แฟนเก่าก็อยากได้ แฟนใหม่ก็อยากมี

Q.

“หนูมีเรื่องอยากปรึกษาค่ะ พี่อ้อย เป็นเรื่องที่พยายามหาคำตอบหรือทางออกอยู่นานมาก หนูคบกับแฟนเก่ามา 5 ปี แล้วเลิกกันเนื่องจากเขาได้ไปคุยกับผู้หญิงอีกคนในที่ทำงานใหม่ 6 เดือนผ่านไปมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามา (รู้จักกันมานานแล้ว) แล้วหนูตัดสินใจคบ (ทั้งที่ยังไม่ลืมคนเก่า) คบได้ประมาณ 3 เดือนก็เปิดตัว คิดว่าคงลงเอยกับคนคนนี้แหละ เพราะเราก็รู้จักกันมานานและเขาเป็นคนดีมากๆ แต่! พอเปิดตัว แฟนเก่าก็พยายามกลับเข้ามาพัวพัน แสดงตัวว่าฉันยังรักเธออยู่นะ ปีใหม่ที่ผ่านมายังซื้อทองมาให้ ทำเหมือนยังไม่เลิกกัน แล้วหนูก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ยังอยากมีเขาในชีวิต ทั้งที่มีผู้ชายดีๆ อยู่ข้างๆ หนูแล้ว ต้องทำยังไงดีคะ หนูหาทางออกเรื่องนี้ไม่ได้เลย ถ้าหนูจะเลือกแฟนเก่าก็หมายความว่าหนูทิ้งผู้ชายที่รักหนูและดีกับหนูทุกอย่าง ถ้าหนูเลือกคนใหม่ ความรู้สึกหนูเหมือนกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป หนูต้องทำยังไงดีคะ”

 

A. 

โลกนี้ไม่ได้เหลือแค่ผู้ชายสองคนบนโลกนี้ค่ะ แฟนเก่า ถ้ารักเราจริง ทำไมเขาทิ้งให้เราเป็นแฟนเก่าล่ะคะ คบกับมาตั้ง 5 ปี เขายังหนีไปมีผู้หญิงคนใหม่ได้เลย การกลับมาครั้งนี้เพราะเขามีใจหรือแค่ไม่มีที่ไปเฉยๆ รู้ว่าน้องรักเขามาก แต่ที่ยาก เพราะเขาไม่ได้รักเราเท่าที่เรารักเขา ถึงเอาใจออกหาก ไปคุยกับคนอื่น เลิกกันไปไม่กี่เดือน พอเห็นเรามีทางเลือกใหม่ ก็ทำท่าคล้ายจะกลับมา เอาทองมาให้ งงที่น้องก็รับแฮะ อย่าคิดว่าของมีค่าเหล่านี้จะซื้อใจเราได้ คุณค่าความซื่อสัตย์เพราะรักเธอมา 5 ปี เจอทองแค่นี้ถึงกับใจแกว่งเลยหรือ เขารู้สึกผิดไหมกับการทำร้ายหัวใจเราขนาดนั้น เขาเคยห่วงไหม ว่าเราจะเดินหน้าต่อไปยังไงตอนไม่มีเขา จะร้องไห้เสียใจมากมายแค่ไหน

 

‘อย่าให้การออกจากชีวิตเราไปเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็กลับมาได้ไม่ยากเย็นในที่สุด เหมือนเราคบคนใหม่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนเก่า พอเขาหันกลับมา เราก็รีบจะโผหาเขาซะแล้ว’

 

ถ้าจะกลับไปคบคนเก่า ช่วยแก้ปัญหาเก่าๆ ที่ทำให้เราเลิกกันก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นหนังสือเล่มเดิมอาจจบเหมือนเดิม แฟนเก่ากลับมามัวแต่ดีใจ ลืมคิดไปว่า เรากำลังเปิดโอกาสเสียใจครั้งใหม่ให้ตัวเองหรือเปล่า ใช้เวลาหน่อยน้อง ก่อนที่คนอ่อนแอจะเข้มแข็งใช้เวลาตั้งนาน แต่คนที่เคยเข้มแข็งจะกลับมาอ่อนแออีกครั้งใช้เวลาสั้นมาก เลยอยากให้น้องตั้งสติดีๆ ก่อน

 

กับคนใหม่จะดีกับเราแค่ไหน น้องไม่ได้มีใจให้เขาเท่าไหร่ค่ะ ถ้าเป็นคนดีที่เราไม่ค่อยได้รัก ปล่อยให้เขาไปเจอคนที่รักเขาได้มากกว่าเราเถอะ อีกอย่าง 3 เดือนเอง ใหม่ๆ อะไรก็ดี เวลาสั้นๆ เรามักหันมุมที่สวยที่สุดเข้าหากันอยู่แล้ว อย่าลืมว่า แฟนเก่ากับน้องรักกันมาตั้ง 5 ปี เขายังมีคนใหม่เลย ช่วง 3 เดือนแรก แฟนเก่าก็คงน่ารักคล้ายๆ กับคนใหม่ตอนนี้แหละ ไม่ต่างกัน พอนานวันถึงได้เห็นความจริง ว่ารักเป็นสิ่งไม่แน่นอนที่สุดในโลก

 

‘รักใครก็อยู่กับคนนั้น ถ้าเจอคนที่ไม่รักกัน ก็บอกเลิกให้จบ อย่าคบซ้อน แค่นี้เอง คนใหม่ก็ดี คนเก่าก็ไม่อยากเสียไป หรือจริงๆ ยังไม่มีใครเป็นของเราจริงๆ สักคน คนเก่าอาจกลับมาแค่หวงก้าง เราเป็นคนค่ะ อย่ายอมเป็นก้างให้เขาหวง คนใหม่เป็นคนดีที่น้องไม่อยากเสียไป แต่ถามว่ามีใจเท่าคนเก่าไหม ก็ไม่อยู่ดี’

 

พี่ถึงบอกว่า ในสองคนนี้ไม่มีใครน่าเลือกไงคะ เอาไว้เจอคนที่เรารักมาก จนไม่อยากมองคนอื่นค่อยเลือก น้องใช้คำว่า ถ้าเลือกคนใหม่ หนูจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปคนเก่าสูงค่าขนาดนั้นเชียวหรือ ตอนอยู่ยังนอกใจ จะวนกลับมาใหม่ เรากำลังจะเปิดโอกาสให้เขา จนปิดโอกาสตัวเราที่จะมีความสุขหรือเปล่า เราจะกลับไปเจ็บซ้ำๆ กับคนเดิมๆ อีกไหม สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือคนที่คิดนอกใจ และไม่สนใจว่าน้องจะเสียใจขนาดไหน รู้ว่าความรักไม่ได้ใช้เหตุผล เราถึงไปรักคนที่ไม่ควรรัก อย่าถึงขั้นรักและทุ่มเทจนไม่สนใจตัวเราว่าจะเจ็บหนักแค่ไหนค่ะ

 

ในที่สุด ผู้หญิงที่มีคนมาให้เลือก ว่าจะเลือกคนเก่าหรือคนใหม่ดี อาจไม่ได้มีชีวิตที่น่าอิจฉาอะไร เพราะยังไม่มีใครที่สามารถทำให้เรารักเขาได้หมดใจ จนไม่อยากมองหาคนอื่นๆ อีก น้องยังไม่ต้องรีบแต่งงานในวันนี้ คนเก่าจะกลับมา ถ้าอยากกลับไปหาก็ให้ใช้เวลา อย่าคบซ้อน แล้วอ้างว่าเลือกไม่ได้ เขาเลือกเราหรือเปล่าก็ต้องดูให้ดี คนเก่ากลับมาหนนี้เพราะหวงก้าง หรือที่คนใหม่ยังแสนดีต่อเรา เพราะเขายังไม่รู้ว่าเราจับมือเขา แล้วยังคิดถึงคนเก่า ถ้าวันหนึ่งเขามารู้แบบนี้ ก็ไม่แน่ใจว่า เขายังทำสิ่งดีให้แก่เราแบบนี้หรือเปล่า

 

เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง คิดทีละคน คบทีละคน อย่าเลือกเอามาปนๆ กัน ไม่มีใครได้ไปซะทุกอย่าง แต่เคยเห็นคนที่ไม่เหลืออะไรสักอย่าง เพราะไม่หนักแน่นพอจะเลือกใครสักคนแล้วรับผิดชอบความรู้สึกของคนที่เราเลือก

 

‘อยากได้ความรักดีๆ เราต้องดีพอที่จะได้รับความรักนั้นค่ะ’

HUG Magazine

หัวใจไม่จนมุม

 

“อยากได้คนที่รักเราคนเดียว ในขณะที่เรายังลังเล รักคนนั้น เสียดายคนนี้อยู่เลย มันดูไม่แฟร์นะ คิดดีๆ ค่ะ”

 

— DJ อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล

 


'สามีนอกใจไปคบผู้ชายอีกคน จะทนหรือ?'

Q.

     “พี่อ้อยคะ หนูควรจะทำยังไงดี ตอนนี้ในใจของหนูเหมือนตายทั้งเป็นเลยค่ะ ต้องทนเห็นเขาแอบไปหากัน ทั้งๆ ที่คนคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นผู้ชายในที่ทำงานเดียวกับเขา เวลาหนูมีอะไร เขาก็จะเอาของของหนูไปให้กับคนคนนั้น แต่ตัวเขาเองไม่เคยซื้ออะไรให้หนูเลย พอถามถึงผู้ชายคนนั้นทีไร เราก็ต้องทะเลาะกันเป็นประจำ เขาคงจะรักทางนั้นมากกว่า เขาไม่เคยบอกรักหนูเลยนะคะ ใช้ชีวิตคู่มาจะเข้าปีที่ 10 แล้ว ความรู้สึกตายทั้งเป็น มันเป็นแบบนี้นี่เอง หรือว่าเป็นกรรมของหนูที่เคยไปแย่งแฟนคนอื่นมา ตอนที่รู้จักเขา เขาก็ทำกับแฟนเก่าแบบนี้ เวรกรรมกำลังตามหนูอยู่ใช่ไหมคะ”

 

A.

 

          เคยพูดอยู่บ่อยๆ ค่ะ รักใดที่ได้จากการแย่งชิง เราก็อาจถูกทิ้งไม่ต่างกัน จะเรียกว่ากรรมหรือเปล่าไม่รู้ อยากรู้ว่าเขาเป็นคนรักแบบไหน ให้พิจารณาว่าเขาดูแลคนรักเก่ายังไง ส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน เขานอกใจคนเก่ามามีเราได้ แปลกตรงไหนที่ตอนมีเรา เขาจะไปมีใครอื่นอีก คนที่ทำตัวเป็นของแย่งง่าย พอแย่งเขามาได้ เดี๋ยวก็มีคนแย่งต่ออยู่ดี แต่นั่นแหละค่ะ จะกรรมหรือไม่กรรม การกระทำสำคัญที่สุด น้องใช้ชีวิตคู่มาตั้ง 10 ปี ตอนรักคงรักจริง ตอนทิ้งก็ไม่ได้โกหก ความรักมีความเลื่อนไหลค่ะ แค่บางคน ไม่กล้าบอกเลิก แต่กล้านอกใจ หมดรักแต่ไม่ยอมบอกเลิกให้จบๆ กลับคบซ้อน ความยากอีกขั้นก็คือ เขานอกใจไปคบหาผู้ชาย สิ่งที่เขาทำในวันนี้ ไม่สนใจความรู้สึกของเราเลยซักนิด ให้อะไรเขา เขาเอาไปให้ทางนั้น ไม่ยอมลงทุนเองด้วยซ้ำ

 

          สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ สำคัญคือ น้องจะเอายังไงต่อ อย่ามัวแต่รอให้เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจ แขวนเราไว้แบบนี้เรื่อยไป ไม่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกอะไร จะอยู่เคียงข้างเขาต่อไปทำไม ถ้าไม่ได้อยู่ในใจเขาเลย ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นเพศไหน นอกใจคือนอกใจ โลกนี้ไม่อนุญาตให้เรามีแฟนเพศละคนได้โดยไม่ผิด มีผู้หญิงเป็นภรรยาออกหน้าให้รู้ว่า เขาใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา แล้วหาเวลาไปแอบยุ่งเกี่ยวกับเพศเดียวกัน ทนไม่ไหวก็ไม่ต้องทนนะคะ ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน เราไม่รู้ว่า วันสุดท้ายจะมาถึงเราเมื่อไหร่ เมื่อยังมีลมหายใจ ต้องรีบหาความสุขใส่ตัว ถ้าน้องมัวคิดแต่ว่าเป็นกรรม ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมอย่างนั้นหรือ

         ‘นอกใจใครก็ทำเป็น แต่ที่เราไม่ทำ เพราะไม่อยากให้คนที่เรารักเสียใจ แต่เขาทำ เพราะไม่สนใจความเจ็บช้ำของหัวใจเรา’

          แย่งเขากับผู้ชายอีกคน ทุ่มเทความอดทนยังไงก็ไม่คุ้ม ถามตัวเองก่อน แย่ที่สุดของเรื่องนี้คือถ้าต้องแยกย้ายกันจริงๆ เราประคองชีวิตต่อไปไหวไหม เป็นภรรยาที่สามีเลี้ยงดู หรือเราทำมาหากินได้เอง ถ้าต่างฝ่ายต่างดูแลตัวเองได้ ทางเลือกของเราก็มีมากขึ้น ถ้ายังตีจากเขาไม่ไหว ก็อดทนกันไปสักตั้ง หมดพลังเมื่อไหร่ เราคงหาทางหยุดได้ ให้อะไรเขา เขามักเอาไปให้ผู้ชายของเขาต่อ ก็ต้องพอ และหยุดให้ เปิดใจคุยกันว่าจะเอายังไง ต่างคนต่างไปไหม จะได้ไม่ต้องลำบากใจสร้างครอบครัวกันต่อไปทั้งที่หมดใจแล้ว ถ้าเขาโมโห โวยวาย บอกเขาด้วยว่า ไม่ได้มาทะเลาะ ก็ช่วยกันหาทางออกอยู่นี่ไง ไม่มีใครทะเลาะกับคนที่ไม่อยากทะเลาะด้วยได้ ถ้าเขายังไม่ตัดสินใจ ยังคงเห็นแก่ตัวแบบไม่แคร์หัวใจ น้องเลือกได้เลยว่า เขาควรเป็นสามีของเราต่อไปไหม

 

 

         มีนะคะ บางครอบครัว สามีนอกใจ ไล่ก็ไม่ไป อยู่ก็ไม่ค่อยดูแล แย่ตรงที่ภรรยายังหาเลี้ยงชีพตัวเองไม่ได้ สามีไปยุ่งกับภรรยาของคนอื่น น้องไปคุยกับผู้หญิงคนนั้น เธอก็บอกว่า เห็นใจเถอะ สามีก็นอกใจเธอเหมือนกัน เธอเลยเกิดผูกพันกับสามีของน้อง ไม่ต้องเลิกกันนะ ขอแค่ให้มาหาเธอบ้างบางเวลา น้องหาทางออกไม่ได้ เลยเปิดให้เช่าสามีค่ะ วันไหนเรียกสามีเราไปหา จ่ายมา 200 บาท ค้างคืน 500 บาท ผู้หญิงคนนั้นก็ยอมแฮะ ถามตัวเองดีๆ นะ ว่ามีความสุขจริงไหม ถ้าสามีไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้นเมื่อไหร่ก็เก็บเงิน ผู้ชายที่คล้ายๆ จะขายตัวได้ ควรค่าแก่การเป็นสามีของเราหรือเปล่า น้องบอกว่าเมื่อทำให้เราเสียใจได้ ก็ต้องยอมเสียเงิน บางทีเงินก็ซื้อทุกอย่างไม่ได้นะคะ รักเขา ยังไงเราก็เสียใจอยู่ดี ต่อให้มีเงินกองโต แต่หัวใจก็ร้องไห้ แค่เล่าให้ฟังว่า เราเริ่มมาถึงจุดนี้แล้วจริงๆ เมื่อหยุดการนอกใจของเธอไม่ได้ ก็จ่ายตังค์มาแล้วกัน

 

         โดนคนรักนอกใจยังไงเสียก็เจ็บ ไม่ว่าเขาจะนอกใจไปคบหาเพศไหนก็ตาม แค่ยังคงยืนยันว่า อย่าให้คนหลายใจเป็นคนเลือกก่อนนะคะ เราซื่อสัตย์มาทั้งชีวิต ทำไมจะคิดเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองไม่ได้ ถ้ารู้สึกว่ารักที่ผ่านมาทำให้เรามีกรรมติดอยู่ในใจขนาดนี้

 

 

       “รักครั้งต่อไปตั้งสติให้ดีว่าเราจะไม่ทำร้ายหัวใจใคร เพราะรักที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น สุดท้ายความขมขื่นจะย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจเราอยู่ดีไม่วันใดก็วันหนึ่งค่ะ.”

— DJ อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล


อีกครึ่งของชีวิต จากปลายปากกา “ชลาลัย”

        ถ้าเอ่ยชื่อ สุจิตรา หลายคนคงทำหน้างุนงง แต่หากเอ่ยนามปากกา “ชลาลัย” เป็นต้องร้องอ๋อกัน เมื่อผลงานนับไม่ถ้วนบนเส้นทางนักเขียนหลายสิบปี ล้วนแปรเป็นละครจอแก้วจนถึงภาพยนตร์อันโด่งดัง ทำคนอินทั้งบ้านทั้งเมือง เรียกว่าในวงการน้ำหมึก นามปากกาทองนี้ได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นต้นแบบให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้เดินตามรอย ยิ่งในปีนี้ยังมีอีกหลายเรื่องทั้งในนามปากกา “ชลาลัย” และ “เกตุวดี” ทยอยมาเป็นละครให้ชมกันจนเต็มอิ่ม

        แต่วันนี้ “ชลาลัย” จะเสนอนิยายฉบับพิเศษ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ใด

เป็นนิยายรักซึ่งมีพระเอกชื่อ “ประภัสร์ แสงฤทธิ์” และนางเอกชื่อ “สุจิตรา จินตนาเรขา” พร้อมกับเหล่าโซ่ทองคล้องใจทั้งสาม ธงรวี, ธนภัทร, ศุภิสรา

มาเปิดบ้านแสงฤทธิ์กันเลยค่ะ

 

 

ความลับที่ไม่เคยเปิดเผย

    วันแรกซึ่งทั้งสองได้สบตากัน คือวันที่คุณแม่สุไปหาเพื่อน ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีในบริษัทของพี่ชายคุณพ่อภัสร์ ช่วงแรกทั้งสองต่างไม่ได้สนใจกัน ได้แต่ทักทายตามประสาคนรู้จัก แต่นานวันเข้าเพื่อนรักก็กลับเป็นกามเทพโดยไม่รู้ตัว คอยเล่าเรื่องราวของอีกฝ่ายให้อีกฝ่ายฟัง จนทั้งคู่รับรู้ตัวตนและสถานภาพของคนที่ตนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

              คุณแม่สุ: ตอนแรกเจอ เขาโสดแต่มีแฟน ส่วนเราก็มีครอบครัว ต่างไม่ได้รู้สึกอะไรกัน จนถึงตอนที่ต่างฝ่ายต่างเป็นโสด เขาเลิกกับแฟน ส่วนเราก็เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ได้มีโอกาสเจอกันมากขึ้น ไปทานข้าวกันเป็นกลุ่มๆ จนเป็นความคุ้นเคยขึ้นมา เมื่อเริ่มคบกัน ก็คิดว่าถ้าลูกเข้ากับเขาไม่ได้ก็ไม่คบต่อนะ วันนั้นนัดทานข้าว เป็นวันแรกที่พาลูกไปด้วย พี่ภัสร์นั่งอยู่แล้วบอกว่า “น้องบอล มาหาพ่อสิ” ปกติบอลเป็นคนหวงตัว ไม่ยอมให้ใครอุ้มนอกจากคนในครอบครัว แต่วิ่งเข้าไปหาแล้วให้อุ้ม ให้ป้อนข้าว เราก็ดีใจ คิดว่าคนนี้คงใช่แหละ เป็นคนที่จะดูแลเราได้ ผ่านมาสามสิบกว่าปีก็พิสูจน์แล้วว่าใช่จริงๆ เขาเหมือนเป็นพ่อลูกกันจริงๆ บอลมารู้ตอนเรียนมัธยม พอบอกเขา เขาก็นิ่ง บอกว่านึกแล้ว สงสัยมาตลอดว่าทำไมในทะเบียนบ้าน ชื่อพ่อเขาเป็นชื่ออื่น ที่ผ่านมาไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย นอกจากแค่ในหมู่ญาติ เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยแบบนี้ (ยิ้ม) วันนี้ก็ได้ขออนุญาตจากลูกชายมาแล้ว ที่จะเล่าเรื่องนี้

              ตอนนี้บอลโตเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัวของตัวเอง ไม่เคยรู้สึกว่าพ่อไม่ใช่พ่อ แถมรักเขามากกว่าน้องอีก จนต้องคอยบอกพ่อว่าอย่าดุน้อง ลูกทั้งสามคนไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย พอรู้ก็ตกใจนิดหน่อย แต่สามพี่น้องก็รักกัน ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้รู้สึกแปลกแยกแตกต่าง คนข้างนอกมักบอกว่าบอลเหมือนพ่อภัสร์มาก เราไม่กีดกันการเจอพ่อแท้ๆ ตกลงไว้ว่าให้ลูกโตก่อนนะ ให้ลูกรู้สึกรับทุกอย่างได้ก่อน เมื่อลูกรับได้ก็ให้เจอกัน ได้เจอทั้งปู่ย่า งานบวชก็มาร่วมงาน ฝ่ายนั้นขอบคุณด้วยว่าถ้าเลี้ยงเอง ลูกคงไม่ได้ดีแบบนี้

             คุณพ่อภัสร์: ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร (ยิ้ม) ทุกวันนี้ทุกคนเหมือนเป็นญาติกัน ไปมาหาสู่กันเสมอ ไม่มีปัญหาอะไร ณ วันนั้นผมตั้งจิตอธิษฐานในใจว่าถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกผมจริง ขอให้เขาเข้ามาหาผมอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อผมนั่งลงแล้วอ้าแขนเรียกเขา ว่ามาหาพ่อสิลูก สุที่ยืนอยู่ห่างๆ ไม่ได้ผลักดันลูกเลย แต่บอลวิ่งมาหาผม มากอด มาหอม ความรู้สึกผมในตอนนั้นเขาคือลูกเราจริงๆ มันอบอวลอบอุ่นเหมือนมีแสงเข้ามาในตัวผม เด็กคนนี้คือลูกผม ไม่มีสิ่งใดต้องตะขิดตะขวงใจสักนิด

 

พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน

         เรื่องราวที่ได้ยินจากเพื่อนมาตลอด ทั้งความสู้ชีวิต นิสัยใจคอต่างๆ จนได้มาสัมผัสเอง ทำให้คุณพ่อภัสร์รับรู้ว่าตัวจริงของฝ่ายหญิงเป็นคนอย่างไร ได้รู้ว่าผู้หญิงตัวคนเดียวนี้ต้องรับภาระต่างๆ มากมาย เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คุณพ่อภัสร์จึงคิดในฐานะผู้ชายที่ชอบเขาแล้วว่า จะสามารถช่วยได้อย่างไรบ้าง ถ้าน้องบอลรับเขาได้ คุณพ่อภัสร์ก็พร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกันกับคุณแม่สุอย่างเต็มใจ

             คุณพ่อภัสร์: ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองจะช่วยให้ครอบครัวเขาดีขึ้นยังไง แต่เมื่อรักเขาแล้ว ก็กล้าที่จะก้าวเข้าไปสู้ร่วมกับเขา ผมคิดแค่นั้นเอง (ยิ้ม) ผมพิสูจน์ให้เห็นว่าเราไม่ทิ้งกัน ไม่เคยทะเลาะกัน ถ้ารู้ว่าเขาโกรธ ผมก็หาทางเลี่ยงไปทำอย่างอื่น เพราะผมต้องการอยู่กับเขาจริงๆ

              คุณแม่สุ: พออายุมากขึ้นต่างคนต่างแก่ (หัวเราะ) มีความงี่เง่ากันบ้าง เช่น อายุมากก็ขี้ลืม พอเขาลืมอะไร เราก็โมโห เราก็เป็นเหมือนกัน อายุมากขึ้นความอดทนต่ำลง โมโหใส่ง่าย จะรู้ตัวว่าทำไมต้องโมโหกับเรื่องแค่นี้เอง ชีวิตเราเป็นผู้ใหญ่ เพราะต้องดูแลที่บ้านมาตลอด ฝึกความเป็นผู้นำมาแต่แรก ไม่ได้กลัวการที่ต้องดูแลลูก เพื่อนก็คอยเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง ได้รู้ว่าพี่ภัสร์เป็นคนอย่างไร รู้ว่าเขาเสียสละเพื่อครอบครัว ซึ่งคล้ายกับเรา ทำให้เหมือนรู้จักกันมานาน

 

 

หลักคิดที่ทำให้ครอบครัวมีสุข

            คุณพ่อภัสร์: หลักที่ผมใช้คือ ห้ามทะเลาะต่อหน้าลูก เพราะลูกสำคัญที่สุด ถ้าทำให้เห็นก็จะเป็นแบบอย่าง เมื่อลูกออกไปสู่สังคมก็จะทำแบบนั้น การเที่ยวเสเพลก็หลีกเลี่ยง พยายามทำตัวให้เป็นแบบอย่าง ให้ลูกได้เห็นสิ่งดีจากพ่อและแม่ เช่น การทำกับข้าวทานด้วยกัน มันสร้างชีวิตครอบครัว ให้เงินไปซื้อแต่ไม่ทานด้วยกันในครอบครัว มันผิด กลายเป็นครอบครัวที่แตกฉานซ่านเซ็น ที่บ้านก็มีซื้ออาหารจากข้างนอก แต่กลับมาทานร่วมกันกับทุกคนในบ้านเสมอ

            คุณแม่สุ: บนโต๊ะอาหารจะมีเรื่องเล่า (ยิ้ม) บางทีลูกไปเจอเรื่องอะไรมาก็มาเล่าให้ฟัง และที่บ้านจะมีประชุมสองครั้งในหนึ่งปี ทุกคนต้องพร้อมหน้ากัน แต่ละคนมีอะไรเล่าได้หมด เปิดโอกาสให้พูดทุกคน แม้กระทั่งพ่อแม่ ทำอะไรผิดพลาดหรือไม่ดี หรือไม่พอใจพ่อแม่เรื่องอะไร พูดมาได้เลย เราจะไม่โกรธลูก พวกเราคอยอัพเดทเรื่องราวกัน ทำให้ทุกคนรู้เรื่องของกันและกัน มีปัญหาให้คำแนะนำ ชีวิตคู่เองก็เช่นกัน มีอะไรให้พูดคุย เข้าใจกันแล้วก็จบ อย่าเก็บกลับมาคิด การเดินทางของชีวิตคู่มันยาวนาน จัดการให้เหมาะสมแล้วก็ปล่อยไป

             คุณพ่อภัสร์: เราสองคนมีปัญหาจะไม่เก็บไว้ จึงไม่มีปมในใจกัน เพราะถ้าเก็บไว้นานๆ พอระเบิดก็พัง ความไว้เนื้อเชื่อใจคือสำคัญ เราไม่มีเรื่องชู้สาว อยู่กันเปิดเผย ไม่สบายใจก็ต่างถามกัน ไม่เก็บไว้ ถามแล้วก็จบไป (ยิ้ม)

             คุณแม่สุ:  ก่อนนี้ปัญหาส่วนมากเกิดจากเรื่องเล็กน้อย อายุเราห่างกันห้าปี ช่วงใหม่ๆ มีเรื่องหึงหวงกันบ้างตามประสาหนุ่มสาว ต่อมาเริ่มมีเหตุมีผลแทน ความรักหวานแหววก็เปลี่ยนเป็นเอื้ออาทรกัน มีเรื่องอะไรจะคิดถึงเวลาที่ลำบากด้วยกันมา และสิ่งที่ประทับใจในตัวเขาที่สุด คือเขารักลูกมาก (ยิ้ม)

 

ส่วนประกอบของพระเอก

            เมื่อเป็นนักเขียนนิยายรักย่อมต้องมีคำถามว่าได้ถ่ายแบบสามีข้างกายคนนี้ลงไปในนิยายบ้างไหม คุณแม่สุยอมรับโดยดุษณีว่ามี แต่เป็นการใส่ข้อดีทีละนิดละหน่อยลงไปผสมให้กลมกล่อม

            คุณแม่สุ: พี่ภัสร์ช่างเอาใจ ทำอาหารให้กิน ก่อนนอนมีนวดให้ มีบ้านสองหลัง บางทีทำงานต้องการสมาธิก็แยกนอนกัน เขาบอกว่าคิดถึงนะ กลับมาเถอะ นอนไม่หลับ (ยิ้ม) เอาใจใส่ มีความโรแมนติกในแบบง่ายๆ เช่น วันวาเลนไทน์เดินเจอดอกไม้ข้างทางก็เด็ดมาให้ (หัวเราะ) ส่วนเราไม่เป็นนางเอกนิยายตัวเอง เหมือนเข้าไปดูชีวิตคนมากกว่า ตัวละครมีนิสัยของตัวเอง มาเจอกัน พูดสนทนากัน มันเป็นชีวิตของพวกเขาที่โลดแล่นกันเอง เรื่องเดียวที่เกี่ยวข้องคือไฟน้ำค้าง นางเอกมีอาชีพเป็นนักเขียน มีแค่ตรงนั้น

 

 

เมื่อเลือกสลับบทบาท

            ในยุคปัจจุบันฝ่ายชายเริ่มหันมาเป็นพ่อบ้านมากขึ้น ให้ฝ่ายหญิงเป็นคนออกไปทำงานแทน ปรับให้เหมาะสมกับความถนัดของแต่ละคน แต่ในสมัยก่อนนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้ สำหรับครอบครัวนี้ สังคมไม่สำคัญเท่าการรักษาครอบครัวตนให้อยู่รอด ก่อนที่จะสายเกินไป

            คุณแม่สุ: เคยทำธุรกิจก็มีวิถีชีวิตอีกแบบ ตอนอยู่กรุงเทพฯ ได้อุ้มลูกวันละห้านาที แล้วส่งให้พี่เลี้ยงต่อ เรามีลูกมาทำไม เมื่อไม่มีเวลาให้ลูก ต่างคนต่างไปงานเลี้ยง กลับบ้าน 4-5 ทุ่ม ชีวิตครอบครัวเต็มไปด้วยความอ้างว้าง ทำงานเหมือนคนบ้า ไม่ได้เจอหน้ากัน เลยตัดสินใจคุยกันว่าขอให้สุทำนะ แล้วพ่อไม่ต้องทำ เขาก็ตกลง ที่สำคัญต้องหนักแน่นทั้งคู่ (ย้ำ) เพราะคนรอบข้างมักพูดชวนเป็นเรื่องทะเลาะอีก สัญญาแล้วเราต้องทำได้ด้วย ตัดสินใจพาครอบครัวกลับชลบุรี วิถีชีวิตเปลี่ยนหมด ได้เป็นครอบครัวจริงๆ จนวันนี้มีความสุขดี (ยิ้ม) ครอบครัวอื่นก็มองว่าทำไมเป็นแบบนี้ได้นะ เพราะเราสองคนรู้จักการปรับ ถ้าไม่ปรับคงพังหรือแยกย้ายกันไปแล้ว ถ้าให้เลิกเป็นนักเขียนเราทำไม่ได้ มันคือจิตวิญญาณของเรา แต่สามารถดูแลครอบครัวด้วยวิชาชีพนี้ได้ เขาเห็นมาแล้วที่เราเคยเลี้ยงทั้งครอบครัวมาก่อน เลยเชื่อใจ และพี่ภัสร์ดูแลลูกๆ ดีมาก จนถึงวันนี้ไม่ได้ตัดสินใจผิดเลย

           คุณพ่อภัสร์: ตอนทำงาน ออกจากบ้านแต่เช้าแล้วกลับดึกทุกวัน ไปงานสังคมกับเพื่อนหรือลูกค้า บางทีกลับมาเห็นภรรยานอนกอดลูกเล็กๆ ก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา ดูไม่มีความอบอุ่น ลูกๆ เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เลยย้อนมาคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่ สุทำงานเขียนหนังสืออยู่บ้าน ดูแลลูกไปด้วย เหมือนไปเพิ่มภาระให้เขา ผู้ชายมักคิดว่าทำงานข้างนอกเหนื่อยมาแล้วนะ มันไม่เหมือนกัน ผู้ชายต้องช่วยทำงานบ้านบ้าง เลยตัดสินใจเปลี่ยน ผมมีความสุขดี ได้ดูแลเขากับลูกๆ ได้ทำกับข้าวให้ทาน ที่บ้านอบอุ่นไม่รู้สึกขาดอะไร สุก็ทำงานเขียนออกมาได้เยอะ มันไม่ได้ทรมานหรือกดดันผมเลย กลับชอบมากกว่า เพราะได้สิ่งที่ดีขึ้นมาแทน (ยิ้ม)

           คุณแม่สุ: ตัดสินใจอยู่กันเรียบง่าย ไม่ติดต่อใครในสังคมเก่าที่เคยอยู่ นอกจากส่งนิยาย ไม่เคยให้สัมภาษณ์อีก จนคนคิดว่า “ชลาลัย” ตายไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะเห็นแต่ผลงาน ไม่เคยเห็นตัวจริง ตอนแรกพ่อแม่หมู่ญาติไม่ยอมรับในเรื่องนี้ บางคนมีแดกดันบ้างว่า ตกลงใครเป็นผัวเป็นเมีย หรือเกาะเมียกิน แต่เราสองคนผ่านตรงนี้ด้วยการหันหน้าถามกันเองว่า นี่คือครอบครัวของเรา เวลาเราทุกข์ เราทุกข์ด้วยกัน เวลาเราสุข เราสุขด้วยกัน ใครช่วยให้เราสุขหรือทุกข์ เราเลือกเองได้ เพราะคือครอบครัวเรา ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เราก็คือภรรยาของเขา เขาก็คือสามีของเรา แค่เปลี่ยนหน้าที่เท่านั้น

 

 

ความเข้มข้นในทุกตัวอักษร

            คุณแม่สุ: หายไปเกือบยี่สิบปี สมัยก่อนมีคนอยากซื้อนิยายไปทำหนัง ต้องประกาศลงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่าต้องการติดต่อคุณ “ชลาลัย” จะซื้อนิยายเรื่องนี้ ญาติต้องมาบอกให้รู้ เราถึงติดต่อกลับไป ตอนนั้นติดต่อแค่ดาราภาพยนตร์ด้วยการเขียนนิยายแล้วส่งแฟกซ์ไป ไม่ยุ่งไม่สนใจใคร นักเขียนด้วยกันก็ไม่ติดต่อ

            คุณพ่อภัสร์: สมัยก่อนต้นฉบับเป็นกระดาษ ต้องหอบเป็นปึกเวลาไปขายต้นฉบับ ผมได้เห็นการทำงานของเขา ดูเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะ (ยิ้ม) ถ้าวันไหนไม่ได้ยินเสียงพิมพ์ดีดเหมือนอรรถรสบางอย่างในชีวิตขาดไป ไปต่างจังหวัด ต้องหิ้วพิมพ์ดีด กระดาษปึกหนึ่งใส่ท้ายรถไปด้วย ขึ้นเขาไปดอยทำได้เต็มที่ ผมชอบมากเวลาที่เห็นสุนั่งทำงานมีสมาธิ รู้สึกประทับใจ เหมือนมีพลังออกมา ถ้าพูดแบบไม่อาย โอเค ครอบครัวไม่อดตายละ (หัวเราะทั้งคู่) แล้วไฟเขาโชติช่วงมาก ผมช่วยได้แค่ทำกับข้าว งานบ้าน แต่เรื่องงานทำให้ไม่ได้ พอได้ยินเสียงพิมพ์ดีดรัวยาวต่อเนื่องมีสมาธิ ก็เกิดพลังใจ มองหน้าลูก เห็นความก้าวหน้าของครอบครัว ประทับใจทุกครั้งที่ได้ยิน ได้เห็นภาพนั้น

           คุณแม่สุ: เดี๋ยวนี้ไม่ประทับใจเพราะไม่เห็นภาพนั้นแล้ว ใช้คอมฯ แทน (หัวเราะทั้งคู่) สมัยก่อนพูดได้เลยว่าเมื่อไรที่คุณโขกงานก็ได้เงิน ทุกตัวอักษรมีค่าหมด เขียนอะไรมาขายได้หมด ถ้าเปิดเรื่องใหม่ อาทิตย์หน้าผู้จัดละครจะจองเข้ามาละ สำนักพิมพ์จะมาจองตั้งแต่ยังเป็นชื่อเรื่อง ตอนเก็บตัว ติดต่อกับสำนักพิมพ์บางแห่งเท่านั้น ทำเท่าที่ทำได้ ไม่เหมือนสมัยอยู่กรุงเทพฯ เกรงใจคนนั้นคนนี้ ถึงขั้นเขียน14ตอนของ14เรื่องต่ออาทิตย์ เวลาได้ยินเสียงโทรศัพท์สะดุ้งเฮือกเลย มันเครียดมาก ตายไม่ได้เลยนะ เพราะแต่ละที่ปิดเล่มไม่พร้อมกัน เราเหมือนคนบ้าจริงๆ ขับรถอยู่ โดนโทร.ตาม ต้องไปในปั๊มนั่งเขียนแล้วส่งแฟกซ์ให้เขา รู้สึกเหมือนคนใกล้ตาย ต่อมาค่อยๆ ลดจำนวนเรื่องลง ไปอยู่ต่างจังหวัด เขียนประมาณ5-6เรื่อง ก็อยู่ได้ อยู่กรุงเทพฯใช้เงินเยอะ สังคมเยอะ อยู่ต่างจังหวัดสบายขึ้น

 

ปรับตัวกับวงการน้ำหมึกในยุคใหม่

            ชีวิตคือการปรับตัวคงไม่ผิด เมื่อตลาดเปลี่ยน แนวการอ่านเปลี่ยน รวมถึงช่องทางการติดตามก็เปลี่ยน “ชลาลัย” นักเขียนคนดังจึงต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน แล้วเป็นนักเขียนรุ่นเก่าคนแรกๆ ที่กระโจนเข้าสู่ตลาดรุ่นใหม่อย่างไม่หวั่นเกรงใดๆ

           คุณแม่สุ: สำนักพิมพ์และนิตยสารปิดตัวไปเรื่อยๆ หัวใหญ่ที่สุดอย่างดาราภาพยนตร์ปิด เรารู้ว่าความไม่แน่นอน ช่วงที่อยู่กับครอบครัวไม่ได้ตามข่าวในวงการเขียน เหมือนคนอยู่ในถ้ำมานาน ไม่รู้จักนักเขียนชื่อดังของยุคสมัย พิมพ์งานขายเองเป็นล้าน ได้ลองศึกษาอีบุ๊คเพราะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เรามองว่าหนังสือเล่มเริ่มตันละ อยากรองรับผู้อ่านที่ดูละครแล้วอยากอ่านนิยายก็มาโหลดไปอ่านได้ 

             โชคดีที่สนใจเว็บ Meb จึงโทร.ติดต่อโดยตรง บังเอิญว่าเจ้าของเว็บเป็นคนรับสายเอง เราบอกว่าสนใจในอีบุ๊คแต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ถ้าจะเอาหนังสือมาลงอีบุคขาย ต้องทำอย่างไร พอบอกเขาว่าเราเป็นใคร เขาก็ไม่อยากเชื่อว่าพี่ “ชลาลัย” ตัวจริงเหรอ (หัวเราะ)

             ตอนนั้นไม่มีนักเขียนรุ่นเราไปลงในเว็บเขาเลย เขาก็อธิบายให้ฟัง และบอกว่าเอานิยายที่เราถือลิขสิทธิ์ทั้งหมดมา ผมจะทำให้เอง จากกระดาษเป็นไฟล์ลงคอม จัดหน้า ทำปกให้ อยู่ที่ความไว้วางใจกันจริงๆ ทุกวันนี้ทำที่เว็บนี้ที่เดียว พอเริ่มทำเพจเอง ก็มีนักเขียนแนวสารคดีที่ใช้นามปากกา “เกตุวดี” เหมือนกัน เข้ามาแนะนำตัวแล้วบอกว่าไม่รู้ว่ามีนามปากกานี้มาก่อน ตอนนั้นเขาเปลี่ยนไม่ได้เพราะพิมพ์หนังสือไปแล้ว แต่เขาขอใช้คำลงท้ายต่อเป็น “เกตุวดียามามูระ”  เราถือว่าโอเค เพราะเขาเป็นคนติดต่อเข้ามาก่อน (ยิ้ม)

 

ความรู้สึกที่ประทับในส่วนลึก

            คุณแม่สุ: พอได้มาอยู่ด้วยกันถึงรู้ว่าไม่เหมือนผู้ชายคนอื่นเลย เพราะช่างดูแลทุกอย่าง เสื้อผ้าหน้าผม เส้นด้ายที่โผล่ออกมา จะหากรรไกรมาตัดให้ บอกไม่ดูเรียบร้อย (ยิ้ม) เขาเป็นคนใส่ใจกับเรามาก และการดูแลลูกๆ ประทับใจมากๆ ดูแลน้องบอลตามที่สัญญาว่านี่คือลูกของเขา ไม่มีใครติได้เลยในเรื่องนี้ จนตอนนี้บอลแต่งงานจะมีหลาน ก็ยังรักเหมือนเดิม ญาติพี่น้องยอมรับ แม่เรารักเขามาก เพราะรู้ว่ารักลูกเราจริงๆ

            คุณพ่อภัสร์: ผมคงไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่าผมจะดูแลคุณกับลูกๆ ตลอดไป ให้มีความสุขมากๆ เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจมาแต่แรก ผมไม่เคยลืมคำพูดตัวเอง จะรักและเทิดทูนบูชาความรักตามที่ให้สัญญาเอาไว้ทุกคำ สิ่งนี้อยู่ในหัวใจผมตลอด ไม่ว่าจะเป็นอะไรไปก็ตาม

 

 

ทั้งแววตาและรอยยิ้มที่ทั้งสองต่างมีให้แก่กันในยามนี้ คงไม่สามารถบันทึกด้วยตัวอักษรใดได้หมดสิ้น แต่แน่ชัดแล้วว่านิยายฉบับพิเศษของ “ชลาลัย” เรื่องนี้ พระเอกรักนางเอกด้วยหัวใจทั้งดวงดุจเดียวกับนางเอกเองก็รักพระเอกจนหมดใจเช่นกัน

 

HUG MAGAZINE

รักไม่รู้จบ

เนื้อเรื่อง: มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

ภาพ: อนุชา ศรีกรการ


'แม่สามีก็มีเรื่องให้เจ็บปวด'

Q.

          “ตอนนี้ดิฉันเป็นแม่สามีมือใหม่ค่ะ ลูกชายอายุ 25 ปี พาสะใภ้อายุ 17 ปี มาใช้ชีวิตร่วมกัน ดิฉันก็ไม่ได้ยุ่งอะไรกับเขา เเต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อก่อนนี้ดิฉันดูแลห้องนอน เสื้อผ้าของลูกชาย พอมีเมีย เมียควรดูแลใช่ไหมคะ เเต่เมียไม่ทำเลยค่ะ ให้เมียดูแลเเค่ห้องนอนและเสื้อผ้าของตัวเองเท่านั้น เดือนแรกที่มาอยู่ เขาทำงาน ดิฉันก็เข้าไปเก็บกวาดเช็ดถูให้ พอเดือนที่ 2 เขาไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ก็ไม่ทำเลย ตอนนี้ห้องรกมาก เสื้อผ้ารอซักล้นตะกร้า เขาก็ไม่ทำ ดิฉันจะทำยังไงดี พูดและสอนดีๆ ก็รับปากว่าจะทำ แต่ดิฉันแอบดูมาหลายวันแล้วก็ยังไม่จัดการเลยค่ะ มีวิธีไหนแนะนำบ้างมั้ยคะ พรุ่งนี้ลูกชายมีกางเกงใส่แค่ตัวเดียวแล้ว”

 

 

A.

          ด้วยความเคารพค่ะ คุณแม่ ดีใจที่ไว้วางใจ ส่งคำถามเข้ามาคุยกันนะคะ คุณแม่ต้องปรับใจก่อน ลูกชายเป็นลูกของเราวันยังค่ำ ไม่ว่าอายุมากขนาดไหน ก็ยังเป็นเด็กในสายตาคุณแม่เสมอ นี่ขนาดตัวเองจัดรายการวิทยุมาเกือบ 30 ปี วันนี้จัดรายการเสร็จกลับบ้าน แม่ยังโทร.ถามเลยว่า “ถึงไหนแล้วลูก” คำถามซ้ำๆ เดิมๆ ที่เพิ่มเติมคือ ทำให้รู้ว่าเรายังมีแม่อยู่ใกล้ๆ วันนี้ลูกชายของคุณแม่เลือกคนที่เป็นคู่ชีวิตแล้ว บางเรื่องคุณแม่ต้องทำใจว่า เลือกแบบไหนได้แบบนั้นนะลูก ครอบครัวที่สร้างเขา ได้เห็นครอบครัวที่เขาสร้างแล้ว พ่อแม่สอนให้ลูกพูดคำว่า “รัก” จนมาบอกรักคนอื่นได้แล้ว ตั้งแต่นี้คุณแม่คงต้องมองอยู่ไกลๆ เพราะความห่วงใยอาจกลายเป็นแรงกดดันโดยที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจ

          วันนี้ลูกโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว เรียนจบ ทำงาน และสามารถเป็นพ่อคนได้ด้วยซ้ำ ถ้าคุณแม่ยังทำทุกอย่างให้ เหมือนเขาเป็นเด็ก เขาจะกลายเป็นลูกเล็กของคุณแม่ไปเรื่อยๆ ปล่อยเลยค่ะ จะเหลือกางเกงในตัวเดียว ถ้าไม่ซัก ไม่ทำ หรือต้องรอให้ภรรยาจัดการให้ เขาก็ต้องไปสื่อสารกันเอง ไม่ใช่เรา รู้ว่าตอนนี้การนิ่งอาจจะเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับคุณแม่ แต่คงเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุด ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ลองพูดสิ่งที่อึดอัด โดยการคุยกับลูกชายของเราดีๆ

          “เป็นยังไงบ้างลูก เป็นลูกของแม่อยู่ดีๆ กับการเป็นสามีใครซักคน เหนื่อยต่างกันไหม”

“ภรรยาลูกเป็นยังไงบ้าง”

“มีอะไรคุยกับแม่ได้เหมือนเดิมนะ ยังรักและห่วงเสมอ แค่บางทีแม่ไม่รู้ว่าจะยังเตือนอะไรเหมือนเดิมได้หรือเปล่า”

 

          พูดในเชิงโยนหินถามทางค่ะ ถ้าลูกบอกว่า “โถ แม่ครับ เหมือนเดิมแหละ ผมก็เป็นลูกแม่เหมือนเดิม” คราวนี้คุณแม่ก็ค่อยๆ บอกถึงสิ่งที่คุณแม่คิด “ช่วงนี้โควิดน่ากลัวนะลูก ทำห้องหับให้สะอาดเข้าไว้ แม่ไม่เข้าไปยุ่งไปจัด ถ้าเมียอยู่ ให้เขาช่วยดูก็ได้นะ แม่ก็ห่วงสุขภาพลูกและลูกสะใภ้นั่นแหละ” ค่อยๆ หยอดทีละนิด ไม่ต้องคิดหวังผลไกล แค่ไม่ทำให้เขารู้สึกว่า แม่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตคู่ของเขามากเกินไป ก็ถือว่าได้ผลแล้วครึ่งหนึ่ง

 

 

          คุณแม่ยังคงเป็นคุณแม่ที่น่ารักนะคะ บางคนฟาดไปแล้ว แรงใส่ลูกสะใภ้จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของลูกชาย ในเมื่อครอบครัวที่สร้างเรา กลับไม่ชอบครอบครัวที่เราสร้าง คนกลางมักทรมานที่สุด มีเหมือนกันที่สร้างเงื่อนไข ตกลงจะเลือกใคร เมียหรือแม่ โถ ใครจะเลือกได้ล่ะคะ คนหนึ่งสร้างชีวิต คนหนึ่งเป็นหัวใจ ก็ต้องค่อยๆ ประนีประนอมกันไป คนหนึ่งเป็นสุดที่รัก อีกคนก็รักที่สุด ต่างมีความสำคัญในแต่ละจุดของชีวิต ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอ หรือในละครก็มีให้เห็นเยอะแยะ คือปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ไงคะ มีให้เห็นกว่าปัญหาพ่อตากับลูกเขย หรือเพราะผู้หญิงมีมุมละเอียดอ่อนเยอะกว่า แสดงความเป็นเจ้าของมากกว่าก็ไม่รู้

          สำหรับลูกชายและลูกสะใภ้ของคุณแม่ ต้องยอมรับว่า เขาแต่งงานกันเร็วนะคะ ผู้ชายวัย 25 ยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะใช้เวลาในการดูใจ เพื่อเลือกใครซักคนมาเป็นคู่ชีวิต ส่วนลูกสะใภ้อายุ 17 ปี ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ยังไม่ทันได้ปิดตำราก็กินตำแหน่งภรรยาซะแล้ว เรื่องวัยสำคัญนะคะ ไม่ทันได้เรียนรู้โลกกว้างใหญ่ ต้องมาเจอความรับผิดชอบมากมายในชีวิต ยังเป็นลูกสาวได้ไม่เท่าไหร่ต้องกลายมาเป็นลูกสะใภ้ ดูแลตัวเองยังไม่ไหวแต่ต้องดูแลสามีตัวเองเพิ่มด้วย คุณแม่เลยยังต้องช่วยอยู่แบบนี้ ดูกันไปทีละวันค่ะ

          ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ระยะยาวจะรอดไหม แต่ในเมื่อเขาเลือกกันแล้ว คุณแม่ลองตั้งสติ แล้วนิ่งดูซักตั้ง มีอะไรอยากเตือนกันก็ต้องใช้น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความรักและหวังดี ไม่ใช่ตำหนิติเตียน เด็กยุคใหม่กระทบกระเทือนใจง่าย ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะฝากชีวิตลูกชายกับสะใภ้วัย 17 เลยค่ะ ค่อยๆ ฝึกให้ลูกชายมีวินัยกับตัวเองวันละนิด อย่างน้อยก็ดูแลชีวิตตัวเองได้ก่อน

 

          หัวอกพ่อแม่ล้วนหวังจะฝากชีวิตลูกสาวไว้กับผู้ชายดีๆ แต่ในเมื่อทั้งสองคนต่างเลือกและคาดหวังซึ่งกันและกัน ก็ต้องรับผิดชอบกันเองในสิ่งที่เขาเลือก พ่อแม่ในวันนี้บางทีไม่หวังให้เขยหรือสะใภ้มาดูแลด้วยซ้ำ แค่ไปดูแลซึ่งกันและกันให้ดีก็มีความสุขที่สุดแล้ว ไม่เหมือนครอบครัวจีนสมัยก่อน เมื่อสะใภ้เข้ามาต้องดูแลทั้งครอบครัวของสามี รวมถึงพี่น้อง วันนี้ยุคเปลี่ยน โลกเปลี่ยน แค่เขารักกัน ไม่ทำให้ครอบครัวมีปัญหาก็ดีหนักหนาแล้ว

         เป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ รู้ว่าเป็นห่วงแค่ไหน แต่บางเรื่องลูกต้องเรียนรู้จากชีวิตจริง เพราะสิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือแม่ไม่ได้อยู่ดูแลลูกตลอดชีวิตแน่ๆ ลูกจะเดินยังไง ล้มแบบไหน แล้วลุกขึ้นมาสู้ยังไง ต้องทำให้ได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่มีปัญหา แล้วแม่ต้องคอยแก้ปัญหาให้ทุกครั้ง ลูกจะมองว่า โลกใบนี้มันสวยเกินไป ผู้หญิงที่ลูกจะเลือกมาอยู่เคียงข้างทั้งชีวิตถึงต้องคิดให้ดี คนที่จะแบ่งปันความสุข เฉลี่ยความทุกข์ สุขก็เล่า เศร้าก็ฟ้อง แม่ถึงต้องมองอยู่ห่างๆ ถ้ายังต้องวิ่งเข้าไปประคองทุกครั้ง ลูกอาจอ่อนแอเกินกว่าที่จะเดินหน้าต่อไปบนโลกใบนี้ค่ะ.

 

HUG MAGAZINE

หัวใจไม่จนมุม

พี่อ้อย นภาพร


'Club Friday 101' ดีเจอ้อย & เฮียไนซ์

Club Friday 101

     “สวัสดีค่ะ” เสียงคุ้นเคยที่ได้ยินแล้วสบายใจของ ‘ดีเจอ้อย’ นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล กับรายการฮิตสำหรับทุกคนที่มีปัญหาความรักและต้องการคำแนะนำ Club Friday มาวันนี้เจ้าของเสียงยินดีมา   เปิดตัวแขกรับเชิญคนแรกของ Club Friday ที่ไม่ได้ออกอากาศที่ไหน ไม่ใช่ใครอื่น หนุ่มหล่อเสียงดีมาดนิ่ง ‘เฮียไนซ์’ นวพล จุลอมรโชค ซึ่งทุกวันนี้ยังคงเป็นคนพิเศษที่อยู่เคียงข้างเสมอมา รวมทั้งเป็นพลังใจสำคัญให้กัน

 

 

สายแรกของ Club Friday

ย้อนกลับไปสมัยรู้จักกันไม่นาน เมื่อก่อนดีเจกับศิลปินทำงานใกล้ชิดกัน พอมีอัลบั้มใหม่ก็ส่งข้อมูลให้ มีงานแถลงข่าว ใครออกอัลบั้มใหม่ก็มีสัมภาษณ์ หรือไปงานเปิดอัลบั้ม พี่อ้อยที่เป็นดีเจจัดรายการวิทยุ กับเฮียไนซ์ที่เป็นนักร้องมีอัลบั้มจึงได้มาพบเจอกันบ่อยครั้งตามประสาคนในแวดวงเดียวกัน มีรวมกลุ่มโยนโบว์ลิ่ง กินข้าว ทำกิจกรรมฉันเพื่อน

      “ตอนนั้นเราสองคนเป็นเพื่อนกันมากกว่า ตัวพี่ก็รู้สึกว่าไม่ควรมีแฟนที่เป็นศิลปิน ไม่รู้ว่าทำไม”

แล้วเพราะเหตุใดจังหวะหัวใจจึงจูนกันได้ เราถามด้วยความสงสัย เฮียไนซ์ตอบว่าเพราะอกหักจึงอยากหาเพื่อนนั่งกินข้าวคลายเศร้าในวันเกิดตัวเอง เลยโทร.หาพี่อ้อย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของสายแรกใน Club Friday ฉบับปฐมฤกษ์

     “พี่คิดว่าวันเกิดต้องไปกินกับแฟนหรือคนสำคัญสิ เลยเดาว่าอกหักมาแน่นอน แต่ผ่านวันเกิดก็ยังไม่ได้ไป (หัวเราะ) เฮียโทร.มาทวงว่าไหนบอกจะไปกินข้าวด้วยกัน ตกลงไปหลังวันเกิดแทน ก็ถามเข้าประเด็นว่าอกหักมาเหรอ”

หลังจากถามไป เหมือนได้ปลดล็อคสิ่งที่อัดอั้นไว้ เฮียไนซ์เลยพรั่งพรูความในใจออกมา สมเป็นดีเจ.อ้อยแห่ง Club Friday จริงๆ

     “ผมโทร.หาเขาบ่อยขึ้น หัวใจอ่อนแอ ท้อแท้ (หัวเราะ) อ้อยเป็นคนเข้าใจคนอื่นสูง คุยด้วยแล้วสบายใจ คุยไปเรื่อยๆ ก็ชวนไปขับรถเที่ยวพัทยา”

     “คนอกหักต้องไปทะเล ไม่หนีร้อนก็หนีรัก (ยิ้ม) พัทยาในตอนนั้น นิยมกินไอติมริมทะเล ก็ไปเช้าเย็นกลับ ไปด้วยความเป็นเพื่อน ไม่มีความโรแมนติกใดๆ”

แต่อีกฝ่ายไม่ได้คิดแบบนั้น เฮียไนซ์เริ่มสะดุดใจตัวเองก่อน ตอนนั้นเขากำลังทำธุรกิจต้นไม้ที่แม่สอด อาศัยเวลาในช่วงกลางคืน ทั้งที่เป็นคนพิมพ์ไม่เก่ง คอยจิ้มดีดทีละคำเพื่อส่งข้อความตลอด เริ่มโทร.คุยกันแทบทุกคืน ความรู้สึกดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเฮียไนซ์ถามพี่อ้อยตรงๆ ว่า เราคบกันไหม

     “ถามตรงมาก เขาเป็นคนที่ชัดเจน บอกแต่แรกด้วยว่าถ้าคบกันจะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง เป็นรักทางไกลนะ ยุคนั้นสื่อสารกันยากด้วย พี่คิดว่าเขากำลังอ่อนแอมา เลยตอบว่าไม่ได้หรอก ตอนนี้เธอแค่อ่อนไหว พอปฏิเสธไป เฮียถามว่า ทำไมไม่ลองดูล่ะ ถ้าไม่ใช่ก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม แต่พี่มองเขาเป็นเพื่อนเท่านั้น”

ครั้งแรกไม่สำเร็จ เฮียไนซ์ก็ไม่เลิกความตั้งใจ ลงมากรุงเทพฯ อีกครั้ง ก็นัดเจอกันสองต่อสอง การคุยครั้งนี้เป็นการขอโอกาสจริงจัง เราเลยสงสัย เมื่อคุณรวบรวมความกล้า สารภาพกับเพื่อนแล้วถูกบอกปัด ยังพยายามขอโอกาสอีก ทำไมถึงต้องเป็นผู้หญิงคนนี้เท่านั้น

      “ชีวิตผมผ่านความรักมาเยอะ เป็นศิลปินเจอคนมาหลายแบบ ผมชอบอยู่กับคนที่เหมือนกัน แล้วอ้อยก็เป็นคนแบบเดียวกัน อยู่ด้วยสบายใจ”

      “ยังมีถามอีกนะว่า ถ้าคนถามว่าเป็นแฟนอ้อยหรือเปล่า สามารถตอบได้เลยว่าเป็นแฟนแล้วใช่ไหม คือจริงจังมาก พอผ่านไปสามเดือน ก็ถามว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นแฟนกัน ยังกลับมาเป็นเพื่อนได้ไหม พี่ตอบได้สิ มันคือการทดลองดู แต่ตอนนั้นต้องยอมรับว่าคุณแม่ของเฮียมีอิทธิพลในเรื่องความรัก ที่อกหักมาเพราะคุณแม่ไม่ยอมรับ แล้วตัวพี่ก็กำลังโดนในลักษณะเดียวกัน”

 

ผจญโจทย์ใหญ่ที่ยาวนานที่สุด

เมื่อความรักมีโจทย์มาให้แก้ไข แล้วเป็นโจทย์ที่หนักอกหนักใจจนหลายคนถามว่าไหวหรือไม่ ทั้งรักระยะไกลและการถูกกดดันจากครอบครัวฝ่ายชาย ซ้ำร้ายระหว่างนั้น คุณแม่ของเฮียไนซ์เกิดเส้นเลือดตีบด้วย

     “พี่คิดเสมอว่าต่อให้เลิกกัน ยังไงเสียเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ เมื่อแม่เพื่อนเข้าโรงพยาบาล ตัวเขาต้องไปค้าขายต้นไม้กับพม่า เลยคิดว่าซื้ออาหารไปฝากแล้วกัน ตั้งใจวางแล้วรีบไป พอเห็นมาม้าทำช้อนหล่น น่าจะยังคุมมือไม่ได้ ก็รู้สึกว่าทำไมเราคิดแบบนี้นะ เลยป้อนเสร็จแล้วค่อยกลับ เวลาญาติเฮียถาม มาม้าบอกว่าเราเป็นเพื่อนลูกชาย ก็ไม่เป็นไร พี่ไม่ได้คาดหวังว่าต้องยอมรับ ไม่ได้ทำเพื่อเอาหน้า แล้วเจอโจทย์ใหญ่อีกครั้ง พี่สาวเฮียเกิดเส้นเลือดในสมองแตกตรงก้านสมองด้วย นอนนิ่งอยู่สามเดือน ในตอนนั้นเราห่วงเขามากกว่าละ”

     “อ้อยจะแวะเข้ามาดูก่อนจัดรายการ มาพูดมาคุยเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าพี่สาวรู้ตัวไหม แต่เขาคอยมาคุยด้วยตลอด รู้ว่าชอบฟังเพลงก็เปิดให้ฟัง ทำตลอดเวลาที่ไปโรงพยาบาล”

     “ความรักแบบพี่ไม่ได้เจอกันแล้วหวาน แต่ผ่านโจทย์มากมาย เรายังใช้คำหนึ่งเสมอ เอาเท่าที่ได้ แค่ไหนแค่นั้น เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อมาม้าไม่ยอมรับ แค่มีโจทย์มาให้แก้เรื่อยๆ เฮียก็ไม่มีเวลาเยอะ หลายครั้งที่นัดกัน เจอปั๊บ อยู่ต่อไม่ได้แล้วนะ เดี๋ยวลูกค้ามาเอาของ ต้องขับกลับแม่สอด พอพี่กลับบ้าน แม่พี่ถาม น้ำตาไหลเลย เราไม่ได้เล่าทั้งหมดให้ที่บ้านฟัง ตอนนั้นพี่อยู่กับพ่อแม่ อาจเป็นความรักของคนยุคก่อน ถ้าทำไม่ผิดต่อสิ่งที่พ่อแม่รู้สึก พ่อแม่จะรักเขา เพราะเป็นแฟนกันแล้วยังทำตามกฎกติกา เข้าตามตรอกออกตามประตู เราก็ประคองกันไปจนวันหนึ่งมาม้าก็ยอมรับ”

     “แม่ถามว่าเมื่อไรจะแต่ง (ยิ้ม)”

 

สิ่งเดียวที่ยื้อไว้

เหมือนเดินไปไม่เห็นปลายทาง แล้วด้วยเหตุอันใดพี่อ้อยจึงยังเลือกยืนตรงนี้อยู่ เราถามอย่างสงสัย เพราะถึงจะเป็นคนคิดบวกยังไง สถานการณ์ก็สาหัสจริงๆ

     “ตัวเฮียไนซ์ค่ะ (ยิ้ม) มีหลายครั้งที่คิดว่าพอละ เหนื่อยไปละ เราเสียเวลาซึ่งกันและกันหรือเปล่า แล้ววันหนึ่งเฮียขับรถลงมา รู้ว่าพี่ใกล้จะกลับบ้าน รถติดมาก เขาจอดรถทิ้งไว้ ขึ้นมอเตอร์ไซค์เพื่อมาหาเราให้ทัน ความรู้สึกผุดขึ้นมา เราใจร้ายนะ ถ้าจะเดินไปจากจุดนี้ พี่ฉอดเคยบอกว่า ‘ถ้าวันหนึ่งจะไม่รักกัน ขอให้เป็นเพราะไม่รักกันแล้ว อย่าเดินออกจากกันเพียงเพราะว่าทุกอย่างรอบตัวไม่สวยงาม’ พี่ฉอดเป็นคนเดียวที่พูดแบบนี้กับพี่ เพราะคนรอบข้างบอกว่า ไม่รอดหรอก ทำไมต้องเป็นคนนี้ มันยากไป เลยเดินหน้าไปเรื่อยๆ ประคองกันไปเท่าที่ได้ แค่ไหนแค่นั้น วันนี้ถึงได้บทเรียนที่เอามาพูดในรายการว่า ถ้ามองข้างหน้าไม่เห็น ก็รักษาตามอาการทีละวัน ที่ผ่านมาเหนื่อยจะตาย ถ้าเฮียนอกใจ พี่ไปได้ง่ายมาก แต่ถ้าเราถอยทั้งที่เขาพยายามสู้อยู่ สู้เต็มที่เท่าที่ทำได้ จะถอยได้งั้นเหรอ”

     “เรียกว่าไม่เห็นอนาคตเลยดีกว่า (หัวเราะ) ตอนนั้นผมทะเลาะกับแม่ทุกวัน บอกว่า ‘แม่ดูนานๆ นะ ดูว่าอ้อยเป็นคนยังไง’ ผมเก็บทุกอย่างกับตัว เพื่อความสบายใจของเขา ปกติผมจะขับรถจากแม่สอดมากรุงเทพฯ เข้าพักคอนโดฯ เช้าต้องไปนครปฐม ไปราชบุรี วิ่งหาต้นไม้ กว่าจะเสร็จห้าโมงกว่า รถติดแถวบางบอน ก็รีบตีกลับเข้าไปหาเขา ได้เจอหน้ากัน ดูหนังกันสักเรื่อง กินข้าวกันมื้อหนึ่ง”

     “ถ้าจะบ่นเหนื่อย ให้หันไปดูเฮียไนซ์ เขาเหนื่อยกว่ามาก เรื่องบ้าน เรื่องแม่ เรื่องต่างๆ ถึงเข้าใจ คนกลางทรมานที่สุด เขาพยายามสู้ทุกอย่าง มาถึงวันนี้ไกลจากจุดเริ่มต้นมาก ใช้เวลา 7 ปี คนที่ขอเราคือมาม้า (ยิ้ม) พูดว่า ‘มีแต่คนถามว่าเมื่อไรลูกชายคนเล็กจะแต่งงานซะที จะให้ม้าตอบเขายังไง’ ในวันนี้ มาม้าเปลี่ยนไปเยอะมาก พอได้เข้ามาถึงเข้าใจว่าทำไมเขามีกติกาในการรับคนที่จะมาเป็นครอบครัวเดียวกัน มาม้าก็เจ็บมาเยอะ จากการที่ลูกๆ เลือกคนของตัวเองแล้วมีปัญหา พี่เลยเข้าใจ”

 

 

หลักสำคัญของรักระยะไกล

สิ่งสำคัญของทั้งสองคือการเห็นคุณค่าในการมีกันและกัน ยิ่งรักทางไกลด้วยแล้ว ยิ่งทำให้วันธรรมดาเป็นวันพิเศษและสำคัญเมื่อได้เจอกันจนถึงทุกวันนี้

     “คุณรักผู้หญิงคนหนึ่งมากพอที่จะอยากตื่นมาแล้วเห็นเขานอนข้างๆ ไหม ถ้าอยากเห็นเขาทุกวัน เราต้องสู้ ต้องทำให้ดีที่สุด อ้อยไม่ใช่ผู้หญิงสวย แต่สวยจากข้างใน (ยิ้ม) ผมอยากได้คนจิตใจดี เข้าใจชีวิต ความไกลทำให้ผู้ชายวอกแวกบ้าง โอ! ผู้หญิงคนนี้น่ารักจังเลย แต่ผมมีเป้าหมาย รู้ว่าเขาคนนี้คือว่าที่ภรรยา บอกอ้อยว่าไม่ต้องห่วงนะ”

     “ถ้ารักกันต้องเชื่อใจกัน แต่ที่สำคัญต้องทำตัวให้น่าเชื่อใจ กับเฮียเมื่อวานรัก วันนี้รัก พรุ่งนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารักแบบนี้เหมือนเดิมไหม พี่ทำ Club Friday มาจนรู้สึกว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้ เฮียทำตัวให้น่าเชื่อใจเสมอ ไม่เคยซ่อนโทรศัพท์เลย ไม่เคยเดินไปรับไกลหูไกลตา ก่อนแต่งงานแฟนคลับของเฮียเข้ามาต่อว่ามากมาย บางคนบอกว่าเธอมันผู้หญิงโง่ที่ถูกหลอกใช้ให้ดูแลพี่สาวเขา และอ้างว่าตัวเขาดูแลพี่ไนซ์มาตลอด เพลงที่พี่ไนซ์ชอบสุดคือ “สิ่งสำคัญ” ของเอนโดรฟิน อะไรต่างๆ นานา แค่ประโยคนั้นรู้เลยว่าไม่ใช่เรื่องจริง เพราะไม่รู้จักเฮียจริง” (หัวเราะทั้งคู่)

     “เฮียเป็นคนไว้ใจคนอื่น เลยเล่าเรื่องของพี่ให้คนอื่นฟัง มองว่าเขาเป็นน้อง ไม่รู้เจตนาอีกฝ่ายแท้จริง ที่พยายามยุให้เราแตกกัน เมื่อเริ่มมากขึ้น แฟนคลับสองฝ่ายเริ่มตีกัน เฮียเลยโมโห จะเข้าไปลุย พี่ขอให้อยู่เฉยๆ สิ่งเดียวที่คนมาระรานจะทรมานที่สุดคือการที่คุณนิ่ง ความรักทางไกล ถ้าทำตัวไม่น่าเชื่อใจก็จบ เฮียจะโทร.มาบอกว่า เฮียอยู่กับคนนี้นะ ได้ยินเสียงไหม หรืออยู่สนามบอลนะ มาเตะบอล จำร้านนี้ได้ไหมที่เคยบอกว่ามากิน เขาทำแบบนี้มาตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบยี่สิบปี”

     “แต่ก่อนตอนไปเตะบอล เขาจะไปนั่งหงอยๆ แกว่งขารอ ผมก็ถามว่าเป็นอะไร อ้อยจะทำหน้านิ่งๆ ไม่ตอบ ในใจคิดละ งานงอกแล้ว (หัวเราะ)”

พี่อ้อยเองก็ยอมรับว่าเคยออกอาการงี่เง่าน้อยใจไม่ต่างจากคนอื่นๆ จนวันหนึ่งฉุกคิดได้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร

    “วันที่ไม่ขึ้นมา เธอก็เลือกทำงานไม่ใช่เหรอ แล้วเขาก็เล่นบอลของเขา แต่พอวันนี้เธอขึ้นมา ทำไมต้องให้เขาวางทุกสิ่งเพื่อเธอล่ะ ยิ่งเป็นรักทางไกล มีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยอยู่แล้ว ทำไมไม่เก็บช่วงเวลาดีๆ ไว้ เรามักจะงี่เง่ากับคนที่เราให้ความสำคัญ แต่เวลาที่งี่เง่าก็ไปเพิ่มความทุกข์ให้เขาเช่นกัน

“ไม่ชอบประโยคหนึ่งที่ว่า อยู่ไกลกันดีนะ ถ้าอยู่ใกล้ก็เลิกกันไปแล้ว คนเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ใกล้สิ แค่คุณเห็นคุณค่าของการมีกันและกันพอหรือเปล่า พี่เห็นหลายครั้งที่ทะเลาะกัน ยังไม่ได้ง้อ ก็ประสบอุบัติเหตุจากไปก่อน เรามีแค่ช่วงเวลาเดียวที่ได้อยู่ด้วยกัน แล้วแต่ว่าจะหมดอายุรักหรือหมดอายุขัย หมดอายุรักคือไม่รักกันแล้ว ทำไมเธอไม่กอดฉันเหมือนเดิม หรือบางคนอยากกอดกันแทบตาย แต่หมดอายุขัย ก็ไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้ว พี่จึงเตือนตัวเองเสมอ”

พี่อ้อยเสริมต่อว่าทุกวันนี้ยังได้ยินเสียงกัน ให้ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษที่สุด และใช้เทคนิคนี้กับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าคนรัก พ่อแม่ เพื่อน อย่างน้อยวันหนึ่ง ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราก็ยังมีความทรงจำที่ดีเก็บไว้

     “ใน Club Friday มีหลายคนที่วีนเหวี่ยง โยนข้าวของผู้ชายออกจากคอนโดฯ ผู้ชายเอง เพราะรู้ว่าเขายอม จนวันหนึ่งเขาตีจาก น้องดึงอะไรกลับมาไม่ได้แล้ว ไปร้องไห้ต่อหน้าผู้ชาย เขาก็บอกว่ารู้ไหม วันนั้นที่ไล่ผมไป ผมไม่มีที่นอนนะ”

 

‘ขอบคุณ Club Friday ซึ่งเป็นตำราสอนพี่ได้แทบทุกเรื่อง (ยิ้ม)’

     “ผมทำดีที่สุดแล้วกับอ้อย ทำให้เต็มที่ ถ้าอยู่ไกลต้องเชื่อใจเขา เรารู้จักเขามากพอว่า อ้อยไม่วอกแวกแน่นอน หรือวันหนึ่งเกิดความผิดพลาดในรักขึ้น ไม่รักแล้วไม่เป็นไร แค่เสียใจ มันเป็นเหตุจำเป็น ผมคิดเสมอว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรแน่นอน ทำให้ดีที่สุดทุกวันก็เท่านั้นเอง”

ยุคนี้คนเรานอกใจกันง่าย แทบทุกกรณีที่ได้ยินล้วนเกิดจากการนอกใจ และมีเยอะที่คิดว่าไม่น่าเป็นไร พื้นฐานของความรักความสัมพันธ์อยู่ที่ความเชื่อใจกัน ถ้าสิ่งนี้พัง การอยู่กับความระแวงจะทุกข์เพียงใด

 

นอกจากความเชื่อใจ ชีวิตคู่ต้องการอะไรอีก

     “การคุยกันค่ะ และการคุยไม่สำคัญว่าคุณฟังกันหรือเปล่า เราเรียกร้องให้อีกฝ่ายพูดตรงๆ แล้วเราฟังเขาไหม และอย่าคิดว่าต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง คนที่คิดต่างกับเรา เขาไม่ผิด โอเค เฮียทำธุรกิจมา เราเป็นลูกน้อง ไม่กล้าคิดแบบเฮียคิด แต่อย่างน้อยคิดแบบเฮียก็ดีนะ คิดแบบเราก็ไม่ใช่ไม่ดีนะ

เฮียไนซ์เสริมว่าให้เรียกว่าเปิดรับความคิดกันมากกว่า หลายครั้งที่เขาคิดลงทุน พี่อ้อยกลับเบรกบ่อยครั้ง แทนที่จะโกรธเคือง แต่เขาก็คิดว่าดีแล้วที่มีคนคอยเตือนสติ

    “ผมแยกมาทำงานคนเดียว คิดคนเดียวเกือบยี่สิบปี เป็นนายตัวเอง มั่นใจตัวเอง ก็จะได้แค่คำตอบเดียวมาตลอด พอมีคนช่วยคิดมันดีนะ”

     “เหตุผลของเธอกับเหตุผลของฉันถูกต้องเหมือนกัน แค่ยืนคนละมุม ไม่มีใครผิด มันเป็นการให้เกียรติความคิดอีกฝ่าย ถ้าต่างฝ่ายต่างเอาแต่ชนะกัน มันจะหายนะ เชื่อว่าเรื่องความรักไม่มีสูตรตายตัว เช่นอย่าทะเลาะกันข้ามคืน พี่มองว่าไม่ถูกเสมอไป บางทีทะเลาะกันจนเหนื่อย อีกคนง่วงมาก จะหลับ ให้เดินไปปลุกตามสูตรเพื่อคุยกันต่อ จบเลย บางเรื่องปล่อยไปไม่ต้องอธิบาย ให้เวลาทำหน้าที่ของมันเองบ้าง เวลายังใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์จริงๆ แล้วถ้าคุณมาบอกว่าเห็นไหมฉันถูก ก็จะกลายเป็นการเอาชนะกันบนความรักที่เป็นซากปรักหักพัง พี่ว่าไม่คุ้มนะ”

     “ยิ่งคุณไปเขย่าๆ ลากตัว ลุกขึ้นมาคุยกันเดี๋ยวนี้ (หัวเราะ) ผมว่ายิ่งจะเลิกกันเลย เลิกกันวันนั้นแหละ ผมใช้เวลาในการคบหาดูใจ มองกันที่ข้างใน คนเรามีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน คุยแล้วจะรู้สึกว่าคนนี้ความคิดเท่นะ หรือคำพูดที่ออกมาจากใจเขา จะรู้ได้ว่าคนนี้เหมาะกับเราไหม คนเรามักทำตัวให้ดูดีก่อน แต่เชื่อเถอะ ในที่สุดก็จะเผยธาตุแท้ ไม่ใช่ไม่ดี แต่อาจไม่ถูกจริตเราก็ได้ ความรักสำคัญนะ แต่อยู่ไปกันนานๆ ความเข้าใจสำคัญกว่า”

 

มีกันและกัน

เฮียไนซ์ยิ้มก่อนจะหันไปหาพี่อ้อยที่นั่งเคียงข้าง พลางพูดด้วยน้ำเสียงชัดเจนจริงจัง

     “ผมต้องขอบคุณที่อยู่กับผมมาทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเจ็บปวดทรมาน มีปัญหาเรื่องครอบครัว เขาก็เป็นคนที่อยู่เคียงข้างผมตลอด ผมโชคดีที่ได้เจออ้อยนะ (ยิ้ม) รู้สึกเสมอว่าคนนี้เป็นผู้หญิงที่ต่อให้ผมไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แม่ผม ลูกหลานผม พี่สาวผม เขาไม่ทิ้ง เขาดูแลทุกคนแน่นอน เพราะงั้นถึงโชคดีที่ได้มีอ้อยอยู่ด้วย คำหวานผมไม่มี ผมหวานทุกวัน (หัวเราะทั้งคู่) รักเขาเสมอ อยากกอดก็กอด อยากหอมก็หอมเลย”

เราตั้งคำถามกับเฮียไนซ์ว่าผู้ชายไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกว่าฉันรักเธอ บางคนก็พูดเยอะจนดูเป็นคนเจ้าชู้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือคำจริงจากใจ

     “ผมจะพูดว่าผมรักอ้อยนะ ก็ต่อเมื่อต้องรู้สึกจากใจจริง ไม่ใช่พร่ำเพรื่อไปเรื่อย เพราะผมรักเขาทุกวันอยู่แล้ว บางอารมณ์ก็จะบอกว่า เฮียรักหนูนะ (ยิ้ม) เราจะรู้สึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา รู้ว่ารักผู้หญิงคนนี้จัง”

     “เวลาพี่นึกย้อนกลับไป ไม่คิดว่าจะร่วมชีวิตได้ถึงวันนี้ วันแรกที่เฮียถามว่าเรามาเป็นแฟนกันไหม ในความรู้สึกแรกคือคนที่เป็นแฟนต้องรักกันก่อน แต่พูดจริงๆ วันนั้นพี่ไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่เขาคือคนที่ทำให้เรารักมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ เราไม่ได้เริ่มจากความผูกพัน แต่มีโจทย์มากมายให้ได้รู้ว่าถ้าไม่รักมาก มันคงอยู่จนถึงวันนี้ไม่ได้ มีหลายโจทย์ที่แทบจะทำให้ถอดใจจริงๆ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากทำทุกวันให้ดีที่สุด คิดว่าเฮียยังน่ารักมากพอ ลุยกันสักตั้ง อยู่เป็นขวัญและกำลังใจแก่กันก็ยังดี พอได้มองย้อนกลับไป ถ้าเราสองคนไม่ได้รักกันมาก ก็อยู่มาถึงวันนี้ไม่ได้จริงๆ

     “ขอบคุณเฮียเสมอที่เป็นสามีที่น่ารักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นแฟน 7 ปี เป็นสามี 12-13 ปี เฮียเป็นคนที่ทำให้พี่เสียใจน้อยมาก พี่กล้าพูดว่าที่แข็งแรงมากพอจนเป็นที่พักพิงหัวใจให้คนอื่นได้ เพราะเฮียเป็นกำลังใจที่แข็งแกร่งให้พี่ได้มีแรงช่วยรับฟังปัญหาของคนอื่น ถ้าเฮียทำให้พี่เสียใจ หรือมีอะไรก็ตามที่เหมือน Club Friday ที่ผ่านมา พี่คงไม่มีแรงไปพูดและให้กำลังใจใครได้ เขาคอยให้กำลังใจพี่มาโดยตลอด และขอบคุณที่ยังยอมรับภรรยาอย่างพี่ที่ไม่สามารถดูแลเขาได้ทุกวัน เฮียจะเห็นดีเจหัวฟูๆ ที่จัดรายการเสร็จ รุ่งเช้าหิ้วกระเป๋าไปที่สนามบินเพื่อเจอกัน เพราะรู้ว่าเขาทำธุรกิจ ลงมายากกว่า เราเป็นลูกน้องเลยมีเวลาหยุดที่ชัดเจน”

     “อ้อยเคยคิดว่าเขาไม่สมบูรณ์ ไม่มีลูก ผมรักเขาที่ตัวเขา ลูกถ้ามีคือส่วนเติมเต็มของชีวิต ไม่มีไม่เป็นไร ไม่ได้ทำให้ความรักน้อยลง บางทีผู้หญิงคิดว่าไม่มีลูกก็ไม่มีโซ่ทองคล้องใจ ทำให้ชีวิตคู่ไม่ยั่งยืน สำหรับผมมันไม่จริง ต่อให้มีลูกหลายคน ถ้าไม่รักก็คือไม่รัก แถมทิ้งได้ด้วย ถ้ารักก็คือรัก ต่อให้ไม่มีลูกก็ยังรักอยู่ดี”

พี่อ้อยเล่าว่าเคยแท้งลูกไปครั้ง ในช่วงเวลาที่เศร้าอย่างยิ่งนั้น ก็มีสามีคนนี้คอยให้กำลังใจ แม้ว่าไม่มีสมาชิกครอบครัวเพิ่ม แต่เราก็ยังไม่มีใครขาดไป ยังมีเราด้วยกัน

    “เฮียจะพูดเสมอว่าต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ ดูแลตัวเองแทนเฮียด้วย ไม่มีคำว่า ‘รัก’ อยู่ในนั้น แต่รู้สึกดีใจที่ได้ยินประโยคนี้ ช่างโชคดีจริงๆ ที่เรามีกันและกัน”

 

Club Friday ปิดท้าย

เราสมมติว่าถ้าเฮียไนซ์โทร.หาดีเจอ้อยใน Club Friday วันนี้ อยากคุยอะไรกับดีเจบ้าง เป็นคำถามที่ทำให้ทั้งสองหัวเราะร่วนก่อนมองหน้ากัน

     “ผมคงไม่มีเรื่องเล่าอะไร แค่ให้กำลังใจเขา โทร.ไปบอกว่าขอบคุณนะ ที่ให้คำแนะนำหรือความคิดเห็นดีๆ แก่คู่ชีวิตหลายๆ คู่ ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น บางครอบครัวที่จะพังแล้ว ก็กลับมาดีขึ้น ที่จริงผมแอบฟังเขานะ เวลาขับรถไปรอ ก็เปิดฟัง บางเรื่องก็ เออ คนนี้มันอะไรวะ (หัวเราะทั้งคู่)”

“เฮียเป็นแขกพิเศษของ Club Friday เล่มแรก เป็นขั้นพื้นฐานเลย (หัวเราะ)”

 

 

เป็นแขกพิเศษที่จะโทร.เข้ามาในรายการ แล้วจะไม่วางสายไปตลอดชีวิต คอยหนุนช่วยให้ดีเจคนนี้ส่งต่อกำลังใจกระจายออกไปสู่ผู้ฟังทุกๆ คน เพื่อให้โลกยังมีความรักที่สวยงามกันอีกครั้ง.

ขอบคุณสถานที่น่ารักอบอุ่น

ร้าน espresso gallery

FB: espgallery


ดูดีแบบคนดัง 'กระแส อาร์สยาม'

   

วันนี้ได้เจอ Queen Of Dance ตัวจริง! ที่ทำทั้งชะนีและเก้งกวางเตรียมเต้นไฟลุกกับเพลงรีเมคล่าสุดของ ‘วิลิศมาหรา’ จากสาวหุ่นเป๊ะ ‘กระแต อาร์สยาม’ งานนี้ต้องถามเคล็ดลับการปั้นหุ่นให้แจ่มได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะก้นกลมเด้งสวยสุดๆ ใครว่าฉีดมา ตบปากตามอายุเดี๋ยวนี้! เพราะไม่ฟิตจริง เต้นระเบิดบนส้นสูงไม่ได้แน่นอน. 

 

 

เคล็ดวิธีปั้นหุ่นสุดสวย

          มีคนถามว่าทำยังไงให้ได้ก้นกลมสวยแบบนี้ คนที่ออกกำลังเล่นรูปร่าง รู้ว่าก้นปั้นยาก เพราะมีกล้ามเนื้อหลายส่วน ทั้งส่วนบน ส่วนล่าง ด้านข้าง ข้างใน ข้างนอก ทั้งหมดห้าส่วน การสร้างกล้ามเนื้อแต่ละส่วนก็ต่างกัน ค่อนข้างใช้ศิลปะเยอะจึงจะออกมาสวย บางคนบอกเล่นมาหลายปีไม่เห็นขึ้นเลย ถ้าอยากเล่นกล้ามแบบจริงจังต้องมีเทรนเนอร์ที่เก่งและหาวิธีที่ถูกกับตัวเอง ผู้ชายยังปั้มกล้ามจนนมใหญ่ได้เลย (หัวเราะ) ก้นเรามีอยู่แล้ว ทำไมจะขึ้นไม่ได้

1.ต้องมีกำลังใจ

2.ต้องนึกภาพแล้วไปให้ถึง

          มีบางคนเข้าใจเรื่องโภชนาการผิด เช่นกลัวอ้วน กินแต่คลีน แต่เล่นก้นต้องใช้พลังงานเยอะมาก (ย้ำ) คุณไม่กินจะเอาพลังงานจากที่ไหนมาสร้างเนื้อเพิ่ม แตรกินเยอะมากนะ เพราะตอนเล่น กล้ามเนื้อจะถูกระเบิดฉีกขาด พอกินเข้าไป กล้ามเนื้อจะรีบดูดสารอาหารซ่อมแซม โปรตีนจึงสำคัญ แล้วถ้าไม่กินอาหารที่มีพลัง พวกแป้งหรือไขมัน ก็ไม่มีอะไรให้ดูดไปเสริม แต่แตรจะเลือกการกินให้เหมาะกับการออกกำลัง เช่นวันนี้จะเน้นส่วนไหน ถ้าเล่นก้น กินพวกน้ำตาลไขมัน กินทุกอย่าง เพราะร่างกายดูดของที่กินไปลงก้นหมด จะทำใหญ่ขึ้น เราก็เอาไปออกกำลังได้ แต่ถ้าไม่มีวินัย ไม่ออกกำลังเต็มที่ ก็อ้วนได้ พอวันต่อมาจะเล่นกล้ามท้องกระชับ ก็ต้องห้ามกินของพวกนี้ละ

 

 

          มันต้องปรับตารางค่ะ ต้องมีวินัยมากๆ ที่ไม่ค่อยกล้าแนะนำ เพราะวินัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน แตรอยากให้ทุกคนมีรูปร่างที่ดี ถ้าสุขภาพดีก็มีความสุข กินอะไรก็ไม่ต้องมาคิดกังวล ซึ่งมันไม่ง่ายแต่ทุกคนทำได้นะ

 

 

ก้นใหญ่ยิ่งต้องปั้น

          วิธีการปั้นก้นไม่มีผิดถูก แล้วแต่คุณถูกจริตกับแบบไหน ทั้งแบบออกกำลังกายโดยไม่ใช่อุปกรณ์ หรือเสริมเพิ่มให้สคอวทหนักขึ้น บางคนบอกฉันมีก้นอยู่แล้ว เลยไม่เล่น ไม่ใช่นะ คนมีก้นยิ่งต้องเล่น เพราะก้นใหญ่จะย้อยเผละง่าย สังเกตคนก้นใหญ่จะไม่กระชับ จึงมีท่าที่ทำให้กระชับ

 

 

ส่งต่อพลังใจด้านบวก

          เมื่อก่อนเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ภายนอกดูเหมือนมั่นใจแต่ข้างในไม่เลย จะออกจากบ้านแต่ละครั้งต้องส่องกระจกหลายรอบ คอยถามแม่ว่าแบบนี้ดีไหม ถึงเขาบอกว่าดี ก็ยังคิดว่าตัวเองไม่โอเค เพราะกลัวคนบูลลี่ แตรโดนมากับตัวหลายครั้ง ถูกคนบอกว่า ขาสั้น เอวหนา ก้นไม่มี นู่นนั่นนี่ สุดท้ายจึงรู้ว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อคนที่ไม่รักเราไปทำไม เสียเวลาไปพิสูจน์กับคนที่บูลลี่เราทำไม สู้ทำเพื่อคนที่อยู่ข้างเรา ให้ความสนใจกับเราดีกว่า ไม่ต้องสนคนไม่รักเรา ก็ให้เป็นลมผ่านไป ให้มองว่าฉันสวย ฉันมีความสุขกับตัวเอง ทุกคนมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ไม่มีคนไหนสวยกว่าใคร ทุกสิ่งอยู่ที่ความชอบ ถ้าเรามั่นใจในตัวเองมีความสุข พอใจในตัวเอง โลกจะเปลี่ยนเลยนะ คำพวกนั้นหายไปจากหัว มีแค่คิดว่าฉันสวย (หัวเราะ)

          แตรเห็นหลายคนที่มีรูปร่างหลากหลายแบบออกมาเต้น พวกเขาน่ารักดีนะ ไม่เห็นต้องบูลลี่กันเลย บางคนอวบๆ มาเต้นแล้วดูน่ารักมาก แตรชอบ เขาดูมั่นใจกันดีจัง ทุกคนควรมีใจที่คิดไปทางบวกดีกว่าคิดลบ โลกก็จะน่าอยู่ แตรอยากบอกทุกคนที่เจอเรื่องแบบนี้ว่าไม่ต้องไปสนใจพวกคนท็อกซิน คนบูลลี่ ไม่ต้องให้ค่า ปล่อยไป มามีความสุขกับคนที่รักเราก็พอแล้วค่ะ

 

 

#Hugmagazine #กระแตRsiam #วิลิศมาหรา #Rsiammusic #ดูดีคนดัง

 

HUG MAGAZINE

ดูดีแบบคนดัง

พี


'รักนี้สู้สุดฤทธิ์!' จ๊ะ-จิตตาภา แจ่มปฐม & เอิน-ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล

รักนี้สู้สุดฤทธิ์!

จ๊ะ-จิตตาภา แจ่มปฐม & เอิน-ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล

ไม่ขออารัมภบทมากนัก ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมติดตามเรื่องราวความรัก

ของนักแสดงสาวสวย จ๊ะ-จิตตาภา และผู้จัดละครหนุ่มหล่อ เอิน-ณิธิภัทร์

ที่กว่าจะลงเอยกันได้นั้นแสนสนุกสนานเคล้าความหวาน

ดั่งพล็อตละครโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 

แรกพบในกองถ่ายฯ

     จ๊ะ-จิตตาภา คือนักแสดงสาวมากฝีมือที่ฝากบทบาททางการแสดงไว้หลากหลาย แฟนๆ ต่างชื่นชมว่า “ตีบทแตก” อาชีพนักแสดงทำให้เธอมีโอกาสรู้จักกับผู้จัดละคร เอิน-ณิธิภัทร์ ในฐานะเพื่อนร่วมงาน กระทั่งถึงวันที่ฝ่ายหญิงอกหัก เพื่อนๆ นักแสดงในกองละครจึงรวมก๊วนชวนกันไปปาร์ตี้เพื่อช่วยให้สาวจ๊ะคลายเศร้า วันนั้นหนุ่มเอินได้เห็นเธอในอีกมิติที่ไม่คุ้นเคย

     “ตอนเล่นละครเขาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานเก่ง เป็นมืออาชีพ แต่ปาร์ตี้คืนนั้นจ๊ะเป็นอีกคนที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน” หนุ่มเอินตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ

     ระหว่างที่บทสนทนากำลังดำเนินไป จ๊ะมองฝ่ายชายด้วยรอยยิ้มในแววตาก่อนเล่าว่า

     “วันนั้นเขาได้เห็นเราตอนเมา ร้องไห้โวยวาย ด่าผู้ชาย เขาคงช็อค จ๊ะจำได้ว่าช่วงที่เริ่มเมา จ๊ะหันไปถามเขาว่า ‘เราน่ะยังไง เมื่อไหร่จะแต่งงาน’ ตอนนั้นเขามีแฟน แต่เราไม่เคยพูดจาแบบนั้นกับเขา เพราะต่างวางตัวแบบนักแสดงกับผู้จัดละคร เขาตอบว่า ‘คงอีกไม่นาน’ เราก็บ่นว่า ‘ไม่คุยด้วยแล้ว เบื่อคนจะแต่งงาน’ แล้วหันมาร้องไห้กับเพื่อน ตัดเขาออกจากการสนทนาทันที” เอินกล่าวเสริมว่า

     “หลังจากนั้นไม่นานผมก็เลิกกับแฟนครับ เพราะมีปัญหากันมาสักพักแล้ว”

     เมื่อผู้สัมภาษณ์จินตนาการตามกลับนึกถึงภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง My Sassy Girl (ค.ศ.2001) ซะอย่างนั้น

     เมื่อปาร์ตี้สั่งลาความรักของสาวจ๊ะผ่านพ้นไปราวสองเดือน จู่ๆ เอินก็ทักไลน์มาโดยที่ต่างคนต่างไม่เคยมีไลน์กันมาก่อน “ว่างรึเปล่า ไปกินข้าวด้วยกันไหม” แต่แล้วฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ไป จากนั้นฝ่ายชายจึงส่งข้อความถึงเธอบ่อยขึ้น และเริ่มส่งสติกเกอร์ “คิดถึง” แต่จ๊ะก็ยังไม่คิดอะไรเพราะเธอชัดเจนว่าเป็นเพื่อนกัน

      “จนกระทั่งเขาเริ่มโทร.มา เลยรู้สึกว่าเขาไม่ได้คิดกับเราแค่เพื่อนแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือจ๊ะกลัวมากว่าถ้าความสัมพันธ์เปลี่ยนหรือเรารู้สึกไม่ดีกับเขา คงทำงานร่วมกันไม่ได้หรือมองหน้ากันไม่ติด เราจึงเริ่มก่อกำแพงมหึมาขึ้น” จ๊ะเล่าถึงความมุ่งมั่นครั้งอดีต

     ด้วยความสงสัยเราได้ถามหนุ่มเอินว่า ด้วยเหตุผลกลใดจึงสนใจเพื่อนร่วมงานสาวคนนี้

     “จ๊ะเป็นคนน่ารัก จากการทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังยิ่งทำให้รู้จักเขามากขึ้น เขาเป็นคนตรงๆ จริงใจ ชัดเจน เป็นคนเก่ง เป็นมืออาชีพเมื่อทำงานอยู่หน้ากล้อง ผู้ใหญ่รักและเอ็นดู ไม่เคยมีใครว่าร้ายเขาเลย เราจึงอยากคุยกับเขา เริ่มจากการประทับใจในการทำงาน เมื่อได้รู้จักเขาตอนที่เป็นตัวของตัวเอง เราเลยรู้ว่าคนนี้เป็นคนดี มีจุดยืนในชีวิตที่ชัดเจน”

     หลังจากเอินพูดจบก็ส่งยิ้มหวานให้ภรรยา

 

นางเอกแกล้งร้ายกับนายจอมตื๊อ

     เมื่อถามฝ่ายหญิงถึงช่วงเวลาของความโสด เธอบอกว่าตอนนั้นเหมือนสารฟีโรโมนในร่างกายหลั่ง เปรียบดั่งละครตอนหนึ่งในฉากที่นางเอกมีหนุ่มๆ 12 คนรุมจีบ เธอยังมีสุขกับความโสดจึงค่อยๆ ปฏิเสธเขาเหล่านั้นทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงพระเอกผู้ไม่ยอมออกไปจากชีวิตของเธอ

     “จ๊ะค่อยๆ ทยอยบอกทีละคนว่า เรายังไม่อยากมีแฟน ขอเป็นเพื่อนนะ แต่ละคนมีปฏิกิริยาต่างกัน มีทั้งคนที่เข้าใจ ยอมรับได้แล้วค่อยๆ ถอย บางคนก็ตื๊ออยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายทุกคนก็ยอมรับเงื่อนไข มีเอินคนเดียวที่สุดยอดมาก เรียกว่าไม่เข้าใจภาษาคน (หัวเราะ) เราอยากเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เพราะรู้สึกว่าความสัมพันธ์แบบนี้ดีที่สุดแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมและตื๊อหนักมากจนเราเริ่มโกรธ จ๊ะต้องปรึกษาเพื่อนว่ามีวิธีไหนที่ทำให้ผู้ชายเกลียดจนถอยออกไปบ้าง”

     ฝ่ายชายหัวเราะก่อนบอกว่า “เป็นพล็อตละครได้เลยครับ วิธีไล่ผู้ชายให้ออกไปจากชีวิต แต่สำหรับผมคือถ้าเขาบอกว่าไม่ต้องโทร.มาแล้วก็โทร.หาอยู่ดี”

     วิธีที่เพื่อนนางเอกแนะนำคือเหวี่ยงวีนแบบไร้ต้นสายปลายเหตุ เพราะเชื่อว่าไม่มีผู้ชายคนไหนชอบผู้หญิงที่หงุดหงิดตลอดเวลา จ๊ะเล่าถึงความตื๊อของเอินว่า

     “เราเริ่มจากการเหวี่ยงแบบสุภาพ แต่เขาก็ยังไม่ไป เราจึงทวีความรุนแรงขึ้น เป็นอย่างนั้นนานเกือบสองปีจนรู้สึกเหนื่อยมาก เขาโทร.มาวันละ 30-40 ครั้ง จนต้องปิดโทรศัพท์หนี ถ้าไลน์มาแล้วไม่ตอบ เขาก็ถามว่าเป็นอะไรอย่างนั้นซ้ำๆ ทำให้จ๊ะโมโหว่าทำไมพูดไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นแม่ก็สงสัยว่าเราคุยกับใคร เหวี่ยงใครทุกวัน แม่บอกว่าจ๊ะไม่เคยพูดจาแบบนี้เลยนะ ลูกไปเอามาจากไหน เราได้แต่บอกแม่ว่าเป็นทริค (หัวเราะ)”

     ในเมื่อนางเอกของเรื่องมีที่ปรึกษา พระเอกก็มีเพื่อนเป็นผู้ช่วยเช่นกัน และเรียกได้ว่าปรึกษาถูกคน

     “เพื่อนบอกว่าถ้าผู้หญิงเหวี่ยงแสดงว่าผู้หญิงรัก เพราะเธอเห็นเราเป็นคนสำคัญ ถ้าผู้หญิงโกรธ งอน แสดงว่ามีใจ ถ้าผู้หญิงบอกว่าไม่ต้องมาเจอหมายความว่าให้ไปเจอ ถ้าเขาไล่แสดงว่าให้เราอยู่ต่อ ทุกวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ (หัวเราะ)”

      จ๊ะขำสามีผู้มีสีหน้ามั่นใจในความรักที่มาพร้อมการเหวี่ยงก่อนเล่าว่า

      “จ๊ะแน่วแน่ว่าไม่อยากมีแฟนจริงๆ เพราะตอนนั้นใน 7 วัน ถ่ายละคร 2 เรื่อง อยากใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน รู้สึกว่าชีวิตลงตัวไม่จำเป็นต้องมีแฟน จ๊ะใช้เวลาเกือบสองปีเหวี่ยงเขาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเหนื่อยแล้วยอมยกธงขาว ตอนนั้นเรามองเขาในสองแง่คือ เขาคงจริงจังกับเรามากและชอบเราจริงๆ อีกทางคือเขาต้องการเอาชนะเราเท่านั้น”

      ระหว่างนั้นฝ่ายสาวเจ้าและทีมเพื่อนนางเอกได้นัดพบฝ่ายชายมาเพื่อวิเคราะห์เจาะลึก

      “เรานัดเขามาเจอเพื่อนๆ เพื่อดูว่าเขามีวิธีการยังไง แต่เอินเป็นคนฉลาด กลายเป็นว่าเพื่อนเราบอกว่าเขาน่ารักดี นั่งคุยกับเขาสนุกสนานมาก ผิดกับภาพที่เราวางไว้ แต่ถือว่าเขาทนมากจริงๆ เข้าหาเราทุกทาง รู้ว่าเราสนิทกับใครก็เข้าทางคนคนนั้น จนกระทั่งเราลองใจให้เขามารับที่กองถ่ายที่พัทยา เราบอกให้มารับตอนหกโมงเย็นทั้งที่จริงเลิกงานตอนสี่ทุ่ม เขามาแต่ไม่ได้บอกเราว่าไม่สบายหนัก มีไข้สูง จนกระทั่งเราเห็นเขานอนเปิดกระจก เหงื่อแตกอยู่ที่รถ ก็ตกใจว่าเป็นอะไรปรากฏว่าตัวร้อนจี๋ ครั้งนั้นทำให้จ๊ะรู้สึกว่าเขาจริงจัง เราจึงค่อยๆ ทลายกำแพงลง”

      หนุ่มเอินเสริมว่า “วันนั้นผมไม่สบาย มีไข้ขึ้นสูง ตอนแรกคิดว่าตัวเองไม่น่าไหว แต่อย่างไรเสียก็ขับไปให้ถึงก่อน โชคดีที่เราไปถึงแล้วได้นอนพัก ผมจีบเขาตั้งแต่ทำละคร The Sixth Sense สื่อรักสัมผัสหัวใจ ภาคแรกจนถึงตอนจบของภาคสอง”

      ฝ่ายสาวจ๊ะเสริมว่า “เขาก็อยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน คือไม่รู้ว่าใครบ้ากว่ากัน เราก็บ้าด่าได้ทุกวัน เขาก็บ้าอยู่ให้ด่า (หัวเราะ) หลังจากนั้นจึงลองคุยกันจริงจังแบบไม่เหวี่ยง คุยกันด้วยตัวตนจริงๆ ว่าจ๊ะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่สายหวาน ไม่ออดอ้อน ไม่จ๊ะจ๋า เป็นคนจริงจัง พูดตรงๆ มีอะไรก็พูดเลย คือถ้าอยากได้ผู้หญิงที่เอาอกเอาใจคงไม่ใช่เรา”

 

 

ฉากขอแต่งงานในชีวิตจริง

     ในช่วงต้นของละครเรื่องนี้มีบททดสอบเรื่องการไม่พร้อมเปิดใจรับใครของฝ่ายหญิง แต่ความรักหลังจากนั้นกลับราบรื่นลงตัว ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ตรงกัน จ๊ะและเอินไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบอยู่บ้าน ดูซีรี่ส์ อ่านหนังสือ ทำให้คลิกกันเร็วเกินคาด เรื่องหนึ่งซึ่งจ๊ะยอมแพ้เอินคือความโรแมนติกและการเซอร์ไพรส์ที่ฝ่ายชายมีให้สม่ำเสมอ และช่วงสำคัญคือการขอแต่งงาน เอินบอกว่า

     “เห็นคู่อื่นเขาทำแบบนั้นเราก็อยากเซอร์ไพรส์บ้าง แต่เขาโกรธแบบเหวี่ยงหนักกว่าเดิม บอกว่าทำอะไรไม่ปรึกษา เราก็งงว่าถ้าบอกเขาก่อนจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง” พร้อมกับสบตานางเอกในชีวิตจริง

     จ๊ะเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นว่า

     “ตอนนั้นเราคบกันมา 3 ปี มีทริปเที่ยวประจำปีกับเพื่อนๆ ที่อเมริกา จึงไม่ได้เอะใจ เดินทางไปถึงประมาณสองวันก็มีเซอร์ไพรส์ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าไปถ่ายรูปบนภูเขาให้หน่อยเพราะจ๊ะเป็นตากล้องประจำกลุ่ม เราก็ปลีกตัวโดยไม่รู้ว่าคนอื่นไปเตรียมการ จนกระทั่งเพื่อนบอกว่าลงไปถ่ายรูปข้างล่างกันต่อดีกว่า พอเดินลงมาเห็นเขาถือป้าย เรานึกว่ามีเพื่อนในกลุ่มขอแต่งงาน (หัวเราะ) แต่แล้วก็เห็นสายตาทุกคู่มองมาทางเรา พอรู้ตัวเราตะโกนถามทันทีว่า ‘What are you doing?’ เพื่อนก็วิ่งวุ่น มีทั้งคนที่เอาวิทยุไปซุ่มไว้ในต้นไม้แล้วเปิดเพลงโรแมนติก มีคนเป่าฟองสบู่ที่ลานหิมะกว้างๆ ในจังหวะที่เขาคุกเข่าขอแต่งงาน เราเงยหน้ามาเจอเพื่อนที่คอยบอกว่า ‘รับสิ Yes สิ’ เหมือนกับถ้าไม่รับละโดนแน่ (หัวเราะ) เราเป็นคู่แรกในกลุ่มที่ขอแต่งงาน ทุกคนพยายามทำให้เซอร์ไพรส์นั้นสมบูรณ์ สนุกและตลกมาก เพียงแต่ตอนนั้นแต่งตัวไม่สวย เพราะใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ เหมือนหนอนที่ตัวเป็นปล้องๆ น่าเกลียดมาก หลังจากนั้นเราก็บอกเอินให้เลื่อนการแต่งงานออกไปก่อน เพราะปีนั้นมีละครหลายเรื่องและมีงานที่ต้องทำ จนกระทั่งใกล้ครบสองปี เขาก็บอกว่าไม่รอแล้วนะ ปีนี้ต้องแต่ง เลิกงอแงได้แล้ว วันนั้นเป็นครั้งแรกที่เราเห็นเขากุมอำนาจ เรารับรู้ได้ว่าเขาซีเรียสกับเรื่องนี้ สุดท้ายก็ตัดสินใจแต่งงานก่อนถึงวันจริงประมาณ 6 เดือน”

     ฝ่ายชายกล่าวเสริมเรื่องการแต่งงานว่า

     “ที่ยื่นคำขาดเพราะรู้สึกว่าตัวเองนิ่งแล้ว อยากใช้ชีวิตร่วมกันเพื่อสร้างครอบครัว ผมคิดว่าแม้ได้ฤกษ์มหามงคลมาก็สามารถเลิกรากันได้ ถ้าเราพร้อมใช้ชีวิตคู่ก็แต่งเลย ถ้าเลื่อนหรือรอให้พร้อมอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสักที ที่สำคัญคือเราเห็นตรงกันว่าอยากจัดงานเล็กๆ ในบรรยากาศสบายๆ และมีคนที่เราสนิทมาร่วมงาน”

      ประเด็นนี้จ๊ะอธิบายว่า “จ๊ะชัดเจนมากว่างานเราแค่มีผู้ใหญ่สองฝ่ายรับรู้แล้วจดทะเบียนสมรสก็พอ เลยบอกผู้ใหญ่ว่าขอไม่จัดงานในกรุงเทพฯ เพราะไม่อยากให้แขกเหรื่อมาเยอะ จ๊ะตัดรายละเอียดหลายอย่างออกไป เพราะเราเห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง อย่างเรื่องสินสอดก็ไม่ต้องโชว์หรือบอกว่ามีเงินจำนวนเท่าไหร่ ไม่จำเป็นต้องให้ค่าแก่เรื่องนี้ มีแค่เรื่องที่เราต้องทำตามคำของผู้ใหญ่ นอกนั้นเราเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด กลายเป็นว่าเขามีความสุขกับเรื่องนี้มาก ทำยังไงก็ได้ให้เสียเงินน้อยที่สุด คู่เราเลยลงตัว ไม่มีอะไรที่ขัดกัน สมมติเขาอยากจัดงานใหญ่โต เราคงงัดข้อกันแน่ๆ คือไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปยืนขาแข็ง หน้าบึ้ง เหนื่อยมาก หิวข้าว แล้วมาทะเลาะกันหลังงาน เหมือนที่เคยเห็นคู่พี่คู่เพื่อนที่เราคอยบอกให้เขาใจเย็นๆ เพราะวันแต่งงานเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่เราควรมีความสุข”

 

เติมหวานด้วยคำ “รัก”

     เมื่อถามถึงการดูแลความรักตั้งแต่เป็นแฟนกันจนถึงวันที่ได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน จ๊ะบอกว่า

     “เรื่องความโรแมนติกจ๊ะสู้ไม่ได้เลย เขาโรแมนติกมาก ชอบเซอร์ไพรส์สุดๆ ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของความรัก คนภายนอกอาจมองว่าเราดูสตรอง แต่เมื่ออยู่กันสองต่อสองก็มีมุมหวานๆ น่ารักๆ ที่สำคัญคือมีชั่วโมงของการพูดจาหารือกัน เช่น ผ่านมาหนึ่งเดือนถ้ามีอะไรไม่ดี ต้องคุยกันเพื่อหาทางแก้ไข คู่เราเน้นความตรงไปตรงมา มีอะไรพูดเลย ไม่เก็บไว้จนเป็นปมในใจ ถ้ารู้สึกไม่ดีต้องบอก เพื่อหาสาเหตุร่วมกันและแก้ไข อีกอย่างคือการบอกรักกันทุกวัน ถ้าวันไหนไม่มีก็ทวง เพราะไม่อยากให้อยู่ด้วยกันแบบเคยชินจนกลายเป็นความเฉยชา ซึ่งไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เห็นตัวอย่างจากบางคู่ เลยรู้สึกว่าเราจะประคับประคองไม่ให้เป็นอย่างนั้น จึงพยายามเติมเต็มความรักตลอด เช่น ไปออกเดท ดินเนอร์ ดูหนัง ตอนเป็นแฟนเคยทำยังไง ปัจจุบันก็ยังคงทำเช่นนั้น”

     ฝ่ายสามีตอบประเด็นนี้ว่า “เพื่อให้ความรักไม่ลดระดับลงจากวันแรกๆ ผมทำทุกอย่างแบบที่เคยชวน เคยทำตอนจีบกันหรือเป็นแฟน ส่วนใหญ่ช่วงโอกาสพิเศษก็หาของขวัญให้ บางทีเขาหลุดปากว่าอยากได้อะไรหรือผมแอบดูว่าเขากำลังสนใจอะไร เพราะการหาซื้อของขวัญสักชิ้นให้เขานั้นยากมาก บางครั้งต้องทำทีพาเขาไปเดินดูแล้วสังเกตอาการ เมื่อรู้ว่าเขาอยากได้ผมก็แอบไปซื้อมาเก็บไว้ประมาณ 1-2 เดือน ถ้าจะซื้อก็ต้องคอยห้ามไว้ เดี๋ยวผิดแผน (หัวเราะ)”

     หากบอกว่าหนุ่มเอินคือนักเซอร์ไพรส์ตัวยงคงไม่ใช่เรื่องผิด

     เมื่อถามทั้งคู่ว่าเรื่องใดบ้างที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งคู่ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เรื่องงาน” แต่เป็นเพียงการนำเสนอความเห็นจากมุมมองของแต่ละคนเท่านั้น

    “ส่วนใหญ่มีแค่เรื่องงานที่ไม่เชิงทะเลาะแต่เป็นความเห็นต่าง ต่างคนต่างหาข้อมูลมาแล้วช่วยฟังก่อน ซึ่งจ๊ะเข้าใจว่าเป็นมุมมองของผู้ชายกับผู้หญิง เรื่องงานเขาละเอียดสู้จ๊ะไม่ได้ เขามองในมุมของมุมผู้ชายที่บางครั้งอาจแข็งเกินไป เรากลับรู้สึกว่างานชิ้นนี้ละมุนและทำให้คนดูอินมากกว่านี้ได้ ถ้าเป็นเรื่องงานจ๊ะใส่ใจรายละเอียดกว่า” สาวจ๊ะเล่าเรื่องงานด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง

    ฝ่ายสามีอธิบายถึงเรื่องการทำงานว่า “หลักๆ มีแค่เรื่องงาน เพราะตอนเอินทำงานก็มีช่วงเครียด บางช่วงที่เราคิดงานหนักๆ จ๊ะก็คอยถามว่า ทำไมวันนี้ยังไม่บอกรัก ทำไมดูเครียด นิ่งเงียบเกินไป เป็นเรื่องดีที่เขาพยายามดึงเราออกจากงาน เพราะเราจมอยู่กับงานมากเกินไป อีกอย่างคืองานที่เราทำนั้นออนไทม์ 24 ชั่วโมง บางทีมีงานส่งมาตอนตี 2 ตี 3 เราก็ต้องคิดงานจนไม่ได้นอน”

     นางเอกของละครรักเรื่องนี้เสริมว่า “จ๊ะพลอยนอนไม่หลับไปด้วย เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมฯ บางทีเขาถึงกับเป็นไมเกรน ปวดไปทั้งตัว หน้าเหี่ยวแล้วเหี่ยวอีก จ๊ะเป็นฝ่ายซ่อมบำรุง ทาครีมให้ อีกนิดหนึ่งจะใส่เสื้อผ้าให้แล้ว (หัวเราะ) เพราะเขาเป็นคนที่หมกมุ่นเรื่องงานมากๆ จนบางทีเราต้องดีดนิ้วแล้วบอกว่าออกมาเดี๋ยวนี้ ต้องมีเวลาทำอย่างอื่นในชีวิตด้วยนะ เราหงุดหงิดแต่เข้าใจ คอยเตือนว่าคุณกำลังเอาเวลางานกับเวลาส่วนตัวมาซ้อนทับกัน รู้สึกว่าตอนนี้คุณกำลังเครียดเกินไป งานเริ่มรุกล้ำชีวิตส่วนตัว ต้องถอยออกมาบ้าง บางวันจ๊ะก็ลากเขาออกไปดูหนัง หรือถ้ามีวันพักผ่อนยาวๆ ก็จองที่พักต่างจังหวัด ห้ามเอางานไปทำ คือต้องพักให้เป็น แม้กระทั่งคืนก่อนแต่งงานยังคุยเรื่องงาน เขาพูดว่า ‘จะเปิดกล้องละคร’ จ๊ะบอกว่า ‘พักเรื่องงานก่อนไหม พรุ่งนี้แต่งงานแล้วนะ’ (หัวเราะ) เราคือคนบ้างานสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน”

 

 

ความในใจของเขาและเธอ

     เขาและเธอเป็นคู่รักที่บอกรักกันเป็นประจำอยู่แล้ว เราเลยให้ทั้งคู่บอกความรู้สึกที่มีต่อกันแทน จ๊ะบอกว่า

     “ประทับใจในความสม่ำเสมอของเขา ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ที่ไม่เปลี่ยน กลับดีขึ้นเรื่อยๆ เขาเป็นคนที่ไม่ได้ทำความรู้จักเพียงแค่เรา แต่เข้ามาเอื้อเฟื้อทุกคนในชีวิตของจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัว หลานๆ ของเราก็เข้ากับเขาได้ดี เอินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจ๊ะได้ง่ายและเร็วมาก ทุกคนรักในความเป็นเอิน เขาไม่เคยลืมวันสำคัญ เป็นคนจัดเตรียมแผนการต่างๆ เก่งมาก ล่าสุดวันครบรอบแต่งงานก็เซอร์ไพรส์จนเราร้องไห้ จ๊ะรู้สึกว่าชีวิตคู่ของเราลงตัวมากๆ ไม่คิดว่าแต่งงานแล้วจะดีขึ้นทุกวัน ดีกว่าตอนเป็นแฟน นอกจากจ๊ะจะเหวี่ยงเขามานานสองปี หลังจากเขาขอแต่งงานยังขอเลื่อนการแต่งงานไปอีกสองปี เขารอนานจริงๆ ส่วนเรื่องที่เป็นห่วงเขาที่สุดคือสุขภาพ อยากให้เขาห่วงตัวเองมากกว่านี้”

     สำหรับเอิน “ผมประทับใจที่จ๊ะเป็นคนเก่ง มีทัศนคติที่ดี เราเห็นจากตอนทำงานและนอกเวลางาน จนบอกกับตัวเองว่าต้องเก็บรักษาคนคนนี้ไว้ให้ดีที่สุด จ๊ะมีทัศนคติเรื่องการทำละครที่ผมชอบ เพราะเขาเล่นละครมาเยอะ บวกกับเราทั้งคู่อยากพัฒนาละครและนักแสดงไทย เมื่อมีโอกาสได้คุยกันเขาก็คิดคล้ายกันกับเรา เป็นคนดูซีรี่ส์เหมือนกัน ทำให้ราอยากพัฒนาการทำงานงานละครของไทย ผมพูดเข้าเรื่องงานอีกแล้ว (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งคือเขาเป็นคนแมนๆ เราสามารถพูดตรงๆ กับเขาได้”

     เมื่อขอความเห็นเคล็ดความรักจากทั้งคู่ ฝ่ายสามีแนะนำคนที่กำลังจะแต่งงานว่า

     “ควรฟังกันให้มาก ฟังความต้องการซึ่งกันและกัน เพราะบางคนอาจยึดความต้องการของตัวเองเป็นหลัก โดยที่อีกคนอาจยอมในตอนนั้น แต่ต้องหาจุดกึ่งกลางของความสัมพันธ์ให้เจอ ควรรับฟังกันด้วยหัวใจว่าต่างฝ่ายต่างต้องการอะไร เอินเห็นหลายคู่ที่ปัญหาเกิดจากการไม่ฟังกัน สุดท้ายทะเลาะแล้วเสียใจทีหลังว่าทำไมไม่คุยกันให้ดีก่อนตัดสินใจทำอะไรร่วมกัน เพราะการแต่งงานคือด่านหนึ่งของความรักที่เราสองคนต้องใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ เป็นด่านสำคัญที่ต้องเจอกับครอบครัวทั้งสองฝ่าย ต้องจับมือกันให้แน่นพอเพื่ออนาคต ถ้าไม่เคลียร์ใจกัน สุดท้ายทุกฝ่ายย่อมไม่มีความสุข”

     ส่วนสาวจ๊ะมองว่าการแต่งงานคือการแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กัน

     “สำหรับจ๊ะการแต่งงานคือการแบ่งปัน มีอีกคนหนึ่งที่เราต้องนึกถึงเขาตลอด เมื่อก่อนเราทำอะไรก็ตัดสินใจเอง ไม่ต้องบอกใคร แต่ ณ วันนี้ทุกอย่างที่ลงมือทำต้องแชร์กันทั้งหมด สร้างความเชื่อใจ ไว้ใจกันให้มากที่สุด เขาไม่ได้เป็นเพียงสามีแต่เป็นเพื่อนแท้ด้วย หลายคนรู้สึกว่าฉันยังมีโลกของความลับอยู่ นั่นไม่ผิดเพราะทุกคนมีโลกส่วนตัวได้ เพียงแต่เราเลือกแชร์หรือเปล่า การใช้ชีวิตคู่ทำให้รู้จักวิธีเอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น คู่เราไม่มีปัญหาเรื่องการไว้ใจ เชื่อใจ เราให้เกียรติกันเสมอ”

 


'ด้วยรักและศรัทธา' เอนก & วรรณา นาวิกมูล

ด้วยรักและศรัทธา

              วันนี้เรามาเยี่ยมเยือนคุณเอนกและคุณวรรณาถึง “บ้านพิพิธภัณฑ์” สถานที่เก็บและแสดงสิ่งสำคัญต่างๆ เอาไว้ ยามปกติทุกคนล้วนรู้จักคุณเอนกในฐานะเจ้าของผลงานทรงคุณค่าที่บันทึกประวัติทางศิลปวัฒนธรรมไทย แต่เรื่องราวในวันนี้เป็นเรื่องรักที่คุณเอนกไม่เคยบอกเล่าเก้าสิบแก่สาธารณชน ถือว่าเป็นครั้งแรกที่แฟนานุแฟนจะได้รับรู้เรื่องความรักแสนสนุกระคนอารมณ์ขันที่ชวนให้อมยิ้มตามกัน

 

 

แรกพบสบตา

          วันแรกที่พบกัน ทั้งสองต่างเป็นนักศึกษาในรั้วจามจุรี และสมาชิกชมรมวรรณศิลป์ คุณวรรณาเป็นสาวรุ่นพี่คนกรุงเทพฯ ส่วนคุณเอนกเป็นหนุ่มรุ่นน้องคนสงขลา ที่คลุกคลีตีโมงทำกิจกรรมร่วมกันเสมอมา ภาพประทับใจในตอนนั้นคือความพิลึกของหนุ่มสงขลาคนนี้

         วรรณา: เขาเป็นคนแปลก มีพฤติกรรมไม่เหมือนคนอื่น การแต่งกายก็เป็นที่ฮือฮา  เพราะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสำเร็จรูป ตัดเอาเอง  เสื้อเลยมีกระเป๋าเยอะ เสียบปากกา เสียบคัตเตอร์ ดูบ้าบอพอสมควร ชอบไปเดินท่อมๆ ตามวัด พวกรุ่นพี่จดจำได้ว่าเป็นเด็กประหลาด แต่ตัวเขาหน้าตาดี ตอนนั้นต่างก็ไม่ได้คิดอะไร เรามีแฟนอยู่แล้ว เขาก็เที่ยวไปชอบสาวตามคณะต่างๆ แอบชอบคนเยอะ (หัวเราะทั้งคู่)

          เอนก: ผมชอบหน้าตาแบบไทยๆ เย็นๆ บางทีการอ่านหนังสือมีส่วนทำให้วาดภาพจินตนาการตาม เช่นอ่านเรื่องเด็กบ้านสวน (ผลงาน พ.เนตรรังษี) จะเขียนถึงพี่เลียบ เป็นลูกชาวสวน ลักษณะสวยเย็น ตัวคุณวรรณาก็มีความเด่นคือเป็นที่รักของทุกคน พูดจาน่าฟัง มีเหตุมีผล เขาไปเรียนต่างประเทศ พอกลับมาก็เลิกกับแฟน ช่วงนั้นเราช่วยกันทำกิจกรรมหลายอย่าง ผมรู้แล้วว่าเริ่มชอบเขาละ

 

สานใจสายใยรัก

          จากวันนั้น กิจกรรมจิตอาสาที่ได้ทำร่วมกัน ก็ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองให้มั่นคง ถึงคุณเอนกจะเป็นคนแปลกประหลาดในสายตาใครต่อใคร แต่สิ่งที่เขาทำก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่งนักสำหรับคุณวรรณา

          วรรณา: เขาสนใจเรื่องเพลงพื้นบ้าน ที่บ้านเราแม่ชอบเพลงฉ่อย เลยรู้จัก เขาตระเวนไปสัมภาษณ์พ่อเพลงแม่เพลงตอนเรียนปีสี่ ไปดูเขานวดข้าวด้วยวัว เริ่มทำอะไรด้วยกัน ดูหนังเรื่องแผลเก่าที่โรงหนังในเมืองนนทบุรี ยุคนั้นมีโรงเล็กสองแห่ง อยู่ตรงสี่แยกพอดี นัดเจอกันที่หน้าโรงหนัง ยังไม่มีมือถือ สรุปยืนคอยคนละโรง (หัวเราะ) ในที่สุดตัดสินใจเดินมาหากันอีกโรง เพราะคิดว่าน่าจะยืนผิดที่ละ โกรธมากเลยตอนนั้น

          เอนก: ผมชอบออกไปสำรวจวัด คลอง นั่งเรือไปตามที่ต่างๆ เก็บเรื่องเพลงพื้นบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่กำลังจะหายไป นั่งรถบขส.ไปกัน และชอบไปวัดเฉลิมพระเกียรติ เมืองนนทบุรี ข้ามฟากตรงท่าเรือแถวหอนาฬิกาเทศบาลนนทบุรี ผ่านวัดสลักใต้ ต้องเดินเข้าสวนไปครึ่งชั่วโมง สวนสวยมาก ผมชอบพาคนที่ชอบไปวัดนี้ แต่ละคนประทับใจทั้งนั้น ผมพาเขาไป เกรงใจเขานะ เพราะเป็นรุ่นพี่ และเป็นคนกรุงเทพฯ คนต่างจังหวัดยุคนั้นมักเกรงคนกรุงเทพฯ คนกรุงพูดภาษาเขาคล่อง เราจึงก็ต้องระมัดระวังคำเวลาพูด

          วรรณา: สวนสวยมากจริงๆ วันที่ไปนั้นน้ำท่วม เดินลุยเข้าไป ถกกางเกงเป็นระยะๆ ในที่สุดไม่ต้องถกละ น้ำขึ้นมาจะถึงเอวแล้ว เรียกว่าพาไปวัดใจ (หัวเราะ) เราไม่มีปรุงแต่งใส่กัน เที่ยววัด ออกต่างจังหวัดเก็บข้อมูล ไม่รู้สึกลำบาก ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนู มองเป็นเรื่องธรรมดา

          และแล้วเมื่อตกลงปลงใจแน่ชัด สาวชาวกรุงยินยอมตกล่องปล่องชิ้นกับหนุ่มสงขลา จึงต้องลงไปทักทายญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ทำเอาทั้งบ้านตื่นเต้นกันยกใหญ่ว่าจะมีสาวกรุงเทพฯมาเยือน บ้านเกิดคุณเอนกเป็นร้านขายแบบเรียนชื่อ “บุญส่งพานิช” ทุกวันนี้ป้ายร้านถูกนำมาประดับไว้ในบ้านพิพิธภัณฑ์ เป็นหนึ่งในความทรงจำงดงามของทั้งคู่

 

          วรรณา: ทั้งบ้านเขาตื่นเต้นกันมาก มโนกันไปใหญ่เพราะอ่านนิยายกันเยอะ บ่นกันว่าจะทำยังไงดี เขาจะอยู่ได้เหรอ ทำตัวไม่ถูกเลยว่าสาวกรุงเทพฯจะมา แต่พอมาถึง ไม่ใช่แบบที่คิดไว้เลย ไม่ได้นุ่งกระโปรงสวยๆ ไม่ได้มีเสื้อผ้าหน้าผมเป๊ะๆ มาแบบธรรมดาทั่วไป ไม่รู้ว่าพวกเขาผิดหวังไหมนะ (หัวเราะชอบใจ) เราเพิ่งจะรู้เรื่องนี้จากหลานที่มาเล่าให้ฟัง

 

ก้าวต่อไปของชีวิต

          จากคู่รักสู่คู่ชีวิตที่ตกลงร่วมหอลงโรง พิธีแต่งงานจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในบ้าน เชิญเพียงพ่อเพลงแม่เพลงและคนที่รู้จักกัน เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่พิธีวิวาห์หรูหรา แต่เป็นการมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก้าวเดินเคียงข้างกันไปตลอดทาง

          เอนก: สำหรับผู้ชาย การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ต้องคิดแล้วคิดอีก ความอิสระที่เคยมีมันเปลี่ยนไปแน่ แล้วเงินทองฐานะอีก จะเลี้ยงดูยังไง ตอนนั้นเขาเป็นอาจารย์ ส่วนผมก็อยู่สำนักพิมพ์เล็กๆ เงินเดือนน้อยมาก คุณวรรณาเป็นคนมีความรู้ มีเหตุมีผล มีตรรกะ ต้องไม่ทำให้เขาเสียใจ

          วรรณา: การอยู่ด้วยกันคือการช่วยเหลือกัน คุณเอนกเป็นคนเอาจริงเอาจัง เราร่วมด้วยช่วยกันในสิ่งที่เขาทำ ถ้าเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน จึงไม่มีปัญหา เป็นการแต่งเขยเข้าบ้าน ขนหนังสือมาเยอะ เป็นห้องสมุด แม่ยายเห็นหนังสือใส่รถหกล้อมา ก็บอกว่าโชคดีนะที่ลงเสาเข็มบ้านไว้แน่นหนา (หัวเราะทั้งคู่) แม่ยายชอบเรื่องเพลงพื้นบ้าน พาพ่อเพลงแม่เพลงมานอนค้างอ้างแรมด้วย แม่ยายต้อนรับขับสู้ หุงข้าวหาอาหาร ปูที่หลับปัดที่นอน มีความสุขมาก ถ้าเป็นบ้านอื่นใครจะให้เข้าบ้าน เพราะพ่อเพลงแม่เพลงในทัศนะบางคนมองว่าเป็นคนบ้านนอก แต่พวกเขามีความสามารถในศิลปะ เราสองคนไม่ได้มีอุปสรรคเหมือนในนิยาย ผู้ใหญ่ยอมรับได้

          อย่างไรเสีย ชีวิตคู่ต้องมีการปรับตัว ยิ่งมาอยู่ร่วมร่มไม้ชายคาบ้านภรรยาด้วยแล้ว คุณเอนกยิ่งต้องปรับตัวมากทีเดียว แต่มีเรื่องหนึ่งซึ่งทุกวันนี้ยังทำไม่สำเร็จสักที คือเรื่องอาหารการกิน จนคุณวรรณาตั้งฉายาให้ว่าเป็น “คุณวิบากบริโภค”

          เอนก: เป็นคนกินอาหารยากตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ ส้มตำก็ไม่เคยกิน น้ำพริก แกงเหลืองก็ไม่เคยกิน ไม่กินอาหารบ้านใคร ไม่กินตามวัด ไม่กินที่อื่นใดทั้งสิ้น เรื่องมากที่สุด (ยิ้ม)

          วรรณา: แม้แต่อาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต ยังเห็นถึงโทษสมบัตินี้ (หัวเราะ) แม่ยายบอกว่าพ่อเหนกไม่กินอะไรที่แม่ทำเลย แม่ภูมิใจในฝีมืออาหารมาก แต่เสียใจที่ลูกเขยไม่กิน เลยบอกว่าไม่ต้องเสียใจหรอก แม่ของเขาทำให้ก็ยังไม่กิน

 

กำเนิดทายาทนาวิกมูล

          ความมีเหตุมีผลของภรรยาซึ่งคุณเอนกชื่นชมนั้น ดูได้จากเมื่อยามจะมีทายาท คุณวรรณาก็ยังคิดวางแผนการขั้นตอนทุกอย่างเอาไว้ ชนิดที่ระบุช่วงเวลาคลอดได้ตั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์เลยทีเดียว ทำเอาที่บ้านแม่สามีถึงกับงุนงงว่าสั่งได้ด้วยหรืออย่างไร

          วรรณา: ถ้าจะมีลูก วางแผนให้คลอดตอนปิดเทอม ถ้าคลอดระหว่างสอน งานไปเพิ่มที่ครูคนอื่น เผอิญคนโตมาเร็วอาทิตย์หนึ่ง แต่เราออกข้อสอบไว้หมดแล้ว ทำให้ชั่วโมงสุดท้ายครูอีกท่านเข้าคุมสอบได้ คลอดลูกเสร็จเราก็ตรวจข้อสอบได้ แม่ยายมีความหวังตลอดมาว่าลูกสาวจะอยู่บ้านบ้าง สมัยเรียนทำกิจกรรมกลับค่ำมืดตั้งแต่ม.ปลาย จนมหา’ลัย พอแต่งงานออกไปตะลอนกับสามี พอมีลูกอยู่ได้สักพัก ลูกโตพอจูงเดินได้ ก็พาลูกไปนอกบ้านต่อ (ยิ้ม)

          เอนก: ทุกวันนี้ยังไม่ค่อยยอมกลับบ้านเท่าไร สอนมา 40 ปีไม่เลิก จนเกษียณยังสอนต่อ ผมจะบ่นว่ากลับบ้านบ้าง ห่วงเขา นั่งรถสาธารณะไปเป็นชั่วโมง กลับอีกชั่วโมง การเดินทางในปัจจุบันมันน่ากังวล รถติดอีก แต่เขาไม่เคยบ่นเรื่องการเดินทางเลย ผมขับรถเองยังรำคาญเพราะเสียเวลา

         วรรณา: ชอบสอนหนังสือ รู้สึกว่าเรายังมีอะไรที่อยากบอกเด็กๆ ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์แก่เด็กๆ ได้อยู่ การสอนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ได้ใส่วิธีคิดที่เป็นประโยชน์ อยากให้ลูกศิษย์ได้เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรียนรู้ ไม่ได้ให้รักและภาคภูมิใจ แต่ให้เข้าใจสังคม จะมีอนาคตแบบไหนขึ้นอยู่กับพวกเขานะ ดังนั้นเวลาที่คุณเอนกบอกให้เลิกสอนจะเคือง คอยโทร.มาถามว่าอยู่ที่ไหน ตอนนี้ผมนอนห่วงอยู่ที่บ้าน เป็นการห่วงที่ลำบากมาก (หัวเราะทั้งคู่)

 

ส้มจุกและส้มจิ๊ด

          ภาพเด็กน้อยผมจุกที่ประดับบ้านหลังนี้ เป็นภาพสาวน้อยทายาทตระกูลนาวิกมูลที่ถ่ายไว้เมื่อวัยเยาว์ ด้วยความที่ชมชอบเด็กผมจุกมานาน คุณเอนกจึงมุ่งมั่นให้ลูกๆ ไว้ผมจุกตั้งแต่ยังเล็กๆ ดูน่าเอ็นดู ภาพน่ารักๆ นี้จึงกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ชวนอมยิ้มทุกครั้ง

          วรรณา: พาลูกขึ้นรถสองแถว มีป้ามาทัก กุมารทอง งวดนี้ออกอะไรลูก (หัวเราะ) ตอนที่ไปวังนารายณ์ รุ่นพี่เป็นภัณฑารักษ์อยู่ มีบ้านพักอยู่เป็นเรือนแถวเจ้าจอม ส้มจุก (คนโต) ใส่เสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง ยืนอยู่ที่หัวกระได ก็แซวกันว่าถ้าเห็นกลางคืนคงวิ่งป่าราบ และได้ขึ้นหน้าปกสตรีสาร แม่และเด็ก เพราะเป็นเด็กผมจุกจริงๆ การไว้จุกเป็นคุณนะ ส้มจิ๊ด (คนเล็ก) ตอนเด็กขี้ร้อน หัวเป็นชันนะตุ พอไว้จุกปั๊บแผลหายเลย การไว้จุกช่วยเรื่องสุขอนามัย เป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง เรื่องนี้แม่ยายอนุมัติ อวยลูกเขยหมด เพราะชอบเหมือนกัน จนอนุบาล 3 ส้มจุกมาบอกว่า อยากมีผมยาวรอบๆ หัว แสดงว่าเริ่มมีความละเอียดอ่อนละ ถ้าลูกทวงถามก็โกนจุกได้ละ ให้ไว้ผมตามปกติได้ เพราะเราไม่ได้ไว้จุกตามความเชื่อตั้งแต่แรก

 

 

ร่วมด้วยช่วยกัน

         บ้านหลังนี้ไม่มีหัวหน้าครอบครัว คุณเอนกกล่าวชัดเจน ทั้งเรื่องงานและเรื่องการดูแลลูกๆ ล้วนไม่มีใครเป็นผู้นำ แต่ต่างร่วมทีมเดียวกัน แบ่งหน้าที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไปมาด้วยกันตลอดเวลา

          วรรณา: เขาตั้งใจทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ยั่งยืนทางศิลปวัฒนธรรม เราเป็นสายสนับสนุน เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าจึงช่วยกัน แต่ถ้าเรื่องเลี้ยงลูก คุณเอนกไม่มีทักษะเลย ลูกควรเรียนอะไรดี ตอบว่าไม่ต้องเรียนก็ได้ (หัวเราะ) ตัวเราเป็นคนไม่โกหกกับลูกเป็นอันขาด อย่างออกจากบ้านไปทำงาน แล้วลูกร้องจะตาม ก็บอกว่าร้องได้นะ แต่แม่ไม่พาไปแน่นอน ไปหาหมอ ก็บอกว่าหมอฉีดยาเจ็บนะ แต่เจ็บขนาดไหน จะยกอุบัติเหตุที่เขาเคยเจอมาว่าเจ็บมากกว่าหรือน้อยกว่า ลูกเตรียมใจไปละ หมอยังชมเลยว่าเตรียมตัวมาดี โรงเรียนก็พาไปดูของจริงให้ลูกเลือกเองว่าชอบที่ไหน พอได้เห็นโต๊ะเก้าอี้ตัวเล็กๆ น่ารัก ลูกก็อยากรีบไปโรงเรียน จะบอกลูกว่าอาจารย์ให้ทำอะไรในแต่ละวัน ลูกได้เตรียมตัวละ วันแรกไปกับรถโรงเรียนได้และกลับมาโดยไม่ร้องไห้เลย ส่วนคุณเอนก ลูกเป็นของเล่น ชอบนั่งถ่ายวิดีโอลูกไปเรื่อยๆ จนบางทีลูกก็รำคาญ (หัวเราะ) แต่เวลาผ่านไปมันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า

 

บทเรียนชีวิตคู่

         เอนก: ผลัดกันดูแลลูก เป็นเรื่องธรรมดาของคู่ชีวิต ดูแลตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ ถ้าเป็นไปได้ต้องช่วยดูแลสังคมด้วย ถ้าคนเราคิดแต่เรื่องส่วนตัวอย่างเดียว คนอาจจะเห็นแก่ตัว แต่ถ้าแบ่งเวลาให้ส่วนรวม ประเทศชาติก็จะได้พัฒนาขึ้น

         วรรณา: มีลูกศิษย์มาปรึกษาเสมอ ต้องเข้าข้างเขาก่อน ให้รู้สึกสบายใจว่าเป็นพวกเดียวกัน ต่อไปค่อยให้สติ ในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ถ้าชั่งตวงวัดแล้วมีส่วนดีมากกว่าส่วนเสีย ถ้าชอบส่วนดีของเขา ส่วนเสียโยนทิ้งไปได้ไหม ก็จะจบ มีลูกศิษย์จะหย่า รู้ว่าหย่าไม่ได้หรอก ยังห่วงกัน มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้น ชีวิตมีหลายแง่มุม ไม่มีอะไรที่ดีหมด แล้วเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ต้องพิจารณาตัวเอง ก่อนไปเรียกร้องใคร เหมือนคำที่พระท่านว่า “ให้จับถูก อย่าจับผิด” ถ้ามัวแต่หาข้อเสียของเขา มันก็คือการจับผิดกัน

          เอนก: ผมไม่มีปัญหา เพราะผู้หญิงถูกเสมอ ทุกคำที่ผมพูดประจำคือ ขอโทษ ขอโทษ (หัวเราะ) ยังไงก็ขอโทษไว้ก่อน ผิดไม่ผิดไม่รู้ละ ตัดอารมณ์ไปแล้ว ผู้ชายจำไว้เลยว่า ต้องขอโทษก่อน

         วรรณา: มีบอกด้วยนะว่าแกล้งขอโทษเขาบ้างได้ไหม เวลามีปัญหาอยากให้คิดถึงเรื่องดีๆ เข้าไว้ การที่เขามาเลือกเราแสดงว่ารสนิยมดีในระดับหนึ่ง (ยิ้ม) คุณเอนกชอบหยอดเหรียญให้เกมเดิน ทั้งที่รู้ว่าพูดแบบนี้เราจะต้องขึ้น ก็ยังมาแหย่ให้ปรี๊ด แล้วสุดท้ายต้องมาขอโทษ บอก-ผมนึกแล้วว่าพูดแบบนี้เธอจะต้องเป็นแบบนี้ อ้าว แล้วพูดทำไม เพราะเขาอยากเห็นเราเวลาอารมณ์ขึ้น ถ้าไม่ขึ้นจะผิดหวัง บ่นว่าทำไมไม่โมโห

         เอนก: ผมชอบแหย่ ชอบเล่น ต้องทะเลาะกันถึงจะสนุก โต้เถียงกัน แต่รู้ว่าเถียงยังไงก็ไม่ชนะ เพราะสุดท้ายผมต้องขอโทษอยู่ดี (หัวเราะ)

 

สิ่งที่เป็นห่วง

          สามสิบกว่าปีที่ได้ร่วมชีวิต ความผูกพันมันย่อมเพิ่มพูน แม้จะไม่ใช่คู่ที่เอ่ยคำหวานต่อกัน แต่ความเป็นห่วงที่มีให้ หนักแน่นไม่แพ้ใครเช่นกัน

          เอนก: อยากให้เขาพักผ่อน เป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าสตรีวิทยา กลับบ้านก็ขนงานมาทำ งานที่ช่วยเราก็มี อยากให้เพลาลงหน่อย อยากให้พักบ้าง มีเวลานั่งคุยกันบ้าง ต้องคอยบอกว่ามานั่งคุยกันหน่อยสิ ชีวิตคู่อยากให้แกล้งเป็นสนใจกัน

          วรรณา: ผู้ชายดูแลตัวเองไม่ค่อยเป็น เวลาไม่สบายคือเรื่องใหญ่ จามทีบ่นว่าไม่เห็นถามผมเลยว่าเป็นอะไรไหม ตราบใดที่เขายังขับรถไปดูพระอาทิตย์ตกในนาได้ ไม่ค่อยห่วง มีช่วงที่เป็นห่วงมากคือตอนโดนหมอสั่งให้กินยาคุมเบาหวาน ตอนนั้นคุณเอนกผอมมาก ผอมจนเปลี่ยนไซส์เสื้อผ้าหมด จนไปวูบหมดสติที่บ้านคนอื่น ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เลยบอกว่าเธอต้องเลิกเชื่อหมอคนนี้ หยุดกินยาตัวนี้ ไม่งั้นตายแน่ เปลี่ยนหมอเลยดีขึ้น คุณหมอบอกว่าหมออายุน้อย ชอบดูแต่ตัวเลข ไม่ค่อยดูตัวคนไข้ ไม่ได้สังเกตว่าคนไข้กินยาแล้วผอมหนักขนาดนี้ ยาทำให้เบื่ออาหาร จนกินอะไรไม่ลง

          เอนก: แต่ละคู่นั้น ต้องเตือนว่าอย่าผลีผลาม มีสติเสมอ คนเราเผลอกันได้ แต่ต้องมีสติ และคิดให้ออกว่าสิ่งที่ทำไปจะเกิดผลยังไง เอาพลังชีวิตคู่ไปคิดในเรื่องที่ดีขึ้น สร้างสรรค์สิ่งดีขึ้น ดีกว่ามาคิดแต่เรื่องตัวเอง ควรคิดถึงเรื่องการแบ่งปันจุนเจือให้สังคม อย่าหมกหมุ่นกับตัวเองมากไป

          วรรณา: หมกหมุ่นกับตัวเอง ก็จะมีแค่เรื่องของเรา ความต้องการของเรา เสียใจแต่เรื่องของเรา ถ้าหมั่นมองออกไปนอกตัวเรา จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น สิ่งที่ห่วงจริงจังในตอนนี้คงเป็นเรื่องงาน ก้าวต่อไปของบ้านพิพิธภัณฑ์เป็นก้าวใหญ่มาก มีหลายคนเข้ามาร่วมด้วย แสดงถึงความไว้ใจ แล้วการที่ไว้ใจมันเป็นเรื่องหนักที่ต้องรักษาเอาไว้

 

หนังสือเล่มเดียวของบ้านนาวิกมูล

         ในฐานะนักเขียนเรืองนาม เมื่อให้ตั้งชื่อหนังสือเล่มเดียวนี้ คุณเอนกก็ยิ้มพรายทันทีว่าชื่อเรื่อง “คู่คิดคู่ใจ”

         เอนก: ความหมายของหนังสือเล่มนี้คือการช่วยกันสร้างสรรค์ ไม่ได้คิดแต่เรื่องของตัวเอง นับถือเขานะ เขามีความเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดอ่าน ดูแลครอบครัวได้ดี สิ่งสำคัญคือเป็นคู่คิดที่ดีมาก ทำให้เราประคองชีวิตกันมาได้

         วรรณา: เขายังเหมือนเดิม เป็นคนเดิม มีศรัทธาในสิ่งที่ทำ มีความบ้าบอที่สร้างสรรค์ สิ่งที่เขาคิดนั้นทำยาก แต่ถ้าวางมือก็จะไม่มีคนอื่นทำเลย เราช่วยกัน แก้ปัญหาร่วมกันไป เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ยินดีจะเป็นคู่คิดกับเขาต่อไป (ยิ้มมองสามี)

 

 

คำรักสักครั้ง คำหวานสักหน

         เอนก: สมัยหนุ่มสาวเป็นเรื่องของความรักบวกความใคร่ แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรักคือความเข้าใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมทำหลายสิ่งมาด้วยกันนานขนาดนี้ย่อมมีความผูกพันลึกซึ้ง

         วรรณา: เรามีศรัทธาซึ่งกันและกัน ไว้เนื้อเชื่อใจ รู้ว่าเขาไม่เหลวไหล การที่มีชีวิตคู่โดยการมองออกไปนอกตัวเอง ทำให้ชีวิตมีความหมาย เป็นสาระสำคัญมากกว่าอารมณ์วูบวาบสมัยหนุ่มสาว สักวันหนึ่งอีกคนอาจจะไม่อยู่แล้ว ถ้างานยังมีก็ต้องเดินต่อไป มีศรัทธาในสิ่งที่เขาคิดและทำ เรายังเป็นคู่คิดคู่ใจกันต่อไป เขาเคยถามว่าทำไมไม่แต่งหน้าทาปากบ้าง เห็นเพื่อนแต่งงานกับนายพล หน้านวลทั้งวัน ผมตีกระบัง ส่วนเราแบกของไปจัดงานนิทรรศการจนหน้ามัน แต่เพราะเป็นคนแบบนี้ เลยได้มาอยู่ด้วยกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกเขา (ยิ้ม) ขอแค่อย่ากระแนะกระแหนเวลาไปสอนหนังสือ ลูกๆ ก็บ่น เพราะเป็นห่วงว่าแม่อายุมากแล้ว นานๆ ทีลูกจะอยู่ข้างพ่อ ปกติลูกอยู่ข้างแม่

          เอนก: เขาเป็นคนสุขภาพดีมาก ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย แต่เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ต้องเตรียมตัวสำหรับวันข้างหน้า ไม่ประมาทในชีวิต มาถึงวัยนี้ต้องระวัง แต่เขาไม่ค่อยมีเวลาเตรียมในเรื่องนี้

          วรรณา: เขาเริ่มกระแนะกระแหนฉันอีกแล้ว (หัวเราะทั้งคู่)

 

         หลังจากนั้นทั้งสองก็ยังโต้เถียงในเรื่องบทเพลงที่เคยฟังมา จนต้องพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด และแน่นอนว่าคุณเอนกเป็นฝ่ายขอโทษเสมอ พร้อมรอยยิ้มขบขันให้กัน เชื่อเลยว่ากว่าจะถึงวาระสุดท้ายทั้งสองท่านก็ยังคงโต้เถียงกันแบบนี้ เป็นชีวิตคู่ที่รื่นรมย์ในบันทึกที่น่าจดจำ

 

          ใต้ความร่มรื่นของบ้านพิพิธภัณฑ์ มีเรื่องราวมากมายที่ถูกร้อยเรียงเก็บไว้เป็นความทรงจำ ผ่านครอบครัวหนึ่งที่ริเริ่มสร้างสรรค์ทุกสิ่งขึ้นมาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง จากสองแรงแข็งขันจนกลายเป็นสามสี่แรงและอีกนับไม่ถ้วน ทำให้ผู้มาเยี่ยมเยือนเหมือนได้เดินผ่านเรื่องราวที่มีถ้อยคำของพวกเขา ได้ซึมทราบความทุกข์และความสุขของพวกเขา จนอดมิได้ที่จะเกิดความรู้สึกร่วม อยากกลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้.

 

 

ขอขอบคุณสถานที่

บ้านพิพิธภัณฑ์

www.facebook.com/bkkhouseofmuseums/

 

รักไม่รู้จบ

เนื้อเรื่อง: มาศวดี ถนอมพงษ์พันธ์

ภาพ: อนุชา ศรีกรการ


รู้หรือยัง ผู้ชายก็ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ได้

     “สวัสดีค่ะ คุณหมอชัญวลี พอดีหนูเพิ่งดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง Record of Youth มีฉากหนึ่งที่เพื่อนผู้ชายชวนพระเอกไปฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เพื่อความปลอดภัยก่อนมีเพศสัมพันธ์กับแฟน หนูเลยอยากให้คุณหมอช่วยไขข้อสงสัย เพราะตัวหนูเองก็เพิ่งทราบว่าผู้ชายสามารถฉีดวัคซีนนี้ได้ ขอบคุณมากค่ะ”

 

โรคทางเพศที่น่ากลัวของยุค 2020 นอกจากเอดส์แล้ว คือ “ไวรัสเอชพีวี” (HPV virus)

     ศ.นพ.เฮรัลด์ ซัวร์ เฮาเซ่น (Herald Zur Hausen) ค้นพบเมื่อ พ.ศ.2523 ว่า ไวรัสเอชพีวีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูกในสตรี ต่อจากนั้นก็มีงานวิจัยทั่วโลกช่วยขยายความรู้เกี่ยวกับไวรัสเอชพีวีอย่างกว้างขวาง ถือว่าการติดเชื้อเอชพีวีเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกโรคหนึ่ง

     ทันทีที่โลกรู้จักไวรัสเอชพีวี โรคหนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริม เอชไอวีหรือเอดส์ ก็ชิดซ้ายเลยค่ะ เพราะการติดเชื้อเอชพีวีมาแรงแซงโค้ง เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากที่สุด และพบการติดเชื้อเอชพีวีในคนวัยเจริญพันธุ์ อายุ 20-30 ปี ตั้งแต่ร้อยละ 25-75 ทีเดียวค่ะ

ไวรัสเอชคือดีเอ็นเอไวรัส (DNA) ที่ติดเชื้อเฉพาะในมนุษย์ ไม่ติดเชื้อในสัตว์ ดังนั้นความเชื่อที่ว่า ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมาจากลิงจึงไม่เป็นความจริง

ไวรัสเอชพีวีก่อให้เกิดโรคหูดที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องปาก และคอหอย การติดเชื้อแบบแนบแน่น (persistent viral infection) ในไวรัสเสี่ยงสูง ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก กล่าวได้ว่าร้อยละ 99.7 ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี

ไวรัสเอชพีวีมีกี่สายพันธุ์ มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่ละสายพันธุ์เกี่ยวข้องกับหูดและมะเร็ง เช่น

สายพันธุ์ที่ 1, 2, 4: หูดนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า (common warts, plantar warts)

สายพันธุ์ที่ 3, 10: หูดแบนราบ บริเวณใบหน้า แขนขา (flat warts)

สายพันธุ์ที่ 6, 11: หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศและทวารหนัก (condyloma acuminata) หูดที่กล่องเสียง (recurrent respiratory papillomatosis) ทารกซึ่งมารดามีหูดหงอนไก่ที่ช่องคลอด และในผู้ใหญ่ที่ทำออรัลให้คนที่มีหูดหงอนไก่

สายพันธุ์ที่ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 45, 51, 52, 56, 58, 59, 68, 73, 82: ทั้ง 15 สายพันธุ์ติดเชื้อที่ปากมดลูก ก่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทวารหนัก เชื้อที่แรงสุดในการก่อมะเร็ง คือสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 เป็นสาเหตุร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก หากเพิ่มสายพันธุ์ที่ 31, 33, 45, 52, และ 58 รวม 7 สายพันธุ์เป็นสาเหตุร้อยละ 90 ของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลก

วิธีการแพร่เชื้อเอชพีวี แพร่โดยการสัมผัสจากผิวหนังสู่ผิวหนัง อวัยวะเพศสู่อวัยวะเพศ โดยการร่วมเพศ ไม่ว่าจะเป็นทางออรัล ช่องคลอด ทวารหนัก มีส่วนน้อยที่ทารกติดเชื้อจากการคลอดทางช่องคลอด

 

หากคุณทำเช่นนี้อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อเอชพีวี

  1. มีคู่นอนข้ามคืน (one night stand) เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด หากไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน
  2. มีคู่นอนจำนวนมาก งานวิจัยในมหาวิทยาลัยพบว่า คู่นอนจำนวน 1, 4 และ 5 คน มีโอกาสติดเชื้อเอชพีวี ร้อยละ 29, 64 และ 87 ตามลำดับ
  3. มีเพศสัมพันธ์สอดใส่ช่องคลอดหรือทวารหนัก หากไม่สอดใส่มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่า 5 เท่า
  4. สวนล้างช่องคลอด งานวิจัยพบว่าการติดเชื้อเอชพีวีร้อยละ 8 เกิดจากการสวนล้างช่องคลอด
  5. นิ้วปนเปื้อนเชื้อในสาวโสด ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 4 ติดเชื้อเอชพีวีจากการสัมผัสโดยนิ้ว
  6. ฝ่ายชายไม่ขริบหนังหุ้มปลาย หากขริบแล้ว ลดการติดเชื้อเอชพีวีในผู้หญิงลงร้อยละ 50
  7. มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การใช้ถุงยางอนามัยลดโอกาสติดเชื้อลงมากกว่าร้อยละ 90

 

วิธีรักษา หากติดเชื้อเอชพีวีแล้ว ไม่มีวิธีรักษาค่ะ ถ้าเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรง ร้อยละ 90 เชื้อหายไปได้ภายใน 2 ปี

 

 

วิธีป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี

  1. รักเดียวใจเดียว ไม่มีเพศสัมพันธ์แบบข้ามคืน ไม่สำส่อน เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
  2. ใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้มากกว่าร้อยละ 90
  3. ไม่มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยกว่า 18 ปี
  4. ฝ่ายชายควรขริบหนังหุ้มปลาย
  5. ไม่สวนล้างช่องคลอด
  6. ระวังการใช้ห้องน้ำสาธารณะ ควรล้างมือให้สะอาดหลังออกจากห้องน้ำเป็นประจำ
  7. ระวังการติดเชื้อเอชพีวีจากการใช้นิ้วมือและใช้อุปกรณ์ช่วยตนเอง
  8. รักษาสุขภาพ ร่างกายแข็งแรงช่วยกำจัดเชื้อเอชพีวีได้เองภายใน 4 ปี เหลือร้อยละ 8 ที่ติดเชื้อแนบแน่น
  9. ตรวจหามะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 21 ปี หาไวรัสเอชพีวีเมื่ออายุ 30 ปี ตรวจทุก 3-5 ปี

ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) รับรองวัคซีน 3 ชนิดดังนี้

  1. เซอวาริกซ์ (Cervarix) ป้องกันไวรัสเอชพีวี 2 สายพันธุ์ (16, 18) ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ 70
  2. การ์ดาซิล (Gardasil) ป้องกันไวรัสเอชพีวี 4 สายพันธุ์ (6, 11, 16, 18) ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ 70 หูดหงอนไก่ร้อยละ 90
  3. การ์ดาซิล 9 (Gardasil 9) ป้องกันไวรัสเอชพีวี 9 สายพันธุ์ (6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58) ป้องกันมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่ร้อยละ 90 มะเร็งทวารหนักร้อยละ 80 ปัจจุบันยังไม่วางจำหน่ายในประเทศไทย คาดว่าจะมีขายในปี 2565

 

วิธีฉีด ในหญิงชายอายุ 9-26 ฉีดจำนวน 3 เข็ม หากอายุต่ำกว่า 15 ปี ฉีด 2 เข็ม ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติเอชพีวีวัคซีนฉีดในเด็กหญิงชั้นประถมปีที่ 5 หรืออายุ 12 ปีทุกคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผลข้างเคียงของวัคซีน มีน้อยมาก FDA รับรองความปลอดภัยจากการติดตามรายที่รับวัคซีน ซึ่งมีมากกว่า 300 ล้านครั้ง สรุปว่าวัคซีนปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยมาก คือเจ็บปวดตรงที่ฉีด และหายเองใน 10 นาที

สำหรับวัคซีนเอชพีวีในชาย เป็นวัคซีนตัวเดียวกันกับที่ฉีดในหญิง พบว่าได้ประโยชน์ทางตรงคือป้องกันมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีแบบแนบแน่น ได้แก่ มะเร็งทวารหนัก ปาก ลำคอ อวัยวะเพศชายหูดหงอนไก่ในชายรักชาย ป้องกันได้ผลถึงร้อยละ 90 นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์ทางอ้อม คือป้องกันมะเร็งปากมดลูกในหญิง

 

 

FDA แนะนำว่า การฉีดวัคซีนป้องกันเอชพีวีในชายนั้นมีประโยชน์ แม้ว่าอาจจะได้ประโยชน์น้อยกว่าในหญิงเล็กน้อย ข้อบ่งใช้ วิธีฉีด ความปลอดภัยอื่นๆ ไม่ต่างจากฝ่ายหญิง การฉีดวัคซีนเอชพีวีทั้งในหญิงและในชายจะเกิดภูมิต้านทานหมู่ ช่วยลดมะเร็งปากมดลูกทั่วโลก รวมถึงมะเร็งอื่นๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งต่อเงินค่าใช้จ่ายสำหรับวัคซีนที่เสียไป (cost-benefit)

 

HUG MAGAZINE

สุขภาพ สุขเพศ


เที่ยวหน้าฝน ยลน้ำตกโกรก-อี-ดก “ลิตเติ้ลทีลอซู”

     “ปลายฝนต้นหนาวเช่นนี้ความชุ่มฉ่ำนั้นยังคงอยู่ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ถึงเวลาพาตัวเองออกไปหาธรรมชาติในช่วงที่สวยงามที่สุดของปี ออกไปเติมออกซิเจนให้เต็มปอด โบกมือทักทายส่งท้ายฤดูกาลแห่งความเขียวชอุ่ม”

 

 

ทริปนี้เราเลือกเดินเข้าป่าไปตามหาน้ำตกที่สูงที่สุดในภาคกลาง ว่ากันว่าเปรียบดั่ง “ลิตเติ้ลทีลอซู” กลางผืนป่าธรรมชาติ

     น้ำตกโกรกอีดก ตั้งอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในพื้นที่การดูแลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ น้ำตกแห่งนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญขณะที่เฮลิคอปเตอร์บินผ่านกลางป่า จากนั้นทางการจึงเริ่มบุกเบิกและสำรวจจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว “น้ำตกโกรกอีดก” เป็นชื่อที่ชาวบ้านตั้งขึ้นตามลักษณะของพื้นที่แถบนี้ คำว่า “โกรก” หมายถึง “ภูเขา” และ “ดก” หมายถึง “เยอะ” การจะเข้าไปพิชิตน้ำตกแห่งนี้ เส้นทางการเดินต้องผ่านป่าและลำธารหลายจุดที่ทั้งลื่นและสูงชัน จึงจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญเส้นทางคอยดูแล

 

     รถเคลื่อนตัวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง สมาชิกทุกคนต่างตื่นเต้นกับการเข้าป่าครั้งแรกของปี เรานั่งหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมงเศษก็เดินทางถึงจุดนัดหมาย “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์ชะอม” เราจองทริปไว้ล่วงหน้า เป็นทริป 1 วัน สามารถไปเช้าเย็นกลับได้ จากนั้นเรานั่งรถรางไฟฟ้าของชุมชนอีก 5 กิโลเมตรเพื่อเดินทางไปยังจุดเริ่มเดิน

     สายหมอกสีขาวลอยแตะทิวเขาสลับซับซ้อนเป็นแนวยาว ท้องฟ้าเป็นสีเทา เห็นเมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล ชวนให้คิดว่านานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้เห็นวิวแบบนี้ เพียงอึดใจเราก็ไปถึงจุดเริ่มเดินที่มีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาใหญ่ และไกด์ชุมชนยืนรอรับเราอยู่ พวกเขาคือผู้พิทักษ์พาเราพิชิตน้ำตกอันเป็นเป้าหมายในทริปนี้ พี่ไกด์บรรยายสรุปสภาพพื้นที่ให้เราได้ทราบ เราต้องเดินไปยังน้ำตกเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร และกลับลงมาในเส้นทางเดียวกันอีก 4 กิโลเมตร แต่ 3 กิโลเมตรแรกเป็นทางเดินเลาะแนวป่า สลับกับการเดินตัดผ่านแนวลำธาร ส่วนกิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงน้ำตกนั้นเส้นทางค่อนข้างโหดเพราะมีก้อนหินและสูงชัน หลังจากทำความเข้าใจเรื่องเส้นทางกันเรียบร้อยการเดินเท้าก็เริ่มต้นขึ้น

 

     เพียงย่างก้าวแรก เท้าทั้งสองข้างก็เหยียบน้ำลึกจนถึงเข่าเสียแล้ว รองเท้าเดินป่าของเราโชกน้ำรอการระบาย ทางเดินเล็กๆ ทำให้ต้องย่ำเท้าตามคนข้างหน้า สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ใบสีเขียวสดที่ชุ่มน้ำฝน ว่ากันว่าถ้ามาที่นี่นอกจากน้ำตกโกรกอีดกที่ต้องพิชิต อีกอย่างที่ต้องเสาะหาคือ “เห็ดแชมเปญ” ซึ่งขึ้นอยู่ตามขอนไม้ในพื้นที่ชุ่มชื้น เราจึงต้องคอยสอดส่ายสายตา เผื่อว่าจะได้เห็นเห็ดแชมเปญกับเขาบ้าง และแล้วเห็ดรูปถ้วยสีแดงสดใส ยืนชูช่อเป็นกลุ่มใหญ่ก็โผล่หน้าออกมาต้อนรับเราเป็นทิวแถว แสงอาทิตย์รำไรช่วยให้เห็ดรูปถ้วยนี้สีแดงสดสวยยิ่งขึ้น และไม่พลาดหยิบกล้องมาบันทึกภาพเป็นที่ระลึก

      เส้นทางในป่าค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปตามแนวสายน้ำ เมื่อถึงน้ำตกชั้นที่ 1 ต้องเดินตัดลำน้ำฝ่ากระแสน้ำที่ค่อนข้างแรงเพื่อข้ามไปยังอีกฟาก และเป็นเช่นนี้อีกเป็นระยะๆ ระหว่างทางยังมีมอส เฟิร์น และพืชพรรณในป่าฝนกับป่าเบญจพรรณให้ได้ชม พี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ไม่รีรอที่จะอธิบายให้ฟัง แล้วเราก็เดินไปเรื่อยจนถึงน้ำตกชั้นที่ 4 ถึงเวลาอาหารกลางวันที่แม้เป็นเพียงข้าวเหนียวหมูปิ้ง แต่การได้กินอาหารท่ามกลางธรรมชาติ เอาเท้าจุ่มน้ำ ฟังเสียงน้ำตก ชมผีเสื้อ มองต้นไม้ใบหญ้าสีเขียว ช่วยให้มื้อนี้แสนวิเศษ เมื่อเล่าให้ใครฟังก็ต้องอิจฉา

     ยังเหลือระยะทางกิโลเมตรสุดท้าย ความหฤโหดเริ่มขึ้น เส้นทางสูงชัน มีแต่ขึ้นและขึ้นเขา ในจุดต้องไต่เชือกปีนป่ายไปตามหน้าผาชัน ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงน้ำไหลรินราวกับให้กำลังใจเราว่า อย่าเพิ่งท้อนะ เหลืออีกนิดเดียว หินก้อนเล็กก้อนน้อยที่เหยียบไปในทุกย่างก้าว ทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดวัง เพราะถ้าก้าวพลาดอาจตกเขาและเจ็บตัวแน่นอน ในที่สุดก็ไปถึงชั้นที่ 7 ของน้ำตกโกรกอีดก ทันทีที่เงยหน้าขึ้น ละอองน้ำก็ปะทะใบหน้าเป็นการยืนยันว่า เราถึงจุดหมายแล้ว

     สายน้ำตกจากหน้าผาสูงตามแนวหินเป็นชั้นๆ เหมือนม่านน้ำสีขาวสูงกว่า 300 เมตร จนต้องหาจุดเหมาะเพื่อนั่งบันทึกภาพแห่งความทรงจำให้คุ้มค่ากับที่ลงแรงกว่า 3 ชั่วโมง บางคนอดใจไม่ไหวขอลงแช่น้ำสัมผัสความสดชื่นสักครั้ง น้ำตกแห่งนี้รายล้อมด้วยทิวเขาที่มีหมอกขาวปกคลุม ฟ้าฝนก็ช่างเป็นใจเปิดทางให้ได้เห็นน้ำตกแสนสวยอย่างเต็มตา ใช้เพียงตาดู หูฟัง บันทึกภาพและเสียงนั้นไว้ในใจให้นานที่สุด

     

     เราใช้เวลาอยู่บนนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงเวลาต้องลาจาก เพื่อกลับลงมาข้างล่างในเส้นทางเดิม ระหว่างทางมีเม็ดฝนโปรยปรายเพิ่มความท้าทายของการเดินป่า ทางเดินตอนนี้กลายเป็นทุ่งช็อคโกแลตสีน้ำตาลเข้ม เรียกเสียงโหวกเหวกให้รู้สึกครื้นเครงไปอีกแบบ ป่าที่รกครึ้มค่อยเปิดโล่งจนมาถึงลำธารที่เท้าต้องลงจุ่มเมื่อครั้งแรก เป็นอันว่าการเดินทางครั้งนี้สิ้นสุดลง เราได้เป็นหนึ่งในผู้พิชิตน้ำตกโกรกอีดกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     “แม้เป็นเพียงทริปสั้นๆ การได้ไปพิชิตน้ำตกโกรกอีดก นอกจากได้ออกผจญภัยในป่าใหญ่ สัมผัสความสวยงามและความอลังการของธรรมชาติที่ยังคงยิ่งใหญ่อยู่เสมอ ยังเปิดโอกาสให้เราได้ออกไปกอดธรรมชาติให้หายคิดถึง เติมเต็มพลังใจให้กลับมาสตาร์ทติดอีกครั้งหนึ่ง”

 

HUG MAGAZINE

พาหัวใจไปเที่ยว

น้องฟาง