จุฑารัตน์ เอี่ยมอำพัน & ไกรสร เกตุสม

รักแรกพบผ่านจอแก้ว

แต่ละคนต่างมีจังหวะความรักที่เป็นของตัวเอง ในกรณีคู่นี้คงต้องยกความดีให้แม่สื่อสายรุกขั้นเทพที่ทำให้หนุ่มขี้อายนักข่าวสายกีฬา คุณสร-ไกรสร เกตุสม ได้สานต่อรักกับผู้ประกาศข่าวสาวสวย คุณปอ-จุฑารัตน์ เอี่ยมอำพัน ด้วยการตะโกนบอกกลางโรงอาหารให้คนทั้งบริษัทรู้ว่า เขากำลังปิ๊งรักกับออเจ้าคนนี้นะจ๊ะ เรื่องราวชวนเฮฮาจึงเกิดขึ้นพร้อมกับที่ทายาทตัวน้อย น้องปริม-ปริมญาดา เกตุสม ก็ใจร้อนไม่แพ้กัน รีบมาหาพ่อสรแม่ปอทันทีอีกด้วย สงสัยว่าเส้นทางรักของคู่นี้คงขี่จรวดนำวิถีมาแน่ๆ


วันที่เราสองคนได้พบกัน

เมื่อย้อนกลับไป วันแรกที่ทั้งคู่พบกันคือเมื่อครั้งเข้าทำงานที่ช่อง 11 คุณสรเป็นนักข่าวกีฬามาได้ปีครึ่ง ส่วนคุณปอเป็นหนึ่งในผู้ประกาศที่เพิ่งเข้ามา แต่ก็ยังไม่มีจังหวะให้เจอเพราะห้องทำงานคุณปออยู่ชั้นบน ส่วนคุณสรอยู่ชั้นล่าง แถมยังทำงานออกภาคสนามบ่อยๆ จนวันหนึ่งพรหมลิขิตก็ชักพาให้คุณสรเป็นฝ่ายได้เจอว่าที่เจ้าสาวในอนาคตของตัวเองผ่านจอทีวี

“ช่วงนั้นผมไปทำงานกีฬาที่ต่างจังหวัด ได้เห็นผู้ประกาศใหม่อ่านข่าวเสาร์-อาทิตย์ ก็แกล้งแซวต่อหน้าน้องสนิทที่ทำงานควบคุมการออกอากาศว่า คนนี้หน้ากลมจัง ฝากบอกหน่อยว่าชอบ ตอนนั้นแค่แซวเล่นๆ”

ประโยคนี้ทำทั้งคุณสรและคุณปอหัวเราะร่วน เพราะใครจะคิดล่ะว่า คำนั้นปลุกจิตวิญญาณแม่สื่อในร่างน้องคนสนิทของทั้งสองคนให้ลุกโชน พอกลับถึงกรุงเทพฯ ก็รีบวิ่งขึ้นมาบอกข้อความนี้แก่คุณปอทันที ในตอนนั้นคุณปอเองยังนึกไม่ออกว่าคนชื่อสรคือคนไหน แต่ก็มีขนมนมเนยฝากผ่านแม่สื่อที่คอยย้ำเสมอว่า “พี่สรฝากมาให้” จนเวลาผ่านไป แม่สื่อก็ได้ทำงานเต็มที่ ในวันธรรมดาเรียบง่ายกลางโรงอาหารสถานีข่าว

“ตอนนั้นผมเดินผ่านไปพอดี เขานั่งอยู่กับน้องแม่สื่อ น้องแม่สื่อก็ตะโกนเลยว่าพี่ปอ นี่ไง คนนี้ไง”

“แม่สื่อรุกหนักมาก ตะโกนลั่นโรงอาหาร ตอนนั้นพักเที่ยง คนเยอะด้วย เขาก็อาย รีบเดินหนีออกไปนอกโรงอาหารเลย ทันเห็นหน้าแค่ครึ่งเดียว”

ความทรงจำแรกนี้เลยประทับอยู่ในใจของทั้งสองคน ผ่านแม่สื่อที่ยังคงลุยต่อเพื่อให้ทั้งคู่ได้คุยกันจริงๆ สักที จนช่วงเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่อเมริกา นักข่าวต้องเตรียมตัวรอทำข่าวที่สตูดิโอ แม่สื่อคนเดิมอาศัยจังหวะโทร.คุยกับคุณสร จู่ๆ ก็ส่งมือถือให้คุณปอแล้วบอกว่าพี่สรจะคุยด้วย

“คุยครั้งแรกเขายังจำชื่อเราไม่ได้เลย เขาบอก สวัสดีครับ คุณจุฑามาศ ก็บอกว่าจริงๆ ชื่อจุฑารัตน์ค่ะ คุยกันนิดหน่อย หลังจากนั้นสรขอโทร.มาหาโดยตรง ก็เริ่มคุยกันเรื่อยๆ”

นั่นแหละ ค่อยสมใจแม่สื่อสายรุกเสียที



ปัจจัยที่ทำให้เลือกคนคนนี้

ในการเลือกใครสักคน คุณสรบอกว่ามีปัจจัยสำคัญนอกจากความรักที่หลายคนมักคิดว่าคือหัวใจหลัก หากแต่สิ่งที่ทำให้สานต่อไปถึงการเป็นคู่ชีวิตในอนาคตมีมากกว่านั้น

“เรื่องการให้คำแนะนำกันและกันครับ แม้เราจะว่างไม่ค่อยตรงกัน แต่ได้ใช้เวลาด้วยกันค่อนข้างบ่อย ส่วนใหญ่เมื่อก่อนผมทำงานตอนกลางคืนแล้วเลิกเช้า ส่วนคุณปอทำเสร็จช่วงบ่าย เลยได้ใช้เวลาร่วมกัน ตัวเขามีคำแนะนำที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เหมือนเพื่อนคู่คิดให้ผม”

“ปอคบใครก็คบคนเดียว ไม่คบเผื่อเลือก มีแฟนมาก่อนก็จริง พอคบเขาก็ไม่มองใครอีกเลย รู้สึกว่าคนนี้อยู่ด้วยแล้วเราเป็นตัวของตัวเอง อยู่ด้วยแล้วสบายใจ อาจมีทะเลาะกันนิดหน่อยในช่วงแรก สรเป็นผู้สื่อข่าวกีฬา ออกต่างจังหวัดบ่อย มีสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อนตลอด เราก็เป็นห่วง มีง้องแง้งกันบ้าง จนเขาพาเราไปเจอพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด พ่อแม่สรเป็นคนง่ายๆ ครอบครัวดี ทัศนคติดี ตัวเขาก็จิตใจดี ชอบช่วยเหลือเพื่อนๆ ทำให้เข้าใจในตัวเขามากขึ้น”

คุณปอบอกต่อว่าตอนนั้นไม่ได้คิดว่าคนนี้คือคนที่ใช่ แต่เพราะสบายใจในการอยู่ด้วยกัน พอรู้อีกทีก็ถึงเวลาที่ต้องแต่งงานซะแล้ว

ที่จริงก่อนที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายจะเอ่ยถามความตกลงปลงใจ คุณสรเคยบอกกับคุณปอว่าเดือนเมษายนจะขอแต่งงานนะ ถึงงั้นก็ยังสานต่อแผนเดิมที่วางไว้ ดูฤกษ์ปลายปี เมื่อได้แล้วก็เดินหน้าเต็มที่ ทำให้นึกสงสัยขึ้นมา ในไลฟ์สไตล์คุณสรที่ทำสายข่าวกีฬา ออกภาคสนามบ่อยๆ ปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงหลายครั้ง เรียกว่าเป็นหนุ่มโสดเต็มขั้นแบบนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญอะไรที่ทำตัดสินใจได้

“ผมดูว่าเราเข้ากันได้ไหม สบายใจไหม เพราะการแต่งงานคือการที่คนสองคนต้องอยู่ด้วยกันไปตลอด ถ้าคำตอบมันออกมาแล้วโอเค มันทำให้ผมสละเรื่องชีวิตโสด เรื่องส่วนตัวออกไปได้มากขึ้นนะ”

รอยยิ้มสดใสวันนี้ดูจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่าคุ้มค่าที่สุดที่ได้ก้าวต่อไป


จุดเริ่มต้นครั้งใหม่

หลายคนคิดว่าแต่งงานคือตอนจบที่สมบูรณ์ แต่จริงๆ คือการเริ่มต้นใหม่ แค่เปลี่ยนบทบาทจากชีวิตโสดตามใจตัวเอง มาเป็นชีวิตคู่ที่ต้องคิดถึงอีกคนมากขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสรที่ชินกับการอยู่คนเดียวมานาน พอแต่งงานแล้วย้ายเข้าบ้านคุณปอ เนื่องจากคุณปอยังต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่

“พ่อแม่ผมอยู่ต่างจังหวัด ผมอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว เมื่อก่อนตื่นกี่โมงก็ได้ พอแต่งงานแล้ว อย่างน้อยต้องตื่นพร้อมภรรยา เมื่อก่อนกลับบ้านดึกเท่าไรก็ได้ ตอนนี้เกรงใจคุณพ่อคุณแม่และเขาด้วย”

หากคู่แท้มีจริงก็คงจะวัดได้จากคู่นี้ที่ตั้งแต่เจอกันที่ช่อง 11 จนย้ายที่ทำงานไปสามที่ ก็ทำที่เดียวกันตลอด นั่งโต๊ะทำงานหันหลังติดกัน ถึงช่วงเวลาทำงานจะไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็พบหน้ากันเกือบ 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันสองคนสักเท่าไร น้องปริมก็เคาะประตูทักทายคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทันที


น้องปริมมาแล้ว

คุณปอหัวเราะขบขันเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าตัวเองมีทายาทตัวน้อยในท้อง จนถึงวันคลอด ล้วนแต่มีเรื่องชวนหัวเราะไม่หยุด

“ปอคิดว่ามีลูกยากมาตลอด เพราะเคยผ่าตัดซีสต์ในรังไข่ ทำให้ต้องตัดออกไปข้าง หมอยังบอกว่าแต่งงานแล้วให้รีบมีลูกเลย เพราะมียาก พอแต่งปุ๊บ สี่เดือน ท้องเลย มาเร็วจนตกใจ การมีลูกเป็นสิ่งพิสูจน์อีกอย่างว่าสรเป็นพ่อที่ดี ปอแพ้ท้องหนักมาก แค่จิบน้ำก็อ้วก กินอะไรไม่ได้ สรนั่งเฝ้าดูแลทุกอย่าง คอยบีบนวด ทำให้ปอมีความสุขตอนช่วงท้องมาก แม่อารมณ์ดีมาก ลูกเลยอารมณ์ดีตาม ออกมาหน้าเหมือนพ่อมากด้วย สงสัยตอนท้องแม่มองหน้าพ่อมากไป”

คงเป็นเพราะคุณพ่อสรดูแลดีอย่างนี้ น้องปริมเลยรีบออกมาลืมตาดูโลกทั้งอยู่ในครรภ์เพียงแปดเดือนเท่านั้น

“เราสองคนไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน เป็นการเตรียมตัวสำหรับพ่อแม่ที่เตรียมจะคลอดลูก เพราะไม่ค่อยมีเวลา กว่าจะได้ไปก็ท้องแปดเดือนแล้ว ในนั้นมีโยคะคนท้อง มีการฟัง การสัมผัสให้พ่อกอดแม่ เป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์พ่อแม่ลูก วันนั้นเดินจงกรมเสร็จ จู่ๆ น้ำเดิน มันยังไม่ถึงกำหนด ฝึกหายใจคลอดลูกก็ยังไม่ได้ทำ โทร.หาแม่ บอกว่าน้ำไม่หยุดเลย แม่บอกให้ไปโรงพยาบาล ไปถึงหมอประจำตัวอยู่พอดี หมอไม่เชื่อเพราะอีกหนึ่งเดือนเต็มๆ เลยนะ รอไปน้ำก็ไม่หยุดเดิน หมอว่าคงใช่แล้วละ เลยให้เข้าห้องคลอด เจ็บมากเพราะตั้งใจคลอดเองตามธรรมชาติ ให้สามีอยู่ข้างเตียงคอยบีบมือจิกเล็บไว้ พอใกล้คลอดหมอเชิญสามีออกเพราะเคยมีคุณพ่อเป็นลมในห้องคลอด ลำบากหมอต้องมาดูแลอีก”

ถึงจะมาก่อนกำหนดแต่ก็พกความแข็งแรง ความฉลาดช่างพูดมาเต็มที่ คงเป็นเพราะตอนท้อง คุณแม่ปออ่านข่าวเยอะ น้องปริมนอนฟังตลอดเวลา เลยขอแย่งพูดบ้าง ส่วนคุณพ่อสรเมื่อมีลูกสาวตัวน้อย ก็เปลี่ยนตารางชีวิตใหม่ ให้ความสำคัญแก่ลูกควบคู่กับงาน ลูกสาวทำอะไรจึงไม่เคยห่างสายตาคุณพ่อ แม้แต่ลูกละเมอ จะกลิ้งตกเตียง คุณพ่อสรก็พร้อมสะดุ้งตื่นขึ้นมา คว้าเอาไว้ได้ทัน เซ้นส์ป๊ะป๋านี่แรงจริง


หน้าที่พ่อแม่คือการทำร่วมกัน

ด้วยงานที่ตารางไม่แน่นอนทั้งคู่ คุณปอซึ่งช่วงนั้นตารางข่าวอยู่ในช่วงตีหนึ่ง งานอ่านข่าวเพิ่มขึ้นทำให้การแท็คทีมดูแลลูกน้อยจึงเริ่มขึ้น

“เพราะงานสายข่าวตารางปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ทำเลยต้องช่วยเหลือกัน ตอนเพิ่งคลอดลูก ปอทำงานเยอะ ดังนั้นคนดูแลลูกหลักๆ คือสามี เขาเป็นพ่อที่ดีมาก พาลูกเข้านอนได้ อาบน้ำ ป้อนข้าวป้อนนมได้ แทนแม่ได้เลย ถ้าภรรยาคนไหนได้สามีช่วยในการเลี้ยงลูกถือว่าโชคดีมาก แล้วเราสองคนตกลงกันว่า ใครติดงานสำคัญ อีกคนต้องเคลียร์งานให้ได้แล้วรีบกลับไปดูแลลูก แตะมือกันแทน ทำแบบนี้จนถึงทุกวันนี้”

“เราทำงานคนละช่วงเวลา ผมเข้าเช้าทำหน้าที่ดูแลลูกช่วงเย็น ปอช่วงบ่ายก็ไม่บกพร่อง ช่วยกันดูแลลูก ไม่มาเกี่ยงกัน ไม่มานั่งนับว่าใครทำเท่าไรยังไง”
คุณสรยิ้มตอบด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับครอบครัว ซึ่งสามีและภรรยาต้องช่วยเหลือกัน

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เป็นสายข่าวแบบนี้ การสอนลูกสาวคนเดียวจึงมีทั้งเหตุและผลเต็มที่ เน้นให้น้องปริมเข้าใจ แทรกเป็นระยะๆ ในการใช้ชีวิต เพราะมองว่าการดุหรือห้ามโดยไม่มีเหตุผล อาจยิ่งทำให้น้องปริมสงสัย คงเป็นเพราะเหตุนี้น้องปริมจึงมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ติดนิสัยมีเหตุผลตามพ่อแม่ แม้จะเป็นแบบเด็กตัวน้อยๆ ก็ตาม

“วันนั้นปริมทานขนมอยู่ เหลืออยู่สองชิ้น ผมก็แกล้งถามว่าพ่อขอชิ้นหนึ่งได้ไหม เขาก็เลียสองชิ้นนั้นแล้วบอกว่าไม่ได้พ่อ หนูกินแล้ว”
เหตุผลของเด็กทำให้ผู้ใหญ่ไปไม่ถูกกันทีเดียว


เวลาสามีภรรยาก็ต้องมี

หลายบ้านอาจคิดว่าพอมีลูก ครอบครัวจึงสมบูรณ์ ที่จริงถ้ามัวแต่สนใจลูกมากไป จนลืมสนใจคนข้างกาย อาจทำให้ความรู้สึกที่มีจืดจางไปได้ ทั้งสองตระหนักในเรื่องนี้ เพราะในช่วงแรกๆ พากันทุ่มเทความสนใจไปที่ลูก เมื่อนึกได้ก็ค่อยปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเวลาให้แก่กันมากขึ้น แต่เดิมที่ต่างคนต่างทำงาน เลิกงานแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน หาเวลาไปทานข้าวกันก่อนเข้างาน ทำบรรยากาศให้เหมือนตอนคบกันใหม่ๆ ใส่ใจและจดจำสิ่งที่ชอบ เพิ่มเวลากระชับความสัมพันธ์ ทำให้ความสัมพันธ์ที่มีดีขึ้นเรื่อยๆ

คุณสรเอ่ยถึงเรื่องการปรับตัวนี้เช่นกัน

“ในทุกการปรับตัวมันก็มีปัญหากันแหละ แต่ให้เลือกมองสิ่งที่ดีของอีกฝ่าย อยากให้คิดว่าตัวเราไม่ได้เหนื่อยกว่าทุกอย่าง บางเรื่องเขาก็เหนื่อยกว่า”
ทางคุณปอเสริมย้ำว่า

“อย่ามัวมองแต่ข้อเสีย เลือกมองข้อดีของเขาให้มากๆ ซาบซึ้งกับสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้ ดีกว่าคอยจับผิดกัน ถ้ามัวคิดว่าเขาแย่ เราเองก็จะหงุดหงิดใจ ลองมองข้ามข้อเสียให้มากที่สุด ก็จะรู้สึกดีทั้งเราและเขา ยิ่งแก่ตัวยิ่งรู้สึกว่าไม่อยากเสียเวลากับการโกรธ มันรู้สึกไม่ดี ไม่มีความสุข เป็นคนขี้ลืมด้วย โกรธไม่นานก็ลืมเอง”



ข้อห้ามที่ไม่ควรทำ

คุณสรฝากบอกผู้ชายทั้งหลายว่าอย่าเอาปัญหานอกบ้านเข้ามาในบ้าน ไม่ว่าจะหงุดหงิดจากอะไรก็อย่าเอาไปลงกับภรรยาและลูก เราออกไปทำงานข้างนอกมีโอกาสเจอเรื่องหงุดหงิดได้ทุกวัน อย่าเอามันเข้ามา การใช้ชีวิตคู่ก็มีปัญหายิบย่อยของมัน อย่าเพิ่มปัญหาให้ครอบครัวอีก
ส่วนคุณปอนอกจากจะคิดคล้ายกัน ที่ว่ามีปัญหาที่ไหนให้จบในที่นั้น ถ้าทำงานก็ให้จบที่ทำงาน ถ้าที่บ้านก็เป็นเรื่องภายในบ้านแล้ว ก็ฝากบอกผู้หญิงด้วยกันว่า ให้เป็นน้ำเย็น เวลาสามีอยู่ด้วยก็จะสบายใจ ถ้าเขาสบายใจก็อยากอยู่ด้วยไม่ไปไหน


ข้อเสียในการทำงานร่วมกัน

หลายคนอาจคิดว่าทำงานร่วมกัน สายงานเดียวกันนั้นดี แต่บางทีก็มีข้อเสียสำคัญ คุณสรบอกว่าช่วงวันหยุดที่ไม่แน่นอน และตารางงานที่ระบุเวลาลำบากทำให้บางทีก็จัดเวลาครอบครัวร่วมกันยาก คุณปอเองเสริมต่อว่า ต้องมีห่างกันบ้างจึงจะดี เช่น บางช่วงที่สามีไปทำงานต่างจังหวัดหลายวัน ทำให้ได้อยู่กับตัวเอง พอห่างกัน ก็คงคำนี้ไว้คิดถึงกันบ้าง ถ้าเจอกันทุกวัน ก็ไม่มีเวลาได้คิดถึงกัน


พูดถึงกันและกัน

คุณสรยิ้มเขินกว่าเดิม เมื่อเราถามถึงความในใจที่เขามีต่อคุณปอ

“เราสองคนเหมือนขั้วบวกขั้วลบ เป็นสองสิ่งที่อยู่ด้วยกันได้ ปออาจไม่ใช่ผู้หญิงดีร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เป็นคนที่ใช่ วันที่ผมตัดสินใจจะแต่งงาน ผมคิดแล้วว่าไม่จำเป็นต้องไปรู้จักหรือเรียนรู้ใครอีกแล้ว อยากบอกว่าขอบคุณที่เขาทำหน้าที่ภรรยาและแม่ที่ดี”

ส่วนคุณปอเสริมว่า “โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ คนเรามีทั้งข้อดีและข้อเสีย สรพิสูจน์ให้เห็นว่าทำหน้าที่พ่อที่ดีมาก เป็นสามีที่ซื่อสัตย์ ไม่เคยทำให้เหนื่อยใจในเรื่องผู้หญิง เขาเป็นผู้ชายที่จิตใจดี ไม่ใช่แค่คนในครอบครัว กับคนอื่นๆ สรเป็นคนที่ไม่มีพิษไม่มีภัย พร้อมจะช่วยปอในเวลาที่ลำบาก ถึงจะไม่มีคำพูดหวานๆ เติมพลังใจเลย แต่ถ้าขออะไรก็ทำให้ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเราเลือกไม่ผิด”