ColumDetail
21
แขกรับเชิญ : ‘ซึมเศร้า’ โรคฮิตแห่งยุคสมัย

แขกรับเชิญ
HUG Magazine ปีที่ 5 ฉบับที่ 6
สิริลักษณ์ ลีวิวัฒนาวงศ์

                         ‘ซึมเศร้า’ โรคฮิตแห่งยุคสมัย

‘ซึมเศร้า’ โรคฮิตแห่งยุคสมัย
           ใครจะเชื่อว่าโรคฮิตที่พบมากในปัจจุบัน จะเป็นโรคทางจิตเวชศาสตร์ที่ชื่อว่า ‘โรคซึมเศร้า’ เพราะในช่วงหลังๆ มานี้ เราจะเห็นได้ว่า มีข่าวการฆ่าตัวตาย โดยมีผลมาจากโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นมาก แท้จริงแล้วโรคชนิดนี้เป็นแบบไหน เกิดจากสาเหตุอะไร หากเป็นแล้วรักษาได้ไหม แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเรา หรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นโรคนี้
          แขกรับเชิญในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ‘ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล’ จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาเป็นผู้ให้คำตอบและความรู้เกี่ยวกับ ‘โรคซึมเศร้า’ โรคฮิตแห่งยุคสมัยนี้

โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร
          เมื่อพูดถึงโรคซึมเศร้า คุณหมอมาโนช บอกว่า ในโลกของจิตเวชนั้น เจอมากที่สุดคือ ‘โรคซึมเศร้า’ รองลงมาจึงเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งจริงๆ โรคนี้เป็นที่รู้จักมากว่า 100 ปีแล้ว เพียวแต่จะรู้เฉพาะในวงการแพทย์ แต่ตอนหลังก็เริ่มรู้จักกันมากขึ้น จากเหตุของเรื่องการฆ่าตัวตาย
          ที่มาของโรคนั้น ทั่วไปมักจะเข้าใจว่ามาจาก ‘ความกดดัน’ ซึ่งตรงนี้คุณหมอเองก็บอกว่า ‘ใช่’ หากแต่ยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น 
          “ความกดดันทั้งจากครอบครัว การงาน การเรียน เรื่องพวกนี้ทำให้เราเสียใจและเศร้าใจได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นโรคซึมเศร้า คนที่เป็นโรคนี้เป็นคนที่มีความเสี่ยงระดับหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อมาเจอเรื่องพวกนี้เข้า จึงทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า”
          โดยความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้นั้น ก็มีทั้งเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของยีนที่ผิดปกติ เรื่องของฮอร์โมน ที่ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเลี้ยงดู หากมีการพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก ก็จะมีแนวโน้มความเสี่ยงสูงเช่นกัน
          หลักๆ เลยโรคซึมเศร้า คือสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า ซีโรโทนิน ต่ำกว่าปกติ ทำให้การสื่อสารเซลล์ประสาททำงานได้ไม่ดีในบางส่วนของสมอง ซึ่งจริงๆ มีสารอีกหลายตัว แต่ตัวนี้คือตัวหลัก จึงทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นมา
          “เมื่อก่อนเราก็คิดว่าโรคนี้เกิดจากจิตใจ เพราะเครียด ซึ่งก็ใช่ แต่ก็มีอีกส่วนคือด้านชีวภาพ เมื่อเราเจอประสบเรื่องสูญเสีย ก็จะเป็นการกระตุ้นและกระทบกระเทือนต่อยีนที่สร้างสารเคมี พูดง่ายๆ เหมือนกับเป็นรอยแผลเป็น เมื่อเราโตขึ้นพอมีเรื่องอะไรไปกระตุ้น ตัวนี้มันก็ปล่อยสารที่ทำให้เกิดซึมเศร้าขึ้นมา โดยทุกคนสามารถเป็นโรคนี้ได้ เหมือนเบาหวาน เหมือนความดัน ที่นี้ ประเด็นคือ มันไม่มีตัวตรวจ lkiouh”

อาการของโรค
          “หลักๆ ที่เห็นได้ชัดเลยคือ 1. อาการซึมเศร้า 2. เบื่อหน่าย สองข้อจะนี้มีเท่ากัน หรือมีข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ คนทั่วไปมักคิดว่า
คนเป็นโรคซึมเศร้าต้องเศร้าร้องไห้เสียใจ แต่จริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ร้องไห้ ซึมเศร้า แต่เป็นแบบเซ็ง เบื่อ ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่มีชีวิตชีวา เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่อยากไป อยู่ๆ ก็เบื่อไปหมด ไม่มีความเพลิดเพลินใจ”
           สองข้อนี้คุณหมอบอกว่าเป็นอาการหลัก แต่ยังมีอาการทางด้านจิตใจคือ รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า เป็นภาระของคนอื่น ท้อแท้ หมดหวัง คิดอยากตาย สำหรับทางด้านร่างกายจะเป็นนอนไม่หลับ น้ำหนักลด เพลียๆ ไม่มีแรง บางคนก็จะหงุดหงิดง่าย 

อาการของโรคในแต่ละวัยไม่เหมือนกัน
          สำหรับช่วงวัยของการเกิดโรคชนิดนี้นั้น คุณหมอบอกว่า สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่วัยที่พบมากมักจะเป็น ช่วงวัยทำงานหรือวัยกลางคน แต่ในอาการนั้นมีข้อแตกต่างกันบ้าง
           ในเด็กเล็ก เด็กประถมนั้นก็มีเรื่องของโรคซึมเศร้าได้ แต่จะมีอาการในลักษณะ โยเย ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่แจ่มใส ไม่เล่นกับเพื่อนเหมือนเช่นเคย การเรียนแย่ลง ผอมลง
           สำหรับวัยรุ่น อาการจะแสดงออกมาทั้งแบบตรงไปตรงมาคือ ออกมาในอาการของโรคซึมเศร้า และแบบที่ไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งพ่อแม่มักไม่เข้าใจ เช่น ก้าวร้าว เกเร จากความที่เขารู้สึกว่า ตนเองไม่เป็นที่รักของใคร ไม่มีใครต้องการ ไม่มีคุณค่า จึงทำให้แสดงออกมาในลักษณะการทำตัวให้ไม่มีคุณค่า ประชดชีวิต ใช้ชีวิตแบบมีความสุขของฉัน อยู่ไปวันๆ แบบไม่แคร์ใคร 
           “มีหลายรายที่พาลูกมาตรวจ เพราะบอกว่าเด็กที่บ้านมีปัญหา เด็กก้าวร้าวเกเร แต่จริงๆ แล้วคือเด็กเป็นซึมเศร้า รู้สึกพ่อแม่ไม่สนใจ มีแต่เรื่องทะเลาะกัน พอเข้ามหาวิทยาลัย วัยทำงาน ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างกดดันอีกแบบ ซึ่งก็แล้วแต่อาการของเขาเลยว่าจะมายังไง ในผู้สูงอายุมักจะเป็นเรื่องของความเหงา เพื่อนที่เริ่มล้มหายตายจาก ลูกเริ่มออกไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง”
           คุณหมอยังได้เสริมอีกด้วยว่า ผู้สูงอายุมักจะมีอาการทางด้านร่างกายมากกว่าในวัยอื่น เช่น อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดหัว นอนไม่หลับ หรือนอนแล้วหลับไม่สนิท
           “ผู้ใหญ่บางคนน้ำหนักลดเป็น 10 กิโล แล้วนึกว่าเป็นมะเร็งไปตรวจ หมดค่าตรวจเกือบแสน สรุปว่าไม่ได้เป็น จนส่งมาพบจิตแพทย์ ปรากฏว่า เป็นโรคซึมเศร้า”

ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล


โรคซึมเศร้ากับการฆ่าตัวตาย
          “พอซึมเศร้าแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า คนเราจะมีชีวิตไปทำไม แต่ที่เจอบ่อยคือ ซึมเศร้าร่วมกับพวกที่มีโรคเรื้อรังทางด้านกาย เช่น มะเร็ง เนื้องอก อัมพาต ซึ่งทำให้เกิดแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายได้ เพราะเขารู้สึกว่าภาระกับผู้อื่น อย่างอาชีพผู้พิพากษา ตำรวจ ทหาร คือ เราว่าเขาเป็นคนที่เข้มแข็ง ทำไมเขาฆ่าตัวตายได้ เพราะเมื่อเขาซึมเศร้า ก็เป็นภาวะความอ่อนแอในจิตใจ เก็บตัว ซึมลง พูดน้อยลง ไม่แจ่มใส ไม่ใช่เขาคนเดิม ตรงนี้ญาติๆ ก็ไม่รู้ ซึ่งถ้ารักษาก็จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

สังเกตตัวเองอย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า
           “สำคัญที่สุดคือ อาการจะต้องเป็นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ขึ้นไป และเป็นแทบทุกวัน อันนี้ต่างจากเสียใจหรือผิดหวัง ทั้งอกหัก สอบตก ที่เป็นแค่ระยะสั้น อย่างเช่นเสียใจจากแฟนทิ้ง สองวันแฟนกลับมาบอกว่า เปลี่ยนใจแล้ว อาการก็หาย แต่ถ้าเป็นโรคซึมเศร้า เขาก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ต่อให้แฟนกลับมาคืนดีก็ไม่หาย ไม่ดีขึ้น ยกตัวอย่าง คุณป้าท่านหนึ่ง เขาบอกว่าทุกทีที่ลูกพาหลานมาเยี่ยมจะมีความสุขมาก แต่พอเขาเป็นซึมเศร้า หลานมาก็รำคาญ ไม่อยากยุ่งกับใคร”
           ดังนั้นสิ่งที่ต้องสังเกตคือ นิสัยเราเปลี่ยนไปจากเดิมไหม โดยอาจมีคนทักว่า ‘ทำไมเงียบลง ผอมลง ทำไมหมู่นี้ไม่พูดไม่จา ดูซึมๆ ไป’ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เราก็ต้องกลับมามองตัวเองว่า เปลี่ยนไปจริงรึไม่ ช่วงที่เริ่มเป็นแรกๆ อาจจะสังเกตไม่เห็น แต่เรื่อยๆ อาการจะเห็นชัดขึ้น อารมณ์ต่างๆ จะเหมือนกราฟที่ค่อยๆ ตกลงมา

ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน
           เมื่อไม่สบายย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิต หากแต่โรคนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันหรือไม่ คุณหมอได้อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า 
          “หากเป็นคนที่ทำงานออฟฟิศ ใหม่ๆ ตอนที่มีอาการเริ่มต้น อาจเป็นการเบื่อ ไม่อยากไปทำงาน ไม่ใช่แค่วันจันทร์นะ (หัวเราะ) แต่เป็นทุกวัน พอไปทำงานก็ไม่มีกระจิตกระใจทำงาน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แต่ยังพอฝืนใจไปทำงานได้ ถ้ามากขึ้น ตื่นมาก็เริ่มไม่รู้จะไปทำไม เริ่มเข้างานสาย พอเจ้านายเรียกเตือน ก็เริ่มรู้สึกไม่ดี รู้สึกแย่ต่อตนเอง ก็จะเริ่มหายไปเป็นวัน ขาดงาน ถ้าเป็นแม่บ้านเสื้อผ้าก็กองเต็ม อาหารก็ไม่ทำ เป็นต้น”

เพราะพลังหายไป
          “จริงๆ คอนเซ็ปต์ของโรคนี้คือ ‘พลังมันหายไป’ แล้วพลังที่มีเอาไว้ทำอะไรบ้าง ก็มีเรื่องของความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน การทำงาน การเล่น ความรัก เราใช้พลังทั้งหมด และเมื่อพลังหายไป ก็อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร”

การตรวจรักษา
          คุณหมอแนะนำว่า สำหรับคนใกล้ชิดนั้นต้องสังเกตว่า เขาเปลี่ยนไปไหม แล้วที่บอกว่าเปลี่ยนนี้ดูว่าเขาแย่ลง เก็บตัวเงียบ ช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า หรือเขามีอะไรอยากจะคุยหรือไม่ แล้วก็จึงค่อยๆ ประคับประคองให้ดีขึ้น หากสักพักแล้วอาการตกลงไปอีก หรือให้คำแนะนำแล้วไม่ดีขึ้น ซึ่งไม่ดีในที่นี้สามารถดูได้จาก 3 ด้านคือ 1. การงานแย่ลงหรือไม่ 2. สถานภาพแย่ลง เก็บตัวไม่พูดไม่คุยหรือไม่ 3. กิจกรรมต่างๆ ที่นอกเหนือนอกเหนือจากเรื่องงาน อาทิ เรื่องของงานอดิเรกที่เคยทำหายไปหรือไม่ หากดูทั้ง 3 ด้าน และพูดคุยแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็ควรจะพบแพทย์
           ส่วนการตรวจรักษานั้น คุณหมอมาโนช ได้กล่าวถึงแบบประเมินภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีทั้งหมด 9 ข้อ
(ทาง
www.ramamental.com/phq9/) ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ถ้าทำแล้ว ‘เป็น’ ก็ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินอีกที เพราะว่านอกเหนือจากสภาพความกดดันแล้ว ยังมีเรื่องของยาบางตัวที่สามารถทำให้เกิดอาการนี้ จากการที่ทำให้สารเคมีในสมองบางตัวบกพร่อง หรือโรคทางด้านร่างกายบางอย่าง อาทิ ไทรอยด์ต่ำ เนื้องอก พาร์กินสัน ก็ทำให้มีอาการคล้ายโรคซึมเศร้าได้
          “มีสำรวจที่คลินิกเบาหวาน พบว่าคนไข้ 20 - 30% เป็นโรคซึมเศร้าแบบอ่อนๆ น้อยๆ ถึงปานกลาง ชีวิตไม่มีความสุข ไม่แจ่มใส ตอนหลังถึงมีรณรงค์ให้ใช้แบบทดสอบนี้กับคนไข้เรื้อรัง พอได้ผลสูงก็มาแจ้งให้หมอ เพื่อรักษาควบคู่กันไปด้วย ที่นี้พอรักษาโรคซึมเศร้าแล้ว คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นด้วย เหมือนส่งผลต่อโรคทางกาย”
           “วิธีรักษาก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ เป็นมะเร็งก็ต้องรักษามะเร็ง ไทรอยด์ต่ำก็ต้องรักษาไทรอยด์ ถ้าอาการมาจากความผิดปกติของร่างกาย ถามว่ายาแก้ซึมเศร้ามันช่วยได้ไหม ก็ได้ แต่นั่นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ”
           การรักษานั้น หากมีอาการไม่มาก ก็สามารถจะดีขึ้นเองได้ แต่ต้องได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งนั้นหมายถึงว่า มีคนปรึกษา มีคนช่วยเหลือ คลายความกดดันที่เป็นสาเหตุ แนะนำเขาในทางที่ดีๆ ก็สามารถช่วยได้

ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล
ช่วยแก้ปัญหาขั้นต้นด้วยการฟัง
          “หลักการสำคัญคือ ‘ฟังให้เยอะ’ เพราะส่วนใหญ่พอเขาจะเริ่มพูด ยังไม่ทันฟังเลย บางทีก็ให้กำลังใจไปว่า สู้ๆ แต่จริงๆ เราต้องฟังเขาก่อน เป็นยังไงเหรอ เกิดอะไร ให้เขาได้ระบายสิ่งที่อัดอั้น คนเราถ้าได้พูดอะไรออกมาก็ความเครียดก็จะลดลง เราก็จะเข้าใจเขามากขึ้น พอเข้าใจก็จะสามารถให้คำแนะนำได้ ส่วนใหญ่ของคนที่พูดว่า ไม่รู้จะให้คำแนะนำอย่างไรคือ คนที่ไม่ฟัง”
          “มันยากตรงที่พอเป็นเรื่องจิตใจแล้วเรามองไม่เห็น เจ้านายก็มองว่าขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบ ญาติก็มองว่าไม่สู้ เป็นคนอ่อน แต่จริงๆ ไม่ใช่ เขาไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น แต่ใจมันไม่ไป ทีนี้ถ้าเราเข้าใจเขา ค่อยให้กำลังใจ ด้านบวกก็จะดีกว่าการใช้วิธีท้าทาย กระตุ้น วิธีอะไรแบบนั้นจะไม่ค่อยดี”
มีสิทธิ์หายขาดไหม
          โรคซึมเศร้านั้นคุณหมอได้จำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบเป็นครั้งเดียวหาย กับอีกแบบคือ เป็นแล้วเป็นอีก 
          “หลายๆ รายรักษาเสร็จก็หาย แต่บางคนพอหายแล้วอีก 1 - 2 ปี ก็กลับมาเป็นใหม่ คนที่เป็นแบบนี้โดยมากเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ แต่ถ้าเป็นจากเรื่องหุ้นตก เรื่องทอง เรื่องอะไรแบบนี้ อันนี้ก็เป็นซึมเศร้าแต่ทางจิตใจ ก็ไม่ค่อยเท่าไร พอหายแล้วก็หายขาด”

วิธีป้องกัน หรือลดความเสี่ยง
        “วิธีป้องกันมันพูดได้ แต่คนที่มีความเสี่ยงมันทำไม่ได้ แต่คนที่มีแนวโน้มเนี่ย เรื่องเข้ามาห้า อาจจะตีความเป็นสิบ เพราะงั้นทางป้องกันที่ดีคือ มีเพื่อน มีคนปรึกษา มีคนพูดคุยกัน ลดความเครียดในตัวเรา สำคัญที่สุดอยู่ที่มุมมองของปัญหา ถ้ามุมมองเราดี ความกดดันต่างๆ ก็ลดลง ปรับความคิด ปรับอารมณ์ ผ่อนคลาย อย่าจมกับเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่”

เล่นกีฬาลดการซึมเศร้า
          การเล่นกีฬา ทำให้สารความสุขหรือเอ็นโดรฟินหลั่ง และยังทำให้เซลล์สมองเจริญดีอีกด้วย โดยคนที่เป็นโรคซึมเศร้า หากได้ออกกำลังกายคุณหมอบอกว่า จะสามารถทำให้หายเร็วขึ้น เพราะเซลล์สมองนั้นเหมือนกับเลือด ที่มีการสร้างแล้วก็ตายไป ซึ่งมีการพบว่า คนเป็นโรคซึมเศร้า เซลล์จะสร้างน้อย ตายเร็ว ดังนั้นถ้าได้ออกกำลังกายมันจะไปเปลี่ยนตรงนี้ด้วย
“แต่ว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าใหม่ๆ เขาจะไม่มีพลังในการทำอะไร ดังนั้น ช่วงแรกๆ จะไม่ทำก็ไม่เป็นไร ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งคือ ญาติพี่น้องจะบอกว่า สู้สิ พวกนี้หากให้ทำโดยที่เขาไม่พร้อมจะยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่ ควรจะค่อยๆ ประคับประคอง พอดีขึ้น ค่อยเติมกิจกรรมเข้าไป”

โรคซึมเศร้ากับโรควิตกกังวล
          “ทั้ง 2 โรค สามารถเจอร่วมกันได้ แต่โรควิตกกังวลเค้าจะกังวลไปข้างหน้าข้างหน้า จะมองเห็นความล้มเหลวข้างหน้า วิตกกังวล กระวนกระวาย กระสับกระส่ายอะไรแบบนี้ ไม่เหมือนกัน หากเป็นเล็กน้อยก็จะแยกจากซึมเศร้าได้ยาก แต่ถ้าเป็นเยอะแล้วจะสังเกตได้อย่างชัดเจน”

           ก่อนจะจากกันไป คุณหมอได้ทิ้งท้ายเกี่ยวกับโรคสุดฮิตในสังคมไว้ว่า โรคซึมเศร้าสามารถเกิดกับใครก็ได้ วัยไหนก็ได้ หากแต่เมื่อไรที่เรารู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม ในแบบพลังลดลง ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่สดชื่น ไม่แจ่มใส นอนไม่หลับ และมีอาการมากกว่า 2 อาทิตย์ ก็อาจจะเป็นโรคซึมเศร้า ลองปรึกษาคนข้างๆ ดูว่าเรามีเรื่องไม่สบายใจอะไรไหม อย่างเก็บความทุกข์ไว้กับตัว ไม่ต้องเกรงใจ และเมื่อมีคนเข้าใจ ทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์

 

 

  
  
new laws

ทำใมผู้ชายไม่เคยพอ :: กานดา อาร์สยาม

 

  
  
 
  
  
 

โสดสุกสโมสร

Facebook

 

            อ่านHUGในแบบE-BOOK ได้แล้ว คลิ๊กเลย!!!

 
Copyright © 2007 by HUG Magazine   
Login  |  
   
);