นิ้วกลม-สราวุธ & ชิงชิง-สาธิดา เฮ้งสวัสดิ์

นิ้วกลม-สราวุธ & ชิงชิง-สาธิดา เฮ้งสวัสดิ์

(รัก)เราจะเติบโตไปด้วยกัน

หากความแตกต่างของบุคคลเปรียบดั่งเฉดสี ความรักคงเป็นการผสมสีสันของแต่ละคนเข้าไว้ด้วยกัน จากสีของฉันหรือเธอกลายเป็นสีของเรา เป็นการเปิดประตูโลกของเราให้ใครอีกคนที่ไว้วางใจได้ก้าวเข้ามา ความรักของ เอ๋-สราวุธ หรือนักคิดนักเขียน นักเรียนรู้ชีวิต นามปากกา “นิ้วกลม” กับหญิงสาวนักวาดนักเขียน ชิงชิง-สาธิดา ก็เช่นกัน ที่ต่างค่อยๆ หยดสีผสมเป็นเฉดสีเฉพาะคู่ในความรักของเขาและเธอ


นิ้วกลม-สราวุธ & ชิงชิง-สาธิดา เฮ้งสวัสดิ์

ความทรงจำแรกพบ
ความทรงจำเมื่อแรกพบของคู่รักส่วนใหญ่มักเป็นวันเวลาและสถานที่เดียวกัน แต่สำหรับคู่ของนิ้วกลมกับชิงชิงนั้นวันแรกที่พบพานกลับต่างกัน ฝ่ายชายเล่าว่าเขายังจดจำวันแรกที่ได้สบตาและสนทนากับหญิงสาวคนนี้ได้ดี ในเย็นวันหนึ่งปลายปี 2544 หลังจากเลิกงาน เพื่อนของเขาโทร.มาชวนไปงานสตรีทอาร์ตที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันเป็นงานขายของโดยนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และอักษรศาสตร์

“วันนั้นชิงขายหนังสือทำมือกับเพื่อนๆ ก่อนหน้านั้นเราก็ทำหนังสือทำมือ ที่จริงเราไม่ได้สนใจหนังสือเท่าไหร่ แต่เพราะเขาน่ารักเลยไปนั่งคุยเพื่อตีซี้ เพื่อนๆ เราก็ไปด้วยเพราะสาวแก๊งนี้หน้าตาดี แต่ที่เราประทับใจมากกว่าหน้าตาคือบุคลิก ชิงเป็นคนเฟรนด์ลี่มากๆ พูดจาโผงผาง คุยด้วยง่าย ใครมานั่งก็คุยด้วย เรารู้สึกว่าคนนี้หน้าตาดีแต่ทำตัวเหมือนหน้าตาไม่ค่อยดี เราชอบคนแบบนี้ เขาก็คุยกับเราแต่ไม่ได้พิเศษกว่าใคร” เขาเล่าด้วยประกายตาสดใสประหนึ่งสะท้อนภาพชิงชิงวัยมหา’ลัยในแววตา

ขณะที่ฝ่ายหญิงบอกว่า “เราจำเขาในวันแรกไม่ได้เพราะขายของและคุยกับคนเยอะ ครั้งแรกของเรากับเขาจึงต่างกัน วันที่เราขายของก็กลับบ้านไปโดยที่จำผู้ชายคนนี้ไม่ได้”

หากใครเคยอ่าน The Soundtracks of My Love เพลงรักประกอบชีวิต (พิมพ์ครั้งแรก 2551) เรื่องราวบนเส้นทางรักของนิ้วกลม คงจำได้ว่าเมื่อเขาพบเธอครั้งแรกนั้น ได้ฝากขายหนังสือทำมือของเขากับเพื่อนที่ร้านของสาวๆ และได้เบอร์โทร.เพื่อนของเธอมา เขาปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไป จนกระทั่งวันหนึ่งจึงโทร.ไปทำทีถามยอดขายหนังสือ เพื่อนของเธอกลับรู้ทันว่าเขาโทร.มาเพื่อขอเบอร์ชิงชิง แต่นั่นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

เมื่อได้เบอร์ของสาวเจ้ามาแล้ว แต่เขายังรวบรวมความกล้าได้ไม่มากพอ พี่ที่ทำงานจึงช่วยกระตุ้นให้เขาโทร.ไปคุย เขาจึงโทร.หาเธอในวันที่ 22 เดือน 2 ค.ศ.2002 เวลา 22.00 น. อันเป็นความตั้งใจในความบังเอิญที่ทำให้เขาจำได้แม่น หลังจากการโทร.คุยกันครั้งแรกก็มีครั้งต่อๆ มา ทั้งคู่ค่อยๆ ทำความรู้จักกันผ่านการพูดคุย เกมถาม-ตอบ และบทเพลงที่เปิดให้ฟังร่วมกัน จนกระทั่งแลกเปลี่ยนรูปถ่ายพร้อมใบสมัครใจที่มีเพียงสองใบในโลกส่งผ่านบุรุษไปรษณีย์ และนัดเจอกันในที่สุด

หลังจากคุยกันผ่านสายโทรศัพท์บ้านตลอด 2-3 เดือน เพื่อทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งขึ้น “เราคิดว่าสิ่งที่น่ารักและแตกต่างจากยุคนี้คือ เราไม่รู้จักคนคนนี้มากเพราะไม่สามารถเจาะเข้าไปในเฟซบุ๊กของเขาแล้วไล่ดูทุกสิ่งทุกอย่าง ตรงนี้ที่สนุกและทำให้รู้ว่าเราพิเศษ เพราะเดี๋ยวนี้แค่เข้าไปดูในไอจี เฟซบุ๊ก ก็พอจะรู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน แต่เมื่อก่อนต้องรู้จักกันผ่านการพูดคุย และต้องใช้เวลากับเราจริงๆ จึงจะรู้ว่าเป็นคนแบบนี้ ชอบแบบนี้ เราจึงพิเศษสำหรับเขา” ฝ่ายชายให้ทัศนะ

ชิงชิงเล่าว่าตั้งแต่คุยกันก็รู้สึกดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงภาพความทรงจำแรกของเธอที่มีต่อเขาในนัดแรก “เช้าวันนั้นเรานัดกันที่จุฬาฯ ระหว่างทางนั่งรถเมล์ผ่านแถวบางรัก นึกขึ้นได้ว่าซื้อดอกไม้ไปให้เขาดีกว่า เราเลยลงไปซื้อดอกผีเสื้อสีม่วงที่ขายอยู่แถวๆ ป้ายรถเมล์ จำได้ว่าแม่ค้าห่อดอกไม้ด้วยใบตองมัดด้วยตอก เรารู้สึกดีใจที่จะมีดอกไม้ให้เขา คงเพราะรู้สึกดีกับเขาเลยอยากมีของมอบให้”

สัญลักษณ์ในความรัก
นิ้วกลมเป็นนักจดจำรายละเอียดตัวยง เพราะเพียงเอ่ยถามถึงนัดแรกของทั้งคู่ เขาก็พรั่งพรูเรื่องราวมากมายให้คุณได้อ่านกันยาวๆ “การนัดเจอกันวันนั้นเราประทับใจมาก เพราะในชีวิตเราไม่เคยนัดเจอผู้หญิง และไม่เคยจีบใครแล้วมีความหวังเลย สำหรับเราจึงโคตรมีความหมาย และในรายละเอียดทั้งหมดระหว่างการคุยนั้น ทำให้รู้ว่าเราทั้งคู่ต่างเป็นคนช่างคิด ชอบเล่นกับรายละเอียด เช่น เราเคยคุยกันว่าเราชอบสีเทาและจะใส่เสื้อสีเทา กางเกงยีนส์ นัดหมายอย่างละเอียดมากเพราะคือการนัดกันของคนที่ไม่รู้เลยว่าอีกคนเป็นใคร ส่วนชิงชอบสีเหลืองก็ใส่เสื้อเชิ้ตที่มีลายดอกสีเหลือง จุดที่นัดเจอกันก็มีความหมายคือ เราเรียนคณะสถาปัตย์ฯ ชิงเรียนคณะศิลปกรรมฯ เลยนัดเจอกันที่จุดกึ่งกลางของสองคณะนี้ วันนั้นจึงเหมือนกับเป็นจุดฟูลสตอปของประโยคที่เขียนมายาวมากว่า เราได้รู้จักกัน ค่อยๆ เรียนรู้กันว่าแต่ละคนมีรสนิยมอะไร ชอบอะไร แล้ววันนี้เหมือนกับจบประโยคแรกว่าเราได้เจอกันแล้ว

“สำหรับเราวันนั้นยาวนานและเต็มไปด้วยความทรงจำ แค่เขาปรากฏตัวก็รู้สึกดีว่า เราได้นัดเจอผู้หญิงคนที่เราชอบ เมื่อเขายื่นดอกไม้มาให้ เราช็อคมาก คือตอนนั้นทุกอย่างดีหมดเลย ดอกไม้ก็มาในแบบที่โคตรธรรมชาติ ในมุมของเราที่แอบชอบเขาทุกอย่างถูกตีความออกมาดีหมดเลย เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนธรรมชาติ ไม่สั่งดอกไม้แพงๆ มา ซึ่งเราไม่คู่ควรอยู่แล้ว

“รักคือการโอบกอดรอยตำหนิของกันและกัน โดยไม่ได้ปฏิเสธหรือพยายามเปลี่ยนแปลงให้คนคนนั้นสวยกว่าที่เป็นอยู่ แต่ยอมรับว่าเขาเป็นแบบนี้ และที่ยอมรับได้แบบนั้นก็เพราะว่าคนคนนั้นยอมรับที่เราเป็นแบบนี้ ” 

“หลังจากนั้นก็ตกลงกันว่าจะไปไหนต่อ ชิงบอกว่าเขาชอบไปสวนสาธารณะ เราก็พาไปสวนลุมฯ พอขึ้นรถเราก็เปิดเพลง ‘พรหมลิขิต’ ที่เตรียมมา คือเราดีไซน์มาหมด เขียนสตอรี่บอร์ดมาแล้ว ได้ไปถีบเรือเป็ดในสวนลุมฯ ด้วยกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากที่ได้นั่งคุยกันแบบเห็นหน้าครั้งแรก แล้วก็ไปดูหนัง และไปส่งเขาที่บ้านซึ่งสำหรับเรามันบริบูรณ์มาก พอถึงหน้าบ้าน ชิงบอกให้ดูที่ช่อดอกไม้ เราก็เห็นว่าตรงเส้นตอกที่มัดช่อดอกไม้ เขาเขียนไว้ว่า ชิงชิง, พี่เอ๋ 23 มี.ค. 2546 ซึ่งมาจากเรื่องที่เราเคยคุยกันว่า เมื่อชิงเป็นเพื่อนกับใครจะเขียนแบบนี้ ถ้าสนิทกันแล้วจะใส่วงเล็บ แต่วันนั้นยังไม่มีวงเล็บ เรามองว่ารายละเอียดเหล่านี้เป็นความน่ารักของการเจอกันวันแรก นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เราชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเขาทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้บ้าไปคนเดียว”

ฝ่ายหญิงเสริมเพียงสั้นๆ ว่า “หลังจากวันนั้นเราก็รู้สึกดี และคุยกันทุกวัน แชร์เรื่องราวในชีวิตซึ่งกันและกัน ก็คุยไปเรื่อยๆ แต่ว่าไม่ยอมเป็นแฟน เพราะตอนนั้นเราเพิ่งเลิกกับแฟน เลยไม่อยากให้เหตุการณ์คล้ายกันเกิดซ้ำอีก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราอยากเลือกให้ดีก่อน แล้วค่อยเดินไปด้วยกัน”

หลังจากเจอกันทั้งคู่ยังคงเรียนรู้นิสัยใจคอกันเรื่อยมา “ที่จริงหลังจากเดตแรก ก็มีช่วงเวลาที่เขารักษาระยะห่าง คือมีสัญลักษณ์ต่างๆ เยอะแยะไปหมด ชิงเป็นคนชอบสร้างสัญลักษณ์ เช่น เขาชอบเดินจตุจักร เราก็อยากไปทุกที่เพราะเราจีบเขาอยู่ เขาบอกว่าคนที่จะไปด้วยต้องเป็นคนสนิท เราก็เฝ้ารอว่าวันไหนจะได้ไปจตุจักรกับเขา เพราะนั่นแสดงว่าเป็นคนสนิทของเขาแล้ว เราพอเข้าใจในสิ่งที่ชิงบอกว่า ไม่ได้บอกว่าคนคนนี้เป็นแฟน และไม่คิดว่าจะตอบรับเร็ว” ฝ่ายชายเล่าถึงตัวตนของฝ่ายหญิง มาถึงอีกช่วงเวลาของความประทับใจในความรักคือวันที่ทั้งคู่ตกลงเป็นแฟนกัน นิ้วกลมเล่าว่า “วันที่ตกลงเป็นแฟนกันเป็นวันพิเศษอีกวันของเรา เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีแฟนได้เลย ผิดหวังมาเยอะมาก วันนั้นชิงโทร.มาแล้วบอกว่า ขอสายพี่เอ๋ค่ะ เราตอบกลับไปว่า พูดอยู่ครับ ซึ่งตอนนั้นเราก็รับส่งมุกกัน ชิงถามต่อว่า พี่เอ๋มีแฟนหรือยังคะ ขอเป็นแฟนได้ไหม ซึ่งสำหรับเรามันโคตรพีค นั่นเป็นวันที่สุดยอดวันหนึ่งของชีวิต”

ฝ่ายหญิงเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นบ้าง “พอเรารู้ว่าเขาก็อยากเป็นแฟนกับเรา แต่ไม่พูดสักที เราคิดว่าคงต้องเป็นเราที่พูด วันนั้นไม่รู้นึกเฮี้ยนอะไร โทร.ไปเล่นมุกว่าเขามีแฟนหรือยัง พอเขาตอบว่าไม่มี เราก็เลยบอกว่า ขอเป็นแฟนนะ เหมือนกับว่าเราทำภารกิจเอง เป็นวันที่เรารับเขาเข้ามาเป็นแฟนกัน” ชิงชิงเล่าพร้อมรอยยิ้มในแววตา

ส่วนเติมเต็มของชีวิต
นอกจากความเป็นนักคิด นักเขียน นักจดจำรายละเอียด นิ้วกลมยังเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจผ่านทั้งตัวอักษรและคำพูด ซึ่งเขาได้รับความกล้าหาญและแรงบันดาลใจมาจากชิงชิง-เจ้าหญิงตัวน้อยที่อยู่ข้างกายเขานั่นเอง “สิ่งที่ชิงเข้ามาเติมเต็มชีวิตเรามากคือ เราไม่มีความกล้าหาญเลย ภายนอกอาจดูเป็นคนกล้า แต่ลึกๆ แล้วไม่ได้กล้า โดยเฉพาะเรื่องความรัก รู้สึกเหมือนที่เขียนในหนังสือเลยคือ เราเป็นหมาน้อยๆ ตัวหนึ่ง ถ้าพูดไปก็กลัวผิดหวัง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเขามองเราเป็นแบบไหน ฉะนั้นเราจะได้รับความรักก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายกล้าบอกกับเรา มีเหตุการณ์มากมายแม้จนถึงทุกวันนี้ที่ชิงเป็นคนกล้าหาญในการตัดสินใจ และเราได้สิ่งนี้มาจากชิงตั้งแต่แรกเจอ ทำให้เราค่อยๆ สะสมความกล้าจากเขา”

ในแง่ของความประทับใจในตัวตนของคนรัก ชิงชิงบอกว่า “พี่เอ๋เป็นคนมองโลกในแง่ดีจึงนำพามาซึ่งความใจเย็น เมื่อไม่ได้มองคนอื่นในแง่ร้ายเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นย่อมไม่หุนหัน พี่เอ๋เป็นคนใจเย็นมาก เราคบกันมา 15 ปี คิดไม่ออกเลยว่าเขาใจร้อนและเสียงดังตอนไหน”

ส่วนฝ่ายชายประทับใจในแง่ “ความเป็นธรรมชาติ ไม่ประดิษฐ์ จู่ๆ เราก็นึกนิยามหนึ่งขึ้นได้คือ ทนมือทนตีน เหมือนกับเรามีกระเป๋าหนังสักใบแล้วเราใช้งานอย่างสมบุกสมบัน ไปไหนไปกัน เป็นกระเป๋าที่มีรอยถลอกแต่ไม่เสียโฉม เมื่อผ่านวันเวลากลับยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ ชิงพร้อมคลุกฝุ่นไปด้วยกัน ไม่ต้องสะอาดสะอ้าน ประณีตบรรจง”

นิ้วกลม-สราวุธ & ชิงชิง-สาธิดา เฮ้งสวัสดิ์

เขาและเธอผ่านหลากหลายเรื่องราวมาด้วยกัน 13 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานเพื่อใช้ชีวิตคู่ ฝ่ายภรรยาเล่าถึงความรู้ใจกันว่า “เรียกว่าเรารู้กัน เต็มไปด้วยความสบายใจ เช่น พี่เอ๋พูดว่า หยิบไอ้นี่มาให้หน่อย เราก็สามารถหยิบให้ได้ หรือพูดไม่ทันจบประโยคก็รู้แล้วว่าเขาคิดอะไร แต่ช่วงใกล้แต่งงานเราก็มีความกลัวเหมือนกัน เพราะแต่เดิมเคยมีอีกคนหนึ่งที่เดินไปด้วยกัน ก็กลายเป็นสองคนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เรารักอิสระจึงรู้สึกกลัวอยู่นิดๆ แต่ก็ไม่คิดเปลี่ยนใจเพราะพร้อมใช้ชีวิตด้วยกันแล้ว”

ฝ่ายสามีมองว่านี่เป็นสิ่งที่ต่างจากคู่อื่น เพราะผู้ชายส่วนใหญ่รักอิสระ แต่ภรรยาของเขาบอกว่าแต่งหรือไม่ก็ได้ “เมื่อเราเดินทางมาถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกว่าถึงคราวใช้เวลาร่วมกับใครอีกคนหนึ่งในบ้านหลังเดียวกันแล้ว เวลาเราคบกันเป็นแฟน จะนัดเจอกันในวันที่เรารู้สึกดี แต่ในวันที่เรารู้สึกเซ็ง เศร้า ขี้เกียจ เบื่อหน่าย นั้นอยู่นอกวันนัด แต่การแต่งงานทำให้เราได้อยู่ด้วยกันทุกวัน เห็นทุกมุมของคนคนนั้น เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้หลังแต่งงานว่าคุณจะอยู่ในวันที่เขาไม่ได้หันด้านสว่างสดใสออกมาด้วยกันอย่างไร เหมือนการปลูกต้นไม้หรือเลี้ยงหมาแมว สมมติเราได้ต้นกระบองเพชรมาก็อยากให้น้ำมากๆ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ได้ต้องการน้ำมากขนาดนั้น คือเมื่ออยู่ด้วยกันจึงรู้ เรียกว่าเช็คอาการกันไปเรื่อยๆ และการที่จะทำให้เราอยู่กับคนคนนั้นได้จริงๆ คือเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเขา แต่ให้ค้นหาธรรมชาติของแต่ละฝ่ายให้เจอ”

นิยามรักที่สอดรับ
เมื่อถามถึงนิยามความรัก ฝ่ายชายให้แง่คิดว่า “คนรักคือคนที่ทำให้เรารู้จักความรัก ถ้าเราไม่มีคนรัก ก็เป็นการยากมากที่คนคนนั้นจะพูดได้เต็มปากว่าคุณได้เจอความรัก มีความรัก หรือเข้าใจความรัก เพราะคู่รักคือคนที่เรานึกว่าเรารักเขา แต่เอาเข้าจริงเมื่ออยู่ด้วยกันย่อมมีด้านที่เราไม่ได้รักเขาและเขาก็ไม่ได้รักเรา นั่นคือการอยู่ร่วมกันของคนที่ทั้งรักและไม่รักกันด้วย เพราะฉะนั้นความรักคือสิ่งนั้น เราชอบเขียนว่า รักคือการโอบกอดรอยตำหนิของกันและกัน โดยไม่ได้ปฏิเสธหรือพยายามเปลี่ยนแปลงให้คนคนนั้นสวยกว่าที่เป็นอยู่ แต่ยอมรับว่าเขาเป็นแบบนี้ และที่ยอมรับได้แบบนั้นก็เพราะว่าคนคนนั้นยอมรับที่เราเป็นแบบนี้ จึงเป็นอิสระต่อกันและผูกพันในช่วงเวลาเดียวกันนั้นด้วย เมื่อเราเข้าใจเราย่อมยอมรับคนอื่นได้ด้วย ทั้งคนที่คิดต่าง มีบุคลิก รสนิยม ความเชื่อแตกต่างจากเรา

ฝ่ายภรรยาเล่าว่า “ความรัก ณ ปัจจุบันไม่ได้หวือหวาเพราะผ่านกาลเวลามาพอสมควร ตอนนี้เรามีความเข้าใจกันมากกว่า เหมือนที่พี่เอ๋พูดว่าเรายอมรับข้อที่เราอาจจะไม่ถูกใจ ไม่ชอบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ขัดใจ มุมมองที่ไม่เหมือนกันแต่เติบโตมาด้วยกันพอที่จะให้อิสระแก่เขา เราต่างให้อิสระกัน มีบางอย่างที่ต่างกัน เราไม่ต้องเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์แต่สามารถอยู่ด้วยกันได้

“สิ่งที่เรียนรู้จากการใช้ชีวิตร่วมกันคือการไม่บั่นทอนอีกฝ่าย ไม่พูดดูถูก ว่ากล่าว เช่น เธอทำไม่ได้หรอก เรามองว่าคู่ที่จะอยู่ด้วยกันไปยาวนานต้องพูดจากันดีๆ คู่เราอาจมีล้อเล่นกันแต่ไม่ได้เกิดจากความคิดมองแฟนด้วยความรู้สึกไม่ดี ฉะนั้นเวลาที่เราพูดหรือปฏิบัติต่อกันต้องเป็นสิ่งที่ดีๆ หรือกลางๆ ไม่ลดลงไปกว่านั้น จะเป็นตัวช่วยให้เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

นิ้วกลมกล่าวเสริม “สิ่งหนึ่งที่ทำให้คู่รักอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข สำหรับเราคือความเป็นเด็กและอย่าเป็นคนดีให้กัน คือคุณไม่ต้องเป็นสามีหรือภรรยาที่สมบูรณ์แบบ และไม่ต้องคาดหวังด้วยว่าอีกฝ่ายจะดีพร้อมสำหรับคุณ การเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบที่อยู่ด้วยกันให้ได้ดีกว่าการพยายามเป็นคนเพอร์เฟ็กต์ทั้งที่คุณไม่ได้เป็นแบบนั้น สิ่งนี้มาพร้อมกับความเป็นเด็กเพราะเด็กไม่เพอร์เฟ็กต์ เช่น เวลาที่เราอยู่กับอะไรที่เป็นระเบียบมากๆ เราจะรู้สึกว่านั่นไม่จริง แต่ธรรมชาตินั้นจริง แม้ไม่สวยสมบูรณ์แต่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ฉะนั้นต้องจริงใส่กัน อย่าพยายามเป็นให้มากเกินกว่าที่เราเป็นอยู่”

นี่อาจไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมดในความรักของทั้งคู่ แต่เชื่อว่าเป็นความรู้สึก ความคิด ณ ปัจจุบัน ในวันเวลาที่ความรักเดินทางมาถึงปีที่ 15 ของ (พี่เอ๋, ชิงชิง)


เพลงรักประกอบชีวิต ณ ปัจจุบัน
ชิงชิง: “ถ้าให้คิดตอนนี้ความหมายของเพลงคงเหมือนกับเราจะเติบโตไปด้วยกัน จะแก่เฒ่าไปด้วยกัน (หลังจากนั่งคิดอยู่สักพัก) นึกออกแล้วสำหรับเราคือเพลง ‘Grow Old with You’ เพลงนี้ความหมายเหมาะกับคู่เราตอนนี้” (พร้อมกับเปิดเพลงให้ฟัง)

นิ้วกลม: “สำหรับผมคือเพลง ‘ต่อให้ใครไม่รัก’ ของ Project H กับเพลง ‘เสียงข้างในจิตใจ’ ของ P.O.P เพลงแรกบอกว่าต่อให้ใครไม่รักแต่ฉันก็อยู่ข้างเธอ ส่วนเพลงที่สองหมายถึงชิง เพราะเมื่อถามเขาว่าเราจะทำเรื่องนี้ดีไหม เขาไม่เคยบอกทัศนะของตัวเองแต่จะบอกว่าเราทำได้อยู่แล้ว พูดด้วยความเชื่อที่ผ่านชีวิตมาด้วยกันจริงๆ ซึ่งเหมือนเป็นตราประทับที่บอกให้เราลงมือทำ จนถึงทุกวันนี้เมื่อเขาประทับตราให้เราก็เหมือนกับมีพลังทันที”

ใส่ความเห็น