยชน์ในการใช้ดูแลตัวเองเพื่อรับมือสถานการณ์นี้ครับ”

HUG Magazine

คอลัมน์: แขกรับเชิญ 

เรื่อง: มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์


อย่าสร้างหนึ่งชีวิตบริสุทธิ์ เพื่อหวังจะหยุดคนไม่รู้จักพอ

Q.

พี่อ้อยคะ หนูเพิ่งตรวจเจอว่ากำลังตั้งครรภ์ค่ะ พ่อของเด็กจะรับผิดชอบ เขามีภรรยาที่ยังไม่หย่าและลูกหนึ่งคน แล้วมีภรรยาอีกคนกับลูกหนึ่งคน ซึ่งเขาก็ยังส่งเสียและติดต่อกัน แต่บอกเราว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันแล้ว ช่วงแรกหนูโอเคค่ะ พออยู่มาเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกน้อยใจหนักมาก เวลาเขาคุยกับเมียคนที่หนึ่งและสอง หนูรู้ตัวว่าหึงเขามาก หนูควรไปเอาเด็กออกแล้วเลิกยุ่งกับเขาไหมคะ ยังรักเขา แต่เขาไม่กล้าเลิกกับเมียเก่า ต่อให้หนูมีลูก เขาก็ไม่เลิกกับเมียคนไหนเลย เขาบอกว่าถึงเวลาจะหนีมาอยู่กับหนูเงียบๆ ไม่บอกใคร แต่ไม่รู้อีกกี่ปี หนูเลยคิดหนัก กลัวมีปัญหาตามมา ยิ่งช่วงโควิดฯ ระบาดยิ่งแย่ ฝากท้องกับหาหมอก็ลำบาก เด็กเกิดมาก็เสี่ยงอีก หนูเครียดมาก ตอนนี้เลยคิดอยากเอาเด็กออกแต่ก็กลัวบาป

A.

ตั้งสติให้ดีก่อนนะคะ วันนี้น้องมีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังเติบโตในท้องของเรา คำว่า “แม่” ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ชีวิตน้อยๆ นี้เกิดจากความรักของเรา เมื่อพ่อเขาไม่พร้อมดูแล คนเป็นแม่ก็ต้องดูแลเขาให้ได้อย่างดีค่ะ

 

พ่อของเด็กมีภรรยาตั้งสองคน แล้วยังมามีเรา น้องรู้ทุกอย่างก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่หรือ ไม่เห็นมีอะไรเหนือความคาดหมายเลย เขาบอกว่าไม่ได้ยุ่งกันแล้วแต่ยังส่งเสียและติดต่อกัน นี่คือความจริงที่น้องมองข้ามไม่ได้ เวลาเรารักใคร เรามักเลือกมองแต่สิ่งที่เรา “อยาก”มอง จนมองข้ามอีกหลายอย่างที่เรา “ควร” มอง ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ดูง่ายๆ ที่การกระทำ เขาบอกว่าไม่ยุ่งกันกับภรรยาทั้งสองแล้ว พอน้องยอมเข้ามาเป็นคนที่สามเลยทรมานตามท้องเรื่อง คนเก่าเขายังอยากมีไว้ คนใหม่ก็ไม่อยากเสียไป และดูเหมือนเราต้องทนให้ได้กับสิ่งที่เขาเป็น จะหึงยังไง ในเมื่อสองคนนั้นมาก่อน

 

น้องบอกว่า ต่อให้หนูท้อง เขาก็ยังไม่คิดจะเลิกกับเมียคนไหน น้องคิดว่าเด็กคือตัวประกันหรือ ลมหายใจของเขามีเอาไว้แค่เรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นหรือ พอดึงผู้ชายไว้ไม่ได้เลยจะเอาเด็กออก อ้างเหตุผลสารพัดว่า กลัวโควิดฯ หาหมอยาก ที่จริงน้องควรกลัวเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้หรือเปล่า คุมกำเนิดทำได้ไม่ยากแต่ก็ปล่อยมาถึงตอนนี้ เพราะคิดว่าบางทีเขาอาจเลิกกับคนอื่นเพื่อเรา น้องลืมมองไปว่า ทั้งที่ภรรยาคนที่หนึ่งและคนที่สองต่างมีลูกเป็นของตัวเอง ก็ยังไม่อาจหยุดความไม่รู้จักพอของเขาได้เลย ไม่ว่าน้องจะหยุด หรือจะทน เขาก็ปันใจให้หญิงอื่นอยู่ดีค่ะ น้องใช้ชีวิตเสี่ยงไปหน่อย ต่อให้ทุกความรักมีความเสี่ยง แต่ลงท้ายเราควรเลือกคนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด นี่เขาไม่เคยเลิกกับใครเลย ทั้งเมียหนึ่งและเมียสอง น้องยังยอมเป็นตัวสำรองคนที่สาม ทำไมเขาต้องตามใจน้อง ถ้าเรายอมเป็นตัวสำรองอย่างเต็มใจ ทำไมเขาถึงต้องเลือกเราเป็นตัวจริง สิ่งที่เขาพูดเหมือนการขายฝัน เดี๋ยวจะเลิกกับสองคนนั้นเพื่อไปอยู่กับน้อง ช้าก่อน แล้วบรรดาลูกเมียก่อนหน้านี้ เขาจะดูแลรับผิดชอบยังไง ถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องระวังตัวและหัวใจให้ดี รักไหนที่ได้จากการแย่งชิง เราก็อาจถูกทิ้งไม่ต่างกัน

 

 

ล่าสุดได้ดูซีรี่ส์เรื่องหนึ่ง Love (ft .Marriage and Divorce) ความรักของคนหลายคู่ที่คบชู้กันได้ง่ายมาก บ้างเจอบนเครื่องบิน บ้างเจอที่ฟิตเนส จุดเริ่มต้นแต่ละคู่คล้ายๆ กันคือ คิดว่านิดหน่อยไม่น่าเป็นอะไร นอกใจก็คล้ายติดยา เริ่มจากการคิดว่าไม่ติด ไม่น่าเป็นอะไร สุดท้ายเรื่องก็บานปลาย คนนั้นก็อยากมี คนนี้ก็ไม่อยากเสียไป พอถามจะเลือกใคร เขาก็ตอบว่าเลือกไม่ได้ อย่าคิดว่าเขารักมากทุกๆ คนนะคะ ที่จริงเขารักแต่ตัวเอง เห็นแก่ตัวจนไม่แคร์หัวใจใคร คิดว่าการไม่เลือกอะไรคือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เขาอ่อนแอเกินกว่าจะเสียใครไป เลยรวบเป็นทุกคนไว้ด้วยกันเป็นวิตามินรวมแบบนี้

 

ในซีรีส์เรื่องนี้เล่าถึงหัวอกของลูกๆ ด้วย วันที่พ่อทรยศหัวใจแม่ คนเป็นลูกจะรู้สึกแย่แค่ไหน ผู้ชายคนหนึ่งให้เหตุผลว่า “ลูกพ่อ ไม่มีใครหรอกที่จะรักคนคนเดียวไปทั้งชีวิต นี่เพราะแม่คือแฟนคนแรกคนเดียวของพ่อ เรารักกันเร็วไป ชีวิตเลยต้องมาถึงจุดนี้ จุดที่พ่อไปรักผู้หญิงอีกคน แต่ลูกไม่ต้องกลัวนะ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกยังคงเหมือนเดิม พ่อยังส่งเสียลูกเหมือนเดิม” ประโยคหนึ่งในเรื่องจุกหัวใจมากค่ะ “อย่าคิดว่าแค่ให้เงินก็หมดหน้าที่ของความเป็นพ่อแล้วนะ” พ่อพยายามให้เหตุผลของคนเห็นแก่ตัวต่อไป “ต่อให้ลูกแค้นพ่อทั้งชีวิต พ่อก็ต้องไปกับผู้หญิงอีกคนอยู่ดี” ลูกสาวร้องไห้แล้วพูดไปว่า “อย่าใช้คำว่าแค้นเลย ความแค้นจะเกิดขึ้นกับคนที่เราคาดหวัง แต่กับพ่อ หนูไม่มีอะไรให้คาดหวังอีกแล้วจริงๆ”

 

รู้ว่าย้อนไปแก้อดีตไม่ได้ แต่เราน่าจะมีบทเรียนอะไรจากความรักครั้งนี้บ้าง สัญญาณอันตรายดังลั่น เราแค่ไม่ยอมฟัง มีเมียสองลูกสอง ยังยอมเป็นตัวสำรองให้เขา สามีภรรยาเลิกกันก็กลายเป็นคนอื่นค่ะ แต่ความเป็นแม่ลูกและพ่อลูกพันผูกกันทั้งชีวิต รู้ว่าน้องคือคนตัดสินใจ แต่ยังไงก็อยากให้คิดถึงหัวใจลูกเอาไว้เยอะๆ อย่าอ้างโควิดฯ ว่าเดี๋ยวชีวิตลูกจะลำบาก ชีวิตของเขาไม่ควรเกิดมาเพื่อสังเวยความมักได้หรือมักมากของใคร และเมื่อวันนี้เขาเกิดมาแล้ว แม้จะไม่สามารถดึงผู้ชายคนไหนเอาไว้ได้ อย่างน้อยลมหายใจของเขาต้องพึ่งพาคนเป็นแม่อย่างเรา อย่าทำให้เขาผิดหวังเลยนะคะ

— DJ อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล

คอลัมน์ หัวใจไม่จนมุม

Hug magazine 

การมีลูกไม่ใช่แค่การให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” แต่คือการที่เราต้องร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมพอ เพื่อหล่อหลอมให้ลูกเติบโตอย่างดีด้วยความรัก ไม่ใช่มีลูกเพื่อผูกมัดใคร คิดว่าลูกจะเป็นโซ่ทองเอาไว้คล้องใจ แต่ลืมไปว่า “ใจ” คล้อง “ใจ” คือสิ่งที่สำคัญที่สุด หยุดคิดเอาชีวิตบริสุทธิ์มาหยุดคนไม่รู้จักพอ เพราะมันไม่ได้ผลค่ะ

— DJ อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล


สมดุลของความรัก เท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอดี

สมดุลของความรัก–เท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอดี

แม้ว่าสมัยนี้มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้เราได้พบเจอหนุ่มๆ ง่ายขึ้น มีตัวเลือกมากขึ้น แต่จะมีสักกี่คนที่โชคดีมีรักดีๆ มั่นคงตั้งแต่อายุยังน้อย แน่นอนว่าผู้หญิงสมัยนี้เก่งขึ้น หาเงินเลี้ยงตัวเองได้ แต่งงานช้าลง แต่อัตราการหย่าร้างกลับเพิ่มขึ้น ดังนั้นในช่วงหนึ่งของชีวิตสาวๆ หลายคนจึงมีช่วงเวลาที่โสด จะโสดนานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลา ประเด็นคือ อะไรคือความพอดีสำหรับการออกแบบความรักของชีวิตเรา? ฉบับนี้ Wonder Wanners ขอหยิบยกประเด็นนี้มาชวนให้คุณได้ขบคิดกัน

บางคนบอกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวรักก็เข้ามาเอง แต่ถ้าวันเวลาล่วงเลยไป จนอายุย่าง 30 หรือ 40 แล้ว เราจะยังอยู่เฉยๆ ไหม ใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน ไม่ทำอะไร แล้วความรักจะลอยมาหาได้อย่างไร

สำหรับ Wonder Wanners ตอนเด็กๆ ก็เคยเชื่อว่า ไม่ต้องทำอะไรมาก เดี๋ยวเจ้าความรักก็เข้ามาเอง (แล้วมีใครเข้ามาไหม และสมหวังหรือเปล่า) แต่เมื่ออายุมากขึ้น เราเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ความรักนั้นคล้ายกับการหาเงิน ถ้าเราอยากรวยแต่ไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง เราจะรวยได้อย่างไร การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยหวังว่าจะถูกรางวัลที่ 1 นั่นก็คือการลงมือทำอย่างหนึ่ง คือเลือกเลขและลงทุนซื้อ ความรักก็เช่นกัน ถ้าอยากมีรักก็ต้องลงมือทำ

 

 

บางคนขยันมาก อยากมีรักดีๆ ก็ทำทุกช่องทาง เช่น บอกให้เพื่อนๆ แนะนำคนรู้จักที่ยังโสดให้ เล่นแอพพลิเคชั่นหาคู่ ไปพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างอีเว้นท์จัดหาคู่ ไปทุกวัดที่ดังเพื่อขอพรเรื่องคู่ ฯลฯ แต่ละเดือนนัดเดทกับคนนั้นคนนี้จนเพื่อนนับไม่ถูกว่ามีกี่คน ไปเดทเยอะมากแต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที จนบางทีน่าคิดนะว่า การที่คนคนหนึ่งขยันได้ขนาดนั้น อาจแสดงถึงการโหยหาความรัก จนกลายเป็นความขาดแคลนหรือเปล่า เป็นเพราะมัวแต่เสาะหาความรักจากข้างนอกจนลืมรักตัวเองใช่ไหม หรือว่าจริงๆ แล้วคือการสร้างโอกาสด้านความรักที่ช่วยให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้น

อย่างแรกเลยคือ เดินทางสายกลาง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือไม่สุดโต่ง ไม่พยายามมากจนเกินไปแต่ก็ต้องลงมือทำด้วย (คือเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบผู้คน) การเจอรักแท้นั้นก็เหมือนทุกๆ เรื่องของชีวิต คือ ต้องมีความศรัทธาว่ารักแท้ (ที่เป็นของเรานั้น) มีอยู่จริง และต้องมีความเพียรพยายาม ลงมือทำโดยไม่กลัวความล้มเหลว หากล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ เรียนรู้จากความล้มเหลว และปรับปรุงพัฒนาตัวเองทั้งกาย (ฟิตหุ่นให้ดูดี หน้าสวยเด้ง) ใจ (ขัดเกลานิสัยใจคอ) และปัญญา (ลับสมองให้ฉลาด หมั่นศึกษาหาความรู้) ปรุงเสน่ห์ตัวเองให้เป็นคนรักที่ดี มีคุณสมบัติแม่ของลูก จนดูเป็นธรรมชาติของเราที่ไม่ใช่เพราะดัดจริต

อย่างที่สอง การมีรักที่ดีนั้นต้องเริ่มจากการรักตัวเอง การรักตัวเองแม้เป็นเรื่องพื้นๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและเข้าถึงยากมาก ทุกคนมีสัญชาตญาณเอาตัวรอด ต้องคำนึงถึงตัวเองก่อน แต่การรักตัวเองคือการที่เรารัก เคารพ ภูมิใจ และนับถือในตัวเอง (ซึ่งต่างกับการหลงตัวเอง หรือที่เรียกว่า narcissism)

โดยธรรมชาตินั้น มนุษย์ย่อมอยากเป็นที่รักของคนในสังคมตัวเอง หรือเป็นที่รักของใครสักคน เป็นเรื่องธรรมดาที่เราอยากมีใครสักคนเพื่อให้เป็นที่รักและได้รับการยอมรับ แต่เราก็ไม่ควรต้องไปเสาะแสวงหาจนเราลืมรักตัวเอง เราควรทำให้ตัวเองมีความสุข การที่เราโสดไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีค่า การเป็นโสดกลับเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ชีวิตตามลำพัง ทำในสิ่งที่อยากทำ มีอิสระ และค้นหาความหมายของชีวิต ใช้ความโสดให้คุ้มค่า จนกว่าเราจะเจอคนที่ร่วมชีวิตแล้วดีขึ้นก็ค่อยสละโสด ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาความรักจากภายนอก แต่จงรักตัวตนภายในของเรา เพราะเขาอยู่กับเราทุกช่วงเวลาทั้งดีและร้ายของชีวิต

อย่างที่สาม เป็นผู้ให้ ถ้าอยากมีความรักที่ดี เราต้องรู้จักให้ความรักก่อน ไม่ต้องรอว่าความรักดีๆ จะมาเมื่อไหร่ เป็นผู้ให้ก่อนเลย เช่น กอดพ่อแม่ บอกรักคนรอบข้าง สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ดูแลเอาใจใส่ผู้อื่น ตอบแทนสังคมโดยเป็นจิตอาสา ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เช่น บริจาคสิ่งของให้เด็กกำพร้า ให้ความรักโดยไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้สิ่งใดตอบแทน กับหนุ่มๆ ที่คบหาเราก็เป็นมิตรกับเขา เปิดใจคุยเขา แต่อย่าเพิ่งทุ่มเทหมดใจ ค่อยๆ พิจารณาศึกษาดูใจไป การเรียนรู้นิสัยใจคอต้องใช้เวลา แต่ก็อย่าตั้งแง่มากจนเสียคนดีๆ ที่รักเราไปอย่างน่าเสียดาย

ความรักคือศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ผสมผสานกันอย่างเหมาะสม ความรักเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ประสบการณ์บ่มเพาะเพื่อให้เราประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน ความรักเป็นหนึ่งในบรรดาเรื่องที่คาดเดายากที่สุดของชีวิต ไม่รู้ว่ามาเมื่อไหร่ แต่สิ่งสำคัญคือการทำตัวให้พร้อมสำหรับความรักดีๆ ที่จะเกิดขึ้น และรู้จักรักให้เป็น ความรักคือการเดินทางที่ทำให้เราเติบโตทั้งกายใจ อย่ากลัวที่จะมีรักใหม่ รักตัวเองให้มาก ขอให้ทุกคนมีความสุขกับความรักนะคะ

 

HUG Magazine

คอลัมน์: รอบรู้เรื่องรัก 

เรื่อง: Wonder Wanners


The Last Letter from Your Lover ด้วยรัก ... จากอดีตและปัจจุบัน

The Last Letter from Your Lover

ด้วยรัก … จากอดีตและปัจจุบัน

เรื่องมันเริ่มจาก ‘เอลลี่’ นักเขียนคอลัมน์ประจำแมกกาซีนใหญ่เจอจดหมายที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้งจากอดีต ในขณะที่กำลังหาข้อมูลเขียนบทความถึงผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการหนังสือพิมพ์ผู้ล่วงลับ

ด้วยความสละสลวยของสำนวนในจดหมาย ด้วยเรื่องราวรักต้องห้ามที่อยู่ในนั้น ด้วยความลึกลับเล็กๆ ในที่มา ทุกอย่างประกอบกันทำให้เอลลี่ตัดสินใจสืบค้นต่อว่าเรื่องราวลงเอยอย่างไร โดยมี ‘ลอรี่’ เจ้าหน้าที่ห้องเก็บเอกสารเป็นผู้ช่วย

 

ถ้าเรื่องราวความรักดังกล่าวเกิดขึ้นในปัจจุบันที่เราติดต่อสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย อะไรๆ คงไม่ผิดที่ผิดจังหวะยากเย็นขนาดนั้น แต่ ‘เจนนิเฟอร์’ กับ ‘แอนโทนี่’ เจอกันและรักกันในปี 1960 เธอเป็นภรรยาของนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย แต่ความสัมพันธ์กับสามีเป็นไปอย่างแห้งแล้งและไม่ให้เกียรติ ส่วนเขาเป็นนักข่าวผู้รับหน้าที่มาสัมภาษณ์นักธุรกิจ ได้ใช้เวลากับภรรยาของแหล่งข่าว แล้วก็เลยตกหลุมรักซึ่งกันและกัน มันต้องห้ามและอึดอัดเอามากๆ เพราะเป็นความรักของคนที่เป็นชู้กัน และทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการลอบส่งจดหมายติดต่อกันนั่นเอง

 

เรื่องราวในหนังดำเนินไปแบบสลับอดีตกับปัจจุบัน ผ่านการสืบค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นของหญิงสาวสองยุคสมัย คนหนึ่งอยากรู้อยากเห็น ส่วนอีกคนความจำเสื่อมเพราะประสบอุบัติเหตุตั้งแต่ตอนเปิดเรื่อง

ไชลีน วูดลีย์ (Shailene Woodley) ผู้รับบทเจนนิเฟอร์ เป็นหนึ่งในนางเอกคนโปรดของเรา เธอเป็นนักแสดงที่เล่นบทลึกๆ และซับซ้อนได้ดี เจนนี่เป็นตัวละครที่มีวุฒิภาวะและความเป็นมนุษย์สูงมาก เธอรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ใช่! คนเราเปลี่ยนใจได้ และเปลี่ยนใจกันอยู่ตลอดเวลา เธอทำเรื่องผิดจากมาตรฐานของสังคมเพราะห้ามใจตัวเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เทใจจนหัวปักหัวปำในรัก เธอรู้ว่าทุกการตัดสินใจมีผลตามมาให้ต้องรับมือเสมอ และจริงๆ แล้ว เธอก็ประเมินตัวเองเป็นระยะๆ ว่าตรงไหนไหวหรือไม่ รวมถึงรับผิดชอบการกระทำของตัวเองอย่างอดทนตั้งแต่ต้นจนจบเสียด้วย

 

ในขณะที่เรื่องราวของคู่ในปัจจุบัน (เอลลี่กับลอรี่) ผ่อนคลายกว่า แต่ก็ยังคงมีประเด็นความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกัน เป็นการตั้งคำถามกับคนที่ใช่-คนที่เรารัก-คนที่เราพร้อมจะแต่งงานสร้างชีวิตด้วย

 

เฟลิซิตี โจนส์ (Felicity Jones) ในบทเอลลี่ ดูไม่มีอะไรต้องออกแรงมากเท่าไหร่ แต่ก็เป็นตัวดำเนินเรื่องที่ดีและดูเพลิน

ใครที่ชอบ The Notebook (หนังปี 2004) น่าจะชอบเรื่องนี้มากนะคะ หาดูได้ที่ Netflix ค่ะ.

         ไม่มีอะไรใหม่ในพล็อตนี้ (ตัวหนังสร้างมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Jojo Moyes ผู้เขียน Me Before You) แต่เป็นหนังน้ำเน่าที่ทำได้ดีจริงๆ ค่ะ บทดี ลำดับเรื่องดี ใจเย็น ละเมียด.

 

HUG Magazine

คอลัมน์: สวมแว่นสีชมพูดูหนัง 

เรื่อง: รอมคอมแอดมิน


9 ข้อดีของการอดใจรอเซ็กซ์

9 ข้อดีของการอดใจรอเซ็กซ์

เมื่อเริ่มคบใครสักคน มักมีเรื่องมากมายให้ตัดสินใจ เช่น ควรพบเพื่อนฝูงและพ่อแม่ของอีกฝ่ายเมื่อไหร่ เจอหน้ากันบ่อยแค่ไหน และมีเซ็กซ์ครั้งแรกตอนไหนดี

นี่เป็นเรื่องของจังหวะและโอกาสอันควร และเวลาเหมาะที่สุดที่จะกระโดดขึ้นเตียงกันก็คือเวลาที่ทั้งสองฝ่ายสบายอกสบายใจไร้ความกังวลใดๆ แต่ถ้ากำลังคิดไม่ตก อยากรออีกสักนิดก่อนจะคิดกินตับกัน ลองมาฟังความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ยืนยันข้อดีของการอดใจรอเซ็กซ์ดังนี้ค่ะ

ช่วยให้รู้ว่าอีกฝ่ายไว้ใจได้ไหม

เราได้มีเวลาเรียนรู้นิสัยของอีกฝ่ายมากขึ้น เซ็กซ์สามารถผลักเราเข้าไปอยู่ในจุดที่เปราะบาง การอดใจรอเซ็กซ์ทำให้เราได้เห็นว่า คนที่กำลังคบอยู่และจะขึ้นเตียงด้วยนั้น เป็นคนที่เราเชื่อใจได้แค่ไหน ยิ่งทำความรู้จักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้จักนิสัยใจคอของอีกฝ่ายมากเท่านั้น พยายามมองให้ออกว่าเขาจะไม่มาเอาเปรียบ ไม่ทำอะไรเกินขอบเขตและให้เกียรติเรา

ได้คุยกันว่าชอบเซ็กซ์แบบไหน

มีโอกาสคุยกันเรื่องเซ็กซ์ แม้ว่ายังไม่มีอะไรกัน ถ้าเปิดใจก็จะรู้สึกว่าสามารถคุยกันเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆ ยิ่งอดใจรอเซ็กซ์นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้คุยเรื่องเซ็กซ์กับอีกฝ่ายมากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นขอบเขต จินตนาการ และลีลาท่วงท่าที่โปรดปราน สร้างความมั่นอกมั่นใจมากขึ้น เพราะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน พอถึงเวลานั้นจริงๆ จะได้ไม่ประดักประเดิด ทำอะไรเก้ๆ กังๆ เซ็กซ์ก็จะแซ่บถึงใจเลยเชียว

บ่มอารมณ์รักรอไว้ล่วงหน้า

การรอคอยทำให้สิ่งที่เฝ้ารอนั้นหอมหวาน การอดใจรอเซ็กซ์อาจยากนิดหน่อย แต่การรอนี่แหละที่ช่วยสร้างจินตนาการและอารมณ์ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น การมีเซ็กซ์เร็วเกินไปจะทำให้ทั้งคู่พลาดความตื่นเต้นและความลุ้นที่จะมีประสบกามร่วมกันในวันที่รู้สึกว่าพร้อมแล้วทั้งคู่ กว่าจะถึงวันนั้นก็เสียดสีถูไถกันไปก่อนให้เลือดลมพลุ่งพล่าน ตื่นเต้นดีออก

การรอคอยจะทำให้ได้ประสบการณ์ที่อิ่มเอมยิ่งขึ้น

เซ็กซ์จะช่วยให้สายสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นมานั้นแน่นแฟ้น คนเรามีมุมมองเรื่องเซ็กซ์แตกต่างกัน บางคนเห็นเป็นแค่เรื่องสยิวกิ้วทางกาย แต่บางคนเห็นเป็นเรื่องของพลังและอารมณ์ความรู้สึกที่ผูกพันคนสองคนเอาไว้ เมื่อรอให้มีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ก่อนแล้วค่อยมีเซ็กซ์ทีหลัง วิธีนี้จะทำให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

มีเวลาไปตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์

แม้จะมีเซ็กซ์แบบป้องกันก็ยังเสี่ยงติดโรคบางอย่างได้ จริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายควรไปตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือ STD หากยังไม่ได้ตรวจ การอดใจรอเซ็กซ์จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้ไปตรวจโรค ซึ่งควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าเป็นอะไรจะได้รีบรักษาก่อนที่จะแพร่เชื้อให้อีกฝ่าย

จูบเก่งขึ้น

การอดใจรอเซ็กซ์ช่วยให้ปรับปรุงลีลาอื่นได้ดีขึ้น ถึงจะไม่มีเซ็กซ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำกิจกรรมทางกายอย่างอื่นไม่ได้ เรามีโอกาสได้ฝึกปรือลีลาจูบ บทโอ้โลมฟอร์เพลย์ และลีลาเด็ดดวงต่างๆ นานาที่คนทั้งโลกทำกันก่อนมีเซ็กซ์สอดใส่

มีความสุขมากขึ้น

แม้ความสัมพันธ์ของคนเราแต่ละคู่จะแตกต่างกัน แต่ผลการศึกษาบอกว่ามีสิ่งพิเศษเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ จากการอดใจรอเซ็กซ์นี่แหละ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์แนลในปี 2012 ซึ่งได้สำรวจคู่รักเกี่ยวกับความสุขในความสัมพันธ์ พฤติกรรม และประเด็นลึกซึ้งอื่นๆ พบว่า คู่ที่อดใจรออย่างน้อย 6 เดือนถึงมีเซ็กซ์ จะมีความสุขมากกว่าคู่ที่ไม่ยอมรอ อีกงานวิจัยหนึ่งเป็นของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์สเตทพบว่า การอดใจรอเซ็กซ์จนกว่าจะเอ่ยปากบอกรักกันย่อมส่งผลดีในความสัมพันธ์

ช่วยปกป้องความรู้สึก

หากคุณพบว่าตัวเองผูกพันอย่างรวดเร็วกับคนที่นอนด้วย การอดใจรอจะทำให้มีพื้นที่ว่างเพื่อปกป้องหัวใจตัวเอง ถ้าได้สัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกกันแล้ว คุณอาจพบว่าเซ็กซ์จะผูกพันคุณและเขาอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้จะทรงพลังและมีประโยชน์แก่คนที่ใช่ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ใช่ ความรู้สึกผูกพันแบบนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายความสัมพันธ์ได้

ช่วยคัดคนที่ต้องการคบหาจริงจัง

ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการมีเซ็กซ์เฉพาะกับคนที่คบหาจริงจังเท่านั้น วิธีดีที่สุดคือรอจนคุณรู้สึกถึงความผูกมัดจริงจังจากอีกฝ่ายก่อน แล้วค่อยยอมปล่อยใจไปตามอารมณ์ บางครั้งคนเราสามารถพูดอะไรก็ได้เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ คนที่ใช่และเป็นตัวจริงจะรับฟังสิ่งที่เราต้องการ และยอมประนีประนอมเพื่อให้สถานการณ์อยู่ในจุดที่ทุกฝ่ายมีความสุข

คนเรามักทำผิดพลาดโดยมองหาความรัก ความสุข และความปลอดภัยจากเซ็กซ์

แต่ความจริงแล้ว เซ็กซ์เป็นผลพวงของความรัก ความมั่นคง และความสัมพันธ์ที่มีความสุข

 

คอลัมน์ “ความรู้รอบเตียง” 

โดย องค์หญิงชิงเสียว
Hug magazine ปีที่ 13 ฉบับที่ 4


เกาะกูด สวรรค์อันดามันตะวันออก

เกาะกูด สวรรค์อันดามันตะวันออก

คนมาทะเล ไม่หนีร้อนก็หนีรัก

แม้ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่อากาศยังคงร้อนอยู่

ทริปนี้เลยหอบเสื้อผ้า หยิบชุดว่ายน้ำตัวโปรดลงกระเป๋า

หนีเมืองกรุงอันแสนจะอบอ้าว ไปนอนรับลมสบายๆ บนเกาะกูด

เกาะสวรรค์ของคนรักทะเล

‘เกาะกูด’ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดตราด ถือเป็นเกาะทางภูมิภาคตะวันออกสุดของประเทศไทย ขนาดพื้นที่ของเกาะกูดนั้นอยู่ในลำดับ 6 ของประเทศ และเป็นอันดับ 2 รองจากเกาะช้างในจังหวัดตราด ปัจจุบันเกาะกูดยังคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งบนบกและทางทะเล แถมผู้คนยังมีอัธยาศัยไมตรีที่ดี เล่ากันว่าชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้ ส่วนหนึ่งอพยพมาจากเมืองปัจจันตคีรีเขตร ซึ่งกลายเป็นเมืองของฝั่งประเทศกัมพูชา ปัจจุบันชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลัก คือทำประมง เกษตรกรรม สวนยางพารา สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และอีกอาชีพที่สร้างรายได้ควบคู่กันไปก็คือ ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว บริการนำเที่ยวรอบเกาะ

เวลาจวนเที่ยง รถคู่ใจก็มาถึงแหลมศอกอันเป็นท่าเรือหลัก เรือเฟอร์รี่ลำใหญ่จอดรออยู่เพื่อพาผู้คนข้ามไปยังเกาะกูด มีเรือไปกลับเกาะกูดวันละ 3 เที่ยว ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ใช้เวลาเดินทางจากฝั่งจนถึงเกาะประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง บรรยากาศบนเรือมีผู้คนคลาคล่ำ เสียงจ้อกแจ้กแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม กับความรู้สึกของการไปพักผ่อน ภายใต้เสื้อชูชีพสีแสบตา อันเป็นมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางทางทะเล เมื่อเรือจอดเทียบท่าก็เป็นอันว่าเราได้มาถึงเกาะกูดกันแล้ว จากนี้ต้องขึ้นรถสองแถวอีกทอดหนึ่ง เพื่อเดินทางไปยังชุมชนบ้านคลองมาด ชุมชนเก่าแก่ที่สุดบนเกาะกูด อันเป็นจุดหมายปลายทางและที่พักของเราตลอดทริปนี้

 

เช้าวันใหม่หลังจากเติมพลังด้วยอาหารมื้อแรก ก็ถึงเวลาท่องเที่ยวกับกิจกรรมดำน้ำดูปะการัง โปรแกรมยอดฮิตที่ต้องมีทุกครั้งเมื่อไปทะเล สปีดโบ๊ทลำเล็กขนาดพอเหมาะแล่นทะยานออกสู่ท้องทะเล แสงแดดจ้าสะท้อนน้ำทะเลสีฟ้าเทอร์ควอยซ์จนเกือบเป็นสีเดียวกับท้องฟ้า เมฆสีขาวลอยฟ่องเต็มท้องฟ้า เรือขับพาชมวิวไปรอบๆ เกาะน้อยใหญ่ ผู้โดยสารก็เพลิดเพลินกับทิวทัศน์เบื้องหน้า จนลืมความร้อนแรงของแสงแดดไปชั่วขณะ เสียงเครื่องยนต์เงียบลงตรงบริเวณใกล้กับ ‘เกาะแรด’ ด้านทิศตะวันตกของเกาะกูด ที่นี่เป็นจุดดำน้ำตื้นอันมีชื่อเสียงอีกแห่งของจังหวัดตราด

นอกจากการชมปะการังและฝูงปลาสวยงามใต้ท้องทะเลแล้ว ไฮไลท์ของการมาดำน้ำที่เกาะแรดก็คือ ‘ประติมากรรมรูปสัตว์’ อันได้แก่ ช้าง ม้า วัว ควาย ซึ่งถูกนำมาไว้ใต้น้ำเพื่อให้เป็นที่อยู่ของปะการัง และยังเพิ่มชีวิตชีวาในการดำน้ำตื้นได้เป็นอย่างดี เมื่อเจ้าหน้าที่อธิบายวิธีการใช้อุปกรณ์การดำน้ำแล้ว ก็ได้เวลาสวมสน็อกเกิ้ลลงไปส่องโลกใต้น้ำ แหวกว่ายใกล้ชิดฝูงปลาที่พากันกรูเข้ามาต้อนรับ เราใช้เวลาดำน้ำกันอยู่หลายชั่วโมง ก็จำใจต้องบอกลาเหล่าปะการังและน้องปลา

หลังจากนั้นเรากลับไปเอนกายพักเอาแรงจวบจนเวลาบ่อยคล้าย เพื่อเข้าร่วมอีกกิจกรรมที่ไม่อยากให้พลาด เพราะที่บ้านคลองมาดนี้เองเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเกาะกูด เราออกเดินเปลือยเท้าเล่นริมหาด เพื่อให้เท้าได้สัมผัสผืนทรายเนื้อละเอียด ลมทะเลพัดมาปะทะกายพอให้เสื้อผ้าได้สะบัดพลิ้ว พอเดินทอดน่องจนหนำใจแล้วเราก็ หย่อนตัวนั่งบนสะพานไม้ที่ทอดยาวลงไปในทะเล ฟังเสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง มองวิวทะเลแบบพานอรามา ทางซ้ายมีทะเล ทางขวามีภูเขา แสงแดดค่อยเปลี่ยนเป็นสีทอง ดวงอาทิตย์ในวันนี้ก็ดูโตเป็นพิเศษ เหมือนกำลังชักชวนให้มาถ่ายรูปเก็บไว้อวดใครต่อใครว่าที่นี่ไงเกาะกูด พระอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้าอย่างช้าๆ พอฟ้ามืดลงกระเพาะก็เริ่มร้อง อีกอย่างที่แนะนำเมื่อมาถึงเกาะกูด คงจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากอาหารทะเลสดๆ รสอร่อย น้ำจิ้มรสเด็ด มีเมนูให้เลือกหลากหลาย แถมราคาสบายกระเป๋า เป็นมื้อแห่งวันพิเศษเติมเต็มความสุขให้สุดขีด

แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาในห้อง เตือนให้เราออกไปทักทายวันใหม่ เรารีบแหวกม่านเพื่อชมบรรยากาศริมทะเล แล้วเดินไปสูดอากาศเก็บไว้จนเต็มปอดก่อนจากลา แม้เวลาแห่งความสุขจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ฉายา “อันดามันแห่งตะวันออก” ที่เคยมีคนตั้งให้ก็สมดั่งคำร่ำลือ เพราะด้วยความงดงามของธรรมชาติ บรรยากาศอันแสนจะเงียบสงบ กับอัธยาศัยไมตรีของผู้คน เกาะกูดจึงกลายเป็นดั่งสวรรค์ของคนรักทะเล ที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม จนต้องหาโอกาสกลับมาเยี่ยมเยือนเกาะสวรรค์แห่งนี้อีกครั้ง

 

 

HUG MAGAZINE

ปีที่13 ฉบับที่ 4

พาหัวใจไปเที่ยว


แหวนเรื่องใหญ่ หัวใจเรื่องเล็ก

แหวนเรื่องใหญ่ หัวใจเรื่องเล็ก

     เมื่อพูดถึงเรื่องการแต่งงาน สิ่งที่ดูจะขาดไม่ได้เลยคือแหวนแต่งงาน เพราะเมื่อสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายก็เหมือนประกาศตัวกลายๆ กับคนอื่นๆ ว่า ฉันมีเจ้าของแล้วนะ โดยที่ไม่ต้องพูดอะไร และเมื่อถอดแหวนนั้นทิ้ง ก็เหมือนย้ำให้ชัดเจนอยู่ในทีว่า ชีวิตการแต่งงานระหว่างฉันกับเธอได้สิ้นสุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายให้เสียเวลา

     สำหรับคนบางคน เรื่องแหวนแต่งงานนี้อาจไม่สำคัญ แต่เชื่อเถอะครับ คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้น แหวนแต่งงานยังเป็นเรื่องสำคัญเสมอ และเมื่อมันสำคัญขนาดนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาใหญ่ที่หลายคนอาจมองข้ามจนต้องเจอเหตุการณ์ด้วยตัวเองนั่นแหละครับ ถึงจะเข้าใจว่าเรื่องใหญ่จริงๆ นั่นคือ ราคาของแหวนแต่งงาน

     หากแหวนราคาถูกไป ก็จะดูไม่สมศักดิ์ศรีกับความรักที่เรามีให้แก่เจ้าสาว ไม่สมฐานะของเธอ พ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนๆ ของเธออาจครหาได้ว่ามาอยู่กับผู้ชายที่ไม่เอาถ่าน ในทางกลับกัน หากซื้อแพงเกินไปก็เป็นปัญหา เพราะมันอาจกลายเป็นเรื่องทำอะไรเกินตัว จนก่อให้เกิดหนี้สินตั้งแต่ชีวิตคู่ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ ผมเชื่อว่าคนที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วต้องเคยปวดหัวกับเรื่องนี้เป็นแน่ใช่มั้ยล่ะ?

     สาเหตุที่พอจะเดาเรื่องนี้ได้(แม้ผมเองจะยังไม่เคยแต่งงาน) ก็เพราะมันเป็นปัญหาโลกแตกจนมีนักวิทยาศาสตร์สนใจมาทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ

      โดยทั่วไปแล้ว สังคมอเมริกันเขามีธรรมเนียมง่ายๆ ในการซื้อแหวนแต่งงานว่า ควรมีราคาสัก 2 เท่าของเงินเดือน ถึงจะถือว่าสมฐานะ แต่จากงานวิจัยพบว่าจริงๆ แล้ว แหวนแต่งงานส่วนใหญ่มีราคาแค่ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเท่านั้น (อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าเงินเดือนของคนอเมริกันนั้นมากกว่าเงินเดือนของคนไทยเอาการอยู่)

     ถ้าสำรวจแค่ว่าแหวนราคาเท่าไหร่ ก็คงไม่ค่อยน่าสนใจ นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามค้นหาต่อว่า ราคาของแหวนเนี่ย สัมพันธ์กับเรื่องอื่นๆ ด้วยรึเปล่า จนพวกเขาพบว่า จริงๆ แล้ว ราคาของแหวนสัมพันธ์กับอัตราการหย่าร้าง

     ราคาแหวนยิ่งสูง อัตราการหย่าร้างก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย

     จากการสำรวจคนจำนวนกว่า 3,151 คน ส่วนใหญ่ซื้อแหวนในราคาน้อยกว่าวงละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ และพบว่าคนที่จ่ายเงินมากกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงที่จะเลิกกัน และยิ่งสูงลิ่ว (เกิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ยิ่งมีโอกาสเลิกมากขึ้น แต่คนที่ซื้อแหวนในราคาต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะมีความเสี่ยงต่ำในการเลิกรา

     (เนื่องจากถ้าเปรียบเทียบเป็นสกุลเงินไทยตรงๆ ก็อาจดูไม่ค่อยตรงสักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าผมให้ค่าเฉลี่ยของเงินเดือนคนอเมริกันไว้คือ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไทยคือ 20,000 บาท นะครับ)

     ข้อมูลนี้อาจทำให้หลายคนงง เพราะคนที่มีตังค์ซื้อแหวนแพงๆ ก็ควรมีเงินใช้จ่ายอู้ฟู่แหละ ไม่งั้นจะเอาตังค์ที่ไหนมาซื้อแหวน และการมีเงินไม่ขาดตกบกพร่องนั้นก็น่าจะเป็นผลดีแก่ชีวิตคู่ (ที่อาจต้องทะเลาะกันทุกวันหากเงินไม่พอใช้)

     คำอธิบายง่ายๆ อย่างตรงไปตรงมาคือ ยิ่งใช้เงินมากก็ยิ่งเป็นหนี้มาก เมื่อเป็นหนี้มากก็ก่อให้เกิดความเครียดกับชีวิตคู่ เลยเลิกกันง่ายขึ้น แต่นั่นแหละครับ ถ้าสามีเป็นคนรวยอยู่แล้ว การจะซื้อแหวนเพชรแพงหรู 18 กะรัตมาให้ภรรยาก็คงจะไม่ทำให้เขาเกิดความเครียดเพราะใช้เงินมากแต่อย่างใด คำอธิบายนี้จึงไม่ใช่คำอธิบายที่สมบูรณ์แบบนัก

     คำอธิบายต่อมาคือ การที่ซื้อแหวนราคาประหยัด มักเนื่องจากคนสองคนนั้นมีนิสัยเข้ากันได้ รสนิยมคล้ายกัน ต่างฝ่ายต่างรู้กันอยู่ในทีว่าควรประหยัดเรื่องนี้ เลยซื้อแหวนถูกๆ มา ไม่ได้เกี่ยวกับเงินที่ใช้ซื้อแหวนแต่อย่างใด (ส่วนผู้ชายที่ใช้เงินซื้อแหวนราคาแพง อาจทำเช่นนั้นเพื่อสนองความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ ทั้งที่เขาอยากประหยัด แต่รู้ว่าผู้หญิงอยากได้แหวนหรูๆ ก็เลยจำใจต้องซื้อให้ ภาวะฝืนใจไม่บอกไม่กล่าวนี่แหละ เป็นอันตรายแก่ชีวิตคู่อย่างยิ่ง)

   

     เพราะฉะนั้นบทสรุปจากงานวิจัยนี่ก็คือ คุยกันให้มากๆ ไว้ อย่ามโนเอาเองว่าอีกฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไร ถ้าอยากรู้อะไรก็ให้ถามตรงๆ

     ดีกว่าสุดท้ายเสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึก และอาจจะเสียคนรักด้วย

     ขอให้รักกันยาวๆ ครับ

 

นพ. ปีย์ เชษฐ์โชติศักดิ์

จักรวาลแห่งความรัก ดาวเคราะห์แห่งความเหงา

HUG Magazine

ปีที่ 13 ฉบับที่ 4