คลอดก่อนกำหนด ภาวะเสี่ยงที่ต้องระวัง - พญ.ดาริน จตุรภัทรพร

     การคลอดก่อนกำหนดคือการคลอดตั้งแต่อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ จนถึงก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ หรือคลอดก่อน 259 วัน นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย ร่วมพูดคุยกับหมอเป้-พญ.ดาริน จตุรภัทรพร แพทย์โรงพยาบาลวัฒโนสถ คุณแม่ลูกสองที่ผ่านประสบการณ์คลอดก่อนกำหนดในท้องแรก เมื่อครั้งให้กำเนิดน้องลินลา น้ำหนัก 555 กรัม ด้วยอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ มาติดตามกันว่ากว่าเด็กจิ๋วจะใหญ่จนวัยครบ 6 ขวบ น้องลินลาและครอบครัวต้องผ่านอะไรมาบ้าง



รักก่อนกำเนิด เกิดก่อนกำหนด

               เพจเฟซบุ๊กชื่อ “รักก่อนกำเนิด เกิดก่อนกำหนด” เป็นช่องทางซึ่งคุณหมอเป้สร้างขึ้นเพื่อให้ความสำคัญแก่การคลอดก่อนกำหนด และเพื่อแบ่งปันความรู้แก่ผู้สนใจ คุณศุ บุญเลี้ยงเป็นผู้ตั้งชื่อเพจให้

             “เราเริ่มทำเพจ ‘รักก่อนกำเนิด เกิดก่อนกำหนด’ ตอนที่ลินลาเกิดมาได้ประมาณหนึ่งขวบครึ่ง เกิดจากความอยากรู้ว่าเด็กที่เกิดมาด้วยน้ำหนักตัวน้อยมากๆ จะสามารถเติบโตได้อย่างไร มีปัญหาสุขภาพอะไรไหม พัฒนาการทุกด้านเป็นอย่างไร ตอนนั้นหาข้อมูลเยอะมาก ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศก็มีคนที่เขียนบล็อกไว้บ้าง จากจุดนั้นจึงเกิดความรู้สึกว่าน่าจะมีคนซึ่งประสบการณ์ใกล้เคียงกันที่อยากเห็นว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเติบโตได้อย่างไรบ้าง จึงแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการคลอดน้องลินลาว่า ตอนที่คลอดนั้นเป็นยังไง มีเรื่องราวอะไรที่เราประสบมาแล้วอยากส่งต่อ และจากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเยอะจึงมีการให้ความรู้ด้วย เพจนี้บรรลุวัตถุประสงค์ในแง่การสร้างกำลังใจมากกว่าให้ความรู้ เพราะเมื่อหลายคนเห็นว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดในช่วง 24 สัปดาห์นั้นสามารถเติบโตได้ เขาก็จะหาความรู้อื่นๆ ต่อยอด

          “หลังจากแชร์รูปของลินลาก็มีพ่อแม่ส่งรูปลูกที่คลอดก่อนกำหนดเข้ามาว่า ลูกเขาตอนเกิดก็มีน้ำหนักตัวน้อยมาก ปัจจุบันลูกเขาเติบโตน้ำหนักเท่านี้แล้วนะ เมื่อมีการแบ่งปันรูปเด็กๆ เหล่านี้ก็ส่งผลให้พ่อแม่ที่มีประสบการณ์เดียวกันมีแรงสู้ต่อ บางคนมีแรงกลับไปปั๊มนม อาจบอกได้ว่าเพจนี้ช่วยในแง่กำลังใจ และอยากมีส่วนช่วยให้เด็กคลอดก่อนกำหนดแข็งแรง เป็นคนดี และมีความสุข ในเพจมีคอลัมน์หนึ่งชื่อ ‘ลงรูป เล่าเรื่อง ลูกรัก’ เปิดพื้นที่ให้พ่อแม่ส่งรูปลูกเข้ามา มีเคสที่น่าสนใจและจุดประกายให้ใครหลายคนได้ บางคนอาจกำลังมองหาคนที่มีปัญหาใกล้เคียงกับตนเอง เช่น มีเรื่องไส้เลื่อนก็เอามาแชร์ ช่วยให้อีกบ้านเห็นว่าการผ่าตัดไส้เลื่อนของลูกนั้นไม่น่ากลัวอย่างที่คิด หรืออีกบ้านหนึ่งต้องผ่าตัดหัวใจก็มาแชร์ประสบการณ์ไว้ คำถามส่วนใหญ่จะส่งทางอินบ็อกซ์ประมาณ 20 คำถามต่อวัน

         “มีบางกรณีซึ่งลูกเพจเขียนมาเล่า เช่น เรื่องเลือดออกในสมอง ต้องบอกว่าการเกิดก่อนกำหนดนั้นมีผลกระทบที่น่ากลัวหลายอย่าง เลือดออกในสมองจะส่งผลต่อเนื่องยาวนาน แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ทำให้มีเทคนิคการรักษาหลายแบบ วิธีการผ่าตัดคือถ่ายน้ำในสมองให้มาออกที่หน้าท้อง แพทย์เฉพาะทางด้านนี้ก็บอกว่ามีหลายเคสที่ตอนนี้เด็กมีชีวิตเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว”

 

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง

            “ตอนนั้นตั้งครรภ์ได้ประมาณ 23 สัปดาห์ มีงานที่ต้องเดินทางไปประชุมที่ประเทศแคนาดา หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ขากลับก็แวะเยี่ยมสามีที่อเมริกา ตอนนั้นเริ่มรู้สึกปวดท้องเลยนอนพัก วันรุ่งขึ้นมีเลือดออกไปโรงพยาบาล เมื่อมีการวัดค่าบางตัวก็ได้ข้อบ่งชี้ว่าอาจมีการคลอดก่อนกำหนด ในเบื้องต้นแพทย์ยังไม่ค่อยรู้สาเหตุและพยายามยับยั้งเหตุก่อน ในที่สุดระหว่างอยู่ดูอาการ สัปดาห์ต่อมาน้องลินลาก็คลอดตอน 24 สัปดาห์ หมอได้นำข้อมูลไปตรวจเพิ่มเติมจึงรู้ว่าที่เด็กคลอดเพราะรกลอกตัวออก ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาจเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการสูบบุหรี่มากเกินไป มีความเครียด หรือประสบอุบัติเหตุ โดยส่วนตัวเราไม่ค่อยแน่ใจ แต่พอนึกย้อนไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนมีอาการปวดท้อง เราเคยหกล้มในห้องน้ำแต่ตอนนั้นไม่มีเลือดออก นั่นอาจเป็นปัจจัยหนึ่งเพราะความอดทนของแต่ละคนไม่เท่ากัน เมื่อมีงานที่ต้องเดินทางไกล พักผ่อนไม่เพียงพออาจส่งผลให้เกิดความเครียดขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่อง ซึ่งตัวเองได้แต่สันนิษฐานเพราะไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ ส่วนการนั่งเครื่องบินไม่ได้ส่งผลให้คลอดก่อนกำหนด แต่ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ อีกประเด็นหนึ่งคือตอนเจ็บท้องนั้นอยู่ที่อเมริกา การหาหมอยากกว่าในไทย เราเริ่มปวดท้องวันเสาร์ตอนเย็น แต่คลินิกไม่เปิดเลยต้องรอ พอท้องที่สองเราอยู่เมืองไทยทำงานในโรงพยาบาล ก็หาหมอง่ายขึ้น บวกกับประสบการณ์เดิมทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น

           “สิ่งสำคัญข้อแรกคืออย่าโทษตัวเอง เพราะพ่อแม่ทุกคนมีความตั้งใจดูแลลูกอย่างดีที่สุด แต่อาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้คลอดก่อนกำหนด พ่อแม่ต้องพยายามตั้งหลักให้ได้ว่าเราจะทำอะไรเพื่อช่วยลูกได้บ้าง แล้วจึงสร้างกำลังใจให้ตัวเอง จากนั้นเราจึงหาความรู้เพื่อนำมาดูแลลูกของเรา”

พญ.ดาริน จตุรภัทรพร


ปัจจัยเสี่ยงทำให้คลอดก่อนกำหนด

               “ภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดที่พบสาเหตุชัดเจน เช่น แม่มีความดันโลหิตสูงส่งผลให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ กรณีนี้สามารถตรวจทราบได้จากการวัดค่าความดัน ขาบวม ถ้าค่าความดันโลหิตสูงมากอาจเกิดภาวะชักซึ่งเป็นอันตรายแก่แม่และเด็ก เพราะเมื่อความดันสูง สิ่งที่ตามมาคือรกเริ่มทำงานผิดปกติ ส่วนใหญ่ภาวะครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ขึ้นไป และเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ทั้งนี้การทำคลอดขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ว่าสามารถยื้อเวลาให้เด็กอยู่ในครรภ์ได้นานที่สุดกี่สัปดาห์ และต้องตามดูอาการคุณแม่ว่าขาบวมมากน้อยแค่ไหน ความดันขึ้นสูงถึงระดับที่อันตรายหรือยัง เมื่อถึงจุดอันตรายจึงยุติการตั้งครรภ์โดยการผ่าคลอด

               “ส่วนการอยู่ในพื้นที่ควันบุหรี่ก็ส่งผลให้เด็กในครรภ์เติบโตไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เช่น เด็กมีขนาดตัวเล็กกว่าปกติ แพทย์อาจพิจารณาแล้วว่าคลอดออกมาดีกว่าอยู่ในครรภ์ อีกเรื่องที่เป็นผลจากควันบุหรี่คือรกส่งอาหารให้ทารกได้ไม่เพียงพอ พูดง่ายๆ บุหรี่ส่งผลโดยตรงทำให้รกลอกตัว ตอนนั้นที่เรามีปัญหานี้หมอก็ถามทันทีว่า สูบบุหรี่ไหม หรืออยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุหรี่หรือเปล่า ถ้าสูบบุหรี่มากๆ ร่างกายจะขับเลือด ส่งผลให้รกไม่มีคุณภาพและค่อยๆ หลุดลอก ขึ้นกับว่าเหตุเกิดตอนอายุครรภ์กี่สัปดาห์

               “ปัจจัยเสี่ยงมีทั้งจากแม่และลูก ปัจจัยจากลูก เช่น ลูกตัวเล็กมากและไม่สามารถเติบโตต่อได้ในครรภ์ หรือลูกมีภาวะผิดปกติบางอย่าง พิการ หรือมีโครโมโซมผิดปกติ ส่วนปัจจัยจากแม่ เช่น แม่ไม่ฝากครรภ์ ไม่ดูแลตัวเองจึงไม่รู้ว่าตนเองมีภาวะผิดปกติอะไรหรือไม่ ที่พบบ่อยอีกปัจจัยหนึ่งคือความเครียดเพราะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง ความเครียดไม่กระทบโดยตรงแต่ส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล เช่น ทำงานหนักจนดื่มน้ำไม่เพียงพอ ไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำ ส่งผลให้ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซึ่งเกิดได้ง่ายในคนท้อง ผลที่ตามมาคือรกติดเชื้อ มดลูกบีบตัว ความเครียดเป็นตัวการก่อปัญหาหลายอย่าง คุณแม่หลายต่อหลายคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าความเครียดส่งผลให้ดูแลร่างกายได้ไม่เต็มที่ เช่น หลีกเลี่ยงการยกของหนักไม่ได้ทำให้มดลูกถ่วงลง พอปากมดลูกสั้นอันเป็นลักษณะทางกายของแต่ละคน สมมติว่าปากมดลูกสั้นเมื่อยกของหนักย่อมส่งผลให้ปากมดลูกขยายพร้อมคลอดได้ง่าย ตอนที่พี่เป้ท้องลูกคนที่สอง หมอต้องวัดปากมดลูกเพื่อหาสาเหตุการคลอดก่อนกำหนดของลูกคนแรกด้วย ก็พยายามแก้ไขปัญหาเท่าที่ทำได้ เพราะหมอบอกว่าสาเหตุที่คลอดก่อนกำหนดนั้นยังระบุไม่ได้ชัดเจน บางรายอาจเกิดการคลอดก่อนกำหนดในท้องต่อๆ ไปได้ หรือไม่เกี่ยวข้องกันเลย

 

ความกังวลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

              “ตอนที่รู้ว่าต้องคลอดลูกในอายุครรภ์ 24 สัปดาห์นั้นเป็นกังวลสุดๆ ยิ่งเรารู้ข้อมูลว่าถ้าคลอดตอนนี้จะพบปัญหาใดต่อไปบ้างก็ยิ่งกังวล เหมือนกับเห็นภาพอนาคต ช่วงแรกก็เซ ตั้งตัวแทบไม่ไหว วันคลอดตกใจมาก แอบคิดว่าการเกิดไม่ใช่เรื่องน่ายินดี โรงพยาบาลที่อเมริกาหลังจากคลอดแล้วเจ้าหน้าที่ก็เข็นรถพาเราไปยังจุดสั่นกระดิ่ง เพื่อส่งสัญญาณว่าในวันนี้มีเด็กเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นแล้ว เขาให้แม่เป็นผู้สั่นกระดิ่ง วินาทีนั้นมีเพลงแสดงความยินดีดังทั่วโรงพยาบาล เหตุการณ์นั้นดึงสติเราให้ฉุกคิดได้ว่าการเกิดมาของลูกเราเป็นเรื่องที่น่ายินดี ต่อจากนี้เราจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเราก็ไปดูลูกที่อยู่ในตู้อบ ตอนนั้นลูกตัวแดงมาก ขนาดตัวประมาณสองฝ่ามือ น้ำหนักแค่ครึ่งกิโลกรัม พยาบาลบอกให้เรากลับไปปั๊มน้ำนม ยังไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น

          “เรื่องเศร้าอีกเรื่องคือ หลังจากครบ 48 ชั่วโมงทางโรงพยาบาลให้เรากลับบ้าน แต่ลูกต้องอยู่ต่อ โดยปกติภาพที่เราเคยเห็นตอนออกจากโรงพยาบาลคือ แม่อุ้มลูกกลับบ้านพร้อมกัน แต่เราเดินคอตกออกจากโรงพยาบาล กฎของที่นั่นมีว่าถ้าคลอดเองจะให้อยู่โรงพยาบาล 48 ชั่วโมง ถ้าผ่าคลอดให้อยู่ 72 ชั่วโมง เขาถ่ายวิดีโอของลูกมาไว้ให้เราดูระหว่างปั๊มนม ปั๊มนมไปก็ร้องไห้ไป น้ำนมไหล น้ำตาก็ไหล ช่วง 2-3 วันแรกไปเยี่ยมลูกแต่ทำได้แค่มองเขาผ่านตู้อบเท่านั้น หมอบอกว่าเด็กรับรู้ความทุกข์ได้ ให้เราดูแลเขาใกล้ๆ หลังจากวันที่ 3 เราถามพยาบาลว่าขอกอดลูกได้ไหม เขาก็ให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายลูกออกมาไว้บนหน้าอกของเรา เรียกว่าการทำ kangaroo care แล้วลินลาก็เอามือเล็กๆ ของเขามาสัมผัสเบาๆ นั่นเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้กอดลูก

          “หลังจากคลอดลินลาต้องอยู่โรงพยาบาลรวมทั้งสิ้น 149 วัน ลินลาอยู่ในตู้อบนานประมาณสองเดือนครึ่ง และอยู่โรงพยาบาลต่อเพื่อฝึกให้กินนมเองได้ เรารู้สึกว่าที่เขาอดทนมาจนรอดเพราะมีเลือดนักสู้ ปัจจุบันแนวโน้มการคลอดก่อนกำหนดมีประมาณร้อยละ 10 ในหญิงตั้งครรภ์ 100 คนจะมีคนที่คลอดก่อนกำหนดอยู่ 10 คน แต่ช่วงอายุครรภ์จะต่างกัน เรียกว่าเป็นทารกคลอดก่อนกำหนดหรือพรีมี (preemie หรือ premie) อย่างของลินลาเรียกว่า ไมโคร พรีมี (Micro preemie) หมายถึงเด็กคลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 26 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักน้อยกว่า 800 กรัม ส่วนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์ น้ำหนักอาจเกือบ 2 กิโลกรัมจะไม่มีปัญหาสุขภาพมากนัก เมื่อหกปีที่แล้วอายุครรภ์ 24 สัปดาห์มีอัตราการรอดชีวิตของทารกคือร้อยละ 50-70 ปัจจุบันสถิติการรอดชีวิตนั้นดีขึ้น อีกทั้งเด็กที่รอดชีวิตก็มีอายุครรภ์น้อยลงด้วย ตอนนี้ต่ำสุดน่าจะอายุครรภ์ 22 สัปดาห์ น้ำหนักกว่า 200 กรัมก็รอดชีวิตได้ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า สิ่งที่สะท้อนผ่านทางแฟนเพจคือแพทย์ในประเทศไทยนั้นเก่งมาก เพราะพ่อแม่ที่ส่งเรื่องราวเข้ามาก็มีอายุครรภ์ 22-23 สัปดาห์เยอะพอสมควร”

เฝ้าดูพัฒนาการเจ้าเด็กจิ๋ว

          ในการนับอายุตามพัฒนาการของเด็กนั้น ให้นับพัฒนาการของเด็กที่คลอดก่อนกำหนดตามอายุจริง เช่น คลอดครบกำหนดคืออายุครรภ์ 40 สัปดาห์ หากคุณแม่คลอดลูกน้อยตอนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ คือคลอดก่อนกำหนด 16 สัปดาห์ ให้เริ่มนับพัฒนาการลูกหลังจากคลอด 16 สัปดาห์ เป็นเดือนที่หนึ่ง เนื่องจากพัฒนาการของทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะยังไม่เริ่ม คือ ยังมองไม่เห็น พูดคุย หรือยิ้มไม่ได้ แต่เมื่อทารกครบกำหนดอายุอีก 8 สัปดาห์ ก็จะเริ่มมองเห็นและมีพัฒนาการตามอายุจริง “ลินลาเกิดก่อนกำหนดสามเดือนครึ่ง ตอนที่เกิดมาเท่ากับอายุศูนย์วัน เช่น ลินลาเดินได้ตอนอายุ 17 เดือน ก็ลบสามเดือนครึ่ง เท่ากับว่าเดินได้ตอน 13 เดือนครึ่งที่เป็นอายุปรับ ซึ่งไล่ตามพัฒนาการปกติ เมื่ออายุเกิน 2-3 ขวบก็ไม่ต้องนับอายุปรับแล้ว อย่างตอนนี้ลินลาอายุหกขวบครึ่ง ถ้านับตามอายุปรับจะอายุเท่ากับหกขวบสองเดือน แต่พอมาวัยนี้เขาก็สามารถตอบได้ว่าอายุหกขวบครึ่ง ส่วนวันเกิดก็คือวันที่คลอดจริง

         “ที่สำคัญคือพัฒนาการตามอายุปรับ ที่พ่อแม่กังวลว่าทำไมลูกห้าเดือนแล้วแต่อายุจริงเขาอาจจะแค่เดือนกว่าเอง มีคุณแม่คนหนึ่งสอบถามทางเพจว่า ลูกเกิดมาพร้อมๆ กับลูกของญาติ มีอายุห้าเดือนเท่ากัน ลูกของญาติคว่ำได้แล้ว แต่ลูกของเขายังยิ้มไม่ได้เลย ขอบอกว่าห้ามนำมาเปรียบเทียบกันโดยเด็ดขาด เพราะเป็นคนละกรณีกัน เด็กที่คลอดก่อนกำหนดเขาใช้เวลาที่ต้องโตในท้องออกมาโตข้างนอก แต่พอช่วงอายุ 5-6 ขวบพัฒนาการก็จะไล่ทันกันแล้ว แต่ในช่วงเดือนแรกเหมือนเขาใช้พลังในการต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอดจึงเป็นเรื่องยากกว่าปกติ พ่อแม่เองไม่ควรเปรียบเทียบ คนรอบข้างก็ต้องทำความเข้าใจว่าการเกิดของเด็กนั้นแตกต่างจากคนอื่น แต่เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งคือมีการนำมาเปรียบเทียบกันเยอะ ทำให้พ่อแม่รู้สึกไม่ดีเพราะบางคนอาจไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ดังนั้นยิ่งคลอดห่างจากกำหนดคลอดจริงมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องขยายวันปรับให้ลูกไปอีกหน่อย แต่สมมติคลอดก่อนกำหนดสองสัปดาห์อาจไม่เป็นไรเพราะเด็กก็เติบโตทันกันแล้ว เรื่องพัฒนาการอาจมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตและปรึกษาแพทย์เป็นกรณีไป บางคนเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้ไม่เต็มที่จึงต้องพบนักกายภาพบำบัด อย่างลินลามีช่วงหนึ่งที่เขาพูดช้า คุณหมอก็ส่งนักฝึกพูดมาสอน แต่ละคนอาจเจอปัญหาแตกต่างกันไป”

       “การดูแลที่พิเศษกว่าเด็กที่คลอดตามกำหนดคือ ต้องหาหมอบ่อยกว่าเด็กทั่วไป เพราะมีภาวะบางอย่างที่ต้องติดตามใกล้ชิด บางอย่างไม่ผิดปกติแต่ต้องติดตามสักระยะ ในหนึ่งอาทิตย์หาหมอ 3-4 คน พบจักษุแพทย์เพราะต้องทำเลเซอร์ตา เนื่องจากเด็กที่คลอดก่อนกำหนดนั้นได้รับออกซิเจนอยู่ตลอด ส่งผลให้เส้นเลือดในตาผิดปกติ ทำให้ตามองไม่เห็น ประสบการณ์ของลินลาคือหลังจากคลอดเข้าสู่เดือนที่ 3 น้องต้องทำเลเซอร์เพื่อป้องกันเส้นเลือดผิดปกติ จึงต้องตรวจเป็นระยะตามนัด ผลที่ออกมาถือว่าดีเพราะทุกวันนี้สายตาลินลาปกติ

        “อีกเรื่องคือพัฒนาการด้านต่างๆ นอกจากนี้ต้องมีการทำกายภาพบำบัดด้วยเพื่อดูว่ากล้ามเนื้อแต่ละมัดเคลื่อนไหวได้ดีแค่ไหน แล้วก็พบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป สิ่งสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอีกอย่างคือการติดเชื้อ ในช่วงปีแรกถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรพบปะผู้คนเลย เพราะมีโอกาสติดอาร์เอสวี (respiratory syncytial virus) เชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง แต่ถ้าเป็นในเด็กอายุน้อยอาจจะต้องพ่นยา ส่วนเด็กคลอดก่อนกำหนดถ้าติดเชื้อจนปอดบวมต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ บางรายถึงกับต้องเข้าห้องไอซียู ส่วนลินลาได้พบปะผู้คนตอนอายุครบหนึ่งขวบ แต่ก็ต้องรักษาความสะอาดอย่างมาก ข้อดีคือตอนนั้นยังอยู่อเมริกา จึงไม่มีใครไปเยี่ยมมากนัก อยากฝากบอกว่าสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดต้องระวังเรื่องการติดเชื้อจากการสัมผัส โดยเฉพาะในขวบปีแรกซึ่งภูมิต้านทานยังไม่แข็งแรง”


               เรื่องเล่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง แม่ตั้งครรภ์ที่รู้ตัวว่ามีปัญหาสุขภาพหรืออยู่ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น ควรงดหรือเลิกทำทุกกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยง ทั้งนี้เพื่อถนอมชีวิตของตนและลูกน้อย การฝากครรภ์ การดูแลสุขภาพ นอนหลับพักผ่อน กินอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ ไม่เครียด และพบแพทย์ตามกำหนด เป็นการปฏิบัติตัวที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างแน่นอน

 

— Hug Magazine ปี 11 ฉบับที่ 6 คอลัมน์ แขกรับเชิญ —

 

" สิ่งสำคัญข้อแรกคืออย่าโทษตัวเอง เพราะพ่อแม่ทุกคนมีความตั้งใจดูแลลูกอย่างดีที่สุด แต่อาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้คลอดก่อนกำหนด พ่อแม่ต้องพยายามตั้งหลักให้ได้ว่าเราจะทำอะไรเพื่อช่วยลูกได้บ้าง "

— พญ.ดาริน จตุรภัทรพร


ลงมือก่อน ... ได้เปรียบ : มุก-วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์


Highlights

  ลงมือก่อนของมุก-วรนิษฐ์เมื่อครั้งอายุ 11 คือ ขอคุณพ่อคุณแม่เรียนร้องเพลงเพราะค้นพบว่าตัวเองมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ
  ลงมือทำคลิปร้องเพลงลง YouTube ก่อนที่ผู้ใหญ่ทางจีเอ็มเอ็ม ทีวี เห็นแววจึงชักชวนมาร่วมงาน
  ลงมือทำงานตอนอายุ 16 ก่อนคนวัยเดียวกัน แม้ไม่ต่างจากดารานักแสดงคนอื่นๆ แต่นับเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในชีวิตของเธอ
  แง่มุมความรักในวัย 23 มุกคบหากับทอย-ปฐมพงศ์ เรือนใจดี เปิดตัวก่อนอย่างไม่ปิดบังเพื่อใช้ชีวิตแบบปกติธรรมด


นิยามความรักและคนรักของมุก-วรนิษฐ์

นิยามความรักของมุกคงเหมือนกับที่ใครหลายคนบอกว่า “รักคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”รักคือการแชร์ทั้งสุขทุกข์ อยู่เคียงข้างกัน ความรักของมุกหมายถึงเพื่อนและครอบครัวด้วย ส่วนความรักในรูปแบบคนรักของมุกในวันนี้ถือว่ามีความสุขดี (ตอบพร้อมแจกรอยยิ้มสดใส) เราใช้ชีวิตปกติ เป็นเพื่อนที่คอยดูแลกัน พยายามเข้าใจกันให้มากที่สุด มีบ้างที่ทะเลาะกันแต่ถือว่าน้อยมาก ไม่นานก็ดีกัน เพราะเราไม่ได้อยากทะเลาะหรือโกรธกันนาน ข้อดีที่สำคัญของคู่เราคือต่างพูดคำว่า “ขอโทษ” กันง่าย ทำให้ปัญหาคลี่คลายเร็ว อีกอย่างหนึ่งคือครอบครัวมุกเปิดใจคุยเรื่องความรักกับลูกๆ แม่จะคอยเตือนมุกถ้าเราหงุดหงิดหรือเถียงกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งนานๆ ทีจะเกิดขึ้นสักครั้ง 

รักของคนยุคนี้ที่ “อยากมีความรักแต่ไม่อยากผูกมัด”

บางคนคิดว่าการที่เราบอกใครต่อใครว่ามีแฟนนั้นเป็นการผูกมัดกัน ส่วนตัวคิดว่ามุกกับพี่ทอยไม่ได้ผูกมัดกันขนาดนั้น แค่ ณ ปัจจุบันเรามีความสุขก็เพียงพอแล้ว แต่บางคนอาจคิดว่าอนาคตยังอีกยาวไกล อย่าเพิ่งบอกออกไปชัดเจนว่าคบใครเป็นแฟน ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถ้าเราทำแล้วมีความสุข ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว เหตุผลที่มุกกับพี่ทอยเปิดเผยเรื่องความรักเพราะเราอยากใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดา ไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างไม่ต้องหลบซ่อน ไม่อยากโกหก ถ้าใครถามเราก็ตอบ สิ่งสำคัญคือถ้าเราสองคนเข้าใจตรงกันก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง คนส่วนใหญ่อาจคิดแทนเราว่าจะส่งผลกระทบกับงานไหม เรตติ้งจะตกหรือเปล่า มุกให้ผลงานเป็นตัวชี้วัดดีกว่า ไม่อยากให้เรื่องส่วนตัวอยู่เหนืองานหรือเป็นตัวสร้างชื่อเสียงใดๆ เพราะมุกไม่ได้อยากมีชื่อเสียงจากการคบ เลิกรา หรือเป็นโสด แฟนคลับมุกรู้ดีว่าเราไม่ได้รักกันแล้วชักชวนกันไปในทางที่ไม่ดี มุกมองว่า ความรักเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นเรามาทำให้ชีวิตมีความสุขดีกว่า ความรักไม่ได้ทำให้เราทุกข์ เราต่างหากที่เป็นทุกข์เอง ทำอะไรแล้วมีความสุขถือเป็นเรื่องดีที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะความสุขไม่มีรูปแบบตายตัว

แม่เคยบอกให้มุกแต่งงานตอนอายุ 25

ตอนเราอายุ 12 แม่เคยบอกว่าพอลูกอายุ 25 ก็จะโตเป็นสาวแล้วก็แต่งงาน เรื่องนี้เริ่มจากแม่ที่มีลูกยาก แม่แต่งงานตอนอายุ 30 ตั้งใจมีลูกเลยแต่ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เวลาผ่านไปสักระยะถึงมีพี่เมฆ (จิรกิตติ์ ถาวรวงศ์) 2 ปีต่อมาถึงมีมุก แม่จึงมองว่าการมีครอบครัว มีลูก ต้องวางแผน ใช่ว่าอยากมีแล้วมีได้ดั่งใจ มุกเคยคิดว่าถ้าแต่งงานตอนอายุ 25 อย่างที่แม่บอกได้ก็คงดี แต่พอมาถึงตอนนี้มุกอายุ 23 แล้วกลับรู้สึกว่าตัวเองยังเด็ก ยังไม่พร้อม ยังอยากทำงานอย่างเต็มที่ การแต่งงานต้องพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งการใช้ชีวิตคู่ การมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่ม วันนี้เรามองว่าเรื่องแต่งงานนั้นยังอีกยาวไกล แม้แต่ความคิดของแม่ในตอนนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะในสายตาแม่ย่อมเห็นว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่เสมอ มุกเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากมีลูก มุกชอบแซวแม่ว่า “เธอโชคดีนะเนี่ย มีลูกทำงานตั้งแต่อายุ 16” มุกและแม่มองว่าการมีลูกเหมือนมีเพื่อนที่คอยใส่ใจดูแลกัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้ครอบครัวมีความสุข

แบบอย่างจากแม่ที่มุกได้เรียนรู้คือ แม่เป็นคนที่อยู่กับปัจจุบันขณะและมีการวางแผนที่ดี เช่น วางแผนการเงินไว้สำหรับลูก เพื่อให้ได้เรียนเพิ่มเติมในเรื่องที่สนใจ สิ่งสำคัญสำหรับวัยนี้มุกให้ความสำคัญแก่การทำงานเก็บเงิน ที่เหลือเป็นเรื่องของอนาคต สมมติถ้าเรามีลูกแล้วเขาอยากเรียนอะไร เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน หรือถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเราหรือครอบครัวก็ไม่ต้องเดือดร้อนไปหยิบยืมใคร เพราะฉะนั้นนิยามความเป็นมุกคือ “ประหยัด” ค่ะ

สิ่งที่มุกเรียนรู้จากความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่คือ แม้เขาทะเลาะกันบ่อยแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งกัน พ่อมุกป่วยเป็นเวลานานเริ่มจากเบาหวาน จนกระทั่งมาตรวจเจอโรคหัวใจ ส่วนแม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อดูแลพ่อ หลังจากพ่อเสีย แม่บอกว่าไม่ใช่แค่แฟนที่ตายจากกัน แต่เหมือนกับอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตเรานั้นตายจาก เพราะทั้งคู่เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตกันแล้ว มุกมองว่าความรักของพ่อกับแม่เป็นรักที่มั่นคง ไม่ยอมแพ้แก่อะไรง่ายๆ ต่อให้เขาเถียงกันทุกวัน แต่เขาไม่คิดแยกจากกันเลย

วิธีจัดการความเศร้าในแบบของมุก-วรนิษฐ์

โชคดีที่มุกหมกมุ่นอยู่กับความเศร้าไม่นาน ในวันที่เรามีคนที่อ่อนแอกว่า เราก็จะเข้มแข็งขึ้นโดยอัตโนมัติ พี่เมฆ-พี่ชายของมุกเป็นคนอ่อนไหวมาก เขาร้องไห้ฟูมฟายอย่างที่มุกไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ละคนมีวิธีรับมือกับการสูญเสียไม่เท่ากัน มุกเป็นห่วงทั้งแม่และพี่เมฆ ไม่แปลกที่ในภาวะที่เราเศร้าแล้วเรามักคิดโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก มุกต้องเข้มแข็งก่อนเพื่อจะได้มีแรงพอสำหรับปลอบทุกคน มุกเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไปสภาพจิตใจของทุกคนจะค่อยๆ ดีขึ้น ไม่ต้องร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงคุณพ่อ

ส่วนพี่ทอยเป็นทั้งแรงกายแรงใจที่สำคัญมาก เขาลางานและยกเลิกงานเท่าที่ทำได้เพื่อให้เวลาแก่ครอบครัวเราเกือบทั้งเดือน มีเหตุการณ์สำคัญคือวันที่คุณพ่อเสีย วันนั้นมุกทำงานอยู่ คนที่มาอุ้มคุณพ่อที่บ้านคือพี่ทอย เรียกได้ว่าเขาดูแลเราอย่างเต็มกำลังในทุกทางเท่าที่คนคนหนึ่งจะช่วยได้ ต้องขอบคุณพี่ทอยที่อยู่เคียงข้างกันแม้ในยามที่เราลำบาก

วิธีจัดการความเครียดในแบบของมุกคือ พูดคุยกับเพื่อน คนในครอบครัว กับคนที่เรารักและรู้ว่าเขารักเราแน่ๆ คุยกันได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องที่เราผิดและถูก เขาคอยให้คำแนะนำและปลอบใจเราได้เป็นอย่างดี เราเป็นครอบครัวที่เปิดใจคุยกัน เข้าข้างกัน ไม่ซ้ำเติมกัน ครอบครัวเราแสดงความรักกันน้อยมาก แต่มุกมองว่าการสนับสนุนกัน เข้าข้างกัน เป็นทีมเดียวกัน นั่นคือการแสดงความรักในแบบของเรา เราเข้าข้างกันแต่ไม่ได้ให้ท้าย ถ้าเราทำผิดแล้วมาบอก เขาก็จะปลอบว่า ไม่เป็นไร คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีก

มีบ้างที่มุกเก็บคำพูดของคนอื่นมาครุ่นคิด แม่ก็จะคอยเตือนว่าไม่ต้องคิดมาก คอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เราเป็นทีมเดียวกัน ในฐานะนักแสดงมุกเปรียบครอบครัวเป็นแอ๊คติ้งโค้ช เพราะเมื่อแอ๊คติ้งโค้ชกับนักแสดงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจะนำมาซึ่งการแสดงที่ดีมาก เมื่อเราเป็นทีมเดียวกัน ทุกอย่างก็สมบูรณ์พร้อมขึ้น ในฐานะลูกอยากฝากให้ทุกคนใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัวให้มากๆ หมั่นถ่ายรูปบันทึกความทรงจำดีๆ เก็บไว้ เพราะวันหนึ่งเราอาจจะไม่สามารถเพิ่มเติมภาพของเขาลงไปในอัลบั้มได้อีกแล้ว

 

มุมมองความรักถึงคนโสดและคนมีคู่

สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม คุณต้องรักตัวเองให้เป็น รู้จักเติมตัวเองให้เต็ม หากเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าคุณจะใช้ชีวิตง่ายขึ้น ถ้าคุณไม่รู้จักเรียนรู้วิธีเติมเต็มชีวิตให้แก่ตัวเอง เมื่อมีคนรัก คุณจะต้องการและยึดติดตัวเขาอยู่ตลอด หากวันหนึ่งเขาจากไป ชีวิตของคุณจะเป็นยังไง มุกมองว่าวิธีรักตัวเองอย่างง่ายคืออย่าให้ใครมาทำร้ายเราเท่านั้นเอง อย่าอดทนกับอะไรก็ตามที่ทำให้ชีวิตเราแย่ มุกเชื่อว่าหลายคนรู้ว่าอะไรที่กำลังบั่นทอนชีวิตของเรา แต่กลับชอบหาเหตุผลมาอ้างเพื่อให้ตัวเองอยู่ในสถานะนั้นต่อไปได้ ถ้าตรงนั้นมันแย่มากเราก็มูฟออนเถอะ อะไรที่เรายังพอรับได้ก็อดทนไป แต่อะไรที่เกินเยียวยาก็ควรปล่อยวาง เพราะเราเลือกที่จะมีความสุขในแบบของเราได้ สิ่งสำคัญคือรักตัวเองและเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่


เมื่อพูดถึง HUG มุกนึกถึงอะไรนึก

ถึงอ้อมกอด นึกถึงฮักที่แปลว่ารัก นึกถึงความอบอุ่นที่เกิดจากความรัก

มุก-วรนิษฐ์ ไม่ได้กล่าวว่า “ลงมือก่อน … ได้เปรียบ” แต่ฮักขอนิยามไว้ให้คุณได้คิดต่อ

Quotes

" สิ่งสำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม คุณต้องรักตัวเองให้เป็น รู้จักเติมตัวเองให้เต็ม หากเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าคุณจะใช้ชีวิตง่ายขึ้น. "

— มุก-วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์


รักไม่ต้องการเวลา : แนท-ณัฐชา & เป๊ก-รัฐภูมิ

อาจเป็นเพราะความเข้ากันได้ดีและความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน ทั้งสองจึงเดินเคียงบ่าเคียงไหล่บนถนนสายความรักในรูปแบบคู่ชีวิต ที่แม้ระยะทางหรือวันเวลาก็ไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญใดๆ


คำอธิษฐานถึงพระเจ้า

คนส่วนใหญ่กว่าจะตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน สิ่งสำคัญคือต้องใช้เวลาคบหาดูใจกันนานแรมปี เพื่อสร้างความมั่นใจ รอเวลาให้รักสุกงอม และพร้อมใช้ชีวิตคู่ แต่ความรักของนางเอกสาว แนท-ณัฐชา และหนุ่มเป๊ก-รัฐภูมิ นั้นเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า มีพระเจ้าเป็นผู้ช่วยนำทางความรัก

แนทบอกเล่าด้วยน้ำเสียงสดใสถึงจุดเริ่มต้นว่า ทั้งสองเจอกันที่เกาะสมุยผ่านการแนะนำของเพื่อนสนิท แต่ครั้งนั้นยังไม่ได้สานสัมพันธ์มากกว่าคนรู้จัก เมื่อวันเวลาล่วงพ้นไปเกือบปีจึงมีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้ง ช่วงเทศกาลสงกรานต์เลยได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น “พี่เป๊กเริ่มจีบแนทก่อน เขาถามว่าอยากรู้จักกันมากกว่านี้ไหม ตอนนั้นเป็นช่วงที่แนทยังไม่พร้อมตัดสินใจอะไร เลยบอกเขาว่าคุยกันก็ได้เพราะไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง” ด้านหนุ่มเป๊กกล่าวเสริม “เราทำทุกอย่างแบบที่ไม่มีอะไรแอบแฝง เราจริงใจ มาด้วยความหวังดี นั่นอาจทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่เหมือนคนอื่น ผมมองว่าถ้ามีใครคนหนึ่งตั้งใจเข้ามาหลอก แนทคงสัมผัสได้ อีกอย่างหนึ่งคือเราชอบพาเขามาเจอเพื่อนๆ ที่โบสถ์ แล้วพาไปรู้จักพระเจ้าด้วย”

ในช่วงต้นความสัมพันธ์ดำเนินไปในทิศทางที่ดี โดยผ่านเรื่องราวของศาสนาคริสต์ซึ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตรัก เขาและเธอเห็นตรงกันว่าพระเจ้าเป็นผู้มอบโอกาสให้พวกเขาได้พบกับความรักที่ตามหามาตลอด แนทอธิบายด้วยแววตาเป็นประกายว่า “แนทนับถือคริสต์มาตั้งแต่เด็กแต่ก็ไม่ได้เคร่งมาก ช่วงแรกๆ เรายังไม่ชอบพี่เป๊ก ด้วยว่าเขาเป็นคนรักพระเจ้ามากแล้วเราเข้าไม่ถึง อย่างเช่น ตอนเราขึ้นรถมาด้วยกันเขาก็เปิดเพลงนมัสการ แต่หลังจากนั้นประมาณสองอาทิตย์ จู่ๆ เราก็นึกถึงที่เขาเคยพูดกับเราว่า ‘พระเจ้ามีจริงนะ ถ้าไม่เชื่อก็ลองอธิษฐาน’ แนทจึงตั้งใจอธิษฐานว่า ถ้าพระเจ้ามีจริง ลูกอยากเจอความสุขที่โลกให้ไม่ได้ และอยากพบกับความรักที่แท้จริง ถัดมาไม่กี่วันแนทรู้สึกแปลกๆ แถมมีหน้าพี่เป๊กผุดเข้ามาในความคิด รู้สึกอยากคุยกับเขา เปลี่ยนไปจากตอนแรกที่ไม่ได้รู้สึกอะไร เราเลยโทร.กลับไปคุยกันใหม่ประมาณ 1 เดือนก่อนตกลงเป็นแฟนกัน”

เมื่อเจอคนที่ใช่ก็ไม่ต้องรอ

แม้จะคบหาดูใจกันมาเพียง 4 เดือนก่อนเข้าสู่ประตูวิวาห์ แต่สำหรับคู่รักคู่นี้อาจกล่าวได้ว่า หากเจอคนที่ใช่และนิสัยใจคอเข้ากันได้ดีแล้วจะมัวรีรออยู่ทำไม หนุ่มเป๊กเล่าถึงประเด็นนี้ว่า “สิ่งสำคัญคือเมื่อเจอกันต้องไม่พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็นคนแบบอื่นเพื่อเอาใจกัน ผมไม่ได้ฝืนอะไร สมมติว่าผมเจอผู้หญิงที่ไม่ตรงสเป็ก แต่พยายามเปลี่ยนทุกอย่างให้ตรงตามสเป็กที่วางไว้ ถ้าเป็นแบบนั้นคงคุยกันได้ไม่นาน แต่เมื่อเจอผู้หญิงในแบบที่เราชอบ ลำดับต่อมาคือการแต่งงาน ถ้าใช้ชีวิตร่วมกันได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากแล้วดี ชีวิตหลังแต่งงานย่อมดำเนินต่อไปได้ ไม่ต้องมากขึ้นหรือน้อยลง” สาวแนทให้ความเห็นคล้ายกันว่า “หลังจากคุยกับพี่เป๊กสักพักแล้วแนทอธิษฐาน แนทรู้สึกว่าอยากแต่งงาน แต่เรื่องนี้ก็เป็นความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากมีชีวิตครอบครัวที่ดี พออธิษฐานได้เพียงอาทิตย์เดียว พี่เป๊กก็บอกว่า ‘เราแต่งงานกันเลยดีกว่า’ ตอนนั้นแนทไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลย เราเชื่อมั่นในตัวพี่เป๊กมากๆ รู้สึกว่าอยากใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายคนนี้

เพราะแนทและเป๊กนับถือศาสนาคริสต์ การแต่งงานจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับชีวิตของชาวคริสเตียน ฝ่ายเจ้าบ่าวเล่าว่า “ผมเป็นผู้นำและดูแลประกาศเรื่องราวของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ถ้าผมได้คุยกับใครแล้วทำให้พระเจ้าเสื่อมเสีย ผมจะไม่ทำ เมื่อรักกันก็ต้องแต่งงานกันให้ถูกกฎที่พระเจ้าตั้งไว้ ถ้าผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ด้วยกันก็แต่งงาน ไม่ใช่คบกันไม่นานก็เลิกรา การแต่งงานของชาวคริสเตียนไม่ได้เหมือนการสัญญาเพียงแค่กับมนุษย์ที่รักปีนี้ ปีหน้าอาจเลิก แต่ยังเป็นการแต่งงานที่สัญญากับพระเจ้า เลิกไม่ได้ และเป็นพิธีที่สำคัญกว่าการจดทะเบียนสมรส เรื่องที่จะทำให้เราเลิกกันได้คือเขาหรือผมมีชู้ เวลามีปัญหากันผมกล้าพูดได้ว่าผมจะไม่บอกว่า ‘เลิกกันเถอะ’ ถ้าผมโมโหหรือโกรธผมจะนิ่งจนถึงที่สุด ข้อดีของการเป็นคริสเตียนคือ เมื่อโกรธกัน เราจะมีพระเจ้าอยู่ตรงกลางเสมอ”

 

รักคือแสงสว่างแห่งชีวิต

เมื่อมีพลังความรักที่พระเจ้ามอบให้มาหล่อเลี้ยงและเป็นแสงสว่างนำทางชีวิต สาวแนทซึ่งเคยเป็นโรคซึมเศร้าจึงเปลี่ยนเป็นคนใหม่อีกครั้ง เธอบอกเล่าถึงความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้นด้วยน้ำตาคลอว่า “แนทรู้สึกว่าเราเหมือนต้นไม้ที่กำลังจะตาย ตอนนั้นเป็นโรคซึมเศร้า อาการหนักมาก รู้สึกว่าตัวเองหมดพลัง สิ่งเดียวที่ทำให้แนทมีชีวิตอยู่ต่อได้คือพ่อกับแม่ เราต้องอยู่เพื่อดูแลเขา ยอมรับว่าเราไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิต กระทั่งมาเจอพี่เป๊ก จากต้นไม้ที่กำลังจะตาย เขาเปรียบเหมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อ เวลาที่เขาอยู่ใกล้ๆ แม้ไม่พูดอะไรแต่โลกกลับสว่างไสว

ความรักของเขาไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตเธอ แต่ยังเปลี่ยนความคิดในการใช้ชีวิตคู่ด้วย “เมื่อก่อนเรารักใคร ก็จะรักเขาในแบบที่เราคิดว่า ฉันจะต้องแต่งงานกับคนที่ทำงานเก่ง มีอนาคต เป็นคนดี ไม่เจ้าชู้ แต่พี่เป๊กทำให้แนทรู้ว่าความรักจริงๆ ไม่ใช่แค่นั้น แต่เหมือนคำสอนที่พระเจ้าบอกว่า ความรักต้องไม่ขึ้นกับผลประโยชน์ ต้องไม่คิดว่าเขาหล่อหรือเขาทำดีกับเรา แต่ความรักสำหรับแนทคือ แนทไม่ได้มองถึงข้อไหนเลย ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงเราก็รัก อยากดูแล อยากอยู่ข้างๆ แค่นั้นเอง”

เมื่อถามถึงชีวิตคู่หลังแต่งงาน ทั้งคู่ตอบเหมือนกันว่า เรามีไลฟ์สไตล์และชอบอะไรคล้ายกัน เช่น อาหารการกิน การท่องเที่ยว จึงไม่ค่อยมีปัญหาหรือต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก มีเพียงเรื่องเวลาการทำงานและอารมณ์ความรู้สึก สามีหนุ่มเล่าว่า “มีปัญหาบ้างเรื่องเวลาที่ใช้ร่วมกัน เพราะเราทั้งคู่ต่างทำงาน บางทีอาจแยกบ้านนอน แต่พอไม่มีงานก็อยู่ด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องอารมณ์ ความหงุดหงิด สำหรับผมถ้าโมโหจะไม่ค่อยพูด” ส่วนภรรยาสาวแสนสวยหันไปยิ้มให้สามีก่อนบอกว่า “สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกว่า เราแต่งงานแล้วนะ เราไม่ใช่แค่แฟนกัน นับจากนี้เราคือคนคนเดียวกัน ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนแนทเจอกับพี่เป๊ก เราค่อนข้างดื้อ มองเฉพาะในมุมของตัวเอง ไม่ค่อยได้อยู่ในโลกของคนอื่น ชอบเก็บตัว ไม่ค่อยได้ไปไหน หลังจากแต่งงานเรื่องไหนที่ปรับเพื่อเขาได้ก็ทำ เพื่อให้เราใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข แต่เราสองคนค่อนข้างเป็นขั้วบวก ขั้วลบ ไม่มีอะไรที่ต้องฝืนเลย ใจเย็น และแทบจะไม่เคยทะเลาะหรือพูดไม่ดีกันเลย”

ส่วนวิธีดูแลซึ่งกันและกันให้หวานชื่นเสมอต้นเสมอปลายนั้น ภรรยาสาวยิ้มกว้างก่อนตอบว่า “แนทเป็นสาวหวาน (หัวเราะ) เวลาเขาทำงานหนักหรือเหนื่อย แนทชอบเข้าไปอ้อน ไปเล่นด้วยไม่ให้เขาเครียด เราบอกรักกันบ่อย แนทชอบดูแลเขา เช่น เขาอยากกินอะไรหรือไม่สบายก็คอยดูแล” เมื่อพูดจบภรรยาสาวหันไปจับมือสามีหนุ่มอย่างอบอุ่น ส่วนชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายตอบว่า “ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ดูแลเหมือนเดิมทุกอย่าง น้องอยากทำอะไรก็พาไป มีบ้างที่ผมซื้อของสำคัญแทนใจให้ แต่แนทเขาไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเขาคือ เขาเป็นคนไม่ยึดติดวัตถุนิยมหรือของแบรนด์เนม เขาเป็นคนเรียบง่ายจริงๆ ไม่ได้ต้องการสิ่งของอะไรมากมาย แต่เขาต้องการความรัก ความดูแลเอาใจใส่มากกว่า” ส่วนปัญหาในชีวิตคู่นั้นมักเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาผู้หญิง เช่น อารมณ์แปรปรวนเวลามีประจำเดือนแล้วเศร้าหรือน้อยใจได้ง่ายเท่านั้นเอง

มองมุมใหม่ในเรื่องรัก

กว่าที่ความรักจะสุขสมหวังเช่นนี้ได้ ชีวิตต้องผ่านบททดสอบมากมาย เราจึงขออนุญาตถามสาวแนทถึงประสบการณ์รักที่ผ่านพ้นไป เธอเล่าว่า “บทเรียนจากความรักสอนเราตั้งแต่เรื่องการเลือกคบคน ไม่ว่าเจอกับเรื่องอะไรมาเราก็เก็บไว้เป็นบทเรียน แนทเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก เมื่อมีความรักจึงรักและทุ่มเทแบบสุดหัวใจ ต่อให้เขาเป็นคนไม่ดี เราก็พยายามมองหาแง่ดี กลายเป็นว่าบางครั้งเราไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแบบที่เราคิดหรือเปล่า และบางครั้งสิ่งที่เรามองในแง่ดีเกินไปนั้นย้อนมาทำร้ายตัวเองให้ผิดหวังซ้ำๆ เพราะฉะนั้นจึงเป็นบทเรียนสอนเราว่า คนแบบนี้มีในโลกนะ เราต้องระวังตัวเองมากขึ้น พอเราเริ่มโต ประสบการณ์ทุกอย่างจะสอนเราให้ป้องกันตัวมากขึ้น แล้วเรียนรู้ว่าคนแบบไหนเป็นคนดี”

จริงอยู่ที่บ่าวสาวคู่นี้คบหาและเข้าสู่พิธีวิวาห์กันในระยะเวลาอันรวดเร็วหากเทียบกับคู่อื่นๆ แล้วเรื่องใดที่ทำให้ทั้งคู่ประทับใจซึ่งกันและกันบ้าง สาวแนทบอกว่า “จริงๆ เราไม่ได้มีเรื่องอะไรหวือหวา แต่ประทับใจทุกอย่างที่เป็นเขา ทุกวันนี้แนทไม่ต้องการอะไรแล้ว มีความสุขมาก ขอแค่มีพี่เป๊กอยู่ในชีวิตแบบนี้ก็พอแล้ว” สามีเสริมว่า “ผมบอกไปหมดแล้ว (หัวเราะ) ผมบอกเสมอว่ามีอะไรให้พูดกันตรงๆ มีอะไรอย่าเก็บไว้ เขาเป็นคนใจอ่อน ไม่ค่อยเป็นห่วงตัวเองเท่าไหร่ อยากให้เป็นห่วงตัวเองบ้าง ดูแลตัวเองให้ดี” ถ้าเป็นเรื่องการดูแลตัวเอง สาวแนทเสริมพร้อมสบตาคุณสามี “อยากให้พี่เป๊กกินน้ำเยอะๆ ไม่อย่างนั้นเขาจะปวดหัว เวียนหัว เลือดลมไม่ดี เลือดไม่สูบฉีดเพราะกินน้ำน้อย ร่างกายไม่สดชื่นเพราะเขาทำงานหนักด้วย”

 

หลักความรักที่พระเจ้าประทาน

เมื่อจวนเวลาที่การสนทนาครั้งนี้จะจบลง เราจึงขอให้เขาและเธอช่วยนิยามความรักหน่อย ภรรยาสาวบอกว่า “แนทใช้ความรักในการดำเนินชีวิต สำหรับแนทความรักสำคัญที่สุด วันนี้พี่เป๊กคือความรักของเรา เราต้องคิดถึงเขาเสมอและคิดว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข อะไรที่เป็นปัญหาก็พยายามเอาออกไปเป็นการให้ใจ ความรักไม่ใช่การให้สิ่งของ ความรักสำหรับแนทคือการให้ใจในรูปแบบความสุข เราจะหยิบยื่นความสุขและเป็นพลังบวกให้เขาเสมอ เวลาที่พี่เป๊กทำงานหนักมาก เราก็คิดว่าจะทำยังไงให้เขาหายเหนื่อยเมื่ออยู่กับเรา เราจะไม่ให้เขาพาเราไปเที่ยวเพื่อให้เรามีความสุข เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง นั่นไม่ใช่ความรัก เมื่อไหร่ที่เราโยนความต้องการหรือความเห็นแก่ตัวทิ้งไป ความรักจะมีแต่ความสุข เมื่อเราได้เป็นผู้ให้เหมือนที่เรารักเขาเหมือนรักตัวเอง ความรักย่อมไม่มีเรื่องให้ทะเลาะกันเลย”

ฝ่ายหนุ่มเป๊กยิ้มรับและให้ความเห็นว่า “สำหรับผมคือการยอมทุกอย่าง นิยามรักสำหรับผม ความรักไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการให้สิ่งที่ดีแก่เขา ที่จริงแล้วความรักในนิยามของคริสเตียนคือ ความรักนั้นอดทนนาน ไม่อวดตัว ไม่หยิ่ง ไม่หยาบคาย ฉุนเฉียว ที่สำคัญคือไม่จดจำความผิด ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ความรักจะเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น และความรักทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ไม่มีทางแย่ลง นี่คือนิยามความรักที่ผมมีและที่พระเจ้ามอบไว้”

นอกจากนี้ สาวแนทและหนุ่มเป๊กยังฝากหลักคิดในความรักไว้ว่า “มีคำสอนมากมายว่า อยากมีความรักที่ดีต้องทำอย่างนี้ ที่บอกว่ารักคือการให้ แค่ฟังมันก็ยากแล้วว่าให้อะไร สำหรับแนทต้องบอกว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากตั้งแต่รู้จักพระเจ้า แนทรักพี่เป๊กจนสามารถเสียสละชีวิตตัวเองให้เขาได้ ถ้าไม่มีความรักของพระเจ้าอยู่ตรงกลางระหว่างเราคงทำไม่ได้แน่นอน แนทอยากให้ทุกคนรู้จักพระเจ้าและตระหนักว่าคำอธิษฐานของเรานั้นทรงพลังและมีจริง เหมือนที่เราต่างอธิษฐานให้กัน คำอธิษฐานของคนรักเป็นพลังที่ส่งถึงกันได้จริง ถ้าอยากสัมผัสกับความรักที่มากกว่ามนุษย์มอบให้กันได้ค่ะ” สาวแนทกล่าวด้วยความจริงใจ

ส่วนหนุ่มเป๊กเห็นคล้ายกับภรรยาสาวว่า “ถ้าอยากรู้จักความรักจริงๆ ให้มารู้จักพระเจ้า เพราะพระเจ้ามีความรัก และนิยามความรักของพระเจ้าคือ God is love love is god. หมายถึงนิยามความรักทุกอย่างที่เราอยากเป็น ความรักจริงๆ เกิดจากการยอมเสียสละบางอย่างเพื่อมอบบางสิ่งแก่ใครอีกคน เหมือนพระเยซูคริสต์ยอมเสียสละตัวเอง ทั้งที่พระองค์เป็นลูกของพระเจ้า แต่ยอมมาเกิดเป็นมนุษย์เพราะเราเป็นคนบาป และแลกเปลี่ยนบางอย่างที่ไม่ควรแลกเพื่อให้เราไม่ต้องตกนรก ตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์ ทั้งหมดเป็นเพราะพระเจ้ารักทุกคน พระเจ้าเลยส่งพระเยซูคริสต์มาตายแทนเรา เป็นการเสียสละเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุขขณะที่ตัวเองสูญสิ้น นี่คือความรักที่พระเจ้ามอบให้”

 

บางทีความรักอาจมาเยือนหัวใจให้ชุ่มฉ่ำ โดยไม่ต้องการเวลาเลยด้วยซ้ำ หากเรามั่นใจและพร้อมก้าวเดินไปด้วยกันบนถนนความรักสายนี้ อาจพบความสุขโบกมือรออยู่ปลายทาง เพียงเริ่มเปิดใจให้กว้างพอ คุณว่ามั้ย?

" สำหรับผมคือการยอมทุกอย่าง นิยามรักสำหรับผม ความรักไม่ใช่การครอบครอง แต่เป็นการให้สิ่งที่ดีแก่เขา"

— เป๊ก-รัฐภูมิ


รักจริงยิ่งกว่านิยาย : สุวิทย์ ขาวปลอด

ในบรรณพิภพไทย นามนักแปล สุวิทย์ ขาวปลอด โดดเด่นเป็นที่รู้จักมาร่วมสี่สิบปี คอวรรณกรรมล้วนต้องเคยผ่านตาผลงานของเขา แต่วันนี้เราจะเปิดต้นฉบับพิเศษที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ใด เพราะเป็นนิยายรักโดยมีพระเอกเป็นครูหนุ่มจากสงขลา มาพบนางเอกเป็นสาวน้อยสดใสในเมืองกรุง แม้ไม่มีเรื่องอกสั่นขวัญแขวนแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่ก็มีความลุ้นระทึกตามสไตล์นักแปลผู้เรืองนามเช่นกัน


เพราะสวรรค์ลิขิตไว้

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อครูหนุ่มจากสงขลามาเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงปิดเทอม พักอยู่บ้านญาติที่ตลาดกรมชล ช่วยขายผัก จึงได้พบพานสาวน้อยแผงข้างๆ เป็นความรู้สึกจับใจที่เกิดขึ้นในพริบตาเดียว ก่อนทักทายกันด้วยอัธยาศัยไมตรี แต่ยังไม่ใช่รัก จนเมื่อฟ้ากำหนดเส้นทางเลือกมาให้เป็นจุดเปลี่ยน

“เรามาจากนครปฐม มาช่วยน้าขายของในกรุงเทพฯ น้ารับปากจะดูแลเราแทนพ่อแม่ พอเห็นเราสนิทสนมกับผู้ชาย ก็เกิดกลัวจะเสียหาย เพราะที่บ้านมีความคิดแบบคนโบราณอยู่”

เราฟังคุณวรรณวิภาเท้าความไปยังอดีตสมัยเกือบ 50 ปีก่อน นครปฐมที่ดูใกล้ในปัจจุบัน แต่สมัยนั้นห่างไกลจนต้องหาที่แรมคืนก่อนเข้ากรุงฯ ทั้งยังยึดติดกับความคิดแบบเก่า เมื่อสาวน้อยจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ถ้ามีผู้ชายข้องแวะย่อมไม่ดีแน่นอน เราจึงไม่แปลกใจที่คุณน้ารีบแจ้งพ่อแม่ซึ่งพอทราบข่าวก็แทบจะมารับลูกสาวกลับบ้านที่นครปฐมทันที ทั้งที่ความสัมพันธ์ของสองหนุ่มสาวยังอยู่ในขั้นสนทนาวิสาสะกันเท่านั้น

“เราไม่อยากกลับ เพราะถ้ากลับตอนนั้นต้องถูกครหาว่าไปกรุงเทพฯแล้วเสียหายเรื่องผู้ชาย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง แต่ความคิดในยุคนั้น ประจวบกับคนต่างจังหวัด คำนินทาของคนอื่นอีก ระหว่างที่น้าไปรับพ่อแม่ เพื่อมารับเรากลับบ้าน คุณสุวิทย์ก็กำลังจะกลับสงขลาพอดี”

“ผมชวนว่า ถ้าไม่อยากกลับบ้าน ก็ไปด้วยกันไหม มันเป็นโชคชะตานะ ทั้งที่ผมมีโอกาสเลือกมากกว่านี้ ไม่ได้ตั้งใจมากรุงเทพฯเพื่อหาเมีย แต่ผมเห็นเขากังวลมาก และเหตุเกิดจากผม ผมต้องรับผิดชอบ”

คำชวนจากครูหนุ่มผู้เคยถูกต้องเนื้อตัวหญิงสาวแค่จับมือกันเพียงหนเดียว กลับเป็นทางเลือกที่ทำให้ทั้งสองตกลงปลงใจร่วมหัวจมท้ายในที่สุด

วินาทีนั้นทั้งสองตัดสินใจขึ้นรถไฟทั้งที่ไม่มีเงิน เมื่อรถผ่านศาลพระพรหมก็ไหว้อธิษฐานกันว่าถ้าเราไปได้ตลอดรอดฝั่งจะกลับมาปลายทางคือสงขลา เพื่อเรียนรู้ชีวิตครอบครัวที่ล้มลุกคลุกคลานลองผิดถูกกันไป

แค่ตอนแรกเราก็ตื่นเต้นระทึกใจซะแล้ว


พลัดพรากครั้งแรก

“อยู่กันตามมีตามเกิด เงินเดือนออกก็แบ่งกันคนละครึ่ง เคยทำปลาเจี๋ยน วางแผนกันว่าวันนี้กินน้ำแกง พรุ่งนี้กินเนื้อปลากัน ปรากฏว่าตอนเช้าบูด เนื้อปลาก็ไม่ได้กิน เพราะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีตู้เย็น พออยู่ด้วยกันก็เกิดความรู้สึกผูกพันที่ไม่ใช่ความรัก แต่เหมือนเพื่อนกันมากกว่า จนเขาจะกลับกรุงเทพฯ”

คุณสุวิทย์เล่าถึงวันที่ไปส่งภรรยาขึ้นรถที่สถานีหาดใหญ่ เขาเริ่มเข้าใจตัวเองเมื่อไร้เงาคุณวรรณวิภาเคียงข้างดั่งหลายเดือนที่ผ่านมา และตระหนักว่านี่คือความรัก

“ผมรักผู้หญิงคนนี้ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ผมตามไปที่กรุงเทพฯ ไปที่ตลาดเดิม แอบหลบมุมอยู่ไกลๆ ฝากบอกคนที่เดินผ่านมาว่า ช่วยไปบอกผู้หญิงเสื้อเหลืองตรงแผงนั่นหน่อยว่า คนจากสงขลามา”

คุณวรรณวิภาเองก็แจกแจงความในใจครั้งนั้นว่าตัวเองอยากกลับกรุงเทพฯ เพราะเหตุใด ไม่ใช่ความลำบากยากเย็น แต่เป็นความคิดถึงผูกพันกับญาติพี่น้องที่จากกันอย่างกะทันหัน ชนิดที่บัตรประชาชนก็ยังไม่ได้ติดตัวไปด้วย

“กลัวพ่อแม่เป็นห่วง ด้วยวัยเรา อายุยังน้อย พอกลับมายิ่งหนักกว่าเดิม ว่าเห็นไหม ต้องซมซานกลับมา เสียตัวแล้วเขาทิ้งมา ทั้งที่ไม่ได้โดนทิ้ง แค่เราอยากกลับมาเอง อยากคุยกับญาติพี่น้องดีๆ อีก เพราะไปแบบไม่บอกกล่าว กลายเป็นว่าจะถูกพากลับนครปฐมให้ได้ ถ้าน้าพาไปส่งครั้งนี้ต้องโดนอะไรอีกมาก ถูกครหาหนักกว่าเดิม”

เหมือนฉากเดิมๆ เกิดขึ้นอีกครั้ง วันที่กำลังจะถูกพากลับ พระเอกก็มาหานางเอกพอดี และครั้งนี้นางเอกเตรียมตัวพร้อม มีความตั้งใจแน่วแน่และชัดเจน ปราศจากความลังเลใดๆ เหนี่ยวรั้งอีก จับมือกันก้าวขึ้นรถไฟด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจที่มีให้กัน

“สมัยก่อนจะลือว่าคนถูกหลอกไปขายทางมาเลย์กันเยอะ พ่อแม่ก็ยิ่งกังวล พอผ่านไปสักพัก เลยเขียนจดหมายไปหา บอกว่าไม่เป็นไรนะ อยู่ที่นี่สบายดี พ่อแม่ก็เริ่มเข้าใจ ไม่ว่าอะไร พอมีลูก เลยพาไปไหว้พ่อแม่”

ถึงแม้ดูราวกับเรื่องเหลือเชื่อ ที่คุณสุวิทย์ตัดสินใจมาในวันที่กำลังจะต้องจากกันไกล เราก็นึกสงสัยว่าวันนั้นถ้าคุณวรรณวิภาปฏิเสธไม่ขอร่วมชีวิตด้วยอีก จะเป็นเช่นไร

“ถ้าเขาปฏิเสธก็ตามใจเขา ผมยอมรับได้ ขอแค่ให้เขามีความสุขแล้วกัน (ยิ้ม)”

คำว่าโลกนี้ไม่มีเหตุบังเอิญ มันคงเป็นเรื่องจริง


จำพรากครั้งที่สอง

เงินเดือนครูหนุ่มวุฒิน้อยเริ่มไม่พอเลี้ยงสามปากท้อง คุณสุวิทย์จึงตัดสินใจสอบชิงทุนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อใช้วุฒิการศึกษามาปรับฐานเงินเดือน ส่วนคุณวรรณาตัดสินใจอุ้มลูกไปอยู่บ้านคุณกัณหา แก้วไทย พี่สาวของคุณสุวิทย์ และช่วยขายของด้วย ตัวคุณสุวิทย์ร่ำเรียนเขียนอ่านที่สงขลาโดยพักอาศัยบ้านพี่สาวอีกคนและเดินไปเรียนแทน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่การจำพรากครั้งนี้ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อมันเป็นประตูสู่เส้นทางยอดนักแปลในปัจจุบัน

“อาจารย์สอนภาษาอังกฤษตอนนั้นบอกว่าในชั่วโมงจะให้พูดแต่อังกฤษ ไม่พูดไทย ผลจึงจดจำภาษาได้รวดเร็ว คิดเป็นภาษาอังกฤษแทนคิดเป็นไทย พกดิกชั่นนารีติดตัว คลังศัพท์ในหัวเลยมากขึ้น มีน้องมาฝากให้แปลเรื่อง A Christmas Carol (ของ ชาลส์ ดิกเกนส์) ซึ่งแปลจบ รู้สึกว่าทำได้นี่ ตัวอาจารย์ชอบอ่านอกาธา คริสตี้ ลองมาแปลดู ก็แปลได้ ผมจึงแปลนิยายเสนอสำนักพิมพ์ ตอนนั้นเริ่มกลับมาอยู่เป็นครอบครัวแล้ว กำลังจะจบแล้ว เขาบอกว่าอยากอยู่ด้วยกัน ผมก็ตอบว่ามาอยู่ด้วยกันเลย”

ก้าวแรกในวงวรรณกรรมนั้นคุณสุวิทย์เลยไม่ได้ก้าวลำพัง เขาจูงลูกน้อยจากสงขลาเข้ากรุงเทพฯ ด้วย เมื่อถึงหัวลำโพง เขาเพียรโทร.หาสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อเสนอต้นฉบับ ก็ถูกทุกแห่งปฏิเสธ จนแทบถอดใจ แต่เมื่อล้วงเจอเบอร์สุดท้ายในก้นกระเป๋า คุณสุวิทย์ก็เลยลองดูอีกสักครั้ง

“เขาบอกให้มาลองคุยกัน นั่งตุ๊กตุ๊กมาที่มเหศักดิ์ ผมอยู่หัวลำโพงในตอนนั้น และตอบไปว่าไม่มีเงิน เขาก็บอกเดี๋ยวออกค่ารถให้ การเป็นนักแปลหนังสือ บรรณาธิการดูแค่สามบรรทัดหรือครึ่งหน้าก็รู้แล้วว่าไปรอดไหม เรื่องที่เอาไปส่งเป็นนิยายที่มีคนแปลแล้ว แต่เมื่อเขาดูสำนวนรู้ว่าทำได้ เลยให้เรื่อง The Deadly Messiah (ฤกษ์เพชฌฆาต) มาแปลเป็นงานแรก”นับจากนั้นโลกหนังสือก็ได้รู้จักชื่อ สุวิทย์ ขาวปลอดเป็นครั้งแรก

 

ยืนหยัดสู้เพื่อฝัน

เราถามคุณวรรณวิภาถึงความรู้สึกเมื่อครั้งตัดสินใจแยกห่างกันทั้งที่ยังมีลูกน้อย คุณวรรณวิภาตอบว่าไม่มีปัญหาเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่ออนาคตของครอบครัว

“ต้องไปเรียนมีค่าใช้จ่าย ถ้าเราอยู่ด้วยก็กลายเป็นสามปาก ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มอีก เลยตัดสินใจไปช่วยคุณแม่คุณสุวิทย์ขายของที่กรุงเทพฯ รอเรียนจบปริญญาตรี จะได้มีเงินเดือนมั่นคง ช่วงนั้นรับทุนหลวง เรียนไปได้เงินเดือนด้วย แต่ไม่เยอะ เดือนละ 1,200 พอจบก็ต้องใช้ทุนอีกสี่ปี”

“พอได้งานหนังสือ ผมนั่งแปลในโรงอาหารมหา’ลัย เพื่อนๆ ก็มาช่วยกันลอกลงต้นฉบับให้ ครั้งแรกได้เงินมา5,000 ดีใจมาก (ยิ้ม) ตอนนั้นคิดแค่ว่าปรับวุฒิเพื่อเพิ่มเงินเดือน ที่ไหนได้ มันเปลี่ยนชีวิตไปอีกทาง”

หลังจากสมาชิกครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่คุณสุวิทย์ใช้ทุนราชการ คุณวรรณวิภาก็ทำขนมขาย หรือไปเป็นแม่บ้านให้นายฝรั่ง ตามวิสัยไม่อยู่นิ่ง จนเมื่อใช้ทุนจบ คุณสุวิทย์ก็เข้าสู่เส้นทางนักแปลเต็มตัว และมีคุณวรรณวิภาคอยสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ข้างๆจนถึงวันนี้


47 ปีที่กลมเกลียว

เป็นไปได้รึที่สามีภรรยาซึ่งเปรียบเหมือนลิ้นกับฟันจะไม่เคยมีปากมีเสียง ทั้งที่อยู่ด้วยกันมานานเกือบห้าสิบปี คุณสุวิทย์ยิ้มแย้มเล่าด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่าเป็นไปได้

“ต้องถามว่าคุณรักกันจริงหรือเปล่า คุณรักเขาเท่ากับที่รักตัวเองไหม ถ้าน้อยกว่าก็อย่าอยู่ด้วยกันเลย ต้องรักให้เท่ากับที่รักตัวเรา การทะเลาะกันเป็นรอยร้าว ถ้าเริ่มด่า ปากมันจะพาไปละ เอาให้เจ็บสักนิดเถอะนะ เป็นความสะใจทั้งที่ไม่ควรทำ”

คุณวรรณวิภาเสริมว่าเมื่อเลือกตัดสินใจจะอยู่ด้วยกันแล้วแต่แรก ก็ต้องอยู่ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ในข้อนี้ก็ใช้สอนลูกชายก่อนครองเรือนเช่นกัน

“เราสองคนอยู่ไปนานๆ ก็รักกันมากขึ้น ไม่เคยลดลงเลย 47 ปีที่อยู่กันแบบเพื่อน ไม่เคยทะเลาะ ไม่ขึ้นเสียงใส่กัน เวลาเห็นลูกชายกับลูกสะใภ้เถียงกัน ก็บอกว่าอย่าทำแบบนี้นะ พ่อกับแม่ไม่เคยขึ้นเสียงใส่กันเลยสักครั้ง”

เรานึกสงสัยขึ้นมา เพราะมนุษย์ใช่ว่าจะอดกลั้นอยู่ได้ตลอด ถ้าถึงคราวทนไม่ไหวแล้วควรทำเช่นไร

“ไม่ชอบใจก็เงียบซะ รอให้ใจเย็นก่อน พร้อมแล้วค่อยมาคุย ไม่พร้อมอย่าคุย หรือทำเฉยไปสักพักก็ดีเอง คุณสุวิทย์เป็นคนดีด้วย เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่เลิกแล้ว ไม่เที่ยว ไม่เล่นการพนัน ไม่รู้ว่าพ้นจากเขาแล้วจะไปหาคนแบบนี้ได้ที่ไหน ดังนั้นมีอะไรให้คุยกัน และคอยช่วยเหลือกัน เขาต้องแปลหนังสือ เราก็ออกบูท


ความดีของคู่ชีวิต

ภรรยาในสายตาเป็นคนเช่นไร คุณสุวิทย์อมยิ้มทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ ก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัดว่า

“ผมบอกลูกเสมอว่า แม้แม่จะดูดุ แต่แม่เป็นคนจิตใจดีนะ ป๊าทนคนไม่ดีไม่ได้หรอก เพราะงั้นเชื่อเถอะ แม่เป็นคนใจกว้าง เขาเป็นคนซื่อ ไม่มีอะไรเลยที่ทำเพื่อตัวเอง เขามีชีวิตเพื่อครอบครัวจริงๆ”

“คุณสุวิทย์เป็นคนดี ไม่อย่างนั้นจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไรมาตั้ง 47 ปี และไม่เคยทะเลาะกันเลย ไม่มีเกี่ยงกันว่านี่หน้าที่ฉัน นั่นหน้าที่เธอ ช่วยกันทำร่วมกัน ที่บ้านมีหมาที่แก่แล้ว ถ่ายเรี่ยราด คุณสุวิทย์ยังดูแลมันได้ ยังบอกคุณกัณหาเลยว่า ไม่กลัวหรอกถ้าเกิดเป็นอะไรตอนแก่ เขาดูแลได้แน่ ขนาดหมายังดูแลได้เลย (หัวเราะร่วน)”

คุณวรรณวิภายิ้มแย้มเล่าถึงนิสัยเด่นอีกอย่างของสามีคือเป็นคนติดบ้านมาก ไม่ชอบไปไหน แม้แต่วันเกิด ลูกชายชวนไปทานข้าวนอกบ้านก็ไม่ไป หรือเวลาที่คุณวรรณวิภาไปออกบูทขายหนังสือต่างจังหวัดเป็นเดือนๆ คุณสุวิทย์ก็อยู่เหย้าเฝ้าเรือน ไม่เคยต้องถามว่าไปไหนมาสักครั้ง

 

แง่คิดการเลือกคู่

คนเราย่อมอยากให้ความรักยาวนาน แล้วต้องเลือกอย่างไรถึงจะเจอคนที่คู่ควร

“ผมมองว่า คุณต้องทำความรู้จักกันอย่างจริงจังก่อน เรียกว่ารู้สันดานตัวเองและเขาให้ดีว่าไปกันได้ไหม วาจาก็เป็นสิ่งสำคัญ การทะเลาะด่ากัน มันมีแผลนะ แล้วถ้าเกิดลงไม้ลงมือ เมื่อมีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองจะตามมา”

“หนักนิดเบาหน่อย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เพราะไม่ใช่จะอยู่กัน 10-20 วันแล้วเลิก ต้องพูดจาเพราะๆ อย่าพูดมึงกู ถ้าพูดคือไม่ให้เกียรติกันแล้ว บางคนข้างบ้านด่ากัน ตีกัน พอเช้ามาหัวเราะกัน ซึ่งมันไม่ได้หรอก เมื่อคืนยังด่ากันอยู่แท้ๆ ไม่ควรทำเลยดีกว่า”


ช่วงชีวิตคึกคะนอง

คุณสุวิทย์เล่าว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตเหมือนหนุ่มโสด มีคนคุยด้วยหลายคน แม้กระทั่งดาวมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยล่วงเกินใคร แทบไม่เคยจับมือด้วยซ้ำ เพราะรู้ตัวเสมอว่าต้องทำอะไร เลยเป็นได้แค่เพื่อนคุย เมื่อถึงเวลาจึงทุ่มเทให้ครอบครัวเท่านั้น เขาฝากข้อคิดแก่หนุ่มๆ ที่กำลังมีครอบครัวว่า

“ให้รักครอบครัวเข้าไว้ รักเมียให้มากกว่าผู้หญิงอื่น ผมคิดนะว่าถ้าผมเห็นแก่ตัว ทิ้งขว้างภรรยา แล้ววันหนึ่งขับรถผ่านเห็นเขาพอดี ผมจะรู้สึกอย่างไร มันคงไม่ดีแน่ๆ


นิยายภาคพิเศษ

แล้วเรื่องราวของชีวิตรักนี้ เหมือนนิยายเรื่องใด เราถามด้วยความสนใจใคร่รู้อย่างยิ่ง  “เป็นเจ็ดเล่มจบของเจฟฟรีย์ อาร์เชอร์ (ยิ้ม) จริงๆ ชีวิตมีรสชาตินะ ต่างแค่ผมยังไม่ดีเท่าในพระเอกนิยาย ผมเคยสุดเหวี่ยงตอนมหาวิทยาลัย แต่เมื่อถึงเวลาก็รู้ว่าควรทำอะไร”


หลักนักแปล

“การจะเป็นนักแปลที่ดีต้องเป็นนักอ่านที่ดี พื้นฐานทั้งหมดมาจากการรักหนังสือ สำคัญด้วยว่ามีความสุขในการทำงานไหม ผมมีความสุขกับการทำงาน รู้ว่าเกิดมาเพื่อทำอะไร ทันทีที่ใช้ทุนจบสี่ปี ก็ยื่นจดหมายลาออก ไม่ติดต่อกลับไปอีกเลย เพราะรู้ตัวดีว่าอยากแปลหนังสือ มาตอนนี้มักได้ยินคนพูดเสมอว่าได้อ่านนิยายที่ผมแปลตั้งแต่เด็ก บางคนบอกว่าเจอครั้งล่าสุดเมื่อสี่สิบปีก่อน ทุกวันนี้ผมอยู่ได้เพราะสมาชิกนักอ่านทุกท่านครับ (ยิ้ม)”


จะไม่พรากจากกันอีก

ก่อนจากลา เราเอ่ยถามถึงสิ่งสำคัญที่ทั้งสองจดจารเอาไว้ในใจ เป็นความรู้สึกที่มีให้แก่กันว่าคืออะไร คุณสุวิทย์นิ่งเงียบสักครู่ก่อนจะมองภรรยาคู่ชีวิตแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ตอนที่ส่งครอบครัวไปบ้านพี่สาว ผมเศร้าใจมาก บอกคุณวรรณวิภาว่าจากกันแค่ครั้งนี้นะ กลับมาแล้วเราจะไม่จากกันอีกแล้วนะ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ”

“เราสองคนเหมือนกัน จึงนึกถึงในเรื่องเดียวกัน อยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยคิดว่าจะแยกกันเลย จนทุกวันนี้ก็ยังดูแลซึ่งกันและกันอยู่”รอยยิ้มของคุณวรรณวิภาเป็นหลักฐานชัดเจนว่านับจากนี้ไป สัญญาข้อนี้จะเป็นจริงจนวันสุดท้าย

จบการสัมภาษณ์วันนี้ เรารู้สึกกว่าจะมาเป็นสุวิทย์ ขาวปลอดผู้เรืองนามได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีครอบครัวคอยเกื้อกูล เป็นทั้งแรงใจและกำลังใจให้ยังมุ่งมั่นทำงานที่ใฝ่ฝัน เพื่อความรื่นรมย์ของผู้อ่านในโลกนิยายนี้ต่อไป

" หนักนิดเบาหน่อย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เพราะไม่ใช่จะอยู่กัน 10-20 วันแล้วเลิก ต้องพูดจาเพราะๆ อย่าพูดมึงกู ถ้าพูดคือไม่ให้เกียรติกันแล้ว "

— สุวิทย์ ขาวปลอด


เติมรสแซ่บให้ชีวิตที่ Ross Kitchen

หลายครั้งที่ซารังกับแฟนแฟนพาคุณไปเยือนคาเฟ่ต่างๆ ครั้งนี้ขอชวนคุณมาดื่มด่ำบรรยากาศย้อนยุคแบบไทย กินอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นฟิวชั่นที่ห้องอาหาร Ross Kitchen โรงแรมอครา กรุงเทพฯ สะดวกสุดถ้าเดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสไปยังสถานีพญาไท ทางออก 4 เดินต่อไปตามถนนศรีอยุธยาราว 10 นาที เมื่อถึงโรงแรมแล้วขึ้นไปยังชั้น 4 ได้เลย

ทันทีที่ประตูลิฟท์ของโรงแรมเปิดออก เราเห็นแสงไฟนีออนสลัวๆ สีสันฉูดฉาดบริเวณเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ ด้านหน้าทางเข้า ซึ่งตกแต่งด้วยประตูเหล็กยืดที่คุ้นตาจากตึกแถวร้านค้า และป้ายร้านขายของชำ สร้างบรรยากาศเหมือนคุณกำลังเดินเข้าไปในร้านค้ายุควินเทจแบบเท่ๆ ใครสนใจอยากนั่งจิบค็อกเทลเพลินๆ ก็ขอเชิญแวะที่บาร์ก่อนได้ไม่ว่ากัน

ถัดไปเป็นห้องอาหารที่ตกแต่งสไตล์ไทยย้อนยุคผสมผสานกับความเป็นลูกทุ่ง โดยนำลวดลายของผ้าขาวม้ามาบุโซฟา เพิ่มเติมบรรยากาศด้วยโปสเตอร์หนังยุคเก่ามาประดับตกแต่งฝาผนัง ใช้จานชามลายดอกไม้ดูเข้ากับเมนูอาหาร ชวนให้หวนรำลึกถึงวันวาน นอกจากนี้ยังมีเคาน์เตอร์บาร์ที่เป็นครัวเปิด และตกแต่งคล้ายกับบรรยากาศภายในรถทัวร์ เหมือนเรานั่งกินอาหารแสนอร่อยบนรถทัวร์เลยละ อีกหนึ่งจุดเด่นของร้านที่สะดุดตามากจนซารังกับแฟนแฟนต้องถ่ายรูปเก็บไว้ คือป้ายไฟนีออนบนผนังรูปเสือร้องไห้ สีสันสดใส เมื่อสอบถามจึงทราบว่า คำว่า “เสือร้องไห้” มาจากอาหารที่อร่อยจนเสือร้องไห้นั่นเอง

นอกจากบรรยากาศจะดีเริ่ดแล้ว อาหารก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน สไตล์ของอาหารคือโมเดิร์นฟิวชั่น เป็นการนำอาหารไทยจากทุกภูมิภาคมาผสมผสานกับวัตถุดิบใหม่ ผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ และจัดวางตกแต่งให้แปลกใหม่ยิ่งขึ้น แต่รสชาติยังเข้มข้นแบบไทย วันนี้ซารังกับแฟนแฟนเลือกเมนูขึ้นชื่อ ลาบเป็ดคองฟี่ เขาเอาสะโพกเป็ดมาตุ๋นด้วยน้ำมันราวชั่วโมงครึ่ง ก่อนจะทอดให้หนังเป็ดร่อนและกรอบยิ่งขึ้น กินคู่กับเครื่องในเป็ด ตับ กึ๋น นำมาผัดกับเห็ดออรินจิ เครื่องปรุงลาบ และเพิ่มความหอมด้วยข้าวคั่ว จานนี้รสชาติเข้มข้น เนื้อเป็ดนุ่มละมุนลิ้นมาก กินคู่กับข้าวเหนียวร้อนๆ ยิ่งอร่อย

เมนูถัดมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์ ยำรถทัวร์ ที่เหมาะกับผู้ชื่นชอบอาหารรสจัด เชฟนำแซลมอน หอยเชลล์โฮตาเตะ และหอยนางรม มายำกับเครื่องปรุงและสมุนไพรต่างๆ รสชาติคล้ายกับพล่า มีรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด อร่อยกลมกล่อมลงตัว ความพิเศษของจานนี้คือเชฟนำส่วนผสมทั้งหมดมายำให้เราดูทีละขั้นตอนเลยค่ะ

ปิดท้ายด้วย ส้มฉุน อันเป็นเมนูของหวานที่ดูน่ารับประทานมาก มีผลไม้ลอยแก้ว เช่น สละ ส้ม เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ มารวมกัน ด้านล่างเป็นน้ำแข็งปั่นกับน้ำเชื่อม โรยด้วยหอมเจียว ขิงซอย มะม่วงซอย และถั่วเพื่อเพิ่มความมัน กินแล้วสดชื่นมาก ดับร้อนได้ดี ใครมาที่นี่ต้องลองเลย ส่วนอีกหนึ่งเมนูที่แฟนแฟนเลือกมาและพลาดไม่ได้คือ บัวลอยไข่หวาน สีสันสดใสเพราะใช้ฟักทอง เผือก และใบเตยเป็นส่วนผสม ทำแบบสดๆ อย่างพิถีพิถัน กินคู่กับน้ำกะทิใบเตยพร้อมกับไข่หวานต้มน้ำตาล มีความหวานมัน นุ่ม อร่อยจริงๆ ค่ะ

ก่อนกลับซารังขอแนะนำเครื่องดื่มค็อกเทลสไตล์ไทยยอดฮิตของร้านอย่าง รสอุทัย ซึ่งใช้วอดก้าไปอินฟิวส์ (Infused) กับโรสแมรี่ 3-4 หยดแล้วผสมกับน้ำมัลเบอร์รี่และน้ำยาอุทัยทิพย์ ท็อปด้วยลูกมัลเบอร์รี่อบแห้งกับโรสแมรี่ ดื่มแล้วสดชื่น หวานซ่อนเปรี้ยวและได้กลิ่นของน้ำยาอุทัยทิพย์ ปิดท้ายด้วย นวลนาง จุดเด่นของเมนูนี้คือการผสมผงกะหรี่กับน้ำผลไม้และส่วนผสมอื่นๆ ตกแต่งด้วยโป๊ยกั้กและอบเชย รสชาติเปรี้ยวหวานและหอมกลิ่นผงกะหรี่มาก เหมาะสำหรับสาวๆ นอกจาก 2 เมนูค็อกเทลที่แนะนำไปแล้ว ทางร้านยังมีเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ แบบไทยๆ รวมถึงน้ำผลไม้ ซอฟต์ดริงก์ ม็อกเทล และอีกมากมายรอให้คุณมาลิ้มรส เพื่อเพิ่มความหรรษาในการรับประทานอาหารอีกด้วย

ในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันพิเศษกับคนสำคัญ ลองชวนใครคนนั้นมานั่งชิลล์ๆ ในบรรยากาศบาร์เก่าย้อนยุค ซารังคิดว่าหากอยากเพิ่มสีสันมากขึ้น ลองแต่งตัววินเทจมาออกเดตหรือปาร์ตี้กับเพื่อนก็น่าสนุก Ross Kitchen เป็นอีกจุดหมายที่คุณไม่ควรพลาดจริงๆ