โอ้-เสกสรรค์ & จอย-ณฐกมล

รักคือการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด

“ … ก็มีแต่ใจให้ไป ไม่คิดอะไร แค่อยากให้เธอเข้าใจและลองรักดู และฉันจะทำให้รู้ ว่ารักเธอมากเท่าไร … ”
ท่อนหนึ่งจากบทเพลง “ใจให้ไป” ของคุณโอ้-เสกสรรค์ ปานประทีป ที่วันนี้พิสูจน์ให้คู่ชีวิตอย่างคุณจอย-ณฐกมล ริมอังกูรวิวัฒน์ เห็นแล้วว่าเขารักเธอมากเพียงใด ด้วยความรักแสนเรียบง่ายที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไร ทั้งคู่ก็ยังไม่หยุดเรียนรู้ซึ่งกันและกัน


โอ้-เสกสรรค์ & จอย-ณฐกมล

รู้จักความรัก

เมื่อเจ็ดปีที่แล้วทั้งสองคนได้พบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน “เพลินวาน” ที่คุณโอ้เล่นดนตรีประจำอยู่ ทำให้ได้รู้จักและพูดคุยกันเรื่อยมา ทุกค่ำคืนหลังจากฝ่ายชายเลิกงานมักแวะเวียนไปพูดคุยและช่วยคุณจอยปิดร้านอยู่เสมอ เพราะฝ่ายหญิงทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เหตุการณ์ดำเนินมาเช่นนี้กระทั่งความใกล้ชิดก่อตัวเป็นความสนิทสนม

คุณโอ้มองว่าคุณจอยเป็นผู้หญิงน่ารัก มีเสน่ห์ จึงมีหนุ่มๆ มาจีบเธออย่างไม่ขาดสาย แต่เธอกลับชอบความเรียบร้อยในแบบที่คุณโอ้เป็น “เราเป็นคนทะเล้น ถ้าชอบผู้ชายทะเล้นคงขำทั้งวันจนไม่เป็นอันทำงาน เราต้องชอบคนแบบพี่โอ้นี่ละ ตอนนั้นเราก็ไม่มีใคร เราเคยมีแฟนและมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตคู่ก็ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ก่อนที่จอยจะตัดสินใจคบกับพี่โอ้ก็ปรึกษาลูก เขาติดอันดับหนึ่งในสามที่ลูกเลือก เราเชื่อในการตัดสินใจของลูกจึงแอบเก็บพี่โอ้ไว้พิจารณา แต่ก็ยังไม่คบทันทีเพราะเราหวงความโสด” คุณจอยเล่าด้วยท่าทีขวยเขิน

แม้ทั้งคู่พบพานและคบหากันในวันที่พร้อมด้วยวัยวุฒิ แต่ฝ่ายหญิงก็ยังหวงความโสดและนึกภาพการมีชีวิตคู่ไม่ออก คุณโอ้จึงพยายามทลายกำแพงเพื่อให้เธอใจอ่อนยอมแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกัน คุณจอยเล่าว่า “ต้องบอกก่อนว่าเรามีน้องแองเจิ้ล (ลูกคนที่สอง) ก่อนที่เราจะตัดสินใจแต่งงานกับพี่โอ้ นั่นทำให้จอยเห็นถึงความน่ารักของเขาที่พยายามต่อสู้เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตครอบครัวกับเรา และในที่สุดก็ชนะใจเราจนได้ จอยยอมตกลงทั้งที่ยังกลัวการใช้ชีวิตคู่ แต่พอได้อยู่กับเขากลับยิ่งทำให้เราเห็นว่า เขาเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ”

คุณโอ้เสริมว่า “วันที่เขาบอกเราว่าท้องและกำลังจะมีลูกด้วยกัน ตอนนั้นเขาร้องไห้หนักมาก ส่วนผมดีใจมาก และบอกทันทีว่าเราต้องแต่งงานกันจริงๆ แล้วนะ”

คุณจอยยืนยันว่าที่เธอไม่ได้ร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะโดยพื้นฐานเธอเป็นคนรักเด็กและชอบการเลี้ยงลูกมากๆ เพียงแต่ในช่วงเวลานั้นยังสับสนและรักชีวิตอิสระอยู่

เรียนรู้สูตรรัก

ภาพความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ชัดเจนขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งคู่จึงต้องค่อยๆ ปรับตัวเพื่อผ่านบททดสอบของชีวิตครั้งสำคัญนี้ไปให้ได้ แม้ในช่วงแรกคุณจอยจะยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตคู่ แต่คุณโอ้ก็คอยอยู่เคียงข้างและอธิบายด้วยเหตุผล ซึ่งเธอก็เข้าใจได้โดยง่าย

เมื่อคนสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันย่อมมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง คุณโอ้เป็นแฟมิลี่แมนเต็มตัวและรักครอบครัวมาก ไปไหนก็ตามต้องไปเป็นครอบครัว คุณจอยเล่าว่า “เพื่อนชอบบ่นให้เราฟังบ่อยๆ ว่าเวลาอยากไปเที่ยว แฟนก็ไม่พาไป ต่างจากเราที่แฟนพาไปด้วยในทุกๆ ที่ ทำให้เห็นว่าบางครั้งชีวิตคู่ก็ไม่มีคำว่าพอดี เราจึงต้องปรับใจเข้าหาสิ่งที่เป็น ยกตัวอย่างตอนที่แต่งงานกันได้ประมาณสองปี เราทะเลาะกัน แต่เขาก็อดทนและมีวิธีพูดทำให้เราเข้าใจ”

คุณโอ้อมยิ้มก่อนเล่าว่า “เราเรียนรู้กันตลอดเวลา ทั้งตอนเป็นเพื่อนกัน จีบกัน จนถึงวันนี้ที่เป็นทั้งสามีภรรยาและพ่อแม่ เราก็ยังไม่หยุดเรียนรู้ ถึงแม้ว่าคุยกันได้ทุกเรื่องแต่ก็เรียนรู้กันเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจริงๆ เราต้องเรียนรู้กันอีกเยอะ ชีวิตที่ผ่านมาของผมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอยู่ตลอด เพราะมีบททดสอบเข้ามาเสมอ ไม่ใช่ทดสอบความรักของเราแต่เป็นการใช้ชีวิตครอบครัว ยิ่งมีลูกยิ่งมีหลายบททดสอบ แต่ผมกลับรู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะบางคู่จะบ่มเพาะความรักให้สุกงอมก่อนค่อยแต่งงาน มีลูก นั่นไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่คู่ของเราค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน และยังมีเวลาศึกษากัน ทุกวันนี้เราก็ยังเรียนรู้กัน แต่ผมไม่เคยเบื่อเลย รู้สึกว่าเราได้เรียนรู้กันตลอดเวลาและต่อๆ ไป”

“ไม่ว่าคุณอยู่ในสถานการณ์แบบไหน หรือรักกันมากแค่ไหน ถ้าตั้งเงื่อนไขให้กันนั่นคือการตีกรอบ จะเกิดความอึดอัดในความสัมพันธ์ทันที ” 

ด้วยลักษณะนิสัยของคุณจอยนั้นไม่ใช่ผู้หญิงที่ตามติดชีวิตแฟน จึงไม่เคยโทร.หาฝ่ายชายเลย มีแต่คุณโอ้ที่มักโทร.หาเธออยู่เสมอ “เขาโทร.หาเราบ่อยมาก ถามถึงลูกบ้าง เราบ้าง และคอยรายงานตลอดว่าเขาทำอะไร อยู่ที่ไหน ส่วนจอยไม่เคยโทร.หาเขาเลย นั่นไม่ได้หมายความว่าเราละเลยหรือไม่ใส่ใจเขา แค่อยากให้พี่โอ้ทำงานด้วยความสบายใจ เพราะการร้องเพลงคืองานที่เขารัก เราไม่อยากโทร.จู้จี้ สิ่งที่เขาทำแสดงให้เห็นว่าแม้เวลาล่วงเลยมานานหลายปี แต่เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังคงเสมอต้นเสมอปลายกับเราเหมือนเดิม”

คุณโอ้เสริมว่า “ช่วงนี้เขาดูแลลูกอ่อน เรายิ่งต้องคอยโทร. คอยดูแล ส่วนลูกคนกลางเข้าเรียนพอดี เขายังไปรับ-ส่งไม่ได้ เราจึงต้องดูแลหมดทุกอย่าง รวมถึงอาหารการกิน เขาจะได้มีเวลาให้แก่ลูกคนเล็กอย่างเต็มที่”

ทั้งคุณโอ้และคุณจอยไม่มีสูตรรักที่หวานชื่น แต่เกิดจากการเรียนรู้และความเข้าใจ ด้วยคุณโอ้เป็นผู้ชายสบายๆ เขาไม่ตั้งเงื่อนไขกับสิ่งต่างๆ เพราะคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องดี เมื่อไรที่ตั้งเงื่อนไขนั่นคือการตีกรอบตัวเอง “ไม่ว่าคุณอยู่ในสถานการณ์แบบไหน หรือรักกันมากแค่ไหน ถ้าตั้งเงื่อนไขให้กันนั่นคือการตีกรอบ จะเกิดความอึดอัดในความสัมพันธ์ทันที แต่ถ้าเราไม่คิดมาก และไม่คิดว่าคู่รักต้องเหมือนกันถึงจะดี หรือต้องต่างกันถึงจะเวิร์ค แค่เรารู้ว่าอยู่ตรงนี้กับเขาแล้วเราสบายใจก็เพียงพอแล้ว”

คุณโอ้บอกตัวเองอยู่เสมอว่าเขาโชคดีมาก เพราะคุณจอยเป็นผู้หญิงน่ารักและมีความอดทนสูง ยิ่งเรื่องชีวิตคู่เธอยิ่งใจเย็น ต่างจากเขาที่เป็นผู้ชายใจร้อน เห็นอะไรไม่ถูกใจก็บ่นหรือตำหนิ มีบางครั้งที่ไม่ได้นึกถึงใจของผู้ฟัง ยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก แต่ฝ่ายหญิงได้พิสูจน์ให้คุณโอ้เห็นแล้วว่า เธอใจเย็นมาก ไม่เคยตอบโต้ ทั้งคู่จึงไม่เคยโกรธหรือทะเลาะกันเกินหนึ่งวัน

คนเรามีวิธีแสดงความรักต่างกัน การบอกรักก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่สำหรับคุณโอ้และภรรยา การบอกรักไม่ใช่สิ่งจำเราเป็น เพราะทั้งคู่เลือกที่จะทำให้รู้ว่ารักมากกว่า “ตอนแต่งงานจอยยังขำอยู่เลย เพราะมีแต่คนให้พูดคำว่ารัก เราเขินมากเพราะไม่ใช่สไตล์ จอยจะชอบเล่นชอบกอดหอมเขามากกว่า นั่นเป็นการแสดงความรักในแบบของเรา เราไม่ได้พูดให้เขารู้ว่ารัก แต่เราชอบอยู่ใกล้ๆ เขามากกว่า”

เข้าใจในรัก

ความใจเย็นของคุณจอยทำให้คุณโอ้ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เพราะฝ่ายชายรู้ตัวว่าตนเองขี้บ่น เจ้าระเบียบ และตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นข้อที่ใครหลายคนอาจทนเขาไม่ได้ แต่คุณจอยกลับทำให้คุณโอ้รู้สึกว่าเธอเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น ทุกอย่างจึงลงตัว “จอยเคยถามผมว่าทำไมเราถึงไม่เหมือนกัน เลยอธิบายว่าเราเหมือนมือสองข้าง ถ้าจะประกบกัน ไม่ใช่ว่าเหมือนกันแล้วจะทำได้ ขอแค่ให้มีรอยหยักที่สวมเข้ากันได้พอดี ให้ประกบกันแล้วรู้สึกสบาย หากเหมือนกันอย่างเช่นแม่เหล็กขั้วลบกับขั้วลบ ที่เมื่อเข้าใกล้กันก็ผละออกจากกัน แต่ขั้วบวกกับขั้วลบกลับดึงดูดกัน ผมเชื่อว่าเรามาเจอกันและใช้ชีวิตด้วยกันเพื่อทดแทนในสิ่งที่ตัวเองไม่มี เติมเต็มชีวิตคู่ อีกมุมหนึ่งผมมองว่าบางครั้งถ้าเราเหมือนกันมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเบื่อได้”

คุณโอ้ไม่ใช่ผู้ชายสนุกสนานเฮฮามากนัก เขามีความอบอุ่น เป็นผู้ใหญ่ และมีความรับผิดชอบ แต่คุณจอยเป็นผู้หญิงทะเล้น เธอชอบเล่นมุกตลกให้คนรอบข้างมีความสุข “เขาเป็นคนทะเล้น ช่วงแรกญาติๆ ผมเห็นเขาโพสต์ในเฟซบุ๊กก็คิดว่าเขาเป็นผู้หญิงแรงๆ เพราะเขาโพสต์แบบทะเล้น ทะลึ่ง แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไรเลย มีหลายคนที่คอยเตือน แต่ผมรู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยมาก” คุณโอ้พูดพร้อมกับหัวเราะ

คุณจอยบอกว่า “เราโตมากับการเข้าวัดทำบุญ เพียงแต่เป็นคนทะเล้น และรู้ว่าทำแบบไหนแล้วเพื่อนหัวเราะ ถ้าเพื่อนผู้หญิงเราจะดูรูปหนุ่มๆ กัน แต่เพื่อนผู้ชายเราจะคุยเรื่องสาวๆ เราแค่รู้ว่าจะทำยังไงให้เขายิ้ม เพราะจอยชอบรอยยิ้มและทำให้ตัวเองสบายใจ ข้อดีของเราคือขจัดความเครียดได้รวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกแค่ไหนก็ตาม มีบ้างที่เราโกรธหรือโมโห แต่เราใช้วิธีมองที่ข้อดีของเขาแล้วความรู้สึกไม่ดีก็หายไปเอง เราคิดเสมอว่าทำยังไงให้ตัวเองสบายใจ ใช้ชีวิตยังไงให้มีความสุข”

สามีที่แสนอบอุ่นคนนี้สอนภรรยาคนสวยอยู่เสมอว่า “เมื่อเราไม่สามารถเลือกได้ก็ต้องอยู่กับสิ่งนั้นให้ได้ ผมมองว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับการใช้ชีวิตคู่ หากเลือกไม่ได้ก็ต้องปรับตัวเข้าหาสิ่งที่มี บางครั้งสิ่งที่เรามองข้ามอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะมัวแต่มองหาอย่างอื่นจนไม่รับรู้ถึงสิ่งที่มีอยู่ เสียเวลากับเรื่องอื่นจนมองข้ามสิ่งสำคัญไป เขาสอนผมในหลายๆ เรื่อง อาจไม่ได้บอกด้วยคำพูดแต่เขาทำให้เราเห็น รู้สึกว่าเขาเป็นต้นแบบ เราเองก็เป็นต้นแบบให้เขาในหลายเรื่องเช่นกัน” ทั้งคุณโอ้และคุณจอยมองว่า การเปิดใจเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ ทั้งต้องเรียนรู้และยอมรับตัวตนของกันและกัน เพราะไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ การเปิดหัวใจพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเป็นทีมเวิร์คที่ดี ส่งผลให้ทั้งคู่อยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจ

โอ้-เสกสรรค์ & จอย-ณฐกมล

อีกสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายชายประทับใจในตัวภรรยาคือ เธอมีความเป็นแม่อย่างมาก ทั้งสรีระร่างกาย และความรู้สึกนึกคิด “ตอนที่เขาตั้งท้องลูกทั้งสองคน ผมไม่กังวลเลยเพราะรู้สึกว่าเขาแข็งแรงมาก มีโครงสร้างร่างกายที่พร้อมสำหรับการมีลูก ลูกๆ เกิดมาสมบูรณ์แข็งแรง เพราะเขาคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติทั้งสามคน ซึ่งสมัยนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก ด้วยยุคสมัยที่การผ่าคลอดทำให้คลอดง่ายขึ้น แต่ส่วนตัวผมคิดว่าการคลอดแบบธรรมชาตินั้นคนเป็นแม่ต้องมีความเสียสละอย่างมาก ทำให้เรารับรู้ได้ว่าเขาจะเลี้ยงลูกของเราได้ดีอย่างแน่นอน” คุณโอ้กล่าวชื่นชม

ในยามที่ภรรยาเข้าห้องคลอด ฝ่ายสามีก็อยู่เคียงข้างคอยให้กำลังใจตลอด เธอปฏิเสธรับยาแก้ปวดและบล็อกหลัง เพื่อให้ทั้งตัวเธอและลูกรับรู้ความรู้สึกในขณะคลอดไปพร้อมๆ กัน เธอจึงยอมรับความเจ็บปวดรวดร้าวไว้เพียงคนเดียว เพราะสิ่งที่จะให้ลูกได้คือความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายในสัมผัสแรกที่ลืมตาดูโลก และคุณจอยมั่นใจมากว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งเชื่อมร้อยความผูกพันของเธอกับลูกได้เป็นอย่างดี “จอยไม่เคยบอกให้ลูกรักเรา แต่คอยสอนว่าป๊าไปทำงาน อาจไม่ค่อยมีเวลาให้ แต่ป๊ายอมเหนื่อยเพราะรักหนู ซึ่งได้ผลดีเพราะลูกทุกคนรักป๊ามาก เราจึงรู้ว่านี่คือพลังอย่างหนึ่ง พอเห็นลูกเข้าไปกอดหอมพี่โอ้ ยิ่งทำให้เรามีความสุขเพราะเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูกค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ไม่ว่าจอยจะเหนื่อยแค่ไหนเมื่อได้เห็นหน้าลูก เราก็มีความสุขมากแล้ว ไม่รู้จะไปหาความสุขแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก มันใช้เงินซื้อไม่ได้”

เธอคือความสุข

แม้ฝ่ายภรรยาจะเคยแอบหวงความโสดอยู่บ้าง แต่เธอไม่คิดเลยว่าการแต่งงานกับคุณโอ้จะส่งผลให้ชีวิตเธอมาถึงจุดที่สุขมากขนาดนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเธอมีลูกให้แก่เขา เขาจึงไม่ได้มอบความสุขให้เธอเพียงฝ่ายเดียว แต่เธอก็ได้มอบความสุขให้เขาเช่นกัน “จอยชอบแอบมองหน้าลูก ด้วยความที่เราชอบเด็กอยู่แล้วก็จะมีความสุขกับเรื่องแบบนี้ คิดอยู่เสมอว่าลูกๆ ของเราหน้าตาน่ารักอย่างนี้นี่เอง ทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็แชร์อยู่ในความคิดของเราเสมอ หรือเวลานั่งคุยกับลูก ลูกมักพูดถึงป๊า แม้กระทั่งดวงตาก็เหมือนป๊าของเขา เราเหมือนเห็นพี่โอ้อยู่ตลอดเวลา เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นห่วงเขา ตอนนี้ทั้งเรื่องอาหารการกิน การดูแลสุขภาพจอยก็ช่วยดูแลเพราะอยากให้เขาอายุยืนยาวและอยู่กับลูกไปนานๆ”

ความรักของทั้งคู่อยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่าย แม้มีปัญหาผ่านเข้ามาให้แก้ไขบ้าง แต่ก็ร่วมกันฝ่าฟันไปได้ทุกครั้ง ด้วยนิสัยของทั้งสองค่อนข้างง่ายๆ สบายๆ ปัญหาทุกอย่างจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก “แต่ผมกลับชอบที่ชีวิตเป็นแบบนี้ มันทำให้รู้สึกว่าพรุ่งนี้เราต้องเจอกับบททดสอบอะไรอีก” คุณโอ้กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

แม้ทั้งคู่แต่งงานกันมานานสี่ปี แต่ทุกครั้งที่คุณจอยแสดงความรัก ไม่ว่าจะกอดหรือหอมสามี เธอกลับไม่รู้สึกเบื่อ ทั้งยังรู้สึกเหมือนการกอดกันครั้งแรกอยู่เสมอ ฝ่ายหญิงได้เล่าความในใจว่า “จอยเคยเจอคนที่รักเรามากจนไม่ยอมรับความจริง จึงทำให้เรากลัวว่าถ้าเรารักเขามากเกินไป แล้วหากวันหนึ่งต้องจากกันไปด้วยเหตุอะไรก็ตาม เราสองคนจะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร จอยไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว จึงไม่อยากให้เขารักเรามากเกินไป จอยคอยบอกให้เขารักลูกมากๆ เพราะรักลูกก็เหมือนรักเรา แต่จอยเป็นคนขี้อ้อน ขอแค่ให้เราได้อ้อนเขาบ้าง เพราะเขาเป็นผู้ชายอบอุ่น เวลาอยู่ด้วยแล้วรู้สึกอุ่นใจ แม้ถึงวันนี้เรายังไม่บอกรักเขา จอยมองว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เราบอกรักกันก็ยังไม่สาย เพราะทุกวันนี้เราก็แสดงความรักตลอดอยู่แล้ว”

คุณโอ้ภูมิใจในตัวภรรยามาก เขาบอกว่าคิดไม่ผิดที่เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองที่เลือกเธอมาเป็นคู่ชีวิตและแม่ของลูก แม้เธอจะไม่เคยเอ่ยคำว่ารัก แต่ทั้งสองต่างรับรู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งจำเป็น การทำดีต่อกันอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่างหากที่สำคัญที่สุด

ความเรียบง่ายของทั้งคู่ทำให้ความรักดำเนินไปอย่างมีความสุข ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเจอบททดสอบแบบไหน หรือจะพบพานเหตุการณ์ใด คุณโอ้และคุณจอยก็พร้อมจับมือเรียนรู้ชีวิตรักไปด้วยกัน ถึงแม้จะเป็น “การเดินทางที่ไม่มีจุดหมาย” เหมือนชื่อเพลงใหม่ของคุณโอ้ แต่เชื่อได้ว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

ใส่ความเห็น