ความสัมพันธ์นั้นเปราะบาง

หากกล่าวถึงคำว่า “ความสัมพันธ์” หลายคนย่อมนึกภาพคนสองคนที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ด้วยการพูดคุย ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน หรืออะไรก็ตามที่นำไปสู่ความสนิทสนมกลมเกลียว ที่จริงแล้วคำนี้ไม่ได้หมายความถึงคู่รักเพียงอย่างเดียว แต่ยังกินความถึงครอบครัว พี่น้อง เพื่อน ตลอดจนภาพใหญ่อย่างสังคมและประเทศ


แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง มุมมองความคิด ความรู้ ความเชื่อต่างๆ จึงแปรเปลี่ยน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือในหลายต่อหลายครั้งของความสัมพันธ์ ไม่ได้ดำเนินไปด้วยดีอย่างที่ควรเป็นหรือคาดหวังไว้ ไม่ว่าความสัมพันธ์รูปแบบใดย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

ความเป็นเมืองที่เจริญก้าวหน้าขึ้นส่งผลให้คนในสังคมมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง อันมีเหตุปัจจัยจากความเร่งรีบ เพราะต่างคนต่างต้องรีบไปทำงาน เรียนหนังสือ เพื่อหลีกหนีการจราจรที่แสนติดขัด รถไฟฟ้าที่อาจเสียได้ทุกเมื่อ รถเมล์ที่มาไม่ค่อยตรงเวลา ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวง่ายๆ ในแง่ของความสัมพันธ์ เช่น บางคนยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของเพื่อนบ้านเลยด้วยซ้ำ แม้กระทั่งคนในครอบครัวเองก็มีเวลาเจอหน้าหรือพูดคุยกันน้อยลง

ครอบครัวคือพื้นฐานของความสัมพันธ์
ครอบครัวคือพื้นฐานของการเรียนรู้และการเติบโตของลูก การเรียนรู้จากประสบการณ์ของพ่อแม่บ่มเพาะให้แต่ละคนมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันออกไป บทความจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวไว้สามประการ คือ 1. การชมเชยหรือชื่นชมที่เหมาะสม 2. การติเพื่อก่อ 3. การแก้ไขความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์

พ่อแม่ในหลายครอบครัวมีความเชื่อว่าหากชื่นชมลูกบ่อยๆ จะทำให้เด็กเหลิงและทำตัวไม่ดี ไม่น่ารัก จึงไม่กล่าวคำชมเมื่อลูกทำดี แต่หากลองตรึกตรองดู ไม่ว่าใครย่อมอยากได้ยินคำพูดดีๆ ทั้งนั้น การชื่นชมลูกในสิ่งที่ถูกต้องย่อมส่งผลให้เขารู้สึกว่าควรทำแบบนี้บ่อยๆ การแสดงความรู้สึกผ่านคำพูดย่อมเข้าใจได้ง่ายกว่าภาษากายที่ต้องใช้การตีความอีกชั้นหนึ่ง

ส่วนการติเตียนนับเป็นอีกข้อที่จำเป็นเช่นกัน เพราะไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด ครอบครัวเป็นผู้ใกล้ชิดและหวังดีที่สุด ต้องกล้าเตือนซึ่งกันและกัน เพื่อให้คนที่รักเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง แต่การตินั้นต้องเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ บอกถึงเหตุผลให้เขาเข้าใจด้วยน้ำเสียงที่ดีและจริงใจ ไม่ใช่การหาเรื่อง ที่สำคัญต้องไม่ว่ากล่าวต่อหน้าผู้อื่นจนทำให้เสียหน้า

นอกจากนี้ ในบทความได้ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคู่สมรสไว้ว่า “ต้องหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ พยายามพูดคุยกันด้วยอารมณ์ที่สงบ และตั้งใจฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง ท้ายที่สุดให้ช่วยกันเลือกหรือตัดสินใจมองหาทางออกที่ทั้งคู่ยอมรับได้” หมายความการพูดคุยอย่างใจเย็นย่อมนำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่ประสบผลสำเร็จ

เมื่อมนุษย์ขาดปฏิสัมพันธ์
เรื่องหนึ่งที่เริ่มเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าคนมากมายเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง หลายคนลำบากใจหากต้องเริ่มพูดคุยกับใครคนหนึ่งเมื่อแรกเจอ เพราะรู้สึกประหม่าและไม่รู้จะเริ่มต้นความสัมพันธ์อย่างไร จึงแก้ปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นๆ อันนำไปสู่การเก็บตัวและหลีกหนีสังคมในที่สุด

เมื่อไม่นานมานี้ สื่อนำเสนอข่าวของนายมาซายูกิ โอซากิ ชายชาวญี่ปุ่นที่พบรักใหม่กับตุ๊กตายาง เขาเล่าว่าตนเองแต่งงานแล้ว แต่หลังจากมีลูก เขากับภรรยาก็ไม่มีเซ็กซ์กันอีกเลย จนเขาเริ่มรู้สึกเหงา แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังจากเขาได้รู้จักกับตุ๊กตายางและซื้อมาเป็นเพื่อนคลายเหงา แน่นอนว่าเขาดูแลตุ๊กตาราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์จริงๆ ทั้งหาซื้อเสื้อผ้า อาบน้ำ แต่งตัวให้ แม้ว่าภรรยาและลูกของเขาจะไม่พอใจนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มเปิดใจยอมรับ ในสังคมญี่ปุ่นนั้นการมีตุ๊กตายางเป็นเพื่อนกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชายขี้เหงา ที่ใช้ตุ๊กตาเหล่านี้เป็นเพื่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในจิตใจ

หลายคนเมื่อเห็นข่าวนี้อาจเห็นว่านายมาซายูกิมีความคิดแปลกประหลาด ทั้งที่ควรพิจารณาให้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักให้เขาเลือกมีปฏิสัมพันธ์กับตุ๊กตาที่พูดไม่ได้มากกว่าการพูดคุยกับคนใกล้ตัวอย่างครอบครัว และเมื่อลองค้นข่าวย้อนหลังมากขึ้นทำให้พบว่า ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่ยังมีอีกหลายคนที่เลือกปฏิสัมพันธ์กับสิ่งของไร้ชีวิตมากกว่าคนที่มีชีวิตจิตใจ

นายโยชิทากะ เฮียวโด ทหารผ่านศึกที่อาศัยอยู่กับตุ๊กตายางนับสิบกล่าวว่า “ในอนาคตผมคิดว่าผู้ชายจะเลือกมีความสัมพันธ์กับตุ๊กตายางมากขึ้น เพราะมันทำให้พวกเขาสบายใจเนื่องจากพวกเธอไม่เคยบ่นเลย” นั่นอาจตีความอย่างง่ายได้ว่า หลายคนในสังคม “เบื่อ” กับการต้องฟังคำบ่นหรือต้องรองรับความไม่พอใจของอีกฝ่าย เพียงแต่ยังไม่อยากอยู่คนเดียวจึงเลือกตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์เป็นเพื่อนช่วยคลายความเหงาที่เกาะกินใจ

ในประเด็นเดียวกันนี้ สั งคมไทยก็มีความคล้ายคลึงกัน แม้เป็นประเทศที่ไม่อนุญาตให้ขายเซ็กซ์ทอยส์อย่างถูกต้องตามกฏหมาย แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความเบื่อหน่าย รำคาญต่อเสียงพร่ำบ่นของคนในบ้าน เช่น คุณพ่อหรือคุณลูกที่เบื่อฟังคุณแม่จู้จี้ขี้บ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยอ้างว่า “เป็นห่วง” แต่ความห่วงใยที่ทำให้ลำบากใจนั้นกลับก่อให้เกิดการตีตัวออกห่าง และเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นหลายคนจึงเลือกที่จะไม่พูดคุยกัน

ขอเพียงคนรับฟัง
จากประเด็นข้างต้นเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันที่ลดน้อยลง หรือที่จริงแล้วเราอาจยังอยากมีปฏิสัมพันธ์ เพียงแต่ไม่ใช่กับคนสนิทเนื่องจากรู้สึกเบื่อก็เป็นได้ ปัญหาของใครหลายคนคือมีเรื่องราวที่อยากเล่าให้คนอื่นฟังแต่ไร้ผู้รับฟัง บางครั้งการเล่าให้ครอบครัวฟังก็ไม่ใช่ทางออก เพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น พื้นฐานความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว สภาพแวดล้อมขณะพูดคุยกัน การเปิดใจรับฟังด้วยความจริงใจแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นต้น

ในประเทศไทยมีบริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในปี 2560 มีประชาชนโทร.ปรึกษาปัญหาที่เครียดวิตกกังวลมากเป็นอันดับ 1 เกือบ 30,000 สาย ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2557 และวัยที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดคือวัยทำงาน

ความเครียดที่อยากระบายให้ใครสักคนฟังเป็นที่มาของ “บริการเช่าลุง” ในประเทศญี่ปุ่น อันมีนายทะกะโนะบุ นิชิโมะโตะ เป็นผู้จัดตั้งบริการนี้ขึ้น ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่แค่อยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ คอยรับฟังเรื่องราวในใจราว 1-2 ชั่วโมง ลูกค้าส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี ประมาณ 70% เป็นผู้หญิงที่ต้องการคนรับฟังอย่างจริงใจ แต่มีบางคนที่อยากได้คำแนะนำจากผู้ที่มีวุฒิภาวะหรือมีประสบการณ์ชีวิตมาพอสมควร อย่างเช่นนักศึกษาที่ยังไม่แน่ใจเรื่องอนาคตของตัวเอง แต่ไม่มีคนในครอบครัวที่ให้คำปรึกษาได้ หรือผู้ที่เริ่มเข้าสู่สังคมการทำงานแต่ไม่รู้จะปฏิบัติตัวกับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานอย่างไร

สังคมการทำงานที่ต้องทำงานหักโหมทำให้กลุ่มคนวัยทำงานไม่มีเวลาพบปะเพื่อนฝูง ส่งผลให้จำนวนเพื่อนลดน้อยลง บนโลกออนไลน์จึงเริ่มมีบริการให้เช่าเพื่อนมากขึ้นโดยเฉพาะในญี่ปุ่น ที่ล่าสุดก้าวล้ำกว่าเดิมเพราะลูกค้าของ Family Romance บริการให้เช่าเพื่อน จัดปาร์ตี้เฉพาะผู้หญิงหรือจัดปาร์ตี้วันเกิดกับเพื่อนปลอม จนถึงบริการเช่าเพื่อนมาถ่ายรูปโพในโลกออนไลน์ เพื่อให้ดูว่ามีเพื่อนเยอะ ค่าใช้จ่ายการเช่าเพื่อน 1 คน เวลา 2 ชั่วโมง ราคา 8,000 เยน หรือประมาณ 2,400 บาท (ชั่วโมงละ 1,200 บาทต่อคน) แต่ส่วนใหญ่มักจ้างมาประมาณ 4 คน ค่าใช้จ่ายจึงอยู่ที่ 2 ชั่วโมงราคา 32,000 เยน หรือประมาณ 9,700 บาท

ในประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้าเพราะล่าสุดมีบริการ “the True Mate” หรือเพื่อนให้เช่า อันเนื่องด้วยความเหงา ภายใต้คอนเซ็ปต์ง่ายๆ จากบริษัทที่บริการจัดหาคู่ แต่บางครั้งลูกค้ากลับต้องการหาเพื่อนเป็นครั้งคราวเท่านั้น จึงมีการจัดเพื่อนให้ตามต้องการ เช่น เพศ อายุ และความประสงค์ โดยให้เช่าเพียงหนึ่งวันไม่มีค้างคืนเพื่อป้องกันเรื่องชู้สาว และคิดอัตราค่าบริการวันละ 2,000 บาท

จากประเด็นที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้มีหลายคนที่ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต แต่สุดท้ายแล้วก็ยังอยากบอกเล่าบางเรื่องราวให้ใครสักคนได้รับฟัง และไม่จำเป็นต้องเป็นคนใกล้ตัวหรือต้องอยู่ด้วยกันในความสัมพันธ์ที่ถาวร แค่อยู่เป็นเพื่อนเพียงครั้งคราวก็พอ อาจกล่าวได้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันต้องการความสัมพันธ์แบบชั่วคราว

แม้โลกแปรผัน อย่าให้ความสัมพันธ์ผันแปร
ก่อนอื่นต้องยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า สภาพหลายอย่างของสังคมปัจจุบันส่งผลให้ใช้ชีวิตยากยิ่งขึ้น ทุกคนมีความเครียดเพิ่มสูงขึ้น มีแรงกดดันจากหลายทิศทางมากขึ้น จนทำให้ความสุขในชีวิตลดน้อยถอยลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ สิ่งสำคัญที่ต้องถนอมไว้เพื่อความเข้มแข็งในการใช้ชีวิตคือ “ครอบครัว” เพราะหลายคนมักเครียดจนละเลยครอบครัว ลืมใส่ใจคนใกล้ตัว จนก่อตัวเป็นความรู้สึกน้อยใจและความเหินห่าง นานวันเข้าอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่อาจเรียกสถานะเดิมกลับคืนได้

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ อย่าถือเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ คิดว่าคนรอบข้างต้องเห็นพ้องกับตนทุกเรื่อง แม้ความเครียด ความวิตกกังวล ความกดดันจะรุกล้ำจิตใจมากเพียงใด แต่ต้องไม่ให้สิ่งเร้าเหล่านี้มาทำลายความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในชีวิต

เพราะความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตของมนุษย์สมัยใหม่จึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในทางกลับกัน มนุษย์อาจตกหลุมรักหุ่นยนต์ในอนาคตก็เป็นได้ ท้ายที่สุดแล้วยังไม่สามารถตอบได้ว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งไร้ชีวิตอย่างหุ่นยนต์หรือตุ๊กตายางนั้นจะสิ้นสุดลงที่ตรงไหนหรืออย่างไร หากลองพิจารณาให้ดีการพูดคุยกับสิ่งของที่ไร้ลมหายใจนั้น เปรียบเหมือนการ “ตบมือข้างเดียว” เพราะนอกจากความต้องการผู้รับฟังที่ดีแล้ว สิ่งที่มนุษย์ต้องการจากใจจริงมีมากกว่านั้น เช่น การตอบรับด้วยคำพูด คำปรึกษา สัมผัสที่อบอุ่นอย่างมีเลือดเนื้อและความรู้สึก แววตาที่แสดงอารมณ์จากหัวใจ เป็นต้น อันเป็นสิ่งที่ ณ ปัจจุบันหุ่นยนต์และตุ๊กตายางยังไม่สามารถตอบสนองได้เฉกเช่นมนุษย์

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนารวดเร็วเพียงใด แต่ความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้นต้องดำเนินต่อไปอย่างเนิบช้าและมีสติ เพราะอย่างไรเสียมนุษย์ย่อมต้องการใครสักคนที่คอยอยู่เคียงข้าง เป็นเพื่อนรับฟังอย่างเข้าใจและสัมผัสอย่างอบอุ่นด้วยใจจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *